อยู่ๆสถานการณ์จากสนามรบก็กลายเป็นบางสิ่งที่แปลกประหลาด
เพราะอยู่ๆแม่ทัพและกุนซือของกองทัพหูสุนัขก็หายตัวไปหลังจากที่ออกมาเจรจากับตัวแทนของเผ่าพันธุ์หูแมว พวกเขาทั้งห้าคนหายตัวไปอย่างลึกลับโดยที่ไม่มีใครพบร่องรอย
กองทัพของเผ่าหูสุนัขเมื่อไม่มีผู้นำก็เริ่มระส่ำระส่ายระเบียบวินัยที่ฝึกมาไม่ได้ช่วยให้พวกเขารู้ว่าควรจะทำอย่างไรต่อไป แม่ทัพของพวกเขาได้ทำข้อตกลงกันไปเรียบร้อยแล้วหรือเปล่า?
และเพราะความไม่พร้อมนี้เองทำให้กองทัพของเผ่าหูแมวสามารถเคลื่อนพลมาจนถึงชายแดนได้ทันในที่สุดทุกสิ่งทุกอย่างจึงกลับคืนสู่สมดุลและทั้งสองฝ่ายก็ถอยกลับไปดูท่าทีกันเหมือนก่อนหน้านี้อีกครั้ง
“ท่านหมอเทวดา!”
ชายชราหัวหน้าหมู่บ้านใต้เมฆาแทบจะก้มลงไปกอดขาอู๋เจี่ยไว้ขณะที่กำลังร้องไห้
ไป่ฟานเซียนตัดสินใจนำทางพวกเขาทั้งสามคนมายังหมู่บ้านของอู๋เจี่ย ตอนแรกอู๋เจี่ยเองก็ทำสีหน้าแปลกประหลาดไปเช่นกันเพราะคาดไม่ถึงว่าจะได้มาเจอกับคนคุ้นหน้าคุ้นตาเข้าที่นี่
“หัวหน้าหมู่บ้าน?มาได้ยังไงเนี่ย?”
“เพราะท่านไม่ยอมกลับไปสักทีน่ะสิครับ! พวกเราทุกคน โดยเฉพาะหลานสาวของผมแทบจะกินไม่ได้นอนไม่หลับไปแล้วหลังจากที่รู้ว่าท่านหายตัวไป...”
คำตอบของชายชราทำให้จิตใจของอู๋เจี่ยสั่นสะท้าน เขาอดจะนึกไปถึงเหล่าชาวบ้านและลูกศิษย์ของเขาที่น่าจะกำลังว้าวุ่นใจอยู่
“...ขอโทษนะ”
ไป่ฟานเซียนปล่อยให้พวกเขารำลึกความสัมพันธ์กันไปโดยไม่รบกวน นางดึงตัวหวงจื่อหานและจางเซียนหยวนไปที่อีกมุมหนึ่งเพื่อสอบถามสถานการณ์โดยรอบ
“ท่านไป่ ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมาผมเดินทางไปเกือบๆหนึ่งพันกิโลเมตร คนที่ผมพบมีเพียงหวงจื่อหานกับหัวหน้าหมู่บ้านเท่านั้นเอง...”
จางเซียนหยวนถอนหายใจเขากำลังสนใจเจ้าสิ่งที่หน้าตาคล้ายคลึงกับบุหรี่แต่อัดแน่นไปด้วยสมุนไพรที่เต็มไปด้วยสรรพคุณของอู๋เจี่ยอยู่
“เมื่อเร็วๆนี้มีข่าวลือที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน ปรมาจารย์เจิ้งกับเหม่ยอิงน่าจะอยู่ที่สุดทางตะวันออกครับ”
หวงจื่อหานเสริมเขากำลังทำหน้าที่ซึ่งไม่ได้ทำมาเสียนานอย่างการเสิร์ฟน้ำชาที่ชงอย่างตั้งใจให้นายหญิงของตนแบบนี้
“ก็แปลว่าเหลือแค่เด็กสองคนนั่น?”
ไป่ฟานเซียนขมวดคิ้ว คนที่พวกนางหาไม่เจอดันเป็นสองคนที่มีปัญหาที่สุด
แต่จะโทษเด็กสองคนนั้นก็ไม่ได้เพราะการที่ไป่ฟานเซียนพบกับพวกหวงจื่อหานเร็วขนาดนี้เพราะทั้งสองฝ่ายต่างพยายามออกมาอยู่ในที่แจ้งและทำตัวให้เป็นจุดสนใจ เรื่องแบบนี้สำหรับเด็กที่ยังอายุไม่มากแล้วไม่ใช่เรื่องที่พวกเธอจะคิดออกมาได้
“ว่าแต่พวกเธอทิ้งเรื่องข้างนอกไว้แบบนี้จะดีเหรอ?”
อู๋เจี่ยที่ได้พูดคุยกับหัวหน้าหมู่บ้านจนหายคิดถึงแล้วเดินเข้ามาร่วมวง จากที่ฟังมาเหมือนกับว่าตอนนี้สถานการณ์ในสนามรบมันค่อนข้างจะกระอักกระอ่วนพิลึกอยู่
“ไม่เป็นไรหรอก...เหมือนคนรู้จักของเจ้าจะรู้ว่าพวกเราอยู่ที่ไหน”
ทันทีที่นางพูดจบบริเวณตีนของเนินเขาลูกนี้ก็ปรากฏร่างของชายชราในชุดหูแมวซึ่งเนื้อตัวเปรอะเปื้อนไปด้วยโคลนที่ส่งกลิ่นเหม็นประหลาดเดินเข้ามา
เขากำลังคันจมูกฟุดฟิดทั้งยังจามออกมาอีกหลายครั้ง แต่เมื่อเห็นว่าไป่ฟานเซียนและคนอื่นๆอยู่ที่นี่จริงๆเขาก็ยิ้มอย่างยินดี
เป็นอีธานนั่นเอง อู๋เจี่ยที่เห็นว่าชายชราถึงกับยอมใช้โคลนแบบพิเศษที่เขามอบให้และมีไม่มากนักพอกตัวเพื่อเดินทางผ่านป่าต้องห้ามมาที่หมู่บ้านแห่งนี้ก็ประหลาดใจ
เพราะมูลค่าของมันสูงและมีเพียงอู๋เจี่ยที่ผสมมันขึ้นมาได้ มันมีผลในการขับไล่สัตว์อสูร ยามปกติชายชราจะไม่เคยเป็นฝ่ายเข้ามาหาเขาถึงที่นี่เลยแปลว่ามันน่าจะเป็นเรื่องเร่งด่วนจริงๆ
“ลุงอีธานไม่เจอกันตั้งนานนะ”
อู๋เจี่ยทักทาย ขณะเดียวกันก็ช่วยชายชราทำความสะอาดโคลนที่ติดตัวเขาอยู่พักใหญ่จึงจะสามารถทำให้ร่างกายกลับมาสะอาดอีกครั้งได้
อีธานถอนหายใจเมื่อรับรู้ได้ว่ากลิ่นเหม็นที่ตัวนั้นหายไปแล้ว เขารีบตรงเข้าประเด็นโดยไม่รีรอ
“มันไม่ใช่เรื่องสงครามหรอกทางนั้นน่าจะพอคุมสถานการณ์ได้อีกพักหนึ่ง แต่มันดันมีข่าวใหญ่แพร่กระจายออกมาหลังจากนั้นน่ะสิ”
ชายชราพูดเสียงเครียด
“พวกกลุ่ม ต่อต้านมนุษย์ พึ่งจะกระจายข่าวเรื่องที่มีการจับตัวมนุษย์ได้อย่างบ้าคลั่งออกไปจนทั่วแผ่นดิน ตอนนี้แม้แต่คนธรรมดาก็ยังได้ยินเรื่องนี้ข่าวมันพึ่งจะมาถึงเมืองชายแดนเมื่อกี้นี้เอง”
“แน่นอนว่ามันก็ทำให้กลุ่มสนับสนุนมนุษย์ เริ่มเคลื่อนไหวด้วย ฉันคิดว่าทั้งสองกลุ่มนี้น่าจะเกิดการปะทะกันในเร็วๆนี้แหละ”
อีธานเองก็กำลังร้อนใจ เพราะเขาเองก็เป็นผู้ที่ให้การสนับสนุนมนุษย์และยังยึดถือบุญคุณของมนุษย์เอาไว้คนหนึ่งเช่นกัน
“...หรือว่า?”
เซี่ยซูเหยาเริ่มหน้าซีด
“ข้าคิดว่าน่าจะเป็นสหายของเจ้า...เพราะตามข่าวที่ได้มามนุษย์ ที่กลุ่มต่อต้านจับได้นั้นเป็นเด็กผู้หญิงสองคน...”
ทันทีที่จบคำ สายตาของไป่ฟานเซียนก็พลันเย็นเยียบ พลังปราณของนางปะทุเบาๆออกมาจากร่างพร้อมกับแรงกดดันมหาศาลที่พุ่งออกมาอย่างไม่ตั้งใจ
“เจ้าใจเย็นลงก่อนๆ! ดูเหมือนว่าด้วยเหตุผลบางอย่างทั้งสองคนนั่นเหมือนจะได้รับความคุ้มครองจากอะไรบางอย่างอยู่”
อีธานพยายามปลอบให้ไป่ฟานเซียนใจเย็น
“นั่นแหละที่เป็นสาเหตุหลักที่ทั้งสองกลุ่มเคลื่อนไหว เพราะไม่ว่าจะโจมตีอย่างไรก็ไม่สามารถทำอันตรายอะไรเด็กสองคนนั่นได้เลย พอข่าวเรื่องนี้แพร่ออกไปมันถึงสามารถดึงดูดทุกฝ่ายให้เข้าหาได้แบบนี้”
“กลุ่มสนับสนุนอย่างพวกเราเชื่อว่านั่นคือการปกป้องจากพระเจ้า แต่กลุ่มต่อต้านนั้นคิดตรงกันข้ามหากว่าสามารถทำลายการคุ้มครองนั่นได้ละก็มันจะยิ่งเป็นเครื่องยืนยันว่าสิ่งที่พวกเขาคิดนั้นถูกต้อง ดังนั้นพวกเขาจึงพาเด็กสองคนนั่นไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง...”
เมื่อเล่ามาถึงตรงนี้อู๋เจี่ยที่รับฟังอยู่อย่างใจเย็นกลับเป็นฝ่ายที่ตกใจขึ้นมาแทน
“...อย่าบอกนะว่า!?”
“อย่างที่เจ้าคิดนั่นแหละพวกกลุ่มต่อต้านเดินทางไปที่ รังของราชินีมังกร”
ชายชรายกมือขึ้นไปจับที่หน้าอกที่มีแผลเป็นลากเป็นรอยยาว นี่เป็นแผลที่เขาได้รับมาจากสถานที่แห่งนั้น และมันเป็นแค่แผลถากๆจากระยะไกลเสียด้วยซ้ำ
“บนโลกนี้ถ้าจะถามถึงสิ่งที่แข็งแกร่งที่สุด นั่นต้องเป็นเปลวไฟของราชินีมังกรอย่างไม่ต้องสงสัย” อีธานถอนหายใจ ราชินีมังกรนั้นมีความแค้นล้ำลึกบางประการกับมนุษย์ บ้างก็เล่าว่าเป็นมนุษย์ที่นำเธอมาผนึกไว้ที่โลกมิติแห่งนี้
ดังนั้นหากนางได้เห็นมนุษย์สองคนย่อมลงมือระบายความแค้นอย่างไม่รีรอแน่นอน
“พอเห็นว่าราชินีมังกรก็เป็นตัวตนที่จงเกลียดจงชังมนุษย์เช่นเดียวกัน เหล่ากลุ่มต่อต้านมนุษย์จึงสวามิภักดิ์ต่อนาง ทุกๆปีพวกเขาจะส่งอาหารขึ้นไปมอบให้ แต่ดูเหมือนราชินีมังกรจะมีเหตุผลบางอย่างที่ทำให้นางไม่สามารถออกห่างจากรังของนางได้อยู่”
ชายชราเล่าต่อ หากราชินีมังกรสามารถไปไหนมาไหนได้ตามใจตัวเองมีหวังโลกใบนี้คงได้ถึงคราวล่มสลายไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิตอื่นภายในเวลาไม่กี่ปี
ไป่ฟานเซียนพยักหน้า เพราะเหมือนกับว่าโลกใบนี้พลังฝึกตนของผู้คนจะต่ำต้อยกว่าโลกของนางจริงๆ ทั้งกระแสพลังชีวิตของดินแดนยังเบาบางกว่า ถ้าตัวตนที่แข็งแกร่งเช่นนั้นทำอะไรตามใจได้ตัวเองและขาดการยับยั้งชั่งใจ ก็ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นได้บ้าง
“สถานที่นั้นอยู่ที่ใด?”
ไป่ฟานเซียนหันไปถามอู๋เจี่ย นางยังสามารถสัมผัสถึงเจตจำนงของนางในร่างของเด็กทั้งสองคนนั้นได้เพราะฉะนั้นพวกเธอย่อมยังปลอดภัยแน่นอน
ฝ่ายหลังที่ได้ยินคำถามกลับทำสีหน้าแปลกประหลาด
“ไม่ไกลจากที่นี่นัก...ประมาณเกือบๆสองร้อยกิโลเมตรทางตะวันออก ที่นั่นมีหุบเขาที่เป็นรังของราชินีมังกรอยู่”อู๋เจี่ยอธิบายอย่างไม่ปิดบัง
ไป่ฟานเซียนพยักหน้า ร่างของนางลอยขึ้นจากพื้นช้าๆ เหมือนว่านางจะกำลังพุ่งไปยังทิศทางนั้นแล้วแต่กลับถูกอู๋เจี่ยเบรกเอาไว้เสียก่อน
“เธอใจเย็นๆก่อน ฉันก็จะไปที่นั่นด้วย...”
คำพูดของอู๋เจี่ยกลับทำให้ทุกคนแปลกใจ ตอนนี้ไม่ว่าใครก็รู้ว่าเขาค่อนข้างจะเป็นห่วงชาวบ้านในหมู่บ้านแห่งนี้ จึงคาดไม่ถึงว่าเขาจะยอมออกจากหมู่บ้านไปเช่นนี้
ชายวัยกลางคนหันไปมองไป่ฟานเซียน
“ที่รังของราชินีมังกร...ที่นั่นมีประตูที่น่าจะสามารถพาพวกเธอกลับบ้านได้ตั้งอยู่”
อู๋เจี่ยพูดเรื่องที่น่าตกตะลึงออกมาได้หน้าตาเฉย
“...ประตูแบบเดียวกับที่พาพวกเรามาที่มิติแห่งนี้?” จอมพลจางเซียนหยวนเองก็ถามอย่างตื่นเต้น ความหวังที่จะได้กลับไปยังโลกเดิมของพวกเขาลอยมารำไร
เขาจากบ้านจากกองทัพมามากกว่าเดือนหนึ่งแล้ว ไม่รู้ว่าตอนนี้ที่โลกนู้นจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้นมาบ้าง
“ใช่...ลึกเข้าไปในนั้นมันมีค่ายกลบดบังเอาไว้ จึงยังไม่มีผู้ใดค้นพบมัน ฉันจะพาพวกเธอไปที่นั่นเอง” อู๋เจี่ยพยักหน้ารับ
ไป่ฟานเซียนเองก็ผ่อนคลายลง แต่ในวินาทีนั้นนางกลับรู้สึกไม่สบายใจบางอย่าง เจตจำนงที่อยู่ในร่างของเด็กสองคนนั้นกำลังสั่นสะท้าน ก่อนที่พวกนางจะได้ยินเสียงคำรามที่มาพร้อมกับแรงกดดันอันรุนแรงที่ต่อให้อยู่ห่างมากกว่าร้อยกิโลเมตรก็ยังสัมผัสได้!
ครืน....
“หรือว่าพวกนั้นจะเริ่มแล้ว!?”
ไป่ฟานเซียนหันขวับมามองอีธานที่พูดขึ้นอย่างตกใจ ก่อนที่ร่างของนางจะพุ่งขึ้นไปบนฟ้าแล้วกลายเป็นดาวตกพุ่งตรงไปยังทิศตะวันออก!
เหล่าผู้ติดตามของนางหันมามองหน้ากันและกัน พวกเขาเองก็จำเป็นที่จะต้องเร่งรีบเดินทางไปที่นั่นเช่นเดียวกับไป่ฟานเซียน
ดูจากความเร็วของนางน่าจะสามารถไปถึงที่หมายได้ในเวลาไม่นาน
ทำไมพวกเขาถึงลงมือได้รวดเร็วแบบนี้กัน!
เพราะข่าวมันพึ่งจะมาถึงที่เมืองชายแดนเมื่อกี้นี้เองไม่ใช่หรือ!?