ด้านนอกของที่ว่าการอำเภอ มีรถม้าคันหนึ่งจอดนิ่งอยู่
เหอไห่เดินมาหยุดข้างรถม้า รายงานเสียงเบา “ทูลหวางเฟย เป็นไปได้ว่าเขาจะไม่ถูกตัดสินขั้นเด็ดขาดพ่ะย่ะค่ะ”
คนในรถถามเสียงฉงน “เหตุใดกัน เนื้อหานิยายทั้งห้าเล่มของเขาส่อเจตนาชัดเจน ต่อให้เขาแก้ตัวศาลก็คงไม่เชื่อคำเขากระมัง”
“ในหมู่ชาวบ้าน มีคนพูดชี้นำทำให้เกิดความเห็นใจ ยามนี้นายอำเภอไม่หนักแน่นเท่าใดแล้ว อีกอย่างหลักฐานไม่ถูกยกออกมาขยายแรงจูงใจ ไม่มีคำร้องที่เฉพาะเจาะจงขอรับ”
ซูอันหนิงเงียบไปนาน พอคิดถึงในมุมของฮั่นอ๋องแล้วนางก็พลันเข้าใจ
เขาอ่านเพียงนิยายเล่มห้าแล้วก็มาอย่างเร่งรีบเพราะต้องการหยุดยั้งความเสียหายโดยเร็ว แม้แต่คำร้องก็ยังไม่ได้เขียน เพื่อเอาใจฮั่นอ๋องนายอำเภอจึงต้องเปิดศาลโดยที่ยังไม่ได้สืบสวน จะเอาข้อมูลจากไหนมาเอาผิดคนเขียนหนังสือ
หากมีอำนาจเบ็ดเสร็จจริง ต่อให้ไม่ต้องสอบก็เอาผิดได้แล้ว แต่เขากลับไม่ทำเช่นนั้น ทำยังคงปล่อยให้การไต่สวนดำเนินไปเช่นนี้ หรือว่าเขากำลังรออะไรอยู่
แต่นางรอไม่ไหวหรอกนะ การล้างมลทินขี้ปากคนด้วยคำตัดสินของทางการมันอุกปากชาวบ้านที่ชอบนินทาไม่ได้หรอก
นางต้องเปลี่ยนภาพจำของคนเหล่านั้นใหม่ด้วยตัวของนางเอง
ซูอันหนิงกำด้ามพัดแน่น แค่นเสียงพูด “กล้าใช้กฎสังคมมาเล่นงานข้า แล้วยังคิดจะลอยนวลอีกหรือ !”
ขณะเดียวกันนั้น ภายในโถงที่ทำการศาลก็กำลังร้อนแรง
อู๋เจินไหลโขกศีรษะแก้ต่างให้ตัวเองเสียงแข็ง แววตาแน่วแน่ชนิดที่แม้แต่ตัวเขาเองยังเกือบจะเชื่อ
“ข้าน้อยไม่รู้ ว่าเรื่องที่เขียนพาดพิงถึงเชื้อพระวงศ์ ขอใต้เท้าให้ความเป็นธรรมด้วย ข้าเพียงเขียนนิยายหาเลี้ยงชีพ ไม่รู้จักผู้สูงศักดิ์สักคนเดียว ไม่รู้ชีวิตประจำวันของพวกท่านเหล่านั้น”
ภายในศาลเคร่งขรึมจริงจัง นายอำเภอยังช่างน้ำหนักและปรึกษากับที่ปรึกษาเบา ๆ นอกประตูศาลชาวบ้านก็กำลังถกเรื่องนี้กันไม่หยุด
“ก็แค่เรื่องบังเอิญแท้ ๆ เหตุใดจึงทำให้เป็นเรื่องใหญ่ หรือคนจะร้อนตัวไปเอง” เสียงกระซิบดังเบา ๆ พอให้คนข้างตัวได้ยินเท่านั้น จากนั้นมันก็ถูกกระซิบต่อกันไปเป็นทอด ๆ เมื่อพูดจบคนผู้นั้นก็ขยับเปลี่ยนที่
จูเกาเซวียนขบกรามแน่น มองไปยังทิศทางหนึ่งตาไม่กะพริบ หลี่เหวินหมิงกำลังแหวกทาง ตามคนผู้หนึ่งที่กำลังถอยออกจากฝูงชน
“อย่าพูดเสียงดังไป หวางเย่ทรงนั่งอยู่ในนั้น”
นายอำเภอยกไม้ตบศาลขึ้น แต่กลับไม่เคาะลงไป มือลอยค้างเติ่งเหนือผิวโต๊ะเล็กน้อย สายตาของเขากลอกไปทางนั้นที ทางนี้ที ก่อนจะเหลือบไปมองฮั่นอ๋อง เห็นสีหน้าเย็นเยียบของท่านอ๋องมือเขาก็อ่อนแรงจนต้องวางไม้ตบลง
ทันใดนั้นเสียงประกาศก็ดังมาจากด้านนอก
“ฮั่นหวางเฟยเสด็จ !”
จูเกาเซวียนขยับตัวทันที ถอนสายตามองตรงไปที่สตรีซึ่งกำลังเยื้องย่างเข้ามาภายในศาล
วันนี้ซูอันหนิงปรากฏตัวด้วยภาพลักษณ์สตรีสูงศักดิ์ในชุดอ๋าวฉุน[1]แขนกว้าง ชั้นนอกทับด้วยเสื้อคลุมยาว ลำคอระหงถูกปิดด้วยปกเสื้อแบบแยกเย็บจากขนกระต่ายสีขาวหิมะ ยามก้าวเดินจีบกระโปรงก็จะแผ่ออกราวกับบุปผาเบ่งบาน
คิ้วเรียวของนางย่นเข้าหากันน้อย ๆ ราวกับเงาหมอกบางพาดผ่านยอดหลิว ริมฝีปากอิงเถาคู่นั้นเม้มเบา ๆ เหมือนกำลังกล้ำกลืนสิ่งใดอยู่ ยามเดินจำต้องให้คนประคองเพราะบางคราวฝีเท้ามักสะดุดเบา ๆ
การมาของนางดึงสายตาผู้คนให้มองมาที่นางเป็นตาเดียว ชาวบ้านบางคนเผลอพูดขึ้นเบา ๆ “นี่หรือพระชายาฮั่นหวาง ไม่เห็นเหมือนในนิยายแม้แต่น้อย”
จูเกาเซวียนผุดลุกขึ้น คิ้วตาของเขาอ่อนโยนลงขณะก้าวลงมาจากยกพื้น ยื่นมือออกไปรับมือเรียวบางของพระชายามากุมไว้พลางเอ่ยเสียงนุ่ม “เหตุใดเจ้าจึงออกมาไม่บอกข้าอีกแล้ว”
หนังตาซูอันหนิงกระตุก ปลายเท้าชะงักลงชั่วขณะ แม้จะเคยเห็นเขาเล่นละครมาหลายครั้งแล้ว แต่ก็ยังอดปรามาสในใจไม่ได้...เปลี่ยนหน้ากากเร็วจริง ๆ เชียว แต่ดีเลย ครั้งนี้ข้าจะร่วมแสดงละครไปกับท่าน !
“หวางเย่...” นางยอบกายทำความเคารพตามธรรมเนียม แต่ถูกมือใหญ่ประคองไว้ทันที
เขาออกคำสั่งโดยที่สายตายังจับจ้องนางอยู่ “เตรียมเก้าอี้ให้ฮั่นหวางเฟย !”
นายอำเภอลุกขึ้นประสานมือ ซูอันหนิงจึงหันไปเอ่ยกับเขาเสียงแผ่ว “ขออภัยท่านนายอำเภอที่มาขัดจังหวะการตัดสินคดี”
“หามิได้พ่ะย่ะค่ะ เชิญหวางเฟยประทับนั่ง”
จูเกาเซวียนประคองนางนั่งลงบนเก้าอี้ข้างกาย ซูอันหนิงยิ้มอ่อนโยนเป็นการขอบคุณ
นายอำเภอสูดหายใจยาวก่อนจะนั่งลง กำลังจะยกไม้ขึ้นเคาะเพื่อเริ่มศาลต่อ เสียงไอของหวางเฟยก็ดังขึ้นเบา ๆ ทำให้มือของเขาชะงัก เมื่อครู่ฮั่นอ๋องแสดงออกชัดเจนจนชัดไปกว่านี้ไม่ได้แล้วว่ารักใคร่หวงแหนพระชายาเพียงใด เป็นไปได้มากว่าที่เขาออกหน้าจัดการคดีนี้ด้วยตัวเองก็เป็นเพราะต้องการล้างมลทินให้พระชายา
ยอดดวงใจของท่านอ๋องจะมาเจ็บป่วยไม่สบายที่นี่ไม่ได้กระมัง
“ขออภัย” ซูอันหนิงเงยหน้าขึ้นมาเอ่ยกับนายอำเภอ
“ตั้งแต่ถูกคนด่าและถูกปาด้วยไข่กลางที่สาธารณะวันนั้น เปิ่นกงก็ล้มป่วย มโนธรรมในใจไม่อาจสงบ สตรีในห้องหอผู้หนึ่งกลับถูกตราหน้าว่า...” เสียงของนางสั่นเครือ ดังกระท่อนกระแท่น
“เปิ่นกงรักษาพรหมจรรย์รอสามีมาหลายเดือน จู่ ๆ ก็ถูกชี้หน้าด่ากลางที่สาธารณะว่าแต่งกายเรียกผึ้ง...ล่อผีเสื้อ สตรีดีงามคนใดจะทนรับไหว”
พระชายาฮั่นอ๋องยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับหัวตา เบี่ยงกายหลบสายตาผู้คน ฮั่นอ๋องเอนกายเข้าหานางพลางยกแขนเสื้อกว้างขึ้นบังให้ สีหน้าของเขาบึ้งตึง ราวกับต้องการลากคนไปตัดหัวเพื่อระบายโทสะให้นาง
เสียงชาวบ้านอุทานลั่น สตรีบางคนถึงกับผรุสวาทออกมา “ผู้ใดช่างปากยาวเพียงนี้ อ่านนิยายก็ส่วนอ่านนิยาย จะเอามาสับสนกับชีวิตจริงได้อย่างไร”
“หวางเฟยอ่อนโยนนุ่มนวลเพียงนี้ ความงามทำให้คนริษยากระมัง”
นายอำเภอพยักหน้า กำลังจะอ้าปากดำเนินการไต่สวนต่อ ซูอันหนิงที่แอบเหลือบมองนายอำเภออยู่ตลอดก็รีบซับน้ำตา หันไปทางอู๋เจินไหลแล้วพูดขึ้นก่อน
“เปิ่นกงเองก็อ่านนิยาย ‘สมรสร้าย’ เช่นกัน ช่วงแรกที่อ่านยังรู้สึกว่าน่าสนใจ แม้เจ้าจะเขียนให้เปิ่นกงเป็นนางร้ายก็ตาม แต่เมื่อเล่มห้าวางขายนิยายของเจ้าก็ไม่ใช่นิยายอีกต่อไป เพราะมันมุ่งเป้าโจมตีเปิ่นกงโดยตรง เหตุใดเปิ่นกงจึงเชื่อว่าเป็นเช่นนั้น ไข่ที่ปาใส่เปิ่นกงในที่สาธารณะก็คือหลักฐานยืนยัน”
นางหันกลับมาทางนายอำเภอ เสียงพูดเจือเสียงสะอื้น
“ท่านนายอำเภอ โปรดให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจเนื้อหาในนิยายทั้งห้าเล่ม แล้วค่อยตัดสินแรงจูงใจและความผิดของเขา เขาเป็นเพียงบัณฑิตยากจนแท้ ๆ ไม่มีที่ปรึกษาระดับสูงก็เอาเรื่องของราชวงศ์ไปเขียนเป็นนิยายประโลมโลกได้ พู่กันของบัณฑิตช่างคมยิ่งกว่าดาบ”
นางประคองชายแขนเสื้อกว้าง พลางยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นแตะปลายจมูกเบา ๆ
“ชื่อเสียงของเปิ่นกงมีมลทินแล้ว ยามนี้ต่อให้กระโดดลงแม่น้ำหวงเหอก็ไม่อาจล้างมลทินได้อยู่ดี เปิ่นกงจะมองหน้าเชื้อพระวงศ์อื่น ๆ ได้อย่างไร จะกล้าสู้หน้าฝ่าบาทที่มอบสมรสพระราชทานให้ได้อย่างไร”
พูดจบนางก็หันไปซบหน้าร้องไห้กับไหล่สามี กลั้นสะอื้นจนตัวโยน
คำพูดของนางกลับไปสะกิดใจคนฟังอีกหลายคนให้คล้อยตาม บัณฑิตอู๋บอกว่าตนเองยากจนไม่รู้จักผู้สูงศักดิ์ แต่กลับเขียนเรื่องของชนชั้นสูงได้จนคนเชื่อ มันไม่ย้อนแย้งเกินไปหน่อยหรือ
ทันใดนั้นก็มีเสียงบ่นพึมพำเบา ๆ “สมรสที่ไม่เต็มใจไม่ใช่หรือ”
ซูอันหนิงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปทางฝูงชน ดวงตาเบิกกว้าง
“เห็นหรือยัง เขาผู้นั้นยังคงกล่าวหาเปิ่นกง ผู้คนที่อ่านนิยายเรื่องนั้นต่างเชื่ออย่างหมดใจว่าหวางเย่และเปิ่นกงไม่พึงใจกัน ต่อให้ในห้องหอเราจะรักกันมากเพียงใด แต่ถ้าคนภายนอกไม่เชื่อพวกเขาก็จะนินทาว่าร้ายเปิ่นกง หากวันใดเปิ่นกงตั้งครรภ์...พวกเจ้าจะใส่ร้ายว่าเด็กในครรภ์ไม่ใช่ลูกของหวางเย่ด้วยหรือไม่ !”
คำกล่าวนี้ร้ายแรงยิ่ง จนแม้แต่นายอำเภอก็ยังตกใจจนมือไม้สั่นเทา ท่าทางเจ็บปวดเจียนคลั่งเหมือนคนไม่ได้รับความเป็นธรรมของพระชายาฮั่นอ๋องทำให้ผู้คนยิ่งสงสาร
ชายที่เอ่ยคำพูดเมื่อครู่ถูกคนที่อยู่ข้างกายทั้งผลักทั้งด่า
ซูอันหนิงเห็นว่ากระแสลมกำลังเปลี่ยนทิศ จึงหันมาเอ่ยกับอู๋เจินไหล “เจ้าเห็นผลกระทบหรือยัง เป็นเช่นนี้ข้ายังจะอยู่ในสังคมได้อย่างไร ข้าไม่รู้จะมีชีวิตอย่างไรแล้ว”
หญิงสาวผุดลุกขึ้นสะกิดมือฮั่นอ๋องเบา ๆ ก่อนหมุนตัวมองหาต้นเสา เลือกเสาที่อยู่ฝั่งตรงข้ามไกลที่สุดเป็นเป้าหมาย แล้ววิ่งถลาออกไปราวกับขาดสติ ทำให้คนทั้งศาลร้องห้ามเสียงหลง
จูเกาเซวียนเบิกตากว้าง นางวิ่งออกไปได้ไม่กี่ก้าวเขาก็กัดฟันวิ่งตามไป รวบเอาร่างของนางมากอดไว้แนบอก แหงนหน้ามองเพดานนิ่งไปครู่หนึ่ง พ่นลมหายใจยาว
ตกใจนั้นเรื่องจริงแม้นางจะสะกิดเตือนแล้วก็ตาม ส่วนโทสะที่โหมไหม้อยู่ในอกก็คือเรื่องจริงเช่นกัน ยามที่เขาสัมผัสร่างในอ้อมแขนซึ่งสั่นน้อย ๆ ลมหายใจหอบถี่ บ่งบอกว่านางเองก็ไม่ได้สงบนิ่งอย่างที่คิด
หึ ! เจ้าก็ช่างกล้าเล่นใหญ่เสียจริง
“นายอำเภอ !” ฮั่นอ๋องหันไปเรียกนายอำเภอ
นายอำเภอลุกขึ้นยืนตั้งแต่พระชายาวิ่งออกไปแล้ว จึงคุกเข่าลงทันใด “พ่ะย่ะค่ะ หวางเย่ !”
“ให้สืบหลักฐานใหม่ หากพบความผิดปกติจริง ก็ส่งเรื่องให้ศาลต้าหลี่ตามระเบียบ”
กล่าวจบฮั่นอ๋องก็ประคองพระชายาออกไปทางประตูหน้า แหวกผ่านผู้คนที่มาล้อมมุงดูไปจนถึงรถม้า
นายอำเภอก้มหน้า แข้งขาอ่อนแรงจนลุกขึ้นยืนไม่ไหว คดีนี้อาจไม่ธรรมดาอย่างที่คิด น้ำขุ่นบ่อนี้เขาไม่ยุ่งจะดีกว่ารีบส่งเรื่องให้ศาลต้าหลี่จะดีที่สุด
ขณะที่นายอำเภอออกคำสั่งยกระดับคดีขึ้นสู่ศาลต้าหลี่ อู๋เจินไหลร่างแข็งค้างคุกเข่านิ่งอยู่กลางโถงศาล ไหล่ทั้งสองข้างของเขาเกร็งแน่น เสียววาบที่หลังคอราวกับถูกจ่อด้วยดาบของเพชฌฆาตก็ไม่ปาน
ข้าจะทำเช่นไรดี เดิมทีนิยายเรื่องนี้ไม่ใช่ความคิดข้าด้วยซ้ำ !
[1] อ๋าวฉุน คือ ชุดเสื้อกระโปรงจีนโบราณ ในที่นี้คือเสื้ออ๋าวยุคหมิงปลาย แบบตัวหลวม แขนกว้างมีปกตั้งเล็กน้อย (ที่ซูอันหนิงตัดใส่เองก่อนมีขึ้นในประวัติศาสตร์) กระโปรง หมาเมี่ยนฉุน เป็นแบบจีบหน้าม้าตรงกลางด้านหน้าและหลัง ด้านข้างจีบเล็กละเอียดรอบตัว