ตอนที่เจ็ดสิบสอง การผลิตสบู่คือความตกต่ำของนักเล่นแร่แปรธาตุ
ผมพยายามนึกขึ้นมาได้ว่า นี่มันโลกแฟนตาซีนี่เองวีรบุรุษแห่งยุค ผู้กล้าแห่งยุคที่ก่อตั้งอาณาจักรมักจะมีความามารถที่เก่งกาจและสืบต่อมาทางสายเลือด
ทำให้เรียกว่าการใช้เวทมนตร์ได้คือเรื่องปรกติขชองชนชั้นขุนนางก็ว่าได้
แม้ดยุกหมูอ้วนมันจะมีระบบเกมส์แบบ”กลับมาใหม่ด้วยพลังที่มากกว่าเดิม”แบบซูเปอร์ไซย่าก็เถอะ แต่พอมาเป็นของจริงแล้วมันเป็นอย่างนี้เองหรือนี่?
ว่าเป็นคนที่ขอเพียงขยันนิดหน่อยก็ทำให้พวกประชาชนธรรมดาอึ้งได้แล้ว
(อันที่จริงดยุกอูลริกเข้าใจผิดไปพอสมควรสายเมจหรือนักบวชนั้นเป็นคนที่มีการศึกษาต่างกับชาวบ้านทั่วไปที่อ่านหนังสือยังแทบไม่ออกพวกนี้เคยเห็นนักเวทย์คนอื่นๆในแวดวงเดียวกันมาบ้างหากพวกเขาบอกว่าเป็นคนที่มีพรสวรรค์สูงสุดก็คือเรื่องจริง ไม่ใช่คำยอแต่ประการใด)
ผมไม่ค่อยเชื่อคำพูดของคนในโลกนี้ที่ดูถูกประชาชนเลยพับผ่าสิ
หรือเพราผมมาจากปัจจุบันเลยคิดว่าคนเราจะประสบความสำเร็จถ้ามีทรัพยากรและโอกาสเท่ากันนะ
ถึงไม่คิดว่าดยุกอูลริกจะเป็นคนธรรมดาก็เถอะเพราะความเว่อเรื่องพลังชีวิตกับพลังเวทย์จากในเกมส์
และมีคนเว่ออย่างมาเรียเดินไปเดินมาในเรื่องก็ตาม
การเปลี่ยนใจคนที่ปักใจเชื่อคงจะยากแต่ไม่เป็นไร ผมถูไถไปตามที่พอจะทำได้ละกัน
“ถ้าอย่างนั้นข้าจะลองให้ทฤษฎีพวกเจ้าไปพิสูจน์และเป็นลุกน้องของข้าในการค้นคว้างานวิจัยต่างๆเป็นอย่างไร?พวกเจ้าจะได้ชื่อว่าเป็นผู้ช่วยและมีสิทธิต่างๆมากขึ้นในวงการของบัณฑิตด้วย?”
อย่างที่ว่าวงการนี้ต้องใช้เงินและต้องการผู้สนับสนุนมาตลอดในการวิจัยเรื่องต่างๆ
หากไม่มีเงินกาลิเลโอคงต้องไปกระกอบอาชีพที่มีประโยชน์ในการหาเลี้ยงชีพไม่ได้มีเวลาว่างมาทดลองวิทยาศาสตร์ ถึงทางเทคนิคเขาจะสนิทกับทางโบสถ์มาก่อนที่จะความสัมพันธ์แย่ลงก็เถอะ
คนที่มีเวลาว่างพอที่จะมาทำงานวิจัยต่างๆได้ต้องมีผู้สนับสนุน(Patron) ตามระบบอุปถัมป์ที่มีมายาวนานของพวกเรา
นักเล่นแร่แปรธาตุที่หวังเปลี่ยนโลหะให้กลายเป็นทองก็เรียกว่าหลอกลวงให้พ่อค้าหรือขุนนางที่สนใจเรื่องนี้แต่พวกขุนนางก็มีน้อยคนที่จะยังพอสนับสนุนคนพวกนี้อยู่มันก็มีอีกทางคือไปทำสินค้าอย่างเช่นพวกสบู่ ของใช้ต่างๆที่พอจะหารายได้เพิ่มได้
แต่นักเล่นแร่แปรธาตุหรือนักประดิษฐ์อุปกรณ์เวทมนตร์ต่างๆมองว่าการประดิษฐ์น้ำหอมหรือสบู่ ไม่ใช่เรื่องที่เหมาะสมกับสถานะของพวกเขาเท่าไร
หากตกต่ำลงทำสบู่ก็ไม่ต่างกับนักเวทย์ฝึกผัดหรือนักเล่นแร่แปรธาตุฝึกหัดเหมือนกับโดนลดตำแหน่งชั้นของตนเองลงนั่นเอง
แม้แต่ในปัจจุบันก็ต้องมีเรื่องของการโยกย้ายตำแหน่งว่าตามหน้ากระดาษตัวอักษรของระเบียบตำแหน่งต้องเท่ากันแต่อำนาจอาจจะน้อยลงก็ตาม
ส่วนการไปทำสบู่หรือน้ำหอมนั้นคือการตกต่ำอย่างเห็นได้ชัดของคนที่มาทางสายบัณฑิต นักเวทย์ต่างๆเหล่านี้
แน่นอนหากเป็นการผลิตอุปกรณ์เวทมนตร์และโพชั่นน้ำยาต่างๆนั้นจะต่างกันออกไป เพราะแสดงถึงฝีมือของเราและสามารถทำให้เป็นที่รู้จักนับถือในวงการได้มากกว่าตกต่ำไปทำเรื่องอย่างผลิตสบู่และน้ำหอม
“หรือพวกเจ้าไม่อยากมีชื่อในงานวิชาการและต้องไปผลิตน้ำหอมกับสบู่ในหมู่บ้านชายแดนตอนบั้นปลายชีวิต?”
ได้ผลพวกนั้นทำสีหน้าโมโห
“เอาน่าข้าก็อาจจะพูดเกินไปหน่อยแต่ความหมายของข้าคือการที่เจ้ามีชื่อในงานวิชาการก็จะสามารถก้าวหน้าในสายวิชาการได้มากขึ้นอาจจะสามารถหาทุนสนับสนุนได้มากขึ้นในอนาคตแต่ว่าร..” ผมจ้องตาไปที่ทุกคน
“ขอแค่พวกเจ้าบอกมาก็พอแล้วว่าต้องการศึกษาเรื่องออะไรข้าจะสนับสนุนเรื่องนั้นเองไม่ต้องไปหาที่อื่นอีกแล้ว”
ผมจ้องตาและใช้ทักษะข่มขู่ intimidate ทำให้ทั้งห้องสั่นสะเทือนอีกครั้ง
ว่ากันไปแล้วการมีนักวิจัยสารพัดของตนเองก็ไม่ใช่เรื่องที่เสียหายอะไร
แค่คนที่จะมีงานวิจัยอกมาได้ต้องเป็นแคว้นที่มีเงินมากพอเท่านั้นที่จะมาทุ่มเทไปกับงานที่ไม่ได้ผลตอบแทนกลับมาเป็นตัวเงินในทันทีทันใด
และพวกนี้จะมากจะน้อยคือคนรู้หนังสือและมีฝีมือพอสมควรถึงเป็นนักผจญภัยได้
ผมวางแผนที่จะวางรากฐานสถาบันวิจัยเวทมนตร์ของผมแต่ก็คงต้องเอาคนที่มีความรู้มาก่อนเป็นแกนกลางก่อนที่จะให้ทุนการศึกษาสนับสนุนคนในการทำวิจัยต่างๆได้
พวกเรามักใช้ระบบ Master-apprentice อาจารย์-ลูกศิษย์
ระบบครูพักลักจำที่ผมเคยได้ยินมาทั้งการเรียนวิชาช่างหรือวิชาการแดสงละครลิเกต่างๆเราต้องมวนยาสูบให้อาจารย์วิชาจะมาตอนนั้น ซึ่งผมว่ามันไม่เวิร์ก
วิธีการของตัวร้ายในแนวทำอาหารยังมีประสิทธิภาพมากกว่าที่จะสร้างมาตรฐานและสองานให้กับคนหมู่มากให้ได้มาตรฐานระดับหนึ่ง
ไม่จำเป็นต้องคุกเข่าปั้นซูชิทั้งคืนจนมือและเข่าพังเพื่อแสดงถึงความตั้งใจและอาจารย์จะสอนให้สืบต่อไป
มองในแง่หนึ่งตัวร้ายในการ์ตูนทำอาหารมีแนวคิดที่ก้าวหน้ากว่าร้านที่สืบทอดมาหลายร้อยปีมาก
การร่วมมือกันระหว่างแนวคิดการใช้วิทยาศาสตร์มาเพื่อความก้าวหน้าผสมกับการทำกำไรได้ของทุนนิยมสามานย์จึงเป็นอะไรที่ทรงพลังอย่างมาก
“และข้าก็ไม่ได้ตำหนิดูถูกเรื่องการผลิตสบู่หรือน้ำหอมแต่ประการใด ข้าชื่นชมการทำอย่างนั้นด้วยซ้ำผ่านมือข้า การผลิตน้ำหอมและสบู่จะไม่ใช่งานที่มีแต่บัณฑิตยากทำเพราะมีเงินไม่พอใช้อีกต่อไปพวกเจ้าเชื่อข้าหรือไม่?”
วิธีการทำของออกมาในราคาถูกคือโครงสร้างพื้นฐานในราคาแพงนั่นเอง
แม้จะลงทุนแพงแต่หากผมมีพวกโรงงานสบู่และเคมีและรวมไปถึงฝึกอบรมนักเล่นแร่แปรธาตุของตนเองได้จำนวนมากแคว้นของผมก็แข็งแกร่งขึ้นแล้ว
หรือหากให้พูดกันตรงๆ ผมคิดว่าตามเนื้อเรื่องเบื้องหลังที่บอกว่ามันเคยมียุคที่เวทมนตร์ปั่นป่วนอาชีพที่น่าจะพอคงทนอยู่ได้ มีประมาณสามอาชีพคือ นักเล่นแร่แปรธาตุ alchemist นักคำนวณ mathematician และวิศวกร engineer
ที่สามารถยังใช้การได้อยู่
เนื่องจากวิศวกรนั้นใช้พลังกลไกเสียพลังเวทย์ไปหุ่นยนต์บางตัวก็ยังใช้งานได้แค่อาจจะไม่สามารถใช้บางระบบที่เคยมีได้นักคำนวณคือคนที่ใช้สมการควบคุมความเป็นจริง เข้าไปถึงแก่นของความเป็นจริงด้วยการคำนวณแทนที่จะเป็นเวทย์ส่วนนักเล่นแร่แปรธาตุนั้นสร้างความเปลี่ยนแปลงกับโลกของความเป็นจริงโดยตรงโดยมีค่าตอบแทนระดับของมานาพลังเวทย์ก็เลยมีผลกระทบต่อสามอาชีพนี้น้อยกว่าอาชีพอื่น
ผมจึงคิดจะสนับสนุนสามอาชีพนี้เป็นหลักในแคว้นของผมนั่นเอง
อีกอย่างผมไม่ค่อยอยากให้นักเวทย์ไปเสี่ยงตายกับพวกนักดาบคนอื่นๆนักหรอก
ให้พวกเขาเติบโตที่ที่ปลอดภัยจะสบายใจผมมากกว่าแม้พวกเขาจะมีประโยชน์อย่างมากในการผจญภัยก็ตาม
“ข้ารับประกันได้ว่าอยู่กับข้าต่อให้ต้องผลิตสบู่ ก็จะเป็นการผลิตสบู่ที่เจ้าสามารถมีกินมีใช้และทำงานวิจัยได้ตลอดชีวิต”
เพราะผมคิดว่างานผลิตสบู่แม้จะเป็นงานชั้นต่ำแต่น่าจะเป็นงานที่ดีในการที่จะเอาเด็กที่ไม่มีความรู้มาฝึกสอนงานให้พวกเขาอ่านออกเขียนได้และมีความรู้ทางเคมีและการเล่นแร่แปรธาตุต่อไป
แค่การไม่ให้มีคนว่างงานเดินไปเดินมาในแคว้นของผมก็ถือว่าการออกทุนการศึกษาให้พวกนี้ผลิตสบู่เป็นประสบความสำเร็จแล้ว