ผู้ใหญ่หลิวยอดเกษตร (นิยายแปล)

    ตอนที่ 49 ปลายแถวสู้กับหัวกะทิ

    ตอนที่ 49 ปลายแถวสู้กับหัวกะทิ 

     

    ปกติแล้วหลิวเฟยจะไม่สนใจงานสัมมนาวิชาการมากนักแต่เมื่ออีกฝ่ายเริ่มจากถกปัญหากลายเป็นการด่าทอและไม่ยอมรับกันโดยเฉพาะตอนที่ไม่ยอมรับการแพทย์แผนจีน เขาก็รับไม่ได้อีกต่อไป

     

    วิชาการแพทย์ของเขานั้นมีพื้นฐานมาจากการแพทย์แผนจีนครอบคลุมไปถึงการแพทย์แผนปัจจุบันด้วยสำหรับข้อถกเถียงที่มีต่อการแพทย์แผนจีนตลอดเกือบร้อยปีที่ผ่านมานี้เขาเองก็ได้ฟังจนเบื่อแล้ว

     

    แต่วันนี้เจ้าหมอนี่มาบอกว่าการแพทย์แผนจีนเป็นแค่ขยะต่อหน้าแพทย์ชาวจีนบนแผ่นดินประเทศจีนเขาทนไม่ได้ !

     

    เขาเดินไปยืนอยู่ข้างชายหนุ่มที่กำลังพูดน้ำลายแตกฟองจากนั้นตบบ่าเขาแล้วพูด “คุณเช็ดปากให้สะอาดก่อนค่อยพูดได้ไหม ? ดูท่าทางของคุณก็เป็นคนที่มีอารยธรรม? ทำไมถึงทำท่าทางเหมือนคนพาลล่ะ ?”

     

    ชายที่อยู่ในชุดสูทสุดเนี๊ยบหันหน้ามามองหลิวเฟยแล้วถามด้วยความสงสัย“คุณเป็นใคร ? ”

     

    เห้ย คิดไม่ถึงว่าถูกมองข้ามกันแบบนี้เลย!

     

    หลิวเฟยยังไม่ทันได้พูดอะไรหลี่เจิงอีก็ใช้มือตบโต๊ะแล้วพูดแทรกขึ้นทันที “พอแล้วพวกคุณอยากจะถกปัญหากันไม่ใช่หรือ ? ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็ส่งตัวแทนมาหนึ่งคนมาถกกันด้วยเหตุผลดีกว่า! ผู้ชายคนนั้นเป็นตัวแทนของโรงพยาบาลเรา คุณหมอหลิว หลิวเฟย ! ”

     

    คนอื่นนั้นถูกแทนตัวส่วนหลิวเฟยได้เป็นตัวแทนคนอื่น ตามหลักแล้วนี่ถือว่าเป็นเกียรติของเขาเพราะนายแพทย์ที่นั่งอยู่ที่นี่ต่างก็เป็นหัวหน้านายแพทย์รองนายแพยท์หรือไม่ก็นายแพทย์อาวุโสทั้งนั้น ส่วนตัวเขาเป็นแค่คุณหมอชาวบ้านคนหนึ่งที่ไม่มีใบวุฒิบัตรรับรองเท่านั้น

     

    ทว่าเขาเป็นคนที่ทำตามอำเภอใจตัวเองจนชินแล้วเขาไม่อยากจะเอาความคิดเห็นของตัวเองไปแลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการและไม่อยากเป็นตัวแทนของโรงพยาบาทเฟิ่งหวงด้วย ดังนั้นเขาจึงได้แต่ยิ้มน้อย ๆแล้วพูดกับหลี่เจิงอี “ผู้อำนวยการหลี่ ผมว่าไอ้เรื่องตัวแทนเนี่ยอย่าเลยดีกว่าผมคงเป็นให้ไม่ได้ ผมแค่แสดงความคิดเห็นในนามตัวเองก็พอแล้ว”

     

    “ทำไมหรือคุณจะยอมรับว่ากลัวงั้นหรือ ? ”

     

    ชายที่อยู่ข้างกายหลิวเฟยเห็นว่าผู้อำนวยการหลี่ให้เกียรติเขาถึงขนาดนี้แล้วแต่เขากลับเป็นฝ่ายบอกปัดไป เขาก็เกิดความสนใจในตัวหลิวเฟยขึ้นมาอีกทั้งหลิวเฟยยังดูอายุน้อยกว่าเขายิ่งทำให้อยากรู้ว่าทักษะทางการแพทย์ของหลิวเฟยจะอยู่ในระดับไหน

     

    หลิวเฟยมองตาเขาแล้วก็คิดว่าแพทย์คนนี้หน้าตาดีทีเดียวอายุน่าจะประมาณ 30 ต้น ๆ หลิวเฟยจึงยิ้มแล้วพูด “ภาษาจีนของคุณไม่เลวเลย ‘กลัว’คำนี้ก็ใช้เป็นด้วย แต่ว่าในพจนานุกรมของผมไม่มีคำว่ากลัว !อยากแลกเปลี่ยนนักใช่ไหม ? ได้  ผมจะใช้นามตัวเองแลกเปลี่ยนความรู้กับคุณเอง !ขอถามว่าขยะ......เอ้ย ไม่ใช่สิ ขอถามว่าคุณชื่ออะไร ?”

     

    “คุณ ! ”

     

    “ขอโทษครับ พูดผิดพูดผิด ผมไม่ได้หมายความแบบนั้นเมื่อครู่ได้ยินคุณเอาแต่บอกว่าการแพทย์แผนจีนเป็นขยะไม่ยอมหยุด ผมถึงได้ติดปากมา”

     

    คำอธิบายแบบนี้หลอกเขาได้ที่ไหน? ชายหนุ่มกำหมัดแน่นอย่างอดกลั้นแล้วมองดูคุณหมอที่ท่าทางเอ้อระเหยลอยชายไม่เหมือนใครตรงหน้า “ยามาโมโตะ ไดยสึ ! ”

     

    หลิวเฟยขมวดคิ้วแล้วพูดต่อ“ยามาโมโตะ ไดยสึ ? เป็นชื่อที่แปลกชะมัด ! “ยสึ”คงมาจากคำว่ารำข้าวที่มีความหมายเดียวกับขยะใช่ไหม ? ใครตั้งชื่อให้คุณกันเนี่ย? ”

     

    “บากะ ! ”ยามาโมโตะ ไดยสึ ชี้หน้าถลึงตาใส่ เขาโมโหจนปากสั่นไปสักพักหนึ่งถึงพูดขึ้น“หมอชาวจีนอย่างพวกคุณมีฝีมือแค่นี้เองหรือทำได้เพียงแค่อาศัยปากพูดให้คนอื่นขายหน้าหรือ ?”

     

    หลิวเฟยส่ายหัว“เลิกต่อความยาวสาวความยืดกันดีกว่าไหม ? ที่พูดแบบนี้ก็เพื่อจะได้รู้จักคุณให้ดีมากขึ้นจะได้เรียกชื่อคุณไม่ผิดทุกตัวอักษรไง ตกลงว่าใช่ ‘ยสึ’ที่มาจากคำว่ารำข้าวหรือเปล่า ? ”

     

    “คุณ......มันมาจากคำว่าแข็งแรง! ”

     

    “อ๋อ ผมก็ว่าแล้วนึกว่าพ่อแม่ไม่อยากให้ลูกชายโตมาแล้วกลายเป็นขยะถึงได้ตั้งชื่อทำร้ายลูกแบบนี้”

     

    ยามาโมโตะไดยสึกัดฟันกรอดโมโหมองหน้าเขาจากนั้นก็มองไปยังพวกนายแพทย์ที่นั่งตรงข้ามกำลังกลั้นหัวเราะกันสุดความสามรถเขาจึงพูดด้วยน้ำเสียงใจเย็น “คุณมีภูมิหลังยังไง ?”

     

    หลิวเฟยพูดด้วยสีหน้าแปลกใจ“ห๊ะ ? ”

     

    ยามาโมโตะ ไดยสึ เห็นเขาจงใจแกล้งไขสือทำให้เขาโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ “คุณจบจากมหาวิทยาลัยอะไร ?”

     

    หลิวเฟยพูดขึ้นอย่างกระดากใจเล็กน้อย“ขอไม่ปิดบังแล้วกัน ผมเรียนไม่จบมัธยมปลายด้วยซ้ำแล้วก็ไม่ได้เข้าสู่ระบบการศึกษาด้วย ผมก็แค่เรียนตามความสนใจของตัวเองอยู่หลายปี”

     

    ทันทีที่เขาพูดจบอย่าว่าแต่ยามาโมโตะ ไดยสึ เลยคณะแพทย์ที่มาดูงานจากประเทศญี่ปุ่นรวมไปถึงนายแพทย์ของโรงพยาบาลเฟิ่งหวงต่างช็อกไปตามๆ กัน

     

    โดยเฉพาะนายแพทย์ของโรงพยาบาลเฟิ่งหวงพวกเขาต่างรู้ว่าก่อนหน้านี้หลิวเฟยได้ช่วยลูกสาวของผู้อำนวยการหลี่ไว้ฝีมือยังยอดเยี่ยมไร้ที่ติ เปรียบได้กับหมอเทวดาฮัวไต๋ในชีวิตจริงถึงแม้ว่าเขาจะบอกว่าตัวเองเป็นแค่หมอชาวบ้านอยู่เสมอ ๆ แต่กลับไม่มีใครเชื่อเลย

     

    วันนี้ได้ฟังเขาพูดแบบนี้อีกครั้งพวกเขาเองก็ไม่รู้ว่าจะพูดยังไงดี หรือนี่อาจจะเป็นเรื่องจริง ?

     

    ยามาโมโตะไดยสึหัวเราะแห้ง ๆ แล้วพูด “คุณเป็นคนที่น่าสนใจจริงๆคุณคงไม่ได้หลอกพวกเราหรอกนะ?”

     

    หลิวเฟยพูดอย่างสงบเยือกเย็น“คุณคงรู้จักสิ่งที่พวกเราชาวจีนเรียกว่า “ข้อมูล”ใช่ไหม ? ถ้าหากคุณไม่เชื่อก็ลองไปตรวจสอบดูได้ทุกเมื่อ! อีกอย่างประวัติการศึกษาของผมก็ออกจะน่าขายหน้าว่าไหม ? หากว่าผมมีประวัติการเรียนที่สูงกว่านี้มีภูมิหลังที่ดีกว่านี้ ผมจะยังพูดแบบนี้หรือ ? ใครบ้างไม่อยากจะประดับทองลงบนหน้าของตัวเองบ้างล่ะ? ”

     

    ยามาโมโตะ ไดยสึ ครุ่นคิดตามที่เขาพูดมาก็มีเหตุผลอยู่เหมือนกันจึงได้ถามต่อ“คุณเคยได้ตีพิมพ์บทความลงบนหนังสือนิตยสารวิชาการระดับโลกมาแล้วกี่ฉบับ ?”

     

    หลิวเฟยตอบ“คุณจะให้นักเรียนปลายแถวที่เรียนไม่จบมัธยมปลายอย่างผมไปตีพิมพ์บทความลงนิตยสารวิชาการ? ไม่ต่างจากไล่ให้เป็ดขึ้นคอนไม่ใช่หรือไง ? บอกตามตรงจำนวนเท่ากับศูนย์เลย ! ”

     

    “อันดับนายแพทย์ล่ะ? ”

     

    “เรื่องนี้น่ะ......”หลิวเฟยส่ายหัวแล้วพูด “ที่จริงผมมาที่เฟิ่งหวงเพื่อช่วยเพื่อนรักษาคนไข้เท่านั้นแล้วผมไม่ได้ประกอบอาชีพหมอด้วยจึงไม่มีอันดับอะไรทั้งนั้น บอกตามตรงก็คือผมเป็นหมอชาวบ้านที่ไม่มีโครงการไม่มีประวัติการศึกษา ไม่มีภูมิหลังอะไรเลย”

     

    “แบบที่พวกคุณชาวจีนเรียกว่า‘หมอเถื่อน’ ใช่ไหม ? ”

     

    “เฮ้ยคุณรู้เยอะนี่ จะเรียกแบบนั้นก็ได้”

     

    “ถ้าอย่างนั้นคุณมีคุณสมบัติอะไรมาถกกับผม? น่าขำ ! ”

     

    ยามาโมโตะ ไดยสึ สะกดกลั้นถามเขามากมายแบบนี้ทว่าความทดทนได้ถึงขีดสุดแล้วเขาถึงว่าทำไมเจ้าหมอนี่ถึงดูไม่เหมือนแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเลยสักนิดที่แท้ก็เป็นแค่หมอเถื่อนคนหนึ่งเท่านั้น

     

    ทั้งประวัติการศึกษาและภูมิหลังคนอย่างเขาจะเอาอะไรมาถกปัญหาวิชาการกับเขาได้ ? แบบนี้เท่ากับดึงฐานะตัวเขาให้ต่ำลงไม่ใช่หรือ? ”

     

    หลิวเฟยมองไปตรงข้ามแล้วเห็นว่าแพทย์ของโรงพยาบาทเฟิ่งหวงจำนวนไม่น้อยกำลังเอามือกุมขมับเพราะทนดูต่อไปไม่ไหวแล้วเขาจึงกระแอมออกมาเบา ๆ แล้วพูดต่ออย่างหน้าด้าน ๆ “อย่าเพิ่งรีบร้อนสิคุณยังไม่ได้บอกภูมิหลังของคุณเลย ! ”

     

    คนที่อยู่ข้างกายยามาโมโตะไดยสึผายมือไปทางเขาแล้วเป็นฝ่ายแนะนำ“ท่านนี้คือแพทย์หนุ่มผู้มากความสามารถที่มีชื่อเสียงในวงการแแพทย์ของประเทศญี่ปุ่น! เขาเป็นด็อกเตอร์ที่อายุน้อยที่สุดที่จบจากมหาวิทยาลัยเกียวโตเป็นแพทย์ที่อายุน้อยที่สุดที่ได้ตีพิมพ์บทความลงบนนิตยสารวิชาการด้านการแพทย์ชั้นนำในขณะเดียวกันก็เป็นแพทย์อายุน้อยกว่า 33 ปีที่ได้ตีพิมพ์บทความลงบนนิตยสารวิชาการด้านการแพทย์ชั้นนำระดับโลกมากที่สุดและยังเป็นอาจารย์ต่างชาติที่อายุน้อยที่สุดขององค์การอนามัยโลก”

     

    เขาหยุดสักพักแล้วเริ่มพูดต่อ“เขาได้คิดค้นวิธีบำบัดรักษาโรคขึ้นมาถึง 3 วิธี ซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมากในญี่ปุ่นสร้างความสุขให้กับผู้ป่วยมากมายนับไม่ถ้วนนอกจากนี้เขายังได้เสนอทฤษฎีเภสัชวิทยาการแพทย์แผนปัจจุบันและยังได้รับการยกย่องจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากทั่วทุกมุมโลก ! ”

     

    เมื่อได้ฟังชีวประวัติอันทรงเกียรติเช่นนี้นายแพทย์อาวุโสทั้งหลายที่นั่งอยู่ตรงข้ามต่างหน้าซีดราวกับเห็นผีทว่าหลิวเฟยกลับไม่ได้สนใจชีวประวัติของเขาเลยสักนิด

     

    เขามองชายที่ยืนอยู่ข้างกายยามาโมโตะไดยสึแล้วพูด “การสรุปเนื้อหานี้ทำได้เหมือนคนจีนมาก คุณเป็นคนจีนใช่ไหม ?”

     

    ชายคนนั้นยิ้มกระอักกระอ่วน“ใช่ครับ ผมเป็นล่ามของพวกเขาในบรรดาคณะแพทย์ที่มาดูงานก็มีแค่คุณยามาโมโตะและแพทย์อีกท่านที่พูดภาษาจีนได้”

     

    “อ๋อ ไม่น่าล่ะเก่งมากจริง ๆ ผมฟังจนกลัวขึ้นมาบ้างแล้ว แต่ผมเป็นคนที่เทิดทูนใน‘จิตวิญญานแห่งดาบ’ ชื่นชอบที่จะนำมดไปสู้กับช้าง คุณยามาโมโตะ ให้โอกาสผมหน่อยได้ไหม? ”

     

    ซานเปิ่นจัดแต่งปกคอเสื้อมองเขาด้วยสายตาเหยียดหยามแล้วพูดขึ้นอย่างเย่อหยิ่ง“ทำไมผมต้องให้โอกาสหมอเถื่อนอย่างคุณด้วย ? รอให้คุณมาอยู่ในระดับเดียวกับผมให้ได้ก่อนค่อยไปถกกับผมที่ญี่ปุ่นแล้วกัน ! ”

     

    หลิวเฟยรีบพูดต่อ“เอาน่า ให้โอกาศผมได้ลองฉีกหน้าตัวเองหน่อยเถอะ คุณคงไม่ได้กลัวแพ้หรอกนะ ?”

     

    เมื่อเขาพูดจบล่ามก็ได้แปลความหมายที่เขาพูดให้คณะแพทย์มาดูงานฟังพวกเขาชี้มาทางเขาแล้วหัวเราะกันยกใหญ่ และพูดคุยกันอย่างเสียงดังหลิวเฟยที่ฟังไม่ออกเลยทำเป็นไม่ได้ยินซะเลย

     

    นายแพทย์คนหนึ่งของโรงพยาบาลเฟิ่งหวงทนดูต่อไปไม่ไหวแล้วจึงหันไปกระซิบกับหลี่เจิงอี“ผู้อำนายการ ผมยอมรับว่าฝีมือการแพทย์ของเขาเก่งกาจมากแต่ว่าตอนนี้ไม่เป็นเหมือนอย่างที่คิดไว้แล้ว ประชุมแลกเปลี่ยนวิชาการกันอยู่ดี ๆก็เอาเขาเข้ามาให้วุ่นวายหรือ ? หากเรื่องนี้แพร่ออกไปพวกเราคงถูกหัวเราะเยาะจนฟันร่วง ! ”

     

    หลี่เจิงอีได้ยินเช่นนั้นก็หัวเราะ“อย่าใจร้อน ! ผู้ชายคนนี้ไม่เคยทำตามแบบแผนมาตั้งแต่ไหนแต่ไรอีกอย่างผมเองก็ชินกับท่าทางแบบนี้แล้ว ผมเชื่อมั่นในตัวเขาและผมเชื่อว่าเขาจะทำเพื่อตัวเขา เพื่อพวกเรา เพื่อโรงพยาบาลเฟิ่งหวงของเราและเพื่อกอบกู้ศักดิ์ศรีของการแพทย์แผนจีนกลับคืนมาได้ ! ”

     

    "แต่เขาบอกเองว่าตัวเองนั้นเรียนไม่จบมัธยมปลายเขาเรียนตามความสนใจของตัวเอง เขาจะมีทฤษฎีการแพทย์อะไรให้ไปถกเถียงสู้ฝั่งนั้นได้ปลายแถวสู้กับหัวกะทิแบบนี้ เขาต้องถูกยามาโมโตะเล่นงานจนสภาพดูไม่ได้แน่"

     

    หลี่เจิงพูดอย่างสงบ"พูดก็เรื่องหนึ่ง เป็นก็เรื่องหนึ่ง ทำก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ! รู้ก็เรื่องหนึ่งไม่รู้ก็เรื่องหนึ่ง จะชนะไหมก็อีกเรื่องหนึ่ง ! "

     

    เมื่อได้ยินวลีที่มีลำดับขั้นตอนแต่ก็ยากเกินกว่าที่คนจะเข้าใจหัวหน้านายแพทย์ได้แต่ยิ้มแห้ง "ผู้อำนวยการหลี่ คุณกลายเป็นนักปราชญ์แล้วไม่อยากให้ผมพูดก็ไม่ต้องใช้ไม้นี้ก็ได้ ผมไม่พูดแล้วพอใจไหม ?"

     

    หลี่เจิงอีหัวเราะออกมา“คุณหัวไวดีนี่ ! ”

     

    ……

     

    ยามาโมโตะ ไดยสึ หัวเราะสักพักแล้วหยิบชาขึ้นดื่ม"ในเมื่อคุณหมอเถื่อนหลิวพูดถึงขนาดนี้แล้ว ถ้าหากผมไม่ให้โอกาสคุณแล้วล่ะก็ผมก็คงดูอวดดีและเย่อหยิ่งไปใช่ไหม ? งั้นพวกเราก็ใช้หัวข้อ'การแพทย์แผนจีนและแผนปัจจุบัน' มาถกกันตามเหตุตามผลกันเถอะเชิญ ! "

     

    ทั้งสองมายืนอยู่ที่หัวโต๊ะจากนั้นไม่นานนักพนักงานก็ได้ย้ายเก้าอี้มาวางสองตัว หลิวเฟยได้ส่งสัญญาณบอกให้ยามาโมโตะไดยสึนั่งลง แล้วเขาก็นั่งตามยกขาขึ้นไขว่ห้าง "จะเริ่มจากตรงไหนดี ?"

     

    ยามาโมโตะ ไดยสึ ที่อยากจะทำให้เขาขายหน้าจึงได้พูดออกมา"ที่จริงผมสนใจการแพทย์แผนจีนเป็นพิเศษมาโดยตลอดแต่ว่าถึงอย่างนั้นผมก็โง่เขลาเกินไป จนทุกวันนี้ก็ยังไม่เข้าใจว่าการแพทย์แผนจีนนั้นที่จริงมันคืออะไรดังนั้นรบกวนคุณหมอเถื่อนหลิวช่วยให้คำนิยามหน่อยเถอะ และช่วยพูดง่าย ๆให้ผมฟังเข้าใจด้วย"

     

    คำถามนี้สำหรับแพทย์ชาวจีนแล้วถือว่าไม่ยากเลยหากว่าไม่สามารถให้คำนิยามออกมาได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ก็สามารถกลั่นกรองมาจากประสบการณ์ได้

     

    ดังนั้นต่อให้หลิวเฟยมีประวัติการศึกษาที่แย่แค่ไหนนายแพทย์ทุกคนของโรงพยาบาลเฟิ่งหวงก็ไม่ได้กังวลใจว่าเขาจะนิยามออกมาไม่ได้ทว่าพวกเขาก็เข้าใจว่าการที่ยามาโมโตะไดยสึเพิ่มเงื่อนไขที่บอกว่าต้องทำให้เขาฟังเข้าใจนั้นมีเจตนาที่จะกลั่นแกล้งเขาดีไม่ดีก็คิดจะใช้คำถามที่พื้นฐานที่สุดแบบนี้มาเล่นงานเขาให้จนมุมทำให้เขาเสียหน้า

     

    ขณะที่ทุกคนรอคอยว่าหลิวเฟยจะให้คำนิยามยังไงหลิวเฟยก็ตอบอย่างตรงไปตรงมา "ขอโทษด้วยครับ ผมเองก็ไม่รู้จริง ๆว่าแพทย์แผนจีนคืออะไร......"

     

    เมื่อเขาพูดจบนายแพทย์ทุกคนของโรงพยาบาลเฟิ่งหวงก็ส่งเสียงกันอื้ออึงส่วนคณะแพทย์ที่ดูงานจากประเทศญี่ปุ่นก็หัวเราะกันจนฟ้าสะเทือน

     

    ยามาโมโตะไดยสึเองก็ไม่อยากจะรังแกเขาอีกต่อไป จึงลุกขึ้นยืนจัดระเบียบเสื้อผ้าแสดงแสดงเจตนาราวกับกำลังบ่งบอกว่า ‘นายมันคนปลายแถว นายไม่อาย แต่ฉันอายฉันไม่อยากจะลดตัวไปเล่นกับนายแล้ว ! ’

    คล้ายกับเรื่องผู้ใหญ่หลิวยอดเกษตร (นิยายแปล) ที่คุณอ่าน