นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

ตอนที่ 156 ปักกลางใจ

        ตอนที่ 156 ปักกลางใจ

         

         

        สิ้นคำพูดของนิทาน เหงื่อเม็ดเล็กก็ไหลลงมาตามใบหน้าคมของโฮโจ ม่านตาของเขาหดลงเล็กน้อย ริมฝีปากสั่นระริก หายใจไม่เป็นจังหวะจากความอ่อนล้า หากก็เพียงพริบตาเดียวเท่านั้น ดวงตาคู่นั้นกลับมาชโลมด้วยความมุ่งมั่นเช่นเดิม

         

        มือของโฮโจจับกับมือของนิทานที่ยื่นมา ดึงตัวเองให้ลุกขึ้น แล้วจึงทำความเคารพอย่างนอบน้อม

         

        “ขอบคุณมากครับ” โฮโจกล่าวอย่างจริงใจ

         

        เขาไม่ใช่คนแพ้ไม่เป็น โฮโจคิดว่าโอกาสที่ตนจะชนะมีไม่มากอยู่แล้ว ถึงเขาจะเป็นอัจฉริยะแต่คู่ต่อสู้ก็เช่นกัน ยิ่งเขาเป็นเพียงผู้เรียนรู้แต่คู่ต่อสู้เป็นนักสลักเอกด้วยแล้ว

         

        นิทานยิ้มบางตอบรับการคำนับนั้นแล้วจึงถอนตัวออกจากสนามประลอง ทางด้านหน้าคืออารากะที่เต็มไปด้วยสีหน้าชื่นชมแต่ก็ไม่อาจกลบความเสียดายเล็กน้อยในดวงตาได้

         

        ด้วยกฎของการประลอง เขาคิดว่าโฮโจมีโอกาสชนะได้จริง โฮโจไม่จำเป็นต้องซัดนิทานให้หมอบ เพียงโจมตีแรง ๆ ให้ได้ครั้งหนึ่งก่อนจะโดนโจมตีก็เพียงพอแล้ว

         

        “เป็นการประลองที่ยอดเยี่ยมมากครับ” อารากะกล่าว

         

        “เกือบไปแล้วเหมือนกันครับ ผมต้องยอมรับจริง ๆ ว่าสัญชาตญาณการต่อสู้ของโฮโจน่ากลัวมาก” นิทานตอบกลับอย่างจริงจัง

         

        นิทานไม่ได้โกหกหรือกล่าวตามมารยาทแต่อย่างใด เขากล่าวตามความรู้สึกจริงทั้งสิ้น หากนิทานไม่ใช้กลเม็ดเพื่อหลอกล่อโฮโจว่าตนจำเป็นต้องยื่นฝ่ามือขวาเพื่อใช้พลังแรงดึงดูดเขาคงไม่ชนะง่ายดายเช่นนี้

         

        และแน่นอนว่าวิธีนี้ย่อมใช้ได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น เห็นได้จากการที่แม้แต่ไพลินยังจับสังเกตได้ไม่ยาก หากเป็นครั้งหน้าเขาก็จำเป็นต้องหาวิธีการอื่น

         

        นิทานไม่เคยชอบการปะทะโดยตรง ในทุกครั้งหากทำได้เขาจะเลือกวิธีที่ง่ายที่สุดเสมอ ลอบโจมตี หลอกล่อ ยาพิษ เขาไม่เกี่ยงแม้แต่น้อย เขาจะเลือกชนะด้วยวิธีการที่เร็วที่สุด และปกปิดพลังเท่าที่ทำได้ อย่างเมื่อครู่เขาสามารถเชื่อมหลายจุดพร้อมกันได้แต่เขาเลือกเชื่อมทีละจุดเพื่อเพิ่มความเหนียว

         

        เพียงเพราะเขาสามารถต่อสู้ระยะประชิดได้ดีไม่ได้หมายความว่าเขาชอบมัน เขาทำมันได้ดีเพราะพลังกายภาพจากคีตาล้วน ๆ

         

        “คุณนิทานถ่อมตัวเกินไปแล้วครับ” อารากะตอบกลับอย่างสุภาพ หากก็เป็นความจริงอีกเช่นกันที่นิทานยังไม่เอาจริง

         

        เขาเป็นผู้ฝึกสัตว์ ผู้ฝึกสัตว์จะแข็งแกร่งที่สุดยามสู้เคียงข้างสัตว์คู่หูของตน

         

        นิทานเพียงยิ้มน้อย ๆ เขาไม่มีความจำเป็นต้องตอบใด ๆ ในข้อนี้

         

        “ครั้งหน้า ผมจะทำให้คุณนิทานต้องเอาจริงครับ” เสียงของโฮโจดังขึ้น เขากล่าวอย่างมุ่งมั่นในขณะที่ก้าวเข้ามาหากลุ่มอีกครั้ง เคียงข้างเขาคืออิซึมิที่เดินติดตามมา

         

        “ผมจะรอนะครับ” นิทานอดนับถือชายหนุ่มคนนี้ไม่ได้ เขาเป็นผู้ที่มีพร้อมสรรพที่สุดอย่างแท้จริง หากจะให้นิทานซื่อสัตย์กับตนเอง เขาคิดว่าโฮโจยามเป็นผู้เรียนรู้แข็งแกร่งกว่าเขาตอนเป็นผู้เรียนรู้เสียอีก

         

        “สัญญาศึกของสองอัจฉริยะหรือครับเนี่ย ทำเอาผมคันไม้คันมือแล้วสิ คุณโฮโจครับ อยากลองประลองกับผมด้วยมั้ยครับ หรือไม่ก็คุณนิทานก็ได้ครับ ผมก็เป็นอัจฉริยะคนหนึ่งน้า” เพชฌฆาตกล่าวขึ้นอย่างตื่นเต้นเมื่อเห็นสายตาของทั้งสองที่จ้องมองกัน

         

        “ไม่ต้องเลยเพชฌฆาต แค่นี้พวกเขาก็เหนื่อยกันมากแล้ว นายเป็นนักสลักโทนะ จะไปท้าประลองผู้เรียนรู้ทำไม” องค์หญิงไพลินออกปากห้าม แต่นิทานกลับรู้สึกว่าเหตุผลของเธอจะเป็นเพราะไม่อยากเปิดเผยพลังของเขาและเพชฌฆาตมากกว่านี้เสียมากกว่า

         

        “คุณโฮโจ ขอบคุณมากเลยนะคะสำหรับการประลองครั้งนี้ คุณโฮโจควรค่ากับฐานะยอดอัจฉริยะอย่างแท้จริงค่ะ” องค์หญิงไพลินกล่าวด้วยรอยยิ้มกว้าง

         

        เอาแล้ว นิทานกลั้นยิ้ม แอบมองดูปฏิกิริยาของโฮโจ เขามั่นใจว่าเพื่อนของเขาชมตามปกติวิสัย แต่โดนพูดชมใส่หน้าตรง ๆ เช่นนี้ย่อมทำให้คนบางคนหวั่นไหว

         

        หากโฮโจกลับไม่ได้มีปฏิกิริยาอย่างที่นิทานอยากเห็น เขาเพียงก้มหัวรับคำขอบคุณ

         

        “ไม่หรอกครับ คุณนิทานยังไม่ได้เอาจริงเลยด้วยซ้ำ ผมทำได้แค่ใช้กลเม็ดเพื่อสร้างความได้เปรียบ หากผมไม่ได้เห็นการต่อสู้ของคุณนิทานมาก่อนผมคงจะแพ้เร็วกว่านี้อีกครับ” โฮโจตอบด้วยรอยยิ้มฝืน ๆ

         

        นิทานได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย กำลังจะกล่าวบางอย่าง หากองค์หญิงไพลินกลับเร็วกว่าเขาอีกครั้ง

         

        “ตลกแล้วค่ะ หมอนี่มันก็เก๊กไปงั้น จริง ๆ มันเกือบแพ้ไปแล้วด้วยซ้ำ เขาก็ใช้กลเม็ดหลอกคุณเหมือนกันนี่คะ” องค์หญิงไพลินพูดปฏิเสธฉับไว

         

        “แล้วการศึกษาข้อมูลมาก่อนมันไม่ดียังไงคะ การต่อสู้นี่นา ไม่ใช่เป่ายิ้งฉุบ คนที่เตรียมตัวดีกว่าก็ได้เปรียบ แปลกยังไงคะ”

         

        “หมอนี่ก็ไม่ได้เป็นพวกรักเกียรติรักศักดิ์ศรีอะไรหรอก ครั้งหน้ารับรองว่านิทานก็ต้องแอบตรวจสอบคุณโฮโจมาก่อนเหมือนกัน เพราะงั้นสบายใจเถอะค่ะ” องค์หญิงไพลินหัวเราะพลางจิ้มเอวนิทานทางด้านข้างจนเขาสะดุ้ง

         

        โฮโจนิ่งไปกับคำพูดรัวเป็นชุดของสตรีตรงหน้า เขาแทบไม่เชื่อด้วยซ้ำว่าองค์หญิงคนหนึ่งจะพูดจาเช่นนี้ออกมา ยิ่งนิทานเป็นถึงเพื่อนสนิทของเธอและกำลังหลักในฝักฝ่ายด้วยแล้ว

         

        “ถ้าถามเรา เราว่าคุณโฮโจตอนนี้เก่งกว่านิทานตอนเป็นผู้เรียนรู้อีกนะคะ” เธอมองตรงเข้าไปดวงตาของโฮโจ เป็นคำพูดที่ไร้ซึ่งการโป้ปดใด ๆ

         

        นัยน์ตาของโฮโจเบิกกว้าง แม้ใบหน้าของเขาจะยังเป็นเช่นเดิมแต่นิทานแอบเห็นว่าเขาหยิกหลังมือตนเองเบา ๆ

         

        “นี่!” นิทานบ่นขึ้นมา ดูเหมือนว่าเพื่อนของเขาจะเผาเขาเสียยับทีเดียว

         

        “อะไร หรือนายจะบอกว่าถ้าไม่มีคีตา ตอนนายเป็นผู้เรียนรู้นายเอาชนะโฮโจได้” องค์หญิงไพลินปรายตามอง

         

        “ได้สิ! ฉันก็ทั้งลอบโจมตี ใช้พิษ สมบัติวิเศษ วิธีตั้งเยอะตั้งแยะ!” นิทานไม่ยอม

         

        “ประลองค่ะ ประลอง! ลานกว้าง ๆ มีกรรมการ มีอาวุธจำลอง แค่นั้นค่ะ!” องค์หญิงไพลินเถียงกลับ

         

        นิทานได้ยินเช่นนั้นก็นิ่งเงียบไป บ่นอุบอิบกับตัวเองอยู่คนเดียว ไม่ตอบคำถามขององค์หญิงไพลิน หันหน้าหนีโดยสิ้นเชิง

         

        โดนอีกแล้ว.. สู้จริงสิ ไม่ใช่ประลอง นิทานหันหน้าหนีบ่นหงุงหงิง ๆ อยู่คนเดียวจนคีตาอดหัวเราะไม่ได้ เพชฌฆาตที่อยู่ข้าง ๆ ก็ดูจะถูกใจการโต้เถียงของสองคนนี้เป็นที่สุด หัวเราะลั่นโดยไม่สนใจนิทานแม้แต่น้อย

         

        เลโอมีสีหน้ากลั้นขำอย่างชัดเจน หากไหล่ที่สั้นน้อย ๆ ของเธอก็ทำให้นิทานหดหู่ยิ่งขึ้นไปอีก

         

        เสียงหัวเราะอีกสายจึงดังขึ้นมาต่อเนื่อง คราวนี้เสียงหัวเราะสายนี้เรียกสายตาของคนจำนวนมากให้หันไปมอง เป็นโฮโจเองที่หัวเราะเสียงดัง

         

        คนรับใช้ที่มุงดูอยู่รอบนอกต่างตกใจ แม้แต่อิซึมิก็มีสีหน้าตกตะลึง ส่วนอารากะเพียงยิ้มอย่างเบิกบาน ไม่มีใครเคยเห็นโฮโจหัวเราะปล่อยตัวเช่นนี้มานานแล้ว

         

        “ผมเพียงเคยพบองค์หญิงจากไกล ๆ ในบางโอกาส ไม่นึกว่าองค์หญิงจะยิ่งกว่าข่าวลือเสียอีกนะครับ” โฮโจปาดน้ำตา เขาต้องยอมรับจริง ๆ ว่าคำพูดของเธอคนนี้ทำให้เขาหายขุ่นมัวไปได้อย่างแท้จริง แม้แต่ความมั่นใจที่ตกลงมาเล็กน้อยเมื่อครู่ก็ถูกเติมจนเต็ม

         

        “เราไม่ได้ทำอะไรพิเศษเลยค่ะ” จบด้วยรอยยิ้มหวานปักกลางใจ เรียกสีหน้าแดงขึ้นแก้มพาให้ชายงามต้องก้มหน้าหลบอีกครั้ง

         

        ปักกลางใจเลยมั้งน่ะ นิทานหลุดหัวเราะ

         

        “ก็อย่างที่ประชาชนกล่าว องค์หญิงผู้ที่ทุกคน ‘รัก’ ใคร่” นิทานพูดด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์แถมยังเน้นคำบางคำเป็นพิเศษ ทำเอาคนบางคนสะดุ้งโหยง

         

        ส่วนเจ้าตัวผู้ที่โดนลากไปเอี่ยวยามนี้ได้แต่ยืนยิ้มไม่เข้าใจสถานการณ์ เดาได้ไม่ยากว่าในหัวคงกำลังยินดีที่โฮโจเปิดใจกับตนและตนจะได้รับการสนับสนุนจากตระกูลอิสึกะมากขึ้น แม้แท้จริงแล้วโฮโจจะเกินคำว่า 'เปิดใจ' ไปไกลแล้วก็ตาม

         

        เพชฌฆาตส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ เขาจับสังเกตท่าทีของโฮโจได้เช่นกัน แต่ก็ไม่ใช่กงการอะไรของเขาที่จะพูด จึงได้แต่ดูจากที่ไกล ๆ ซึ่งก็ต้องขอบอกตามตรงว่าแอบสนุกไปอีกแบบ

         

        โฮโจรีบปรับอารมณ์ของตน กลับสู่สภาวะเดิมอย่างเต็มตัว คราวนี้เขาเหยียดแขนออกไปหานิทาน พูดอย่างมุ่งมั่น นัยน์ตาใสกระจ่างยิ่งกว่าเดิม แม้แต่บางสิ่งในร่างก็ดูเหมือนจะได้รับการพัฒนาขึ้น

         

        “เมื่อผมขึ้นเป็นนักสลักเอก ผมจะมาขอท้าประลองใหม่ครับ” เขาพูดอย่างมุ่งมั่น หากครั้งนี้มีรอยยิ้มแฝงมาด้วย

         

        นิทานมองมือนั้นก่อนจะยื่นมือไปจับแน่น

         

        “ผมเก่งนะครับ” นิทานตอบยิ้ม ๆ

         

        “ผมก็เหมือนกันครับ” โฮโจไม่โอนอ่อนแม้แต่น้อย

         

        หลังจากเสร็จสิ้นธุระ ทุกคนจึงเริ่มแยกย้ายกันไปอีกครั้ง คราวนี้ไม่มีใครโผล่มาเรียกพวกเขาอีก นิทาน องค์หญิงไพลิน เพชฌฆาต และอริยะแปลงเพลิงที่นิทานมั่นใจว่าหลบอยู่แถวนี้ก็ได้เดินทางออกจากเรือนของตระกูลอิสึกะด้วยรถม้าราชวงศ์ที่แสนคุ้นตา

         

        หากความแตกต่างจากยามมาคือเขาได้รู้จักกับพรรคพวกที่ไว้ใจได้เพิ่มมากยิ่งขึ้น และไม่เพียงในภารกิจครั้งนี้เท่านั้น หากนิทานกลับรู้สึกได้ว่าคนเหล่านี้จะกลายเป็นกำลังสำคัญให้แก่ศึกชิงบัลลังก์ในอนาคตอันใกล้นี้

         

        “คุณนิทานครับ ผมติดต่อเรื่องงานไว้หมดแล้ว ตำแหน่งของคุณในหน่วยพิทักษ์เมืองจะถูกเลื่อนขึ้นให้ได้รับเงินเดือนและสิทธิประโยชน์ของนักสลักเอกนะครับ แต่ฉากหน้าก็ทำหน้าที่ตามปกติไปนั่นแหละครับ กลุ่มการค้าอิสึกะกับศาสนาปฐมมันตราไม่แพร่ข้อมูลแน่” เพชฌฆาตกล่าวขึ้นมาระหว่างที่พวกเขากำลังเดินทางกลับ

         

        “แล้วก็เงินค่าหัวของพวกโจรสลัดที่คุณนิทานจัดการไป พวกเขาไม่ใช่โจรสลัดดังหรือมีชื่อเสียงอะไร ค่าหัวจึงไม่ได้สูงมาก แต่รวม ๆ แล้วก็2แสนไกอาได้ครับ หัวหน้าโจรสลัดคนนั้นเป็นถึงนักสลักโทเลยนี่นา แต่สมบัติบนตัวเธอพังยับเลยครับ ทั้งโดนแรงระเบิดแถมเป็นรูโหว่อีก คุณนิทานสู้ยังไงของคุณครับเนี่ย ไม่เหลือของเก็บไว้เลย โอ้ แต่จังหวะเป็นตายนี่นะครับ ว่าไม่ได้ ว่าไม่ได้” เพชฌฆาตรัวคำพูดเป็นชุดจนทำเอานิทานมึน หากเขาก็พอจับใจความได้

         

        “ขอบคุณครับ ผมจะได้เอาไปเตรียมตัวหาซื้อของเพิ่มสำหรับภารกิจครั้งนี้” นิทานรับเงินก้อนมาพร้อมกล่าวขอบคุณ เขามีความคิดคร่าว ๆ แล้วว่าตนต้องการอะไรเป็นพิเศษ จะอย่างไรภารกิจครั้งนี้เขาก็ต้องเจอกับสัตว์อสูรระดับนักสลักเป็นโขยง

         

        องค์หญิงไพลินได้ยินดังนั้นก็หันหน้ามาชี้ตนเองพร้อมรอยยิ้มกว้าง หากนิทานรีบพูดปฏิเสธก่อนที่เธอจะได้เสนอตัว เขารับของจากไพลินมามากเกินไปแล้ว แถมสิ่งที่เขาคิดเตรียมไปก็ไม่ได้ราคาสูงอะไร ไม่จำเป็นต้องรบกวนเธอ

         

        องค์หญิงไพลินเบ้ปากอย่างจ๋อย ๆ แต่ในเมื่อเพื่อนเขาไม่เอาก็ไม่มีทางเลือก ได้แต่หวีขนของคีตาบนตักที่แทบจะทับเธอมิดต่อไป

         

        นิทานถูกส่งลงกลับที่หน่วยพิทักษ์เมือง ก่อนลง เขายังได้รับข้อความทิ้งท้ายไว้ด้วยว่าไพลินจะส่งข้อมูลของสุสานขุนนางพันธุ์ผสมให้ แม้จะไม่มากแต่ก็มากพอจะทำให้เขาไม่ต้องเข้าไปแบบไม่รู้อะไรเลย ข้อมูลชุดนั้นเพียงบอกถึงทางไปยังส่วนกลางคร่าว ๆ เท่านั้น ส่วนเพชฌฆาตก็เล่าเรื่องความเป็นอยู่ของโอไรออนให้นิทานฟังเนื่องจากช่วงนี้เขาแทบไม่ได้ไปพบโอไรออนเลย

         

        ถ้ากล้าจัดตั้งกลุ่มขุดค้นหลักแบบนี้ก็น่าจะมีหน่วยกล้าตายหรือกลุ่มขุดค้นอื่นเคยเข้าไปบ้างแล้วล่ะนะ นิทานยักไหล่ เขาไม่แปลกใจเท่าไหร่ การจะขุดค้นเช่นนี้ไม่ใช่จัดตั้งกลุ่มเดียวแล้วจบเลย ต้องมีการจัดตั้งหลายกลุ่มเพื่อหาข้อมูลเท่าที่ทำได้ แล้วจึงจัดตั้งกลุ่มหลัก

         

        แต่ถึงแค่ส่วนกลางเองเหรอ แปลว่ายากจริง ๆ สินะ นิทานพึมพำ ขุมกำลังยักษ์ใหญ่จัดตั้งกลุ่มขุดค้น มอบสมบัติ หากยังทะลวงเข้าไปได้ถึงเพียงส่วนกลางเท่านั้น แสดงให้เห็นถึงความโหดร้ายของสุสานดี แม้ส่วนใหญ่จะมาจากการที่สุสานจำกัดระดับพลังก็ตาม

         

        “โฮ่ง!”

        นิทาน! ห้องเปิดไฟ!

         

        ด้านหน้าหน่วยพิทักษ์เมือง คีตาเห็นห้องทำงานอันแสนคุ้นตาของผู้พันลาลันตาเปิดไฟอยู่เช่นเคยแม้จะเป็นเวลาดึกแล้ว ช่วงหลังคีตาดูจะชอบผู้พันลาลันตาขึ้นมาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเธอลดการกอดและการคลอเคลียแนบแน่นลงเพราะเห็นว่าคีตาไม่ชอบ อีกส่วนคือเธอมักมีขนมให้คีตาเสมอเช่นเดียวกันกับองค์หญิงไพลิน

         

        นิทานยิ้มแล้วจึงนึกถึงคำพูดก่อนลาจากกับกลุ่ม

         

        ‘ช่วงนี้ก็พักผ่อนเตรียมตัวไปก่อนนะ หลังจากนี้ศึกใหญ่แน่’

         

        เขาสูดหายใจเข้าลึก แล้วจึงเดินเข้าตัวตึก มุ่งหน้าขึ้นสู่ชั้นบนเพื่อไปยังห้องทำงานนั้น ระหว่างทางก็ได้แต่คิดว่าวันนี้เขาจะเล่าเรื่องอะไรให้ผู้พันลาลันตาฟังดี


คล้ายกับเรื่องนิทานคีตา กาลครั้งนั้น ที่คุณอ่าน