ต่อต้านเซียนสวรรค์ 【จบแล้ว】

    เล่มที่ 2 วิญญาณคู่ตื่นรู้ บทที่ 50 กระบี่อาญาเทียนซู


            ณเมืองตงหลิง ในจวนเจ้าเมือง

            ช่วงนี้เสิ่นว่านโหลวสบายใจยิ่งไม่เพียงมีชนชั้นสูงคอยดูแล ผลประโยชน์ของเมืองตงหลิงเขาก็ได้ส่วนแบ่งไม่น้อย บรรยากาศทั้งในและนอกจวนอบอวลไปด้วยความรื่นเริง

            ทว่าหลังจากสายลับคนหนึ่งเข้ามาในห้องตำราภายในห้องก็เกิดเสียงดังขึ้นทันที ก่อนจะมีเสียงตะโกนด่าของเสิ่นว่านโหลว!

            “เจ้าว่าอะไรนะ! หายไปแล้วหรือ?” 

            เสิ่นว่านโหลวส่งคนไปจับตาดูพี่น้องตระกูลจั๋วกับลุงเยี่ยนอยู่ตลอดทว่าเมื่อตอนเช้าตรู่กลับมีรายงานบอกว่าพวกเขาสามคนหายตัวไปแล้ว!จะให้เสิ่นว่านโหลวดีใจได้อย่างไร?

            “ใช่แล้ว ท่านเจ้าเมือง” 

            สายลับก้มหน้ากล่าวด้วยอารมณ์ตึงเครียด “จากการตรวจสอบของพวกเรา พวกเขาสามคนน่าจะหายไปพร้อมกัน อาจจะมีเส้นทางลับ...ถึงอย่างไรจั๋วฟู่ไห่ก็ทำการค้าในเมืองตงหลิงมาหลายสิบปีไม่มีทางที่จะไม่เตรียมทางหนีให้ตัวเอง” 

            เสิ่นว่านโหลวเดินวนไปมาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงกล่าวว่า “แล้วพวกจั๋วไท่หยวนว่าอย่างไร?” 

            “เรียนท่านเจ้าเมือง จั๋วไท่หยวนปิดประตูจวนจั๋วแล้วกำลังตรวจสอบทุกตารางนิ้ว แต่ตอนนี้ยังไม่พบเบาะแสใดๆทำได้เพียงยืนยันว่าเหตุเกิดเมื่อวานตอนบ่าย อีกทั้งพี่น้องตระกูลจั๋วฉลาดมาก พวกเขาขับไล่คนรับใช้ทุกคนออกไปจั๋วไท่หยวนจึงมิอาจถามหาความผิดใครได้...ใช่แล้วพวกเขามิได้เอากำไลสื่อวิญญาณไปด้วยซ้ำต่อให้ใช้ดวงตามหาสุญญตาก็มิอาจหาร่องรอยของพวกเขาพบ” 

            เมื่อได้ยินคำตอบของสายลับเสิ่นว่านโหลวตัดสินใจทันที “ช่วงนี้เมืองตงหลิงตรวจเข้มงวดคนเข้าออกมีไม่มาก ถ้าพวกเขาออกจากเมืองน่าจะทิ้งร่องรอยเอาไว้บางส่วน...” 

            จากนั้นเสิ่นว่านโหลวออกคำสั่ง “ตรวจสอบ ไปตรวจสอบข้อมูลของทุกคนที่ออกจากเมืองในช่วงนี้!จากนั้นติดต่อกับจุดส่งข่าวทั้งหมด สร้างเครือข่ายค้นหาเบาะแสของพวกจั๋วอวิ๋นเซียนตอนนี้พวกเขาไม่ต่างจากคนธรรมดา ต่อให้หลบหนีออกจากเมืองตงหลิงไปได้ก็คงไม่มีทางออกจากเขตชายแดนไปได้ไกลนัก” 

            “รับทราบ ท่านเจ้าเมือง!”

            เมื่อสายลับถอยกลับไปเสิ่นว่านโหลวใช้กำไลสื่อวิญญาณติดต่อกับซีโหลวเหวินอวี่ทันที

            ……

            บนทางหลวงตงเหยียนมีรถม้ากำลังวิ่งมุ่งหน้าไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ

            และในเวลานี้เองมีลำแสงสิบสายพุ่งผ่านท้องฟ้ามาขวางทางด้านหน้าของรถม้า 

            “หยุด!”

            ทหารเกราะทมิฬสิบคนกระโดดลงมาจากล้อเหินเวหาผู้นำก็คือแม่ทัพค่ายที่สามแห่งกองทัพเกราะทมิฬ...เหลียนเว่ยฉี

            รถม้าเปิดออกชายชราผอมแห้งคนหนึ่งเดินออกมาจากรถ ประสานมือกล่าวด้วยความเกรงใจ “ข้าหวังเจิ้งหยาง เป็นอาจารย์ของสถาบันเซียนตงหลิงท่านแม่ทัพทุกท่านโปรดหลีกทางด้วย” 

            ใช่แล้วชายชราคนนี้ก็คืออาจารย์เฒ่าของสถาบันเซียนตงหลิงและเขาก็คือคนเดียวที่จั๋วอวิ๋นเซียนสามารถขอร้องให้ช่วยได้

            คนที่มีป้ายพิเศษสำนักเซียนเทียนซูแสดงว่าสถานะของหวังเจิ้งหยางคงไม่ธรรมดาแน่ อย่างน้อยเมื่อก่อนต้องมีสถานะสูงส่งและหวังเจิ้งหยางมอบป้ายพิเศษให้จั๋วอวิ๋นเซียนอย่างไม่ลังเลแสดงว่าเขาเห็นจั๋วอวิ๋นเซียนเสมือนศิษย์ของตัวเองตั้งความหวังกับจั๋วอวิ๋นเซียนไว้สูงมาก ต้องไม่มีเจตนาร้ายแน่

            จากที่รู้จักกันมาหกปีจั๋วอวิ๋นเซียนจึงรู้ว่านิสัยของอาจารย์เฒ่าเป็นคนรักคุณธรรม ดังนั้นเขาไม่กังวลว่าอาจารย์เฒ่าจะไม่ช่วยเหลือ

            “ที่แท้ก็เป็นอาจารย์ของสถาบันเซียนนี่เอง เสียมารยาทแล้ว!”

            เหลียนเว่ยฉีสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อยแสดงท่าทีค่อนข้างเกรงใจ “ข้าคือแม่ทัพค่ายที่สามของกองทัพเกราะทมิฬเหลียนเว่ยฉีได้รับคำสั่งจากจอมทัพให้มาจับคนร้ายหลบหนี ท่านอาจารย์โปรดให้ความร่วมมือด้วย” 

            สถาบันเซียนอยู่ในการดูแลของสำนักเซียนและสำนักเซียนก็คือรากฐานการสืบทอดวิถีเซียนได้รับการคุ้มครองจากพันธมิตรศักดิ์สิทธิ์ทั้งพึ่งพาอาศัยราชสำนักและควบคุมกันและกันอีกด้วยว่ากันตามจริงแล้วหากมีเรื่องที่เกี่ยวพันถึงสำนักเซียนแม้แต่ฮ่องเต้ก็ไม่อยากยุ่งเกี่ยว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงพวกเหลียนเว่ยฉี

            “ข้างกายของข้ามีศิษย์คนหนึ่งจริงๆกำลังเตรียมตัวไปเข้าศึกษาที่สำนักเซียนเทียนซู ไม่ได้ทำผิดอะไรท่านแม่ทัพโปรดกลับไปเถอะ” 

            หวังเจิ้งหยางโบกมือท่าทางเด็ดเดี่ยวมาก

            เหลียนเว่ยฉีขมวดคิ้วเขาฝืนกลั้นความโกรธกล่าวว่า “อาจารย์เฒ่าถึงแม้สถาบันเซียนตงหลิงจะเป็นอิสระ แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งของต้าถังเช่นกันมีหน้าที่ปกป้องแคว้นเช่นกัน จะปกป้องคนร้ายได้อย่างไร!”

            หวังเจิ้งหยางไม่ได้โมโหเพียงเอ่ยถามโดยตรง “แม่ทัพเหลียนมีราชโองการหรือไม่?” 

            “คือว่า...เรื่องเร่งด่วนจึงมิได้พกติดตัว” 

            “เช่นนั้นพวกเจ้ามีป้ายนำจับหรือไม่?” 

            เมื่อได้ยินคำถามของหวังเจิ้งหยางเหลียนเว่ยฉีก็รู้แล้วว่าเรื่องนี้มิอาจจบลงด้วยดี ไม่ว่าราชสำนักหรือกฎวิถีเซียนก็ยังไม่สามารถกำหนดโทษจั๋วฟู่ไห่ได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงลูกของเขา ดังนั้นเขามิอาจออกใบนำจับได้

            “อาจารย์เฒ่า ท่านรู้หรือไม่ว่าท่านกำลังปกป้องลูกของคนร้ายที่สมคบคิดกับปีศาจหรือว่าท่านจะละเลยคำสั่งสอนของเหล่าเซียน?” 

            ถึงแม้เหลียนเว่ยฉีจะหวั่นเกรงต่อสำนักเซียนอยู่บ้างแต่ก็ไม่ได้กลัวอาจารย์เฒ่าแค่คนหนึ่ง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงภูมิหลังของเขา แม้ไม่มีใครสนับสนุนอย่างมากก็ถูกลงโทษเท่านั้น

            “เรื่องของจั๋วฟู่ไห่ ข้าเคยได้ยินมาบ้างแล้ว ถูกหรือผิดเราต่างรู้ดีอยู่แก่ใจ” 

            หวังเจิ้งหยางเค้นเสียงเย็นยังคงกล่าวด้วยความยึดมั่น “ยิ่งไม่ต้องพูดถึงจั๋วฟู่ไห่ยังไม่ได้รับโทษ ลูกของเขาเกี่ยวข้องอะไรด้วย? เรื่องที่ควรทำพวกเจ้าก็ทำไปหมดแล้ว สิ่งที่ควรได้พวกเจ้าก็นำไปหมดแล้ว เหตุใดต้องทำร้ายเด็กสองคนด้วย...” 

            “อย่าพูดจาไร้สาระ!”

            เหลียนเว่ยฉีหมดความอดทนแล้วใบหน้าเต็มไปด้วยจิตสังหาร “ไอ้แก่!ส่งคนตระกูลจั๋วมาเสีย มิเช่นนั้นพวกเจ้า...ตาย!”

            เมื่อกล่าวจบทหารเกราะทมิฬรอบด้านค่อยๆล้อมวงเข้ามา ต่างยกหน้าไม้ในมือขึ้น ขอเพียงมีคำสั่งพวกเขาพร้อมโจมตีในทันที!

            “ข้าได้รับคำไหว้วานมา จึงต้องทำให้สำเร็จ” 

            หวังเจิ้งหยางไม่ได้เคลื่อนไหวเพียงหยิบป้ายรูปกระบี่ชิ้นหนึ่งออกมาจากอก “พวกเจ้าหลีกทางเถอะ!”

            “นั่นมัน...กระบี่อาญาเทียนซู!” 

            เหลียนเว่ยฉีจิตใจสั่นไหวสายตาแฝงด้วยความลังเลและซับซ้อนถ้ากล่าวว่าป้ายพิเศษสำนักเซียนเทียนซูเป็นเพียงแค่สถานะเช่นนั้นกระบี่อาญาเทียนซูก็เป็นตัวแทนของอำนาจในสำนักเซียนเทียนซู

            ผู้ที่ครอบครองกระบี่อาญาเทียนซูมีอำนาจระดมยอดฝีมือของสำนักเซียนเทียนซู

            เมื่อคิดได้เช่นนี้เหลียนเว่ยฉีจะกล้าลงมือได้อย่างไรรีบใช้กำไลสื่อวิญญาณติดต่อกับจอมทัพเพื่อรายงานเรื่องนี้...แต่ผลลัพธ์เป็นอย่างที่เขาคิดห้ามลงมือเด็ดขาด

            ถึงแม้จะไม่ยินยอมแต่สุดท้ายเหลียนเว่ยฉีก็ยังพากองทัพเกราะทมิฬจากไป

            ……

            หลังจากกองทัพเกราะทมิฬจากไปแล้วก็มีเงาออกมาจากรถ นางก็คือจั๋วอวี้หวั่น

            ความจริงแล้วในรถมีเพียงจั๋วอวี้หวั่นคนเดียวจั๋วอวิ๋นเซียนมอบป้ายพิเศษสำนักเซียนเทียนซูให้นางแล้ว

            จากคำพูดของจั๋วอวิ๋นเซียนตอนนี้เขาไร้หนทางบำเพ็ญเซียนแล้ว ต่อให้ไปสำนักเซียนเทียนซู ก็ยากจะทำอะไรได้ไม่สู้ให้โอกาสจั๋วอวี้หวั่น หากในอนาคตนางประสบความสำเร็จนางจะสามารถล้างความอัปยศให้ตระกูลจั๋วได้ หรือแม้กระทั่งช่วยบิดาได้

            ส่วนจั๋วอวิ๋นเซียนไปกับลุงเยี่ยนถึงอย่างไรป้ายพิเศษสำนักเซียนเทียนซูก็มีเพียงชิ้นเดียว ต่อให้เป็นหวังเจิ้งหยางก็มิอาจทำลายธรรมเนียมของสำนักเซียนได้บวกกับสถานะของลุงเยี่ยนค่อนข้างอ่อนไหว พวกเขาที่ไม่ได้รับการคุ้มกันหากเปิดเผยตัวจะมีอันตรายได้ ไม่สู้ซ่อนตัวในที่มืดดีกว่า

            “ขอบคุณท่านอาจารย์ที่ช่วยชีวิต” 

            จั๋วอวี้หวั่นหมอบกราบด้วยความจริงใจและซาบซึ้ง

            หวังเจิ้งหยางรีบพยุงจั๋วอวี้หวั่นเขาส่ายศีรษะพลางถอนหายใจ “ข้าบอกแล้วได้รับคำไหว้วานมาก็ต้องทำให้สำเร็จ แม่หนูจั๋วไม่จำเป็นต้องขอบคุณ...น่าเสียดายที่ข้าแก่ชราแล้วสูญเสียพลังไปหมดแล้ว จึงมิอาจช่วยตระกูลจั๋วของพวกเจ้าได้” 

            กระบี่อาญาเทียนซูอาจจะมีประโยชน์แต่สำนักเซียนกับราชสำนักถ่วงดุลกันและกัน หวังเจิ้งหยางจึงมิอาจยุ่งเกี่ยวกับราชสำนักได้

            จั๋วอวี้หวั่นเข้าใจข้อนี้ดีจึงมิได้โกรธอาจารย์เฒ่า เพียงแต่นางกังวลเรื่องน้องชาย แต่กลับช่วยอะไรไม่ได้

            หวังเจิ้งหยางรู้ความกังวลของเด็กสาวจึงกล่าวว่า “เจ้าไม่ต้องกังวลเรื่องจั๋วอวิ๋นเซียนหรอก เขามีเส้นทางของเขาข้าเชื่อว่าเขาต้องไม่ทำให้คนที่ห่วงใยเขาผิดหวังเป็นแน่...เช่นนั้นเจ้าก็ต้องมีชีวิตให้ดีเมื่อพวกเจ้าทั้งสองเจอกันอีกครั้ง จะเป็นวันที่ตระกูลจั๋วกลับมารุ่งโรจน์” 

            “ท่านอาจารย์กล่าวได้ถูกต้อง ข้าจะต้องพยายาม” 

            จั๋วอวี้หวั่นตั้งสติอีกครั้งเริ่มมั่นใจกับอนาคตยิ่งขึ้น

            ……

                       

             

             

    คล้ายกับเรื่องต่อต้านเซียนสวรรค์ 【จบแล้ว】 ที่คุณอ่าน