บทที่ หกสิบเจ็ด
ร่างในชุดผ้าแพรไหมสีม่วงเรียบหรูหากแต่ตัดกับผิวเนียนเปล่งปลั่งราวหิมะละลาย นางยืนก้มหน้าอยู่กลางห้องโถง
“หลี่ผิน เจ้าจะยอมรับว่าทำร้ายจี้ผินและแสดงความสำนึกผิดหรือไม่? เดิมทีนางจะเก็บเรื่องนี้ไว้ไม่คิดจะเอาโทษแต่เมื่อข้าได้ยินก็มิอาจนิ่งเฉย ปล่อยให้เจ้าใช้กำลังกำเริบเสิบสานได้” น้ำเสียงฮองไทเฮายังคงเยียบเย็นกระจ่างคราวเริ่มสอบสวน
น้ำเสียงนั้นมิได้แข็งกร้าวจนบีบใจหากแต่สะท้อนอำนาจในทุกพยางค์ที่เปล่งออกมาจากริมโอษฐ์อิ่มเต็มของผู้เป็นแม่ใหญ่ของแผ่นดินสีหน้าของฮองไทเฮายามนี้ประหนึ่งผืนน้ำเย็นเฉียบ
หลิวชิงเซียงไม่เอ่ยตอบในทันทีนางก้มหน้าต่ำ เส้นผมยาวดำสนิทลู่ลงคลอเคลียแก้มขาวซีดโดยไม่ตั้งใจเงาบนดวงหน้านั้นปิดบังสายตาเอาไว้แต่หากมีผู้ใดเพ่งพิศจนลึกจะพบแววเยือกเย็นราวคมกระบี่ซ่อนอยู่ใจของนางกลับเย้ยหยันคำกล่าวนั้น
‘จี้ผินมิได้เอาเรื่องเหตุใดเรื่องจึงลอยถึงหูฮองไทเฮาได้เล่า? วังหลวงอันกว้างใหญ่นี้จะมีเสียงลับใดเล็ดลอดจากกำแพงตำหนักตัวเองไปถึงตำหนักฉือหนิงในข้ามคืนได้นอกเสียจากมีคนจงใจชักนำ’
แววคิดเพียงวูบหนึ่งแล้วจางไปในแววตาหลิวชิงเซียงเคลื่อนมือเรียวขาวไหวระริก ประหนึ่งไม่อาจฝืนทานความเจ็บ ริมฝีปากบางเม้มแน่นแล้วคลายออกก่อนร่างบางจะโน้มตัวคำนับอีกครั้ง หญิงสาวคุกเข่าลง ผืนพรมใต้เข่าดูจะนุ่มนวล
“ทูลฮองไทเฮา..หม่อมฉันมิได้คิดโต้เถียงแต่มีเรื่องหนึ่งที่ปรารถนาจะทูลขอความเป็นธรรมจากเบื้องสูงเช่นกัน” ทุกถ้อยคำกล่าวด้วยเสียงเรียบนิ่งสีหน้าหญิงงามยังคงสงบ ไม่มีรอยสั่นสะท้าน ไม่มีรอยหวาดหวั่นในน้ำเสียงจนผู้ฟังที่รอคอยคำสารภาพพลันเริ่มชะงัก
ในห้องโถงหญิงสาวมากหน้าหลายตาที่คอยชมเหตุการณ์ต่างเริ่มคิดว่า ‘หลี่ผินผู้นี้หน้านิ่งเย็นชาเสียจริง’ ต่างเริ่มสบตามองกันอย่างครุ่นคิดยากจะหยั่งใจนาง
“เมื่อวานนี้หม่อมฉันไปฝึกซ้อมที่สนามฝึกจริง หาใช่เรื่องโป้ปด หากแต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหาใช่เป็นดั่งที่จี้ผินทูลต่อฮองไทเฮาโดยแท้” หลิวชิงเซียงกล่าวอย่างชัดถ้อยชัดคำก่อนจะยกสายตามองตรงไปยังผู้สูงศักดิ์ สีหน้าไร้ความเคียดแค้น แต่ดวงตาดั่งผืนน้ำไม่ไหวติง
“ในเวลานั้น...จี้ผินกับหนิงผินมาที่สนามฝึกหลังหม่อมฉันครู่ใหญ่และยังมีอาจารย์หญิงท่านนี้มาด้วย” นางผายมือไปที่สตรีกลางคนผู้หนึ่งในชุดสีหม่นอาจารย์หญิงสะดุ้งเล็กน้อย ย่อกายถวายบังคมแล้วลอบปรายตามองหลิวชิงเซียงทว่าแววตากลับมีรอยระแวดระวังชัดเจน
“หลังจากนั้นไม่นานหม่อมฉันเริ่มรู้สึกเหน็ดเหนื่อยและขอแยกกลับตำหนักแล้วนั้นพระสนมทั้งสองมิได้ยินยอม กลับบอกให้หม่อมฉันแสดงฝีมือ โดยเชิญอาจารย์หญิงประลองกับหม่อมฉันเวลานั้นหม่อมฉันเป็นเพียงคนเดียวจะต่อสู้กับสามได้อย่างไร?” หลิวชิงเซียงกล่าวเพียงเท่านี้ก่อนหยุดวรรคเล็กน้อย ริมฝีปากเม้มแน่น ยามเงยหน้าขึ้น ดวงตาเป็นประกายระยิบ “อีกทั้ง..อาจารย์หญิงก็ชักกระบี่ออกมาเพราะหม่อมฉันไม่ยินยอมประลองหม่อมฉันจึงยกฝักกระบี่ขึ้นเพื่อป้องกันตัวแต่เคราะห์ร้ายกลับพลั้งเผลอพลาดไปกระทบจี้ผินเข้า และระหว่างนั้น..หม่อมฉันเองก็บาดเจ็บจากคมกระบี่เช่นกัน”
ทุกคำพูดกล่าวด้วยน้ำเสียงปกติทว่าแฝงไว้ด้วยแรงสะท้อนในห้องโถงอย่างหนักหน่วงอาจารย์หญิงใบหน้าเปลี่ยนสีในบัดดล คล้ายไม่ยอมตามคำกล่าวพอจะเอ่ยวาจาก็ก้าวเท้าออกมาหนึ่งก้าว กล่าวแทรกเสียงดัง “ช้าก่อนหลี่ผิน! กระบี่ของข้า..ไปโดนท่านเมื่อไร!?”
หลิวชิงเซียงหันหน้ากลับมาช้าๆสบตากับอาจารย์หญิงโดยไม่กะพริบ ดวงตาคู่นั้นแน่วแน่ดั่งขุนเขาไร้คลื่นลม “เวลานั้นพวกท่านมิได้ใส่ใจดูให้ชัดแต่ท่านก็ยังชักกระบี่ใส่ข้า ข้าแม้มิร้องมิกล่าวไม่ใช่ว่าข้าไม่มีแผลเพียงแต่ไม่อยากเอิกเกริก ทั้งต้องรอจนเสียงของจี้ผินดังขึ้นพวกท่านถึงยอมหยุด”
นางเอ่ยเสียงเรียบแล้วก้มหน้าต่ำลงอีกครั้ง ดึงผ้าแพรปักลายเมฆาจากแขนเสื้อขึ้นพลันเผยให้เห็นผ้าพันแผลสีขาวซีดที่ซึมเลือดจางๆ “เมื่อกลับถึงตำหนักหม่อมฉันให้นางกำนัลทั้งสอง อิงหลานกับฟ่านหรูช่วยดูแลแม้แผลเล็กน้อยแต่ไม่รู้เหตุใดเป็นชั่วยามก็ยังมีเลือดซึมจึงต้องเรียกหมอหลวงหญิงมาตรวจดู”
สายตาทั้งตำหนักเริ่มแปรเปลี่ยนทั้งเหลียงไท่เฟย แม้แต่ฮองไทเฮายังขบกรามแน่น สีหน้าเยียบเย็นมากยิ่งขึ้นกว่าเก่า
“ความจริงหม่อมฉันไม่คิดเอ่ยถึงไม่อยากให้เรื่องบานปลาย ทั้งที่จี้ผินก็มีรอยช้ำอยู่แล้วจึงคิดปล่อยผ่านแต่เวลานี้..หม่อมฉันจำต้องยืนหยัดเพื่อตัวเองมิอาจนิ่งเฉยให้ผู้ใดเหยียบย่ำศักดิ์ศรีอีกต่อไป”
จี้ผินที่นั่งอยู่เบื้องหน้าสตรีหลายทั้งนางกำนัลและคนติดตามใบหน้าขาวซีดค่อยๆ แดงขึ้นจากคำกล่าวคล้ายแรงตบหน้าฉาดแล้วฉาดเล่าร่างอรชรสั่นเทากัดริมฝีปากแน่นจนห้อเลือด
“หม่อมฉัน..หม่อมฉันเพียงเจ็บจากการฝึกล้วนเข้าใจดี ไม่ได้คิดจะเอาเรื่องหรอกเพคะ…แต่..” เสียงสะอื้นสลับเสียงเบาจนแทบฟังไม่ได้
‘บีบน้ำตาเก่งนัก’ หลิวชิงเซียงในใจนึกเย้ยหยันใบหน้ายังคงสงบนิ่งประหนึ่งไม่รู้สึกอะไร แต่ลึกในแววตากลับพลันไหววูบหนึ่ง
ทว่าเสียงของหนิงผินพลันดังขึ้น“ไม่จริง! อาจารย์หญิงไม่ได้ฟันกระบี่ใส่เจ้าสักนิด!”
หลิวชิงเซียงหันหน้าเล็กน้อยปรายตามองนางด้วยสายตาเยือกเย็นดั่งเข็มเย็บใจที่แหลมคม “แต่ข้ามีแผลจริงหรือไม่เรียกหมอหลวงมาตรวจอีกครั้งก็ได้ข้ามิได้ปิดบัง หากต้องการก็ให้คนปลดผ้าพันแผลในตอนนี้ก็ยังได้”
หนิงผินเชิดหน้าขึ้นตอบกลับด้วยเสียงสั่น “แล้วใครจะรู้ว่าเจ้ามิใช่สร้างแผลนั้นขึ้นเอง?”
หลิวชิงเซียงหลับตาลงครู่หนึ่งแล้วเอ่ยเสียงเย็นเฉียบ “เช่นนั้นรอยช้ำของจี้ผินรู้ได้อย่างไรว่าเป็นข้าตอนนั้นประลองติดพัน หากแต่เป็นอาจารย์หญิงที่ทำก็ได้มิใช่หรือ?”
จี้ผินเบิกตาโพลงแต่พลันได้สติก็รีบสั่นศีรษะ “ไม่ใช่! อาจารย์เป็นคนของข้าไม่มีเหตุผลจะทำร้ายข้า!”
หลิวชิงเซียงนิ่งไปครู่หนึ่งปลายมุมปากยกยิ้มบางๆ ดั่งแสยะเยาะที่แฝงในความนอบน้อม “นั่นสิ..พวกท่านล้วนเป็นพวกเดียวกันเวลานั้นก็มีแค่พวกเราสี่คน ข้าพูดปากเดียว..จะมีน้ำหนักเท่าสามปากได้อย่างไรกัน?”
ห้องทั้งห้องเงียบราวป่าช่วงเหมันต์ไร้แม้เสียงกระซิบ เสียงหายใจยังกลายเป็นเบาเสียจนแทบมิได้ยินประโยคสุดท้ายของหลิวชิงเซียง เป็นเส้นด้ายแห่งความจริงที่แอบแฝงอยู่สตรีที่รวมกลุ่มกันมิได้เพิ่มน้ำหนักความน่าเชื่อถือแต่กลับแสดงว่ากำลังข่มเหงผู้มีเพียงเสียงเดียว
ฮองไทเฮาขบกรามแน่นจนสังเกตได้เหลียงไท่เฟยกำมือจนเห็นข้อกระดูกนางกำนัลทุกคนหลุบตาต่ำมองผืนพรมเบื้องล่างราวเพิ่งรู้สึกว่ารูปดอกเหมยบนนั้นคล้ายจะบานสะพรั่งขึ้นมาท่ามกลางเลือด
หลิวชิงเซียงยังคงคุกเข่าไม่สะทกสะท้านต่อสายตานับสิบที่ถาโถมเข้าสู่ร่างบางบัดนี้นางมิใช่เพียงสตรีจากเผ่าซาเฟิงผู้นอบน้อมอีกต่อไปแต่เป็นบุปผาทะเลทรายที่ต่อให้แห้งแล้งก็สามารถแทงยอดงอกงามได้เอง
ขณะที่เสียงภายในตำหนักเงียบงันประหนึ่งผืนหิมะปกคลุมผืนป่าพลันนั้นเองเสียงประกาศกร้าวดังกระหึ่มจากนอกตำหนักของขันทีผู้หนึ่งตวาดผ่านอากาศอย่างชัดถ้อยชัดคำ
“ฮ่องเต้เสด็จ!”
เสียงฝีเท้าของเหล่าขันทีและทหารองครักษ์ดังก้องสะท้อนผ่านระเบียงทางเดินหินอ่อนชั่วครู่หลังเสียงประกาศ ทั้งห้องโถงก็เคลื่อนไหวทันควันเหล่าสตรีล้วนลุกขึ้นอย่างพร้อมเพรียง ก้มหน้าก้มตาตามพิธียกเว้นเพียงบุคคลผู้สูงศักดิ์เพียงหนึ่งเดียวที่นั่งอยู่ตรงบัลลังก์ไม้แกะสลักตรงกลางฮองไทเฮาผู้มีศักดิ์เป็นพระอัยยิกาของจักรพรรดิ
ประตูไม้สลักถูกเปิดออกเผยให้เห็นเงาร่างของบุรุษในอาภรณ์สีเลือดนกรูปลักษณ์สูงสง่าสะท้อนอำนาจแห่งผู้เป็นเจ้าแผ่นดิน
โม่เหวินหานเดินตรงด้วยท่วงท่าสงบแต่ทรงอำนาจขณะเดินผ่านบรรดาสตรีที่ล้วนแต่น้อมคำนับ สายพระเนตรของพระองค์ผ่านพวกนางอย่างว่างเปล่า
เมื่อพระองค์ก้าวถึงที่นั่งยาวด้านข้างบัลลังก์ของฮองไทเฮาก็หย่อนกายลงนั่ง
“ลุกขึ้นได้” สุ้มเสียงทุ้มต่ำเปล่งออกมาเบาๆแต่เต็มไปด้วยแรงกดดันจนทำให้บรรดาหญิงงามและผู้ติดตามล้วนรีบลุกขึ้นบรรยากาศรอบห้องยังเงียบอยู่ “เกิดเรื่องอันใดขึ้น?” ดวงเนตรเรียวยาวของจักรพรรดิทอดมองตรงกลางโถงไม่มีผู้ใดกล้าสบตา ยามที่ไม่มีคำตอบตอบกลับโม่เหวินหานจึงหันข้างเล็กน้อยไปทางผู้เป็นย่า
ฮองไทเฮายังสำรวมท่าทีเสียงที่เปล่งออกมาเปี่ยมด้วยความเยือกเย็น “จี้ผินถูกทำร้ายมา ย่าจึงมาช่วยไต่สวนให้แน่ชัด”
โม่เหวินหานยกคิ้วขึ้นเล็กน้อยดวงเนตรหรี่ลงอย่างไม่ปิดบังความแปลกใจ มือเรียวทรงพลังยกขึ้นลูบชายเสื้อคลุมเบาๆขณะพึมพำ “เรื่องเพียงเท่านี้เสด็จย่าไม่ควรต้องใส่ใจให้หนักพระทัย” ว่าจบเขาก็เอ่ยเรียก“หลี่ต้ากง”
ขันทีเฒ่าปรากฏตัวทันทีแล้วรีบย่างก้าวเข้าไปประจำตำแหน่งก่อนจะคุกเข่าลงพร้อมคำนับก่อนจะเดินเข้าไปใกล้ฮ่องเต้ผู้เป็นนายจึงเอ่ยถามขันทีติดตาม “เรื่องนี้เป็นมาอย่างไร?”
ขันทีสูงวัยซึ่งถูกส่งไปไต่ถามก่อนหน้ารีบโค้งแล้วกระซิบเบาๆข้างพระกรรณ โม่เหวินหานเพียงพยักหน้าแผ่วดวงเนตรเรียบเฉยแต่เต็มไปด้วยกระแสที่คนทั่วไปไม่อาจอ่านได้
“ใครคือจี้ผิน?” หลังคำบอกเล่าสุ้มเสียงเย็นนั้นเอ่ยถามไปยังเบื้องล่างของบัลลังก์ร่างอรชรในอาภรณ์สีอ่อนหวานจึงก้าวออกมาอย่างนุ่มนวลแม้จะสะเทิ้นสะท้านเล็กน้อยแต่ก็เจือด้วยความมั่นใจหญิงสาวผู้นั้นคือจี้ผินผู้มีโฉมงามอย่างไร้ที่ติเส้นผมดำสนิทยาวสยายถักรวบไว้ด้วยปิ่นหยกสีอ่อนรับกับผิวขาวนวลคล้ายหยกเนื้อดี
“เงยหน้าขึ้น” สุ้มเสียงของฮ่องเต้ไม่ได้ดังทว่าเด็ดขาดพอให้คนทั้งตำหนักได้ยิน จี้ผินพลันเงยหน้าขึ้นอย่างเอียงอาย แววตาหวานเยิ้มมองไปยังชายหนุ่มผู้สง่างามตรงหน้าดวงหน้าของนางคล้ายดอกเหมยแรกแย้ม เปี่ยมด้วยความหวัง
เมื่อเห็นรอยยิ้มบางๆผุดขึ้นที่มุมปากของฮ่องเต้ สตรีนางนั้นก็หน้าแดงเรื่อขึ้นทันควัน ใจเต้นกระหน่ำคิดไปว่าผู้เป็นเจ้าของแผ่นดินรู้สึกพึงพอใจในรูปลักษณ์ของตนเอง สองแก้มเปลี่ยนเป็นสีชมพูอ่อนริมฝีปากบางขบไว้ด้วยความเขินอาย
โม่เหวินหานทอดพระเนตรขึ้นสบตาอีกฝ่าย“ยกรอยช้ำให้เราดู”
จริตหญิงสาวลังเลนิดหนึ่งคล้ายไม่อยากเปิดเผยแต่เมื่อไม่มีทางเลือกจึงค่อยๆ ชันแขนขึ้นแล้วเปิดผ้าออกเผยให้เห็นผิวเนื้อบริเวณข้อแขนด้านในที่มีรอยจ้ำแดงคล้ายโดนกระแทก
“เจ็บหรือไม่?” เขาถามเสียงนุ่มอ่อนโยน
จี้ผินที่เฝ้ารอโอกาสนี้มาแสนนานก็ไม่รอช้าดวงตาสะท้อนหยาดน้ำคล้ายจะร้องไห้ เสียงของนางสั่นสะท้าน “เจ็บมากเพคะ..หม่อมฉัน..แทบขยับแขนไม่ได้” ดวงตาแดงระเรื่อรื้นน้ำตาเล็กน้อยลมหายใจขาดห้วงราวจะขาดใจ สะอื้นเบาๆ เพื่อแสดงความทุกข์อย่างอ่อนหวาน
โม่เหวินหานรับฟังแล้วเพียงเอ่ย“อืม..เดี๋ยวเราจะจัดการให้เจ้าเอง” คำเพียงเท่านี้ก็ทำให้จี้ผินดวงหน้าสว่างไสวดวงตาเปล่งปลั่งคล้ายจะละลายได้
ทว่า..ริมฝีปากของหลิวชิงเซียงที่ยืนอยู่ด้านข้างกลับขยับกระตุกเล็กน้อยคิ้วเรียวขมวดแน่นน้อย ๆ ดวงตาเบิกกว้างชั่วครู่แต่กลับหรี่ลงรวดเร็ว ‘บุรุษผู้นี้แพ้น้ำตาหญิงงามงั้นหรือ?’ แววเย้ยหยันแล่นวาบขึ้นในใจของนางทันที
“เสด็จย่า เรื่องนี้ให้กระหม่อมจะเป็นผู้จัดการเองไม่ต้องให้พระองค์ลำบาก”โม่เหวินหานกล่าวแล้วหันมาทางกลางห้องอีกครั้งสายตาไร้รอยอ่อนโยนดังเมื่อครู่ น้ำเสียงที่เปล่งออกมาชัดเจนและกังวาน
“เราฟังเรื่องทั้งหมดแล้ว สรุปได้ว่า เป็นเหตุสุดวิสัยจากก่อนหน้าเราเปิดให้เรียนรู้ศาสตร์ทุกแขนง กระบี่ก็รวมอยู่ด้วย จึงถือได้ว่าเป็นอุบัติเหตุระหว่างฝึกซ้อม” แต่จู่ๆก็พลันชี้นิ้วไปยังอาจารย์หญิงอย่างไม่ลังเล “แต่เจ้า..เจ้าถูกพามาเป็นอาจารย์สอนมิใช่เพื่อประลอง เจ้ากลับใช้คมกระบี่กับสนมของเรา เจ้าเรียกสิ่งนี้ว่า ‘การสอน’ หรือ?”
อาจารย์หญิงรีบคุกเข่าลงทันทีกระแทกหน้าผากลงพื้นเสียงดัง “หม่อมฉัน..แต่หม่อมฉันไม่ได้ลงคมดาบกับหลี่ผินเลยเพคะ!” เสียงของนางสั่นเทาอย่างเห็นได้ชัด
โม่เหวินหานปรายตามองนิ่ง“เช่นนั้นเจ้าจะกล่าวว่า...หลี่ผินโป้ปดต่อเบื้องสูงอย่างนั้นหรือ?”
อาจารย์หญิงเบิกตากว้างรีบหันไปมองจี้ผินคล้ายขอความเมตตา ทว่าจี้ผินกลับไม่แม้แต่จะเหลียวแลสายตาของนางจับจ้องอยู่เพียงที่ใบหน้าของฮ่องเต้อย่างเคลิบเคลิ้มอาจารย์หญิงจึงได้แต่นิ่งเงียบ งับปากแน่นจนริมฝีปากซีดเผือด
โม่เหวินหานเหยียดริมฝีปากบางเล็กน้อย“โบยห้าสิบไม้ และห้ามให้ถวายงานใดๆกับตำหนักในหรือร่วมกับราชการอีกไม่ว่าด้วยเหตุใดทั้งสิน” อาจารย์หญิงตัวแข็งทื่อมิกล้าเอื้อนเอ่ยแม้ครึ่งคำ ถูกนำตัวออกจากตำหนักอย่างเงียบเชียบ
จากนั้นโม่เหวินหานจึงหันไปทางจี้ผินอีกครั้งดวงเนตรเย็นเฉียบ น้ำเสียงกลับมาหนักแน่นอีกครั้งไร้แววอ่อนหวานเช่นก่อนหน้า “ในเมื่อเจ้าบาดเจ็บ เช่นนั้นควรพักผ่อนไม่รู้หายวันนี้หรือวันพรุ่ง แต่พิธีต้อนรับคณะทูตสำคัญยิ่งนักไม่อาจล่มเพราะความอ่อนแอของเจ้าได้ฉะนั้นยกเลิกการแสดงของจี้ผินออก”
จี้ผินสะดุ้งเฮือกตื่นจากห้วงฝันรีบจะเอ่ยแย้ง “ฝ่าบาท..หม่อมฉัน..”
“หรือเจ้าจะกล่าวว่าเมื่อครู่โกหกความจริงเจ้ามิได้เจ็บ?”คำกล่าวตัดบทนั้นคล้ายตบหน้านางอีกครั้งจี้ผินได้แต่กัดริมฝีปากยอมรับชะตากรรม
โม่เหวินหานหันขวับไปเรียกชื่ออีกคน“ใครคือหนิงผิน?” หญิงสาวอีกคนรีบก้าวออกมาคุกเข่าโขกศีรษะลงพื้น“เจ้ารับหน้าที่..”
หนิงผินได้ยินเสียงกังวานพลันยิ้มในใจแม้จะรู้จักกับจี้ผินแต่ทั้งสองไม่ใช่มิตรแท้แค่รวมแผนการใส่ร้ายหลี่ผินด้วยกันเท่านั้นถ้าจี้ผินถูกปลดจากงานพิธีแล้วนางจะเป็นหนึ่งเดียวสร้างความดีความชอบไม่ต้องแบ่งกับใครเช่นนี้งานพิธีต้อนรับคณะทูตก็จะเป็นหน้าที่นางผู้เดียว
ทว่าคำถัดมากลับพลิกทุกอย่าง“เนื่องจากจี้ผินเจ็บป่วยเจ้าจงอยู่ดูแลนางอย่างใกล้ชิดเสีย และเนื่องจากจะไม่มีเวลาดูแลงานพิธีจากนี้ให้หาคนมาแทนทั้งหนิงผินและจี้ผิน” สิ้นคำหนิงผินแทบล้มลงตรงนั้นสีหน้าซีดเผือดอย่างชัดเจน คำสั่งที่นางเชื่อว่าจะยกระดับตำแหน่งตนกลับกลายเป็นตรวนพันธนาการ
จากนั้นโม่เหวินหานจึงทอดพระเนตรมายังสตรีอีกคน“หลี่ผิน..แผลเจ้าล่ะ?”
หลิวชิงเซียงย่อกาย“ดีขึ้นแล้วเพคะเลือดไม่ไหลแล้วหลังใส่ยา”
โม่เหวินหานขมวดคิ้วเล็กน้อย“แต่เจ้ากล่าวว่าเลือดซึมนานถึงชั่วยามเช่นนั้นแผลย่อมลึก หมอหลวงหญิงทั่วไปไม่พอ เราจะให้หมอหลวงเผยมาตรวจ อย่าให้เป็นแผลเป็นและจากวันนี้ห้ามฝึกซ้อมจนกว่าแผลจะหายสนิท”
หลิวชิงเซียงโค้งคำนับอีกครั้ง“หม่อมฉันน้อมรับด้วยเกล้าเพคะ”
จากนั้นเขาหันไปทางฮองไทเฮาที่ขมวดคิ้วไม่อาจคลายได้“เรื่องนี้ก็ให้จบเพียงเท่านี้เถิดส่วนผู้ดูแลงานพิธีก็หาผู้ที่เหมาะสมมาแทน หรือจะส่งกลับให้กรมวังพิจารณาก็สุดแล้วแต่พระประสงค์เสด็จย่า”
เขาลุกขึ้นแล้วก้าวลงจากบัลลังก์พลันเดินมาถึงใกล้หลิวชิงเซียง เมื่อก้าวจะผ่านร่างของนางไปพลันหยุดเท้าหันกลับมาเล็กน้อยดวงหน้าใต้เงาพลางยิ้มน้อยๆ “กลับด้วยกัน..เราจะได้ดูแผลให้เจ้าด้วย”
เสียงนั้นเบาแต่กลับดังก้องอยู่ในห้วงใจหลิวชิงเซียง ทั้งสองจึงก้าวออกจากตำหนักอวิ๋นหลานเคียงกันโดยทิ้งสายตานับสิบคู่ไว้เบื้องหลังที่ยังอึ้งงัน
---------------------------------------------------------------------
เอาสิ ให้มันรู้กันไป 5555 เล่ห์มาก็เล่ห์กลับ เดี๋ยวนี้น้องเริ่มความใจชีวิตวังหลังแล้วนะ
// ช่วงนี้มีงานหนังสือด้วย มีใครชอบไปเดินงานหนังสือบาง เชิงๆ ชอบมากกก หาใครไปขอให้ไปนิยายกลับมาเยอะๆ นะคะ อิอิ ฝากกดใจหรือคอมเม้นท์ด้วยนะ หรือกดติดตามเชิงๆ ด้วยก็ได้น้า//