เวลาหนึ่งเดือนในใต้หุบเขาไม่ได้ไหลเหมือนเวลาบนพื้นดิน
บนเมืองชิงหลาน หนึ่งเดือนอาจถูกนับด้วยรุ่งเช้า เสียงตลาด ประตูตระกูลที่เปิดปิด และลานฝึกที่เต็มไปด้วยเสียงตะโกนของเด็กหนุ่มสาว แต่ใต้หุบเขานี้ เย่เทียนนับมันจากรอยปริบนชีพจรที่ค่อย ๆ สมาน จากน้ำค้างจันทร์เย็นในถ้วยหินที่ลดลงทีละน้อย จากจำนวนครั้งที่ไป๋หลีอิงลุกเดินได้ไกลกว่าเดิม และจากก้าวเงาของตนที่เริ่มไม่ทิ้งรอยจันทร์ชัดเหมือนวันแรก
หลังจากวันที่ไป๋หลีอิงสั่งให้เขา “เรียนให้ซ่อนมันได้” การฝึกของเย่เทียนก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
ก่อนหน้านั้น เขายังคิดว่าการฝึกท่าร่างคือการทำให้ก้าวเร็วขึ้น แม่นขึ้น และใช้ได้บ่อยขึ้น แต่หลังจากร่องรอยวิชาสีเงินปรากฏ เขาจึงเข้าใจว่า บางวิชาในโลกกว้างไม่ได้มีอันตรายเพราะใช้ยากเท่านั้น หากยังอันตรายเพราะ “คนบางคนจำมันได้” ด้วย
ดังนั้นทุกก้าวหลังจากนั้นจึงมีสองเป้าหมายซ้อนกัน ก้าวให้รอด และก้าวให้ไม่มีใครตามรอยได้
ช่วงสิบวันแรกหลังจากเรียนท่าร่าง เย่เทียนแทบไม่เคยใช้ก้าวดัดแปลงได้เหมือนเดิมสองครั้งติดกัน เขาตั้งวงปราณย้อนทางให้จมลงต่ำผ่านรากซ่อนข้างลำตัวซ้าย รอจังหวะก่อนวงปิดสนิท แล้วเคลื่อนร่างออกจากตำแหน่งเดิม แต่หากเขาใช้จังหวะของย่างเงาลอดจันทร์เดิมมากเกินไป รอยจันทร์จาง ๆ จะปรากฏบนเงา หากเขากลบร่องรอยมากเกินไป ก้าวจะหนักและไม่ต่างจากการหลบแบบธรรมดา
บางวันเขาทำได้เพียงหนึ่งก้าวที่พอใช้ได้ในทั้งวัน
บางวันแม้แต่หนึ่งก้าวนั้นก็ไม่มี
แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือเขาเริ่มไม่โกรธความล้มเหลวของตนเองเหมือนก่อนหน้า ทุกครั้งที่รอยจันทร์ปรากฏ ไป๋หลีอิงจะลบทิ้งและให้เขาเริ่มใหม่ ทุกครั้งที่เจ็บร่องชีพจร นางจะให้เขานั่งลง ไม่ใช่เพื่อพักเฉย ๆ แต่ให้ใช้วงปราณย้อนทางประคองร่องทางด้วยตนเองจนกว่าความเจ็บจะลดลงเหลือเพียงเสียงเตือนเบา ๆ ในร่าง
นางใช้น้ำค้างจันทร์เย็นน้อยลงกว่าเดิม ไม่ใช่เพราะหวง แต่เพราะต้องการให้เย่เทียนเรียนรู้ว่าทรัพยากรช่วยให้ฝึกต่อได้ แต่ไม่ควรกลายเป็นไม้ค้ำตลอดชีวิต
เย่เทียนเข้าใจเหตุผลนั้น แม้ตอนแรกจะเจ็บจนอยากให้หยดเย็น ๆ นั้นลงมาช่วยทุกครั้งก็ตาม
วันที่สิบห้า เขาเริ่มใช้ก้าวที่ดัดแปลงได้สองจังหวะติดกันโดยไม่ทิ้งรอยจันทร์ชัดเจน ครั้งแรกก้าวสั้นมากจนแทบไม่มีประโยชน์ ครั้งที่สองเฉียงออกจากแนวเดิมได้ครึ่งช่วงแขน เงาบนพื้นไหวเพียงเหมือนแสงสะท้อนบนหินดำ ไม่ใช่รอยจันทร์เสี้ยวแบบเดิม ไป๋หลีอิงมองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวว่า “ดีมาก เริ่มไม่เหมือนก้าวของข้าแล้ว”
เย่เทียนไม่รู้ว่าควรรู้สึกอย่างไรกับคำนี้ หากเป็นคนอื่น อาจอยากให้ท่าของตนเหมือนอาจารย์มากที่สุด แต่สำหรับเขา การไม่เหมือนนางกลับเป็นความสำเร็จอย่างหนึ่ง เพราะหมายความว่าเขาเริ่มสร้างทางเดินของตนเองขึ้นจริง ๆ
ระหว่างวันฝึก เขายังมีงานอื่นที่ทำให้เวลาไม่กลายเป็นเพียงการล้มและลุก
ไป๋หลีอิงยังบาดเจ็บอยู่มาก แม้นางจะไม่ยอมพูดคำว่าหนัก แต่เย่เทียนเริ่มอ่านออกจากสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ นางมักหายใจสั้นลงหลังใช้พลังเล็กน้อย มือขวาจะเย็นกว่าปกติเมื่อบาดแผลเก่ากำเริบ
เย่เทียนจะคอยเตรียมยาไว้ให้นางเสมอ เขารู้ว่าขวดสีขาวใช้เมื่อใด ขวดสีเทาห้ามเปิดใกล้จมูก รู้ว่าน้ำที่ใช้ผสมยาต้องไม่เย็นเกินไปเพราะจะตีกับฤทธิ์ของโอสถ และรู้ว่าหากไป๋หลีอิงพูดน้อยกว่าปกติ นั่นไม่ได้แปลว่านางไม่อยากพูดเสมอไป บางครั้งมันหมายถึงนางกำลังกดความเจ็บไว้
ครั้งหนึ่งหลังนางฝืนสอนเขาต่อเนื่องเกินไป เย่เทียนวางถ้วยยาไว้ข้างมือนางแล้วกล่าวว่า “อาจารย์หญิง วันนี้พอแค่นี้เถอะ”
คำว่า “อาจารย์หญิง” หลุดออกมาอย่างเป็นธรรมชาติจนเขาเองยังชะงัก
ไป๋หลีอิงมองเขา
เย่เทียนคิดว่านางจะบอกว่า “ข้ายังไม่ได้รับเจ้าเป็นศิษย์” เหมือนที่นางเคยทำในทางอ้อมหลายครั้ง แต่คราวนี้นางเพียงยกถ้วยขึ้นดื่มช้า ๆ แล้วกล่าวว่า “ถ้าเจ้ารู้ว่าพอแค่นี้ ก็ควรรู้ว่าพรุ่งนี้ต้องเริ่มจากตรงไหน”
ไม่มีการยอมรับ
แต่ก็ไม่มีการปฏิเสธ
หลังจากนั้น เย่เทียนไม่ได้จงใจเรียกนางเช่นนั้นบ่อยเกินไป ทว่าเมื่อมันหลุดออกมาอีกในบางครั้ง ไป๋หลีอิงก็ไม่แก้คำเรียกนั้นอีก
ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองจึงเปลี่ยนไปอย่างเงียบ ๆ ไม่ใช่ด้วยพิธี ไม่ใช่ด้วยคำสาบาน แต่ด้วยการที่คนหนึ่งล้มแล้วลุกตามคำสั่ง อีกคนหนึ่งเจ็บแล้วยังสอนต่อ และทั้งสองต่างเริ่มรู้ว่าชีวิตของอีกฝ่ายมีผลต่อการหายใจของตนเองในที่มืดแห่งนี้
ช่วงปลายเดือนแรก ไป๋หลีอิงเริ่มเล่าเรื่องโลกภายนอกมากขึ้นเล็กน้อย
นางเล่าว่าในเมืองใหญ่บางแห่ง เด็กจากตระกูลมีรากฐานจะถูกตรวจชีพจรตั้งแต่อายุยังน้อย ไม่ใช่เพื่อดูว่า “ฝึกได้หรือไม่” อย่างหยาบ ๆ แต่เพื่อดูว่าควรเปิดชีพจรจุดใดก่อน นางเล่าว่าสำนักใหญ่บางแห่งมีห้องสำหรับบ่มเพาะการฝึกเปิดชีพจร มีบ่อโอสถประคองร่าง มีตำราที่แยกวิธีฝึกตามธาตุในร่างและลักษณะลมหายใจภายใน
เย่เทียนฟังแล้วเงียบไปนาน
เขาไม่ได้ริษยาอย่างที่คิด แต่เหมือนเพิ่งเข้าใจความอยุติธรรมของโลกในอีกรูปแบบหนึ่ง คนบางคนไม่ได้เริ่มต้นไกลกว่าเพราะฟ้ารักมากกว่าเท่านั้น แต่เพราะมีคนรุ่นก่อนปูทาง มีตำรา มีทรัพยากร มีอาจารย์ และรู้จักความลึกของร่างมนุษย์มากกว่าเมืองเล็ก ๆ ที่เขาจากมา
“เช่นนั้น ถ้าข้าไม่ตกลงมาที่นี่ ข้าคงติดอยู่กับวิธีเดิมไปอีกนาน” เขากล่าวในคืนหนึ่ง
ไป๋หลีอิงตอบโดยไม่ปลอบ “อาจใช่”
เย่เทียนพยักหน้า “และถ้าข้าไม่เจอท่าน ข้าอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองเดินผิดทาง”
“ถูกสำหรับคนอื่น อาจไม่ถูกสำหรับเจ้า” นางกล่าว “ถ้าไม่มีใครมองออก เจ้าจะถูกสั่งให้ฝืนเดินทางของคนอื่นไปเรื่อยๆ จนอาจไม่สามารถเปิดชีพจรได้เลยตลอดกาล”
คำตอบนั้นทำให้เย่เทียนนั่งนิ่งอยู่นาน เขานึกถึงลานฝึกของตระกูล นึกถึงคำตัดสินที่ว่าเขาไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร นึกถึงสายตาที่เหยียดหยาม นึกถึงคนที่เคยสอนเขาเปิดชีพจรแบบที่ไม่เหมาะกับร่างกายของเขาเอง
เย่เทียนมองพื้นหิน “ข้าเริ่มรู้ว่าบางอย่างที่ข้าเคยคิดว่าเป็นกำแพง จริงๆ แล้วเป็นเพียงคนอื่นไม่รู้ว่ามีประตูซ่อนอยู่ตรงไหน”
ไป๋หลีอิงไม่ได้ตอบทันที
คำว่า “ประตู” ทำให้อากาศรอบตัวเงียบลงเล็กน้อย ทั้งสองต่างรู้ว่ามันไม่ได้หมายถึงเพียงทางออกจากความคิดเก่า ๆ เพราะลึกลงไปในร่างเย่เทียน ยังมีสิ่งหนึ่งซึ่งคล้ายประตูอยู่จริง ๆ สิ่งที่ไป๋หลีอิงไม่เคยอธิบายเต็มปาก และเย่เทียนเองก็ยังไม่กล้าเข้าใกล้
นางกล่าวในที่สุด “ประตูบางบาน ไม่รู้ว่าซ่อนอยู่ตรงไหนยังดีกว่าเปิดมันผิดเวลา”
เย่เทียนเงยหน้าขึ้น
“สิ่งนั้นในร่างข้า…ท่านยังไม่รู้ใช่ไหมว่ามันคืออะไร”
ไป๋หลีอิงมองเขาตรง ๆ “ไม่รู้”
คำตอบนั้นตรงจนเย่เทียนนิ่งไป แม้เขาจะเดาได้อยู่แล้ว แต่นี่เป็นครั้งแรกที่นางพูดชัดขนาดนี้
“ข้าเรียกมันว่าประตู เพราะร่างเจ้าตอบสนองเหมือนมีสิ่งหนึ่งปิดกั้นอยู่หลังชีพจร” นางกล่าวต่อ “แต่หลังประตูบานนั้นคือพลัง ผนึก หรือภัย ข้ายังไม่รู้”
“ถ้าวันหนึ่งมันให้พลังข้าได้จริงเล่า”
“วันนั้นเจ้าควรถามก่อนว่าใครเป็นคนจ่ายราคา” เสียงของนางเรียบมาก แต่ทำให้เย่เทียนจำประโยคนั้นไว้ทันที นี่ไม่ใช่การห้ามแบบไม่ให้เหตุผล หากเป็นการเตือนว่าของที่ลึกเกินความเข้าใจมักไม่ยอมให้ใครหยิบไปใช้ฟรี
หลังคืนนั้น เย่เทียนไม่ถามเรื่องประตูในร่างอีก เขาทำเพียงฝึกวงปราณย้อนทางให้มั่นคงขึ้น ฝึกก้าวเงาดัดแปลงให้ทิ้งรอยน้อยลง และเรียนรู้ที่จะหยุดก่อนความเย็นลึกของประตูจะเรียกหาเขา
จนถึงคืนสุดท้ายของเดือนแรก เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นในระหว่างการนั่งฝึก
หุบเขาสั่น
ตอนนั้นเย่เทียนกำลังฝึกก้าวผ่านเศษผ้าสามชิ้นเช่นที่ไป๋หลีอิงใช้แทนสายตาศัตรู นางนั่งอยู่ข้างแท่นหิน ตรวจลมหายใจของตนเองหลังดื่มยาขวดสีขาว หมอกด้านนอกนิ่งสนิทมาหลายวันแล้ว จนแม้เย่เทียนไม่เคยวางใจมัน เขาก็เริ่มคุ้นกับความเงียบของมัน
แต่จู่ ๆ พื้นหินใต้เท้าก็สั่นเบา ๆ
ไม่ใช่แผ่นดินไหว ไม่ใช่แรงจากหมอกด้านนอก หากเป็นคลื่นลึกมากที่ขึ้นมาจากใต้หุบเขา คล้ายมีสิ่งมหึมาพลิกตัวอยู่ไกลลงไปในความมืด เส้นแสงรอบวงสั่นวูบหนึ่ง หมอกดำไม่ได้บุกเข้ามา แต่มันยกตัวขึ้นพร้อมกันเป็นชั้น ๆ ราวกับทะเลดำที่ถูกแรงใต้น้ำผลัก
ไป๋หลีอิงลืมตาขึ้นทันที
“อย่าขยับ”
เย่เทียนหยุดกะทันหัน แต่แรงสั่นจากพื้นทำให้วงปราณย้อนทางในร่างเสียสมดุลทันที ทางซ่อนข้างลำตัวซ้ายตึงขึ้น ความเย็นในท้องน้อยขยับตามแรงลึกจากหุบเขาอย่างรวดเร็ว เขารู้สึกเหมือนประตูที่ไม่ควรแตะอยู่ห่างออกไปเพียงฝ่ามือเดียว
เขาเกือบตามมันลงไป
เพียงเสี้ยวเดียวเท่านั้น
แต่เสียงของไป๋หลีอิงดังขึ้นก่อน “เย่เทียน”
นางไม่ได้ตะโกน ชื่อของเขาถูกเรียกด้วยน้ำเสียงต่ำและหนัก แต่มันตัดผ่านแรงดึงในร่างได้อย่างประหลาด เย่เทียนกัดฟัน กดลมหายใจลงต่ำ ใช้วงปราณย้อนทางตัดแรงเย็นก่อนมันแตะขอบประตูในร่าง
คลื่นจากใต้หุบเขากวาดผ่านพื้นที่อีกครั้ง
เศษหินสองชิ้นตกลงมาพร้อมๆกันที่ตำแหน่งของเย่เทียน ไป๋หลีอิงยกมือขึ้นจะตรึงพื้นที่ แต่ร่างของนางสั่นเพราะบาดแผลกำเริบรุนแรงจากแรงสะเทือน ร่างของนางจึงเคลื่อนไหวไปช่วยไม่ทันตามใจคิด
เย่เทียนเห็นเช่นนั้น จึงไม่รอคำสั่งต่อ
เขาก้าว
ไม่ใช่ย่างเงาลอดจันทร์เต็มรูป ไม่ใช่ก้าวงามที่ทิ้งรอยจันทร์ แต่เป็นก้าวหยาบที่เรียนมาแต่ถูกปรับรูปแบบให้เข้ากับตัวเขาเอง เศษหินชิ้นแรกเฉียดผ่านหน้าผากเขาไปเพียงปลายนิ้ว ชิ้นที่สองหมุนเข้าใกล้ไหล่ซ้าย เขาเปลี่ยนมุมก้าวให้สั้นและต่ำกว่าเดิมแทน เงาบนพื้นสั่นเพียงจาง ๆ ไม่มีรอยจันทร์ชัด
คลื่นแรงกดซัดมาอีกระลอก
ท้องน้อยรับแรงลงต่ำ
ทางซ่อนข้างลำตัวซ้ายรับแรงปะทะ
ทางรองที่เคยเปิดไว้จากการฝึกตลอดเดือนช่วยกระจายแรงออกด้านข้าง
วงปราณย้อนทางวกกลับสู่ทางหลัก
กึก—
เสียงเบามากดังขึ้นในร่างเขา
ไม่ใช่เสียงเปิดประตู
ไม่ใช่เสียงของสิ่งลึกต้องห้าม
แต่เป็นเสียงร่องชีพจรหลายเส้นที่เคยทำงานแยกกันเริ่มประสานเป็นวงเดียว ความร้อนอุ่นแผ่จากท้องน้อยขึ้นตามทางหลัก กระจายแรงไปตามทางรอง แล้วไหลกลับลงสู่รากซ่อนอย่างเป็นระเบียบกว่าเดิม ความเจ็บที่เคยกระจัดกระจายตามจุดต่าง ๆ ในร่างพลันมีที่ไป ไม่ใช่หายไป แต่ถูกจัดให้อยู่ในวงที่เขาควบคุมได้
เย่เทียนคุกเข่าข้างหนึ่งลงกับพื้น หายใจหนัก แต่ไม่ล้ม
คลื่นใต้หุบเขาค่อย ๆ สงบลง หมอกดำด้านนอกกลับสู่นิ่งงัน วงแสงสีเงินรอบตัวซีดลงเล็กน้อยแต่ยังไม่ดับ
ไป๋หลีอิงลดมือลงช้า ๆ ดวงตาของนางจับอยู่ที่เย่เทียน
เย่เทียนยังไม่กล้าขยับ เขารับรู้วงปราณในร่างอย่างระมัดระวัง มันไม่เหมือนก่อนหน้า ก่อนหน้านี้วงปราณย้อนทางของเขาเป็นเหมือนลำธารเล็กที่ต้องประคองทุกช่วง ตอนนี้ลำธารเหมือนเริ่มแตกแขนงออกเป็นแม่น้ำ
“ข้า…” เขาเอ่ยเสียงแหบ “นี่คือกลางขั้นหรือไม่”
ไป๋หลีอิงไม่ตอบทันที
นางลุกขึ้นช้า ๆ ทั้งที่ใบหน้าซีดจากอาการบาดเจ็บ เดินมาหยุดตรงหน้าเขา แล้ววางสองนิ้วลงเหนือชีพจรข้อมือของเขาโดยไม่ออกแรงมาก แสงสีเงินบาง ๆ ซึมเข้าไปเพียงชั่วครู่ ก่อนนางจะถอนมือกลับ
ความเงียบของนางยาวกว่าปกติ
เย่เทียนเงยหน้ามอง เห็นในแววตานางมีสิ่งที่คล้ายความประหลาดใจจริง ๆ แม้มันจะถูกเก็บไว้ลึกมากก็ตาม
“ใช่” นางกล่าวในที่สุด “เปิดชีพจรกลางขั้น”
เย่เทียนหลับตาลงครู่หนึ่ง ไม่ใช่เพราะจะยิ้ม ไม่ใช่เพราะต้องการจ่ายความดีใจซ้ำ แต่เพราะเขาต้องใช้เวลารับรู้ว่าร่างของตนกำลังยืนยันคำตอบเดียวกันกับนาง
จากต้นขั้นสู่กลางขั้น
ไม่ใช่เพราะนั่งฝึกแล้วจู่ ๆ ทะลวง
แต่เพราะหนึ่งเดือนเต็มของการล้ม การหยุด การซ่อนรอย การใช้ยา การถูกแรงกดใต้หุบเขาบีบทุกวัน และการไม่ยอมปล่อยให้ประตูในร่างลากเขาไปผิดทาง ทั้งหมดนั้นเพิ่งรวมตัวเป็นผลลัพธ์ในจังหวะเมื่อครู่
ไป๋หลีอิงมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวเสียงเบา “ตอนนี้ภายในร่างของเจ้าพลังปราณแน่นและเคลื่อนที่ได้เป็นระเบียบขึ้นมาก และไม่ใช่แค่นั้น ชีพจรทางรองยังถูกทะลวงเปิดขึ้นมาเองอีกด้วย”
เย่เทียนลืมตาขึ้น
นางไม่ได้ขยายความต่อ แต่ครั้งนี้เขาไม่ต้องการให้ขยาย เขารู้ดีว่าความเร็วนี้ไม่ได้มาจากเขาคนเดียว และยิ่งรู้ว่าหากไม่มีนางนั่งอยู่ตรงนี้ เขาอาจไม่สามารถมาถึง “เปิดชีพจรกลางขั้น”
เย่เทียนก้มศีรษะลงเล็กน้อย “ข้าจะไม่ลืมว่าใครช่วยให้ข้ามาถึงตรงนี้”
ไป๋หลีอิงมองเขา แล้วหันกลับไปยังผนังหินด้านลึกของหุบเขา แรงสั่นเมื่อครู่หายไปแล้ว แต่ความเงียบหลังจากนั้นกลับทำให้สถานที่แห่งนี้ดูลึกกว่าก่อนหน้า
“อย่าเพิ่งรีบจำบุญคุณ” นางกล่าว “จากกลางขั้นไปปลายขั้น ทางของเจ้าจะยากกว่าเดิม”
เย่เทียนยันตัวลุกขึ้นช้า ๆ แม้ขายังสั่น แต่สายตาไม่หลบ
“เช่นนั้นข้าก็ต้องล้มให้มีประโยชน์กว่าเดิม”
ไป๋หลีอิงไม่ได้ตอบทันที
แต่คราวนี้ มุมปากของนางคล้ายจะขยับเพียงน้อยนิด ก่อนหายไปเร็วเสียจนเย่เทียนไม่แน่ใจว่าตนเห็นจริงหรือไม่
ใต้หุบเขา เดือนแรกผ่านไปโดยไม่มีใครบนโลกด้านบนรับรู้
สำหรับเมืองชิงหลาน เย่เทียนอาจยังเป็นเด็กหนุ่มที่หายสาบสูญในภูเขาหินดำ
สำหรับคนที่รออยู่ เขาอาจเป็นความหวังที่เริ่มจางลงทีละวัน
แต่ในความมืดลึกใต้หมอก เด็กหนุ่มคนนั้นได้ก้าวจากเปิดชีพจรต้นขั้นสู่กลางขั้นแล้ว และเส้นทางที่เขาเดินไม่เหมือนทางของผู้ใดในเมืองเล็กแห่งนั้นอีกต่อไป