ยุทธวิจิตรพิชิตจักรภพ

    บทที่ ๑๐๗ หุบเขาจิตมังกร (re-edition)

            อุทัยโผล่กลับมายังลานประลอง มองไปเห็นดรุณีน้อยชุดแดงกำลังต่อสู้อย่างดุเดือดกับมือกระบี่ผู้หนึ่ง ท่าร่างของมณีจันทร์ปราดเปรียวดังหงส์เหิน หลบหลีกเพลงกระบี่ที่โจมตีเข้ามาครั้งแล้วครั้งเล่า

            เมื่อสบโอกาสก็สะบัดแขน ก็เกิดเป็นเส้นสายสีแดงกระหวัดพลิ้ว นั้นคือแส้หนังเรียวยาวอาวุธประจำกายของนาง

            สายแส้พลิกม้วนยืดขยายเคลื่อนไหวราวสิ่งมีชีวิต โต้ตอบรุกไล่กลับเป็นพัลวัน เพียงชั่วอึดใจก็ตวัดรัดแขนของคู่ต่อสู้จนกระบี่กระเด็นหลุดจากมือ แล้วจึงเลี้ยวกลับมารัดคอเหวี่ยงฟาดจนคนผู้นั้นลอยหลุดออกจากวงเขตการประลองไป

            อุทัยชื่นชมวิชายุทธ์ของมณีจันทร์ เสียงผู้ชมโห่ร้องกันอย่างบ้าคลั่ง .. ทันใดนั้นมีปราณเสียงเรียกมาจากด้านหลัง “เจ้าทัย .. เจ้าทัย .. ข้าอยู่นี่ ..”

            อุทัยหันหลังขวับพบเห็นบุรุษวัยกลางคนยืนอยู่ไกลๆ มันไม่รอช้าลุกเดินเข้าหาในทันที

            อุทัยกล่าวทัก “ท่านลุง ..”

            ผู้มาคือ ‘ราชิต จอมเวทมนตราพิสุทธิ์’ ผู้เป็นบิดาของเจ้าธรรม ทั้งสองได้พบเจอกันครั้งหนึ่งแล้ว เป็นราชิตพบเห็นอุทัยในวันประลอง จึงติดตามไปจนเจอกันที่สำนักกรมเมือง

            เหตุการณ์หลังจากอุทัยผ่านประตูอสูรโลกาไปสู่ดินแดนอสูร เพียงชั่วครู่เท่านั้นช่องมิตินั้นก็ปิดตัวลง บรรดาเศษซากวานรยักษ์ถูกดูดรั้งหลับไปอีกฟากหนึ่ง

            ภายในปราสาทหินกลับมาเงียบสงบมืดมิด พวกมือสังหารที่หลงเหลือต่างกระเสือกกระสนหนีเอาตัวรอด ราชิตและเจ้าธรรมหยุดพักเดินลมปราณรักษาอาการบาดเจ็บ ยังมีเจ้าปีศาจกระบี่ยังร้องระงมเฝ้าร่างอันบี้แบนของนายมัน

            เมื่อไม่มีทีท่าว่าอุทัยและญานินดาจะกลับออกมา ราชิตและเจ้าธรรมจึงตัดสินใจหาทางออกจากที่แห่งนั้น เมื่อออกจากปราสาทหินมาได้ ก็มุ่งหน้าเตลิดหลบหนีต่อ จนเจอกับองค์ชายมังคละโดยบังเอิญ สุดท้ายจึงได้เดินทางมายังแคว้นโอริสาแห่งนี้

            ฐานะของเจ้าธรรมได้รับการเปิดเผย มารดาของมันคือองค์หญิงอิสรี ที่ถูกยกให้เป็นสตรีผู้เลอโฉมอันดับหนึ่งแห่งโอริสา

            เมื่อสายโลหิตมังกรเทวะได้รับการพิสูจน์ สร้างความปลาบปลื้มแก่มังกรเรืองโรจน์ผู้เป็นตาอย่างที่สุด เรื่องราวบาดหมางในครั้งอดีตถูกแทนที่ด้วยความปีติยินดี

            สายเลือดผสมมังกรเทวะจากมารดาและปราณเวทวิสุทธิ์ของบิดา ผสมกลมกลืนอยู่ในร่างกายอันสุดวิเศษของเจ้าธรรม ทั้งพลังเทวะที่ถ่ายทอดจากมหาบุรุษโอริสา ผลักดันให้เจ้าธรรมในศักดิ์ฐานะ ‘องค์ชายฤทธา’ ทะยานจนสูงเด่น

            แต่ขณะเดียวกัน ความสัมพันธ์กับราชิตกลับเหินห่างชืดชาลง ราวมีกำแพงที่มองไม่เห็นขวางกั้นทั้งสองเอาไว้ สิ่งนี้สร้างความกลัดกลุ้มแก่ราชิตยิ่งนัก

            ราชิตกล่าว “ข้าได้ข้อมูลมาแล้ว ..”

            อุทัยกล่าวถาม “ข้อมูลอันใดหรือ ท่านลุง” มันทำหน้างง

            ราชิตดุด่า “เจ้าเด็กนี่ ! ผ่านไปเพียงชั่วประเดี๋ยว กลับลืมเรื่องราวไปเสียแล้ว ..”

            อุทัยแลบลิ้นเกาหัวแกรก มันนึกอันใดขึ้นได้จึงกล่าวโพล่งว่า “จริงด้วย ! พิษนั้น .. ท่านได้ความอันใดมา ..”

            เมื่อตอนราชิตติดตามอุทัยมายังสำนักกรมเมือง ได้ร่วมพิจารณาพิษที่ออกจากเข็มกลัดรูปขนนก พิษนั้นสร้างความประหลาดใจแก่มันเป็นที่สุด

            .. เนื่องจากพิษมีส่วนคล้ายกับ ‘ทูตวิญญาณล้างเทวา’ พิษที่อยู่ในกายของมัน

            ราชิตกล่าว “ที่ข้ากล่าวว่าพิษนั้นมีกลิ่น คล้ายพิษที่ในกายของข้า ล้วนมิใช่สิ่งที่คิดไปเอง”

            อุทัยตั้งใจรับฟัง ราชิตกล่าวต่อว่า “พิษถูกสกัดจากต้นกำเนิดพิษชนิดเดียวกัน นั่นก็คือ .. จิตพิษมังกร”

            “จิต พิษ มังกร ..” อุทัยกล่าวทวน แล้วถามต่อ “คือสิ่งใดหรือ ..”

            ราชิตกล่าว “จิตพิษมังกร คือดวงจิตของมังกรชนิดหนึ่ง ทั้งทุกส่วนของมังกรชนิดนี้ล้วนมีพิษร้ายแรง แต่สิ่งที่มีพิษเข้มข้นที่สุดก็คือ ดวงจิตของมัน”

            อุทัยอ้าปากหวอ ราชิตกล่าวต่อ “ดวงจิตพิษอันเข้มข้น เป็นสิ่งตั้งต้นนำมาสกัดพิษร้าย ทั้งยังมีอาถรรพ์รุนแรง”

            แม๊วววว .. นางแมวน้อยกระโดดขึ้นบ่า กล่าวว่าอุทัยว่า “อื่มมม .. เคยได้ยินมาบ้าง ..”

            ราชิตจ้องมองแมวน้อยสีฟ้าแปลกหน้า กล่าวกับอุทัยต่อว่า “แต่ถ้าหากต้องการยืนยันว่าพิษนั้นเป็นดังที่ข้ากล่าวจริง ต้องไปหาบุคคลผู้หนึ่ง”

            “ใครกันหรือ .. ท่านลุง ..” อุทัยถาม

            ราชิตยิ้มกล่าวว่า “ก็เจ้าของพิษอย่างไรเล่า .. ฮา”

            อุทัยยิ่งงงเข้าไปอีก “เจ้าของพิษ .. ท่านหมายถึงมังกรที่ให้กำเนิดพิษเช่นนั้นหรือ”

            “ถูกต้อง” ราชิตตอบ “มังกรตัวที่ถูกนำดวงจิตมาทำพิษ คงตายไปแล้ว .. เราจะไปหามังกรเผ่าพันธุ์เช่นนั้น จึงยืนยันเรื่องราวได้ ..”

            อุทัยถามต่อ “แล้วจะไปหาได้ที่ไหนกัน”

            ราชิตตอบ “เจ้าลืมไปแล้วหรือ ว่าดินแดนแห่งนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับมังกรมากมาย”

            เป็นดังเช่นราชิตกล่าว เพียงการนำดวงจิตของเหล่ามังกรมาบรรจุในแผ่นป้ายนั้น เป็นการพิสดารอย่างยิ่ง และหากจะหามังกรสักชนิดหนึ่งคงไม่ต้องไปหาจากที่อื่นแล้ว

            อุทัยถาม “ท่านลุงหมายถึง ..”

            ราชิตกล่าวต่อ “ห่างจากที่นี่ไม่ไกล มีสถานที่หนึ่งเรียกว่า หุบเขาจิตมังกร .. มังกรที่พบเห็นผ่านป้ายมังกรเหิน ล้วนมาจากนี่นั้น”

            แม๊ววว .. เจ้าแมวน้อยส่งเสียงร้อง เรื่องราวเหล่านี้คือตำนานที่เล่าสู่กันในยุทธจักร

            ต่างกับอุทัยที่เพิ่งได้รับฟังเป็นครั้งแรก มันกล่าวพึมพำ “หุบเขาจิตมังกร ..”

            ราชิตมองเจ้าแมวน้อยบนบ่าอุทัยแว๊บหนึ่ง มันรู้สึกประหลาดใจ ราวว่าแมวตัวนี้รับฟังและเข้าใจวาจาของมัน

            อุทัยเห็นเช่นนั้นจึงกล่าวกลบเกลื่อนว่า “อ่า .. แมวน้อยของข้าตัวนี้แสนรู้ยิ่งนัก มันเข้าใจภาษาของคนได้ ..” แล้วจึงผิวปาก .. วิ่บบบ ! วิ่ววว !

            ปรากฏลูกวานรน้อยสีขาวกระโดดตุบ ลงบนหัวอุทัย “ยังมีเจ้าตัวนี้อีกหนึ่งตัว ฮา ฮา”

            เจี๊ยกกก .. เจี๊ยกกกก .. เจ้าเวรุงกะทำหน้าเป็น ฉีกยิ้มให้ราชิต แล้วจึงเคลื่อนไหวไปมาอย่างซุกซน

            ราชิตส่ายหัวยิ้มเจื่อนๆ .. เจ้าเด็กผู้นี้ยังคงไร้สาระเช่นเดิม .. มันไม่รอช้าชักนำอุทัยไปยังคอกม้าแห่งหนึ่ง แล้วเลือกม้าพ่วงพีมาสองตัว ทั้งคู่บังคับม้าเดินเหยาะย่างไปยังทิศเหนือ ส่วนนางแมวน้อยมิได้มา มีเพียงเจ้าวานรน้อยที่ติดตามมาด้วย

             

            พื้นที่โอริสนครมีลักษณะเป็นแอ่งกระทะ ตรงกลางเป็นเมืองพระราชวัง ห้อมล้อมด้วยบ้านเรือนสีขาวนับแสนหลังคาเรือน รอบนอกคือพื้นที่เพาะปลูกอันอุดมสมบูรณ์ ทอดยาวจรดถึงทิวภูผาหินที่ห้อมล้อมอยู่รอบด้าน

            ทั้งสองควบม้าบนถนนหินที่ทอดยาวออกจากตัวเมือง ผ่านเรือกสวนที่แน่นขนัดทั้งสองฝากข้าง เมื่อถึงพื้นที่ชายขอบถนนเส้นนั้นตีบแคบลงทั้งยกชันขึ้นไปยังภูเขาสูง

            อุทัยและราชิตสนทนาถึงเรื่องราวเมื่อครั้งที่แยกจากกัน อุทัยถ่ายทอดเรื่องราวของพิภพอสูร การจากไปของญานินดา แต่ปิดบังเรื่องราวสายเลือดอสูรในกายมัน

            ราชิตกล่าว “ช่างเป็นดินแดนที่แปลกประหลาด เช่นนั้น วานรและแมวน้อย มาจากสถานที่ลึกลับแห่งนั้น ..”

            อุทัยกล่าว “ถูกต้อง พวกมันนับเป็นสหายของข้า”

            ราชิตทอดกล่าวอย่างตื่นเต้น “.. เป็นสิ่งพิสดารยิ่ง เกินความรู้ความเข้าใจของข้านัก” เรื่องที่อุทัยกล่าวพิสดารเกินไป มันยังไม่สามารถทำใจให้เชื่อได้

            อุทัยกล่าวต่อ “ข้าเพียงโชคดีที่สามารถหาทางกลับมายังโลกนี้ได้ หาไม่แล้วพวกเราคงไม่มีวันพบเจอกันได้อีก”

            เส้นทางน้อยคดเคี้ยวพาพวกมันไปยังป่ารกทึบผ่านช่องเขานับสิบ อุทัยยังเล่าเหตุการณ์การต่อสู้ที่นครนพรัตน์อย่างคร่าวๆ บอกเพียงว่ามันถูกหลอกใช้ให้ทำงานเพื่อเปิดค่ายกลรักษาเมือง ส่วนราชครูทัพมหาการีย์ถูกสังหารด้วยพลังเทวะชนิดหนึ่ง ก่อนตายยังช่วยเหลือมันให้หลบหนีออกมา และยังต้องการแจ้งข่าวนี้ให้หลานชายได้รับรู้

            .. การตายของมหาเวทดาวดึงส์สร้างความตกตะลึงให้ราชิตเป็นที่สุด

            เมื่อถึงทางแยกหนึ่ง ราชิตชะลอม้านิ่งเงียบไปครู่หนึ่งแล้วกล่าวขึ้นว่า “ข่าวการศึกที่มัธยปุรามาถึงแล้ว เพียงแจ้งว่ากรุงนพรัตน์ถูกเจ้านพฤทธิ์ชิงคืน หามีการรายงานข่าวของราชครูมหาการีย์เช่นที่เจ้ากล่าวมาไม่”

            ราชิตจ้องมองอุทัย แล้วกล่าวถาม “ความชิงชังที่เจ้ามีต่อทัพมหาการีย์ ไม่คงอยู่แล้วหรือ”

            อุทัยกล่าวอย่างหัวเสีย “ทั้งหมดล้วนชั่วช้า .. สงครามมีแต่สร้างความระทมทุกข์ให้ชาวบ้านตาดำๆ” แววตาของมันเปลี่ยนเป็นเศร้าโศกกล่าวต่อว่า “แม้แต่บิดามารดาของข้า ก็ตายด้วยความริษยาของพวกเดียวกันเอง”

            อุทัยเล่าถึงการเสียชีวิตของบิดามารดาที่ได้รับรู้มา สุดท้ายสายตาเปลี่ยนเป็นเกรี้ยวกราด กัดฟันกล่าวว่า “ข้าคงไม่เข้าร่วมกับเจ้าแผ่นดินผู้ชั่วช้าผู้นี้เป็นแน่ ..” มันหมายถึงเจ้านพฤทธิ์ กษัตริย์มัธยปุราองค์ปัจจุบัน

            เฮ้อออ .. ราชิตทอดถอนใจกล่าวว่า “เรื่องราวของโลกล้วนเป็นเช่นนี้ .. ไม่ต้องกังวลไป ข้าจะหาทางให้เจ้าได้พบกับองค์ชายมหาการีย์ผู้นั้นเอง”

            อุทัยกล่าวว่า “หากได้เจอหลานชายของตาเฒ่า ข้าคงไม่ติดค้างมันแล้ว”

            ราชิตรับฟังเรื่องราววุ่นวายจนจิตสมาธิสับสน มันนำอุทัยควบม้าเลี้ยวผ่านทางแยกน้อยสายหนึ่ง เพียงชั่วครู่จึงพบกระท่อมเก่าซอมซ่อแห่งหนึ่งซ่อนอยู่ในป่าทึบ

            ราชิตกล่าวว่า “ต้องทิ้งม้าไว้ที่นี่ หุบเขาจิตมังกรถือเป็นสถานที่หวงห้าม ปากทางมีทหารรักษาการณ์แน่นหนา .. เราต้องลอบเข้าไป”

            แล้วจึงนำอุทัยเข้าไปในป่าทึบ ทำการปีนป่ายหน้าผาผ่านช่องทางอันแคบชัน เป็นเส้นทางของชาวบ้านใช้เก็บของป่าสมุนไพรโดยเฉพาะ

            เพียงชั่วครู่ทั้งหมดมาหยุดยืนอยู่บนยอดเขาน้อยๆ ลูกหนึ่ง ลมภูเขากระโชกจนเสื้อผ้าพัดพลิ้ว มองไปเบื้องหน้ายังมีภูเขาหินสูงชันอีกนับร้อยลูก แต่ที่ตรงกลางเป็นหุบกว้างใหญ่ปกคลุมด้วยหมอกขาวหนาทึบ

            ราชิตชี้นิ้วไปยังหุบเขาแห่งนั้น บอกกับอุทัยว่าที่นั่นคือหุบเขาจิตมังกร จุดหมายของพวกมัน

            เวลาผ่านไปหลายชั่วโมง พวกมันทั้งปีนป่ายภูเขาหินสลับทางราบที่เป็นป่ารก ตอนนี้ที่ด้านบนปกคลุมด้วยหมอกจางๆ อุณหภูมิลดลงอย่างรวดเร็ว

            โฮ๊กกก !!! เสียงคำรามดังแว่วมาแต่ไกล

            อุทัยหันมามองรอบตัว ราชิตกล่าวขึ้นว่า “ถึงแล้ว ! เข้าพื้นที่หุบเขามังกรแล้ว ที่เจ้าได้ยินคือเสียงคำรามของจิตมังกร”

            อุทัยหันไปถามราชิต “ท่านลุงเคยเข้ามาที่นี่แล้วหรือ”

            ราชิตตอบว่า “เคยลอบเข้ามาหาสมุนไพรอยู่หลายครั้ง แต่ไม่ได้เข้าไปลึกนัก”

            มันกล่าวต่อ “ที่นี่มีดวงจิตมังกรมากมาย แต่ละตัวดุร้ายเป็นพิเศษ .. ที่เจ้าพบเห็นในลานประลอง ล้วนเป็นมังกรอายุเยาว์ทั้งสิ้น” มันสำรวจดูเส้นทางตามโขดหิน “ติดตามข้ามา ห้ามส่งเสียงดัง”

            อุทัยกล่าวกับเจ้าเวรุงกะว่า “นี่เจ้าจ๋อ เจ้าอย่าซุกซน ให้ติดตามอยู่ข้างกายข้า .. หาไม่แล้ว ข้าจะทิ้งเจ้าไว้ที่นี่”

            เจี๊ยกกก .. เจี๊ยกกกก .. เจ้าเวรุงกะหยุดกระโดดโลดเต้น พยักหน้าอย่างว่าง่าย

            สองมนุษย์หนึ่งวานรเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว พวกมันเข้าไปในส่วนลึกของม่านหมอก ท้องฟ้าที่ด้านบนมีแสงแดดผ่านมาได้เพียงเล็กน้อย

            มองไปที่ใดล้วนแต่พบเจอต้นไม้ลำต้นสูงใหญ่ คาดว่าคงมีอายุนับพันปี ป่าดึกดำบรรพ์กว้างใหญ่ซับซ้อน หากมาผู้เดียวคงต้องหลงทางกลายเป็นผีเฝ้าป่าแล้ว

            .. ทันใดนั้น ป้ายมังกรเหินภายในอกเสื้อของอุทัยสั่นกระตุก

            อุทัยหยุดกึก ! ในแสงสลัวมีแสงสีแดงเรียวยาวสองเส้นราวดวงตาของสัตว์ร้าย ปรากฏเงาดำทะมึนพุ่งตรงเข้ามาอย่างรวดเร็ว

            .. โฮ๊กกกกก ! เสียงคำรามกึกก้องไปทั่วผืนป่า เงาดำนั้นชนกิ่งไม้หักเกิดเสียงโครมคราม

            .. ตุ๊บบบบบ ! ร่างอันใหญ่โตกระโดดลงพื้น ดวงตาเรียวสีแดงฉาน กำลังแยกเขี้ยวปากแดงอ้ากว้าง

            หัวตะปุ่มตะป่ำมีสองเขาอยู่บนคอยาว ปีกพังผืดขนาดใหญ่กระพือขึ้นลง ลำตัวล่ำสัน สองขาล่างแข็งแกร่ง กรงเล็บทั้งสี่คมกริบ ทั่วทั้งร่างเป็นเกล็ดสีดำปกคลุมตลอดไปยังหางอันยาวเหยียด

            .. มันคือมังกรเกล็ดดำทะมึนตัวเขื่องตัวหนึ่ง !

            “ระวัง ! ..” ราชิตร้องเตือน

            มังกรเจ้าถิ่นจ้องมองผู้บุกรุกด้วยความกราดเกรี้ยว มันแหกปากแดงอันใหญ่โต แล้วระเบิดอัคคีออกมาจากปาก .. โฮ๊กกกกก !

            ทั้งสามกระโดดหนีอย่างไม่คิดชีวิต อัคคีมังกรกระแทกใส่พื้นระเบิดดัง .. ตู้มมม !

            ทั่วบริเวณแดงฉานด้วยเปลวเพลิง อุทัยเพียงเท้าสัมผัสพื้นก็หันกลับไปมอง

            มันถึงกับใจหายวาบ เมื่อเจ้ามังกรเปลี่ยนเป็นกระโจนเข้างับมันอย่างรวดเร็ว

            .. งับบบ ! มังกรร้ายงับใส่พื้นดิน อุทัยวิ่งเผ่นไปอีกทางแล้ว

            ราชิตร้องตะโกน “ทางนี้ ติดตามมาทางนี้” แล้วจึงมุดหายไปในซอกหินซอกหนึ่ง อุทัยและเจ้าวานรน้อยเร่งตามไปในทันใด

            ราชิตพาทั้งหมดไปหลบในซอกหิน ด้านในเป็นป่าเสาหินสูงหลายศอก มีซอกเล็กซอกน้อยอันวกวน

            ราชิตกล่าว “เจ้าตัวแสบนี้อีกแล้ว”

            เจ้ามังกรมาถึงก็ใช้เล็บตะกุยโครมคราม หินผาแตกกระจุยไปทั่ว ร่างอันใหญ่โตของมันไม่สามารถติดตามเข้าไปได้

            เจ้าวานรน้อยเห็นเจ้ามังกรทำอันใดไม่ได้ จึงกระโดดโลดเต้นแหกตาแหกปากล้อเลียนเป็นการใหญ่ “แบล่ .. แบล่ .. แน่จริงก็ตามมาซิ เจ้างั่ง .. ฮา ฮา”

            เจ้ามังกรยิ่งเห็นยิ่งโมโห มันโก่งคอคำรามเพื่อพ่นอัคคีมังกรอีกครั้ง

            ราชิตกล่าว “ซวยแล้ว!” แล้วจึงวิ่งหายเข้าไปด้านในซอกหิน

            อุทัยสบถ “ชิบ!” วิ่งตามราชิตไปอย่างว่องไว

            ทั้งสองรับรู้ถึงมหันตภัยที่กำลังจะตามมา ต่างโกยแนบลดเลี้ยวไปตามเส้นทาง ภายในพื้นที่คือป่าเสาหิน บางช่วงกว้างบางช่วงแคบจนต้องเอียงตัวผ่าน ทั้งยังมีต้นไม้เล็กใหญ่ระเกะระกะ

            จ๊ากกก ! เจ้าเวรุงกะแหกปากร้องเสียงหลง รีบติดตามมนุษย์ทั้งสองไปอย่างว่องไว

            .. โฮ๊กกกกก ! .. ตู้มมมมม ! อุณหภูมิอันเหน็บหนาวสูญสลายไปสิ้น

            เปลวเพลิงอันร้อนลวกวิ่งกระจายไปตามซอกหิน พืชพันธุ์ตามรายทางถูกอัคคีมังกรเผาผลาญจนราบ .. ทั้งสามวิ่งหัวซุกหัวซุน แม้แต่ชื่อของบิดามารดาก็ไม่สามารถจดจำได้แล้ว

            พลังงานความร้อนไล่หลังมาอย่างรวดเร็ว ราชิตและอุทัยวิ่งเลี้ยวซ้ายทีเลี้ยวขวาทีตามทางยาว

            ไม่รู้ซอยเท้าด้วยความถี่เท่าไร เพียงอึดใจก็พบเห็นปากทางออกอยู่ไม่ไกล จึงเร่งฝีเท้าพุ่งร่างกระโจนออกไปอย่างแรง

            .. ตู้มมมมม ! เปลวอัคคีพวยพุ่งออกมาตามซอกหินนั้น พวกมันรอดพ้นการถูกย่างสดอย่างเฉียดฉิว

            .. ตุ๊บ ! ตุ๊บ ! ร่างของทั้งสองร่วงนอนแผ่หราอยู่บนพื้น เป็นพื้นที่อันว่างเปล่าอีกด้านหนึ่ง

            .. ตุ๊บ ! ยังมีเจ้าวานรน้อยติดตามมาท้ายสุด

            จ๊ากกก ! จ๊ากกกก ! เจ้าวานรกระโดดโหยงร้องอย่างแสบร้อน กุลีกุจอรีบดับไปที่หางเป็นการใหญ่

            อุทัยลุกขึ้นนั่งปัดฝุ่นตามเนื้อตัว คงปลอดภัยจากมังกรดุร้ายตัวนั้นแล้ว

            ราชิตยืนขึ้นหันมองไปรอบๆ พบเห็นเป็นลานหินโล่งกว้างขวาง ไม่รู้ตอนนี้มาอยู่ในสถานที่ใด .. คิดอันใดขึ้นได้จึงรีบกล่าวกับอุทัยว่า “อย่าชักช้า รีบไปต่อ”

            กล่าวยังไม่ทันจบ ป้ายมังกรเหินภายในอกเสื้อของอุทัยก็สั่นสะท้านขึ้นอีกครั้ง คราวนี้รุนแรงกว่าเดิมราวกำลังหวาดกลัวบางสิ่งอย่างที่สุด

            .. ปรากฏลมแรงพัดกรรโชกมาจากด้านบน ดวงตาทั้งหกคู่จ้องมองขึ้นไป

            .. ที่ด้านบนก็มีดวงตาหกคู่จ้องมองลงมา เป็นดวงตาสีเขียวดุร้ายกำลังจ้องมองพวกมันตาเขม็ง

            จ๊ากกกก ! เจ้าเวรุงกะร้องเสียงหลง ในแสงสว่างอันน้อยนิดพบเห็นมังกรสามหัวตัวมหึมากำลังกระพือปีกลอยอยู่กลางอากาศ ตัวของมันใหญ่กว่าเจ้ามังกรตัวแรกกว่าสามเท่า

            ปีกกว้างยาวราวสามารถคลุมทั้งท้องฟ้าเอาไว้ ลำตัวบึกบึนเกล็ดสีเขียวแวววาว หางยาวตวัดไปมา ทั่วทั้งตัวมีเงี่ยงหนามดูน่าเกรงขาม

            อุทัยอุทาน “มารดามัน ! ยังตัวใหญ่กว่าตัวเมื่อกี้อีก” แล้วจึงหันไปมองซอกหินที่มันเพิ่งกระโจนออก หวังใช้เป็นพื้นที่รักษาชีวิตน้อยๆ ของมันอีกครั้ง

            แต่ ..

            .. โฮ๊กกก ! .. ตู้มมม ! เสียงแว่วดังมาจากอีกฟากฝั่ง ปรากฏเปลวเพลิงวิ่งมาตามซอกหินอีกรอบ เป็นเจ้ามังกรตัวแรกยังพ่นอัคคีใส่ป่าหินไม่ยอมหยุด

            ทั้งยังปีนขึ้นด้านบน ควานหาพวกมันตามซอกหิน พ่นอัคคีลงมาอย่างบ้าคลั่ง .. โฮ๊ก ! โฮ๊กกกกก !

            อุทัยรู้ซึ้งแล้วว่า มังกรในหุบเขาแห่งนี้ ดุร้ายและทรงพลังกว่าที่บรรจุอยู่ในป้ายมังกรเหินอย่างเทียบกันไม่ได้

            เมื่อหันไปมองราชิต .. ปรากฏว่า

            .. ราชิตไม่อยู่ที่เดิมแล้ว เห็นหลังไวๆ วิ่งโบกมือให้มันติดตามมา

            .. เจ้าวานรน้อยเปลี่ยนเป็นรวดเร็ว วิ่งหายติดตามราชิตไปอีกตัวหนึ่ง

            มังกรสีเขียวที่ด้านบนโก่งคอขึ้น ปากทั้งสามอ้ากว้างแล้วจึงระเบิดพิษอัคคีสีเขียวใส่อุทัย .. โอ๊กกกกก ! โอ๊กกกกก ! โอ๊กกกกก !

    คล้ายกับเรื่องยุทธวิจิตรพิชิตจักรภพ ที่คุณอ่าน