ตอนที่ 45 บัญญัติวิชา
เมื่อพีระมิดพยัคฆ์ได้ทำการเก็บข้อมูลจนพร้อมแล้ว หยางไคจึงลุกขึ้นแล้วกระทำตามหยางรุ่นชิง โดยเว้นระยะห่างของเวลาแต่ละกระบวนท่าเพียงอึดใจเดียว..ดังกับว่ากำลังฉายภาพซ้ำที่มีการหน่วงเวลาไว้ราว 3 นาที ซึ่งมีพี่ใหญ่หวงเป็นต้นแบบหยางรุ่นชิงซึ่งกำลังปลดปล่อยอารมณ์ครั้นเห็นเช่นนั้นก็นึกสนุกขึ้นมาแล้ว จึงเร่งกระบวนท่าให้เร็วขึ้นและแรงขึ้น จนเจ้าตัวเองซึ่งได้ครองลมปราณมังกรไฟ ก็ถึงกับเหนื่อยหอบขึ้นมาอยู่บ้าง ส่วนหยางไคที่ครอบครองลมปราณถึง 2 กระแสอยู่ก็จริง แต่ขอบเขตพลังยังน้อยกว่ามาก ทั้งระดับของพลังลมปราณมังกรไฟยังเหนือชั้นกว่าลมปราณทั้งสองรวมกันเสียอีกจึงรู้สึกเหน็ดเหนื่อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด ว่าแล้วก็จำเป็นต้องลดความเร็วและความแรงของกระบวนท่าลงกึ่งหนึ่ง ดังนั้นระยะห่างของกระบวนท่าทั้งสองคนจึงมากขึ้นไปเรื่อย ๆ จาก 1 เป็น 3 จนถึง 5 อึดใจฝ่ายหยางรุ่นชิงออกกระบวนท่าโจมตีจนมาถึงท่าสุดท้ายแล้ว แต่หยางไคกลับยังหลงเหลือกระบวนท่าที่ยังมิได้ใช้ออกมาเป็นอันมาก จึงเปลี่ยนไปใช้ท่าร่างเคลื่อนไหวเพื่อกระโดดลอยตัวขึ้นไปเหยียบอยู่บนเสากระโดงเรือ แล้วก้าวย่างไปยังคานพยุงใบเรือด้วยความพลิ้วไหวจนหยางไคอดที่จะตกตะลึงเป็นมิได้ แต่ที่น่าเสียดายก็คือ เขาไม่สามารถบรรจุเอาท่าร่างที่สุดวิเศษเหล่านั้นเข้าไปในพีระมิดพยัคฆ์ ซึ่งสงวนไว้สำหรับทักษะโจมตีเท่านั้น..….จนในที่สุดหยางไคก็ฝึกซ้อมกระบวนท่าโจมตีมาจบในท่าสุดท้าย พร้อม ๆ กับที่หยางรุ่นชิงได้กระโดดลอยตัวลงมาเช่นเดียวกัน แต่ก่อนที่พี่ใหญ่หวงจะถึงพื้นเรือนั้น หยางไคเห็นท่าร่างที่สุดแสนพิสดารคล้ายดังกับก้าวย่างบนอากาศ ก่อนที่ร่างกำยำของหยางรุ่นชิงจะร่อนลงจอดได้อย่างนิ่มนวลนักแม้นสิ่งที่เกิดขึ้นจะคล้ายกับวิชาตัวเบา แต่มันคือการประจุพลังความร้อนของเปลวไฟ ที่ปลายเท้าในเสี้ยววินาที จึงทำให้เกิดแรงผลักเล็ก ๆ ที่มีทิศทางสวนขึ้นไปเพื่อใช้ต้านทานแรงโน้มถ่วงในแนวดิ่งลงมา เพื่อช่วยชะลอความเร็วในการตกกระทบอย่างได้ผลตอนนี้ก็ดึกมากแล้วและอากาศก็เริ่มเย็นจัด หยางรุ่นชิงจึงเสนอให้หยางไคกลับห้องพักส่วนตัวพร้อมกัน จากนั้นตนจึงเข้านอนหลับไปในทันที ด้วยความมึนเมาอยู่หลายส่วน แต่สำหรับเด็กหนุ่มซึ่งเริ่มสร่างเมาแล้วยังมิได้อยากเข้านอน ด้วยภาพจำของท่าร่างสุดท้ายของพี่ใหญ่หวงยังวนเวียนอยู่ในหัวสมอง จึงซ้อมกระบวนท่าเตะซ้ำ ๆ เพื่อเรียนรู้การประจุพลังความร้อนลงไปที่ปลายเท้า แล้วตวัดขึ้นลงด้วยความเร็ว ก็รู้สึกถึงคลื่นความร้อนที่กำลังก่อตัวขึ้น!!!..ฟู่!..ไอร้อนรอบ ๆ ปลายเท้านั้นถึงกับทำให้เสื้อคลุมที่ชุ่มไปด้วยหยาดน้ำค้างของเขาเกิดเป็นไอน้ำลอยอยู่ทั่วทั้งห้อง หยางไคเกิดความคิดบางอย่าง จึงหยิบเอาหัวมันหวานซึ่งเขากัดได้เพียงคำเดียวออกมา แล้วมัดเชือกแขวนเอาไว้ให้ถนัด ๆ จากนั้นเริ่มเตะด้วยความเร็วเฉียดซ้ายบ้างขวาบ้าง แล้วพยายามให้ปลายเท้าเข้าใกล้กับเป้าหมายมากที่สุด แต่ห้ามมิให้สัมผัสโดนฟ้าบ ฟ้าบ....ฟ้าบ ฟ้าบ ฟ้าบทุกครั้งที่ปลายเท้าเข้าไปใกล้ ๆ ย่อมส่งความร้อนไปยังหัวมันหวานทีละเล็กละน้อย ซึ่งหยางไคจำเป็นจะต้องกระทำเช่นนี้อยู่หลายครั้ง จนเริ่มได้กลิ่นหอมจากเปลือกมันเผาโชยมา เมื่อออกแรงมาเข้าก็เริ่มหิวข้าวอีกรอบแล้ว ทั้งหิวทั้งเหนื่อยผสมปนเปกันครั้นเตะไปได้ร้อยกว่าครั้งขาที่ใช้เตะก็เริ่มอ่อนแรง จนพลาดเตะไปโดนมันเผาที่เกือบจะสุก จนทำให้หัวมันแหว่งไปอีก 1 ส่วน หยางไคจึงเปลี่ยนมาใช้เท้าซ้ายซึ่งมีกำลังอยู่ แต่ด้วยความไม่ถนัดจึงทำให้หัวมันแหว่งออกไปอีกส่วนอย่างน่าเศร้าฟ้าบ ฟ้าบ....ฟ้าบ ฟ้าบ ฟ้าบ..เมื่อนับรวม ๆ กันแล้ว หยางไคต้องเตะออกไปกว่า 200 ครั้ง จนทำให้มันหวานทั้งหัว ล้วนสุกเสมอกันทุกด้านแม้จะเหลือมันหวานที่สุกพร้อมรับประทานราว ๆ 5 ใน 10 ส่วน และมันเป็นการใช้เครื่องมือที่ผิดประเภทอยู่บ้าง แต่ก็ถือว่าการปรุงอาหารในครั้งนี้ย่อมมีความคุ้มค่า หากคิดในแง่ของการฝึกฝนทักษะการโจมตีทั้งยังได้บัญญัติวิชาใหม่ขึ้นมาเอง ซึ่งมีความจำเป็นระดับสูงในการใช้สอบบู๊ซิ่วไฉในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้านี้ หยางไคหลับเป็นตายในคืนนั้น และตื่นมาอีกครั้งในช่วงสาย ๆ ของวัน เพราะมีเสียงผู้คนร้องตะโกนขึ้นมาจากฝั่งแม่น้ำว่า“ท่าเรือเมืองโลกั๋ง!! ผู้ใดตีตั๋วสีเหลืองมา จงรีบก้าวขึ้นที่ท่าเรือให้หมดสิ้น!!” จริง ๆ แล้วมันไม่เกี่ยวอะไรของเขาเลย แต่เมื่อได้ตื่นนอนขึ้นมาแล้วก็รีบล้างหน้าล้างแล้วออกมาเดินเล่นที่ดาดฟ้าเพราะขณะนี้ยังมิได้รู้สึกหิวแต่ประการใด เมื่อสำเภาจอดเทียบท่าดีแล้ว กะลาสีกล้ามโตราว 10 คน ก็รีบชักสายเชือกเพื่อผ้าใบบนเสากระโดงเรือ แล้วบีนขึ้นไปมัดเก็บบนคานพยุงใบเรืออย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย แม้บนดาดฟ้าเรือจะดูวุ่นวายไปบ้าง แต่ก็เทียบไม่ได้เลยกับด้านล่างที่กำลังชุลมุนมากยิ่งกว่า เพราะนอกจากจะมีผู้โดยสร้างต้องขึ้นและลงจากเรือสำเภาข้ามทะเลลำนี้เป็นจำนวนมากแล้ว ก็ยังมีบริการขนส่งสิ่งของและวัสดุที่มีขนาดไม่ใหญ่โตเกินไปมากับเรือด้วย จึงมีเหล่ากุลีขึ้นและลงเรือกันเป็นจ้าละหวั่นเพื่อขนย้ายสินค้ากันวุ่นวายสบสน(กุลี : คนรับจ้างทํางานหนักแบกหาม)นอกจากนั้นยังมีพ่อค้าแม่ค้าที่นำของกินของใช้ระหว่างการเดินทางให้ผู้โดยสารที่อยู่ชั้นล่าง อาทิ ซาลาเปา หมั่นโถว หรือแม้แต่น้ำดื่มที่มีราคาไม่แพงนัก ซึ่งกระบวนทั้งหมดทั้งมวลนี้จะกินเวลาไม่เกินครึ่งชั่วยาม (1 ชั่วโมง)หยางไคนั้นชอบสังเกตพฤติกรรมของฝูงชน จึงเฝ้าดูอยู่จนกระทั่งเรือเริ่มกางใบเพื่อแล่นออกจากท่า จากนั้นลงมาจากดาดฟ้าเรือ เพื่อตรงไปยังห้องเสบียงอาหารเพื่อหาของกิน ครั้นกวาดสายตาออกไปก็ให้แปลกใจอยู่เล็กน้อยที่ไม่พบพี่ใหญ่หวงของตน ซึ่งอาจจะเป็นเพราะการดื่มอย่างหนักจากเมื่อคืนจนไม่สามารถลุกขึ้นมาเพื่อทำกิจกรรมใด ๆ ในช่วงเช้าเช่นนี้ได้ เด็กหนุ่มจึงลงที่โต๊ะที่ซึ่งอยู่ใกล้ ๆ นั้น แล้วเรียกพนักงานมาสั่งอาหารหยางไคสั่งกับข้าวมาสามอย่างกับสุราเผาดาบมาสองไห เพราะหากรับประทานลงไปมากกว่านี้ย่อมมีอาการมึนเมาไม่ต่างจากเหตุการณ์เมื่อคืนอย่างแน่นอนพออาหารและสุรามาถึงแล้วก็รีบดื่มลงไปหนึ่งจอกทันทีเพื่อเพิ่มพลังวัตรภายในกาย แต่สักครู่เดียวกลับมีเสียงเอะอะโวยวายดังขึ้นจนไม่ต้องแอบฟังก็สามารถรับทราบเรื่องราวที่กำลังเกิดขึ้นได้ ว่ามีขอทานผู้หนึ่งได้แอบขึ้นเรือมาโดยมิได้ตีตั๋ว ครั้นเห็นนายตรวจมาหา จึงรีบหลบหนีขึ้นมายังชั้นสองจากนั้นหลบซ่อนตัวที่ห้องเสบียงแห่งนี้ แต่สุดท้ายฝ่ายเจ้าหน้าที่ก็ตามมาจับตัวได้อยู่ดี ทีแรกหยางไคก็มิได้ใส่ใจเรื่องของผู้อื่นสักเท่าใดนัก แต่เมื่อชำเลืองไปก็เห็นว่าเป็นขอทานร่างเล็ก ๆ ผู้หนึ่งที่ถูกจับกุมอยู่ ก็รู้สึกสะท้อนใจในอดีตอันน่าหดหู่ของตนขึ้นมาอย่างไม่อาจข่มกลั้น แต่ขณะที่เขากำลังจะลุกขึ้นเพื่อเดินเข้าไปแก้ไขสถานการณ์ กลับมีผู้คนที่ทนดูไม่ได้ยิ่งกว่าเขาได้ก้าวออกไปแล้วถึงสองคน และหนึ่งในนั้นคือพี่หลิวที่เขาพบเจอเมื่อคืน ส่วนอีกคนเป็นหญิงสาวหน้าตาหมดจดงดงามผู้หนึ่ง ฝ่ายหลิวชิ่งได้เข้าไปเจรจากับเจ้าหน้าที่เพื่อช่วยเหลือขอทานน้อยผู้นั้น แต่ดูเหมือนจะยังตกลงค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นไม่ได้ จนทำให้หญิงสาวที่มาด้วยกันนั้นเริ่มมีกิริยาไม่พอใจขึ้นเสียแล้ว ?แต่ขณะที่นางกำลังจะกล่าวอะไรออกไป หยางไคก็เข้าไปช่วยเหลือเสียก่อน พร้อมกล่าวกับเจ้าหน้าที่ร่างใหญ่โตทั้งยังครอบครองใบหน้าอันดุร้ายหมายขวัญ พอสังเกตเห็นเห็นเครื่องหมายที่ปักอยู่ที่เสื้อก็ทราบได้ว่าเป็นทหารเรือ และสมควรจะเป็นหัวหน้ากลุ่มเจ้าหน้าที่ทั้งสี่คนนี้ว่า“ข้าพเจ้าจะขอชำระค่าปรับให้เอง ใต้เท้าจงว่ากล่าวมาเถิด” ฝ่ายหัวหน้าโจว (โจวจิ้งห้าว 周静昊) เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ยินดีคล้ายดังว่าจะได้ลาภก้อนโต จึงตอบว่า“เพียงตำลึงเดียว” หยางไคได้ฟังก็ชะงักสักเล็กน้อย เพราะราคาที่ต้องจ่ายนั้นเท่ากับห้องพิเศษของเขาเลยทีเดียว แต่ไหน ๆ ก็ได้ลั่นวาจาไปแล้ว จึงคิดจะล้วงเอาธนบัตร 1 ก้วนออกมา ฝ่ายหลิวชิ่งเห็นเช่นนั้นก็ยุดมือเขาเอาไว้แล้วกล่าวว่า“น้องชายรู้หรือไม่ว่าสิ่งที่ชายผู้นี้ต้องการคือหนึ่งตำลึงทอง” นี่มันขูดรีดกันชัด ๆ !!!หยางไคจึงทราบว่าเหตุใดพวกเขาทั้งสองจึงมีสีหน้าไม่พอใจถึงเพียงนั้น…