บทที่ 104: เจ้าหญิงเลือดผสมแห่งจันทรา (The Half Blood Moon Princess)
ในช่วงปี 1274 กุบไล ข่าน จักรพรรดิแห่งมองโกล และองค์ฮ่องเต้แห่งราชวงศ์หยวน ผู้มากด้วยความกระหายอยากในสงคราม ซึ่งมีความต้องการที่จะทำสงครามกับญี่ปุ่นมาแต่ช้านานเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ได้ส่งกองทัพหลายพันกว่านาย และเรือรบหลายร้อยกว่าลำบุกเข้ายึดเกาะสึชิมะในประเทศญี่ปุ่น และเข่นฆ่าเหล่าซามูไรทั้งกองทัพที่ประจำการอยู่ภายในเกาะแห่งนี้ พร้อมกับจับเหล่าผู้คนที่อาศัยอยู่ในเกาะไปเป็นทาสของพวกมันกองทัพจักรวรรดิมองโกลได้ใช้งานเหล่าผู้คนในเกาะสึชิมะอย่างโหดเหี้ยมอำมหิต จนทำให้เหล่าผู้คนในเกาะต่างก็สิ้นใจลงไปเป็นจำนวนมากทาเคโทริ ซากาอิ อดีตซามูไรเพียงคนเดียวในเกาะสึชิมะที่เหลือรอดจากการถูกสังหารโดยกองทัพมองโกล ซึ่งในขณะนั้น เขาได้ซ่อนตัวอยู่ที่กระท่อมร้างที่อยู่ภายในป่าไผ่แห่งหนึ่งในเมืองคามากุระ พร้อมกับใช้ชีวิตและอาศัยอยู่ในนั้น หลังจากที่เข้ามาซ่อนตัวอยู่ในกระท่อมร้างแห่งนั้นได้ไม่นาน ซากาอิก็ได้พบกับหญิงสาวโฉมงามนางหนึ่งที่อยู่ในป่าไผ่แห่งนั้นหญิงโฉมงามนางนั้นได้ทำการสะกดจิตให้ซากาอิเข้ามาเสพสังวาสกับนางแทบจะทั้งคืน แต่หากรู้ไม่ว่า หญิงโฉมงามที่ซากาอิเสพสังวาสอยู่นั้น แท้จริงแล้ว นางคือร่างจำแลงของเทพีสึคุโยมิ เทพีแห่งจันทราที่เป็นน้องสาวของเทพีอามาเทระสึแล้วเช้าวันต่อมา ซากาอิก็ได้พบว่าตัวเองนั้นได้มานอนอยู่ข้างๆ ต้นไผ่สีทองต้นหนึ่งที่เปล่งแสงออร่าสีทองอันเป็นประกายแวววาวออกมาทั่วทั้งต้น“จงตัดไผ่ทองนั้นเสีย”เมื่อได้ยินน้ำเสียงอันไพเราะของหญิงสาวคนเดียวกับที่เคยเสพสังวาสด้วยเมื่อคืนดังก้องกังวาลออกมาเช่นนั้น ซากาอิจึงลองชักดาบคาตานะที่เขามักจะพกติดตัวมาด้วยเสมอออกมา ก่อนที่เขาจะฟันเข้าที่ลำต้นของไผ่ทองต้นนั้นอย่างไม่ลังเล จนซากาอินั้นได้มาพบกับเด็กสาวร่างจิ๋วอันแสนน่ารักน่าชังที่นอนหลับอยู่ภายในนั้น และทันใดนั้น ร่างเนรมิตของเทพีสึคุโยมิ เทพีแห่งจันทราก็ได้ปรากฏตัวขึ้นที่ตรงหน้า เขารู้สึกว่าใบหน้าของเทพีองค์นี้ช่างเหมือนกับหญิงสาวที่เขาเคยเสพสังวาสด้วยเมื่อคืนราวกับว่าเป็นคนๆ เดียวกัน“นี่คือบุตรีของข้าที่เกิดจากมนุษย์อย่างเจ้า เจ้าจงนำเด็กคนนี้ไปเลี้ยงดูให้เหมือนกับบุตรในสายเลือดของเจ้า และจงตั้งชื่อให้กับเด็กคนนี้ว่า ‘คางุยะ-ฮิเมะ’ เพราะเด็กคนนี้คือผู้ที่จะนำพาชัยชนะมาสู่บ้านเมืองในวันข้างหน้า”หลังกล่าวจบ ร่างเนรมิตของเทพีสึคุโยมิก็ค่อยๆ เลือนหายไป ซากาอิรีบนำเด็กสาวคนนั้นไปเลี้ยงไว้ที่บ้านกระท่อมร้าง อันเป็นที่พักอาศัยของเขา พร้อมกับตั้งชื่อให้เด็กสาวคนนั้นตามที่เทพีสึคุโยมิได้กล่าวแนะนำเอาไว้ว่า ‘คางุยะ-ฮิเมะ’หลังจากนั้นไม่นาน ซากาอิก็ยังคงฝึกดาบอยู่ในป่าไผ่เหมือนอย่างที่เขาทำอยู่กันเป็นประจำทุกวัน ตั้งแต่วินาทีแรกที่เขาได้เข้ามาซ่อนตัวอยู่ในกระท่อมร้างที่อยู่ภายในป่าไผ่แห่งนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้ทักษะในการฟันดาบของตนนั้นหย่อนยานลง โดยที่เขานั้นพกพาร่างจิ๋วของเจ้าหญิงคางุยะติดตัวมาด้วยแต่ในครั้งนี้ ซากาอิฟันดาบเข้าที่ต้นไผ่ตามปกติ จนได้มาพบกับทองคำจำนวนหนึ่งที่อยู่ในลำต้นไม้ไผ่ที่เขาฟันออกเป็นสองเสี่ยง และทุกครั้งที่มาฝึกดาบอยู่ในป่าไผ่แห่งนี้ เขาก็มักจะพบทองคำอยู่ในลำต้นไม้ไผ่ที่เขาฟันเสมอหลังจากนั้นเป็นต้นมา เขาก็คอยเก็บสะสมทองคำที่อยู่ในต้นไผ่ทุกๆ ต้นที่เขาฟัน เพื่อใช้เป็นทุนทรัพย์ในด้านการทหาร โดยมีเจ้าหญิงคางุยะที่เติบโตขึ้นจนกลายเป็นเด็กสาวน่ารักวัย 5 ขวบภายในระยะเวลาอันสั้น คอยช่วยเสกต้นไผ่นับหมื่นกว่าต้นที่ได้ถูกตัดไปนั้นให้กลับมางอกเงยอีกครั้งอย่างรวดเร็ว ด้วยพลังเวทย์มนต์ที่ติดตัวเธอมาด้วย จากการที่เธอนั้นเป็นเด็กเลือดผสมครึ่งเทพที่เกิดจากเทพีสึคุโยมิจนกระทั้ง 7 ปีผ่านไป เจ้าหญิงคางุยะก็ได้เติบโตจนกลายเป็นหญิงสาววัย 20 ที่มีรูปร่างและหน้าตาที่งดงามราวกับนางฟ้าดั่งเช่นในยุคปัจจุบัน คือมีผมสีบลอนด์ไว้ทรงแสกข้างที่สั้นนิดๆ ดวงตาคู่งามกลมโตสีเทา ผูกริบบิ้นสีฟ้าอ่อนไว้ที่หน้าผม ใบหน้างามสะสวย เรือนกายเพรียวงาม และผิวขาวปนเหลืองนิดๆ ที่มีออร่าเปล่งประกายไปทั่วร่างงามที่สวยสง่าผ่าเผยเจ้าหญิงคางุยะมีทักษะในด้านการต่อสู้ด้วยอาวุธที่ซึมซับมาจากซากาอิ ผู้เป็นเสมือนพ่อมาตั้งแต่เล็กๆ และมีทักษะในด้านการใช้เวทย์มนต์ที่เก่งกาจ เธอได้รับคฑาเวทย์พระจันทร์เสี้ยวกึ่งดาบเรเปียร์ กับมีดบินแห่งจันทรมนตราที่มีขนาดยาวทั้ง 4 เล่ม มาจากเทพีสึคุโยมิ ผู้เป็นพระมารดาของเธอ ซึ่งเป็นเจ้าของศาสตราวุธเหล่านี้ พร้อมกับเก็นโซอุสึกิ ภูติพิทักษ์กระต่ายเบญจธาตุทั้ง 5 ที่โผล่ขึ้นมาจากคฑาเวทย์พระจันทร์เสี้ยวกึ่งดาบเรเปียร์เก็นโซอุสึกิ ภูติพิทักษ์กระต่ายเบญจธาตุนั้นมีหน้าที่คอยปกปักษ์พิทักษ์เจ้าหญิงคางุยะ ซึ่งจะมีอยู่ทั้งหมด 5 ตน 5 ธาตุ และมีชื่อเรียกของแต่ละตนดังต่อไปนี้ คือคุราโมจิ กระต่ายธาตุดิน, อิริสึกุริ กระต่ายธาตุน้ำ, อาเบะ กระต่ายธาตุลม, โอโทโมะ กระต่ายธาตุไฟ และอิโซโนะกามิ กระต่ายธาตุสายฟ้าในขณะเดียวกัน กุบ ไลข่านก็ได้ส่งกองทัพหลายหมื่นกว่านาย พร้อมกับเรือรบอีกหลายพันกว่าลำบุกเข้ามารุกรานญี่ปุ่นอีกครั้ง โดยมีเกาะสึชิมะที่ยังคงอยู่ใต้อาณานิคมของจักรวรรดิมองโกลนั้นเป็นฐานที่มั่นของเหล่ากองทัพมองโกล ซึ่งเป้าหมายสำคัญในการรุกรานครั้งนี้ ก็คือการเข้ายึดครองญี่ปุ่นอย่างเบ็ดเสร็จ จักรวรรดิมองโกลสามารถนำกองทัพบุกเข้ายึดเกาะอิกิได้เป็นผลสำเร็จ จนนำไปสู่การนำกองทัพบุกเข้าโจมตีเกาะคิวชูในศึกสมรภูมิโคอันซากาอิได้นำทองคำทั้งหมดที่เขาเก็บสะสมมาตลอดทั้ง 7 ปี มอบให้กับรัฐบาลโชกุนคามากุระไว้ใช้เป็นทุนทรัพย์ในด้านการพัฒนาประสิทธภาพและเสถียรภาพทางการทหาร เพื่อต่อกรและขับไล่กองทัพจักรวรรดิมองโกลออกไปจากญี่ปุ่นในช่วงศึกสมรภูมิโคอัน ซึ่งมีเจ้าหญิงคางุยะ เจ้าหญิงนักเวทย์เลือดผสมครึ่งเทพ และธิดาแห่งเทพีสึคุโยมิเข้ามาร่วมศึกในครั้งนี้ด้วยด้วยความที่เจ้าหญิงคางุยะมีทักษะในด้านการใช้เวทย์มนตร์ที่เก่งกาจ จึงทำให้เธอนั้นได้รับเลือกให้ขึ้นเป็นผู้นำทัพในศึกสมรภูมิโคอัน เจ้าหญิงคางุยะนำกองทัพซามูไรเข้าเผชิญหน้ากับกองทัพมองโกลที่บุกเข้ามาในคิวชูอย่างไร้ซึ่งความเกรงกลัว เจ้าหญิงคางุยะได้ทำการปามีดบินแห่งจันทรมนตราที่มีขนาดยาวขึ้นไปบนท้องฟ้า ก่อนที่เธอนั้นจะทำการร่ายเวทย์ด้วยคฑาพระจันทร์เสี้ยวในการเสกให้มีดบินทั้ง 4 เล่มนั้นค่อยๆ เพิ่มจำนวนขึ้นมาอีกหลายล้านกว่าเล่มมีดบินขนาดยาวทั้งหมดนั้นพากันพุ่งเข้าไปเสียบร่างของเหล่ากองทัพมองโกลที่อยู่บนสมรภูมิรบ จนทำให้เหล่าทหารมองโกลนับหมื่นกว่านายได้พากันสิ้นใจลงภายในเวลาเพียงแค่ไม่กี่วินาทีเท่านั้น จากนั้น เธอก็ทำการร่ายเวทย์ด้วยคฑาพระจันทร์เสี้ยว ในการเสกลูกพายุที่มีขนาดยักษ์ใหญ่ออกมาหลายร้อยกว่าลูก จนทำให้เหล่ากองทัพมองโกลนั้นถูกกวาดล้างไปหลายแสนกว่านายส่งผลทำให้กองทัพมองโกลหลายหมื่นกว่านายที่ยังเหลือรอดนั้นพากันขึ้นเรือ และถอยทัพหนีออกมา แต่ก็ถูกลูกพายุขนาดยักษ์ใหญ่ที่เจ้าหญิงคางุยะได้ทำการเสกขึ้นพัดเข้าสู่ชายฝั่ง จนทำให้กองเรือรบนับหมื่นกว่าลำของฝ่ายจักรวรรดิมองโกลนั้นถูกทำลายลงไปอย่างราบคาบ และกองทัพมองโกลหลายหมื่นกว่านายที่ยังเหลือรอดนั้นก็ได้พากันสิ้นใจลงที่กลางทะเลทั้งหมด ส่งผลทำให้จักรวรรดิอันกว้างใหญ่ไพศาลอย่างมองโกลนั้นได้นำไปสู่การล่มสลายลงในเวลาต่อมา