ฟึบ
ห้วงสำนึกของหลี่เค่อคล้ายถูกหลอมหลวม
ประกายแสงเล็กๆ ขยายใหญ่ กลายเป็นเรื่องราวเฉินรุ่ยฟางปรากฏแจ่มชัดในมโนสำนึกของหลี่เค่อ
ช่วงต้นปรากฏภาพเด็กหญิงแย้มยิ้ม มีความสุขในช่วงเวลาเยาว์วัยไร้เดียงสา
จากนั้นก็ค่อยๆ เติบใหญ่ครอบครัวอบอุ่นมีความสุขดี
แต่แม้จะบอกว่าสุขก็มีความทุกข์บ้างตามเรื่องราวของโลก ที่ไม่มีใครจะสุขได้เพียงอย่างเดียว
แต่เรื่องที่ฝั่งแน่นในจิตวิญญาณของเฉิยรุ่ยฟางเมื่อเยาว์วัยคือ เรื่องราวของมารดาผู้อาภัพ ที่มักต้องถูกนินทาด้วยฐานะนางโลม
ผู้คนต่อหน้านางอย่างหนึ่งลับหลังนางก็อย่างหนึ่ง เด็กหญิงที่ไร้เดียงสาต้องรับรู้เรื่องเหล่านี้ เพราะผู้คนสูงวัยไม่สนใจเมื่อนางปรากฏตัว
บุรุษวัยกลางคนพบมารดาของเฉิยรุ่ยเฟยเขาก็อยากมอบเงินหลับนอนกับนาง คิดว่าเป็นนางโลมต้องใจง่ายและทำเพื่อเงิน
หญิงสาวบ้านใกล้ที่พึงแต่งงานพบหน้ามารดาเฉินรุ่ยฟางก็ทำดีแสร้งใจกระจ่างซึ่งหน้า แต่ลับหลังก็ชอบนินทามารดาเฉินรุ่ยฟางเป็นสตรีชั่วร่านราคะยั่วยวนบุรุษทุกซอกตรอกเมือง
บิดาเฉินรุ่ยฟางรับรู้ความทุกข์ใจของผู้เป็นภรรยาที่ครั้งหนึ่งเกิดในตระกูลบรรดาศักดิ์ หากแต่ภายหลังตกต่ำสิ้นตระกูล นางถูกสถานการณ์บีบบังคับต้องขายร่างกาย สุดท้ายถูก 'เฉินฮ่านหลาน' บิดาของเฉินรุ่ยฟางประหยัดเงินซื้อตัวนางด้วยความรัก
เพราะความทุกข์ใจของภรรยา หลังนางได้ลูกชายสองคน เฉินฮ่านหลานจึงตัดสินใจนำเงินเก็บไปซื้อบ้านชานเมืองไกลผู้คน เพื่อไม่ให้ภรรยาต้องทุกข์ใจด้วยคำนินทาอีก
แต่นั้นกลับนำภัยร้ายเกินบรรยายมา
ทั้งเฉินฮ่านหลานและภรรยาทั้งสองต่างเป็นคนจิตใจดี
ในช่วงเวลาหนึ่ง 'อาณาจักรสนแดง' และ 'อาณาจักรเมฆคล้อย' ทำสงครามกัน
เฉินฮ่านหลานได้ช่วยชีวิตชายคนหนึ่งเอาไว้ซึ่งเขาเป็นผู้บ่มเพาะระดับ [4] ตราสัญลักษณ์ในสภาพเจียนตาย เพราะเห็นคนใกล้ตายเฉินฮ่านหลานไม่สามารถไม่ทำใจช่วย
สุดท้ายเขาก็ช่วยชายคนนั้น
เบื้องต้นชายคนนั้นสุภาพนักและเขาทำตัวราวกับสำนึกบุญคุณของ 'เฉินฮ่านหลาน' ผู้เป็นบิดาของเฉินรุ่ยฟาง
แต่อนิจจาความจริงแล้วนั้นก็เป็นเพียงภาพมายาที่ซ่อนความชั่วของตัวเองเอาไว้
ชายคนนี้คือหนึ่งในเก้าองค์ชายแห่งอาณาจักรเมฆคล้อยนาม 'อู๋เจี๋ย' ซึ่งเป็นองค์ชายลำดับที่ห้า เขามาที่อาณาจักรสนแดงเพื่อก่อการยุแยงให้แตกแยกภายใน ติดสินบนขุนนางข้าราชการต่างๆ และมาเพื่อปล้นของมูลทางการทหาร แต่สุดท้ายแผนการที่เขาวางไว้บางส่วนล้มเหลว และเขาถูกไล่ฆ่า
โดยเขาได้เฉินฮ่านหลานช่วยไว้อย่างด้วยความบังเอิญ
ซึ่งแทนที่เขาจะสำนึกบุญคุณ
ด้วยความงามของมารดาเฉินรุ่ยฟาง แม้นางไม่ได้งามลึกล้ำจนเข้าขั้นพิศวง แต่ก็ต้องติดธรรมเนียมสตรีชั้นหนึ่งที่ละเอียดอ่อน เช่นเฉินรุ่ยฟางที่ได้ความงามของมารดามา ทำให้นางเป็นสตรีน่ารักน่ามองดุจตุ๊กตากระเบื้องเคลือบ
สุดท้าย 'อู๋เจี๋ย' เกิดปฏิพัทธ์ราคะต่อนาง
นอกจากนั้นแท้จริงเขาก็ไม่ใช่คนดีอะไรเฉินฮ่านหลานแม้ช่วยเขาเอาไว้ แต่สุดท้ายอู๋เจี๋ยก็คิดสังหารเฉินฮ่านหลานอยู่ดีเพื่อปกปิดร่องรอยทั้งหมดของตัวเอง
และในคืนหนึ่งก่อนที่อู๋เจี๋ยคิดจะหนึออกจากมหานครต้นไม้แห่งชีวิต แม้สภาพของอู๋เจี๋ยจะไม่สมบูรณ์ แต่ด้วยการวางยาพิษ เขาทำให้ 'เฉินฮ่านหลาน' อยู่ในสภาพใกล้ตาย
จากนั้นเขาก็ข่มขืนมารดาของเฉินรุ่ยฟางต่อหน้าบิดาของนาง
ความวิปลาสนี้ช่างโหดร้ายกับเด็กหญิง ซึ่งวันนั้นด้วยเสียงเอะอะดัง นางปิดปากนั่งร้องไห้มองภาพที่เกิดขึ้นผ่านประตูแง้ม โดยมีน้องชายสองคนนอนหลับอยู่ด้านหลังนาง วันนั้นนางดีใจที่น้องชายทั้งสองคนหลับอยู่และพวกเขาก็ไม่ต้องเห็นเหตุการณ์โหดร้ายเช่นนี้
นางยังจำได้อยู่เลยว่านางเรียกอู๋เจี๋ยว่าลุงเจี๋ย พร้อมเป็นคนต้มยาพื้นบ้านให้กับเขากิน
แต่เขากับทำกับครอบครัวนางเช่นนี้
โชคดีบางอย่างคือในวันนั้น 'เฉินฮ่านหลาน' มีสหายและพวกเขาพึงออกล่าสัตว์ร้ายสำเร็จ จึงคิดจะมาเยี่ยมเฉินฮ่านหลานพร้อมแบ่งเนื้อสัตว์ร้ายให้ก่อนจะเอาไปขายในเมือง
ทำให้อู๋เจี๋ยที่ขืนใจมารดาของเฉินรุ่ยฟางแม้จะสุขสมยังไม่ถึงใจ แต่เขาก็เลือกหักคอมารดาของเฉินรุ่ยฟางให้ตาย ก่อนจะรีบหลบหนีออกจากบ้านของนางไป โดยไม่สนใจตามฆ่าคนอื่นๆ ในบ้านต่อ เพราะเสียงของเหล่าสหายของ 'เฉินฮ่านหลาน' มีจำนวนมากกว่า 3 คน
และนับตั้งแต่วันนั้นชีวิตยากลำบากของเฉินรุ่ยฟางและน้องๆ ก็เริ่มต้นขึ้น
บิดาของนาง 'เฉินฮ่านหลาน' ไม่เหมือนเดิม พิษร้ายทำให้ระดับการบ่มเพาะของเขาตกลง
จากนักล่าที่หาเงินได้ 10 ล้านเหรียญหมิงต่อเดือน กลายเป็นชายขายเนื้อ ที่ต้องสับเนื้อสัตว์ร้ายขาย เดือนๆ หนึ่งรายได้ไม่ถึง 1 ล้านเหรียญหมิง บางครั้งก็ออกไปล่าสัตว์ร้ายที่ไม่อันตรายอะไรมาก
แต่ความยากจนที่แท้จริงของตระกูลเฉินมาจากอาการพิษของเฉินฮ่านหลานที่บั่นทอนร่างกายเขา ทำให้เขาต้องหาเงินจำนวนมหาศาลมาประคับประคองร่างกายตัวเอง แต่ไม่อาจจะรักษาให้หายขาดได้ พิษของอู๋เจี๋ยลึกล้ำจนยารักษาระดับต่ำไม่อาจจะรักษาเขาให้หาย ทำได้เพียงประคองชีวิต
เงินครอบครัวตระกูลเฉินค่อยๆ หมดลง จนกระทั่งต้องขายบ้านชาญเมือง เข้ามาอยู่ย่านวุ่ยวายแห่งสลัม
แต่อนิจจา สุดท้ายวันหนึ่ง 'เฉินฮ่านหลาน' ก็พลาดพลั้ง เขาเข้าไปล่าสัตว์ร้ายเพราะร้อนใจอยากให้ลูกสาวที่เริ่มเติบโตได้รับการศึกษาที่ดี และได้รับสุดยอดเคล็ดวิชา มันก็เหมือนดังเช่นน้องชายทั้งสองของเฉินรุ่ยฟาง
ครั้งหนึ่งหญิงสาวก็เคยมีโอกาสจะได้ฝึกเคล็ดวิชาระดับสูงขั้น 'สมบูรณ์' ของสำนักไป๋ซาน
แต่ในวันนั้นคนที่คิดหาเงินเพื่อเธอคือบิดา
หากแต่สุดท้ายบิดาของเธอ ด้วยอาการพิษกำเริบ สัตว์ร้ายได้ทำร้ายกัดแขนขาของ 'เฉินฮ่านหลาน' ขาดสภาวะเป็นตาย โชคดีที่สหายของสมาคมนักล่าช่วยเขากลับมาได้
เพียงแต่นับตั้งแต่วันนั้น 'เฉินฮ่านหลาน' ก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปสามสี่เดือนแรกเขายังพอมีสติ แต่หลังจากนั้นเขาก็นอนนิ่งแม้อยากตายก็ไม่อาจจะทำได้
ส่วนเฉินรุ่ยฟางก็คงไม่รู้ความปรารถนานี้ในใจบิดา
เธอยังมีความหวัง
หวังให้ปาฏิหาริย์เกิดกับครอบครัวของเธอ
จากนั้นความทรงจำของเฉินรุ่ยฟางก็ปรากฏแต่ภาพเด็กหญิงสู้ชีวิต ที่ต้องเริ่มทำงานหนักและดูแลน้องๆ ตอนดึกตื่นเช้า คือเรื่องปกติของเธอ
ช่วงแรกนั้นลำบากมาก แต่เด็กหญิงก็ไม่ย่อท้อ
วันเวลาล่วงผ่าน เธอเติบโตขึ้น จนกลายเป็นหญิงสาวตุ๊กตากระเบื้องเคลือบในปัจจุบัน
...
'น่าอัศจรรย์ใจนัก แม้เพียงแค่เคล็ดวิชาย่อยเล็กน้อยเสี้ยวเล็กๆ ในคัมภีร์กลืนสวรรค์ก็มอบความอัศจรรย์ใจให้เราได้มากถึงขนาดนี้ เคล็ดวิชา "เคหาทองคำ" เมื่อได้หลอมรวมกับ เคล็ดหลักอย่าง "เวทย์ผนึกฟ้าดิน" เมื่อเราได้หลอมรวมตัวตนและจิตวิญญาณของหญิงแรกพรหมจรรย์ เรากับได้รับเสี้ยวเล็กๆ ของจิตวิญญาณจากนางพร้อมความทรงจำมากมายของนาง นี่สินะว่ากันว่าสตรีมักยากจะลืมรักแรกของนาง'
'แท้ที่จริงแล้วช่วงแรกพรหมจรรย์ของพวกนาง มันไม่ใช่แค่การพรากความบริสุทธิ์จากเส้นใยบางๆ แต่มันเป็นการช่วงชิงเศษเสี้ยวจิตวิญญาณจากหญิงสาว "เคหาทองคำ" และ "เวทย์ผนึกฟ้าดิน" เป็นตัวขยายทำให้เราได้พบความอัศจรรย์ "หลอมกายเซียนทอง" ใช้สิ่งนี้เป็นจุดยึดก้าวข้ามความเจ็บปวดเป็นตายในห้วงก่อเกิดแรกลมปราณอันแสนพิเศษของเคล็ดหลอมกายเซียนทอง เพราะหากไร้จุดยึดในมโนสำนึก เกรงว่าในช่วงเวลาที่เกิดความเปลี่ยนแปลงโดยฉับพลัน จากร่างชราสู่บุรุษหนุ่ม ผู้ฝึก "หลอมกายเซียนทอง" วิญญาณจะพรากจากร่าง ตายอย่างไม่รู้ตัวเพราะความเจ็บปวดทางกายอย่างลึกล้ำ'
'เช่นนี้สินะ ทำให้บทเริ่มต้นของหลอมกายเซียนทองจึงต้องใช้ร่างหญิงพรหมจรรย์ช่วยฝึกฝน'
...
ร่างกายของยัยตุ๊กตากระเบื้องเคลือบสั่นระริก นางถูกห้ามพูด นางก็ไม่พูด แต่ตอนนี้นางคล้ายเหนื่อยอ่อนเหลือเกิน
ในโลกใบนี้ใครจะรู้ว่าแท้จริงการเสพสมจะทำให้นางมีสภาพเจียนตายจากการถูกบีบบังคับให้มีสุขสมซ้ำๆ ได้
นอกจากนั้นนางก็นั่งนิ่งในท่าชายหญิงเป็นหนึ่งมาเกินครึ่งชั่วยาม นางอยากพูดกับผู้สูงส่งเหลือเกินว่านางใกล้ทนไม่ไหวแล้ว
สุดท้ายนางก็สลบไสล
หลี่เค่ออุ้มร่างนางนอนลงบนเตียงม่านหมอก ที่เบาดุจเมฆาล่อง
เขาพินิจร่างกายนาง
สายตาหลี่เค่อที่แสนเย็นชา วูบหนึ่งมีความอ่อนโยนต่อนาง