เสียงฝีเท้าดังขึ้นติดต่อกันไม่ขาดสาย จากนั้นก็ตามด้วยเสียงเปิดประตูดังปัง!
ด้านหลังของประตูบานใหญ่คือลานกลางแจ้งที่เต็มไปด้วยผู้คนมากมาย
ลานกลางแจ้งแห่งนี้คือส่วนหนึ่งของร้านอาหารชื่อดังประจำเมืองนี้ ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีคนเยอะตั้งแต่ช่วงเช้า
ท่ามกลางสงแดดอ่อนๆยามเช้าตรู่ของวันใหม่ มีหลายโต๊ะที่สั่งอาหารไว้รอแล้วและกำลังมีคนสวาปามอาหารตรงหน้าอย่างตั้งอกตั้งใจ
เจ้าของฝีเท้าสอดส่ายสายตามองไปรอบๆ ก่อนที่เขาจะมองหาโต๊ะที่ตองการพบ
โต๊ะที่ว่าไม่ใช่โต๊ะว่างเปล่าไม่มีใครจับจองกลับกันโต๊ะนั้นมีผู้คนจำนวนหนึ่งนั่งรออาหารอยู่
เจ้าของฝีเท้าก้าวเท้ายาวๆตรงไปยังโต๊ะเป้าหมาย ยังไม่ทันจะถึงโต๊ะปากก็ร้องตะโกนออกมาว่า
“นี่ๆ! ข้ามีข่าวใหญ่มาบอก...”เจ้าของฝีเท้าเดินมาหยุดที่ข้างโต๊ะด้วยสีหน้าตื่นเต้นแต่ยังไม่ยอมพูดถึงข่าวที่ว่าสักที มัวแต่อมพะนำว่างท่าเพื่อรอให้คนที่นั่งอยู่คะยั้นคะยอเอ่ยถามตนด้วยความอยากรู้อยากเห็น
แต่ผิดคาด ไม่มีใครสนใจเขาสักคน ต่างพากันนั่งนิ่งรออาหารอย่างสงบ
“เฮ้! พวกเจ้านั่งนิ่งกันอยู่ทำไม ไม่อยากรู้ข่าวของข้าหรือยังไง!”
ผู้ที่นั่งอยู่ต่างพากันไม่สนใจคำพูดที่ว่า ก่อนที่ชายคนหนึ่งที่นั่งอยู่จะยกชาตรงหน้าขึ้นจิบแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงสบายๆว่า
“ข่าวที่เจ้าว่าคงจะเป็นเรื่องเผ่าพันธุ์ดัลทาเลียนและกลุ่มทหารรับจ้างจันทราสีเงินสินะ”
“เจ้ารู้!!”
ทุกคนบนโต๊ะเหลือบตามองผู้พูดอย่างดูหมิ่น ก่อนที่ชายคนเดิมจะพูดขึ้นอย่างดูถูกว่า
“เขารู้กันไปทั้งเมืองแล้วเจ้าโง่! เรื่องใหญ่ขนาดนี้คงมีแต่เจ้านั่นแหละที่ตามข่าวช้ากว่าชาวบ้าน!”
เสียงตะโกนโหวกเหวกดังขึ้นเบาๆจากโต๊ะนี้ส่งผลให้ผู้คนที่อยู่รอบๆชายตามองด้วยความรำคาญแต่ก็ไม่นานนักที่พวกเขาได้ละความสนใจไปเพราะเวลานี้ได้มีเรื่องอื่นที่สำคัญกว่าให้พูดคุยกัน
เรื่องที่ว่าก็คงไม่พ้นข่าวสงครามที่จะเกิดขึ้นอันใกล้ระหว่างเผ่าพันธุ์ดัลทาเลียนและกลุ่มทหารรับจ้างจันทราสีเงิน!
กลุ่มทหารรับจ้างจันทราสีเงินชื่อดังแห่งสมาคมทหารรับจ้างที่ปกปิดตัวตนมานาน ท้ายที่สุดก็ถูกเปิดโปง!
เบื้องหลังของพวกเขาคือเผ่าพันธุ์มูนควีน!
แต่เมื่อเอ่ยถึงเผ่าพันธุ์มูนควีน เชื่อว่า 9ใน10 คนล้วนไม่รู้จักเผ่าพันธุ์มูนควีนที่ว่า
สาเหตุเพราะว่าประวัติความเป็นมาของเผ่าพันธุ์มูนควีนนั้นลึกลับเสียยิ่งกว่ากลุ่มทหารรับจ้างจันทราสีเงินเสียด้วยซ้ำ!
ตามข่าวที่เชื่อถือได้ มีไม่เกิน 10 เผ่าพันธุ์ที่รู้จักและเคยพบเผ่าพันธุ์มูนควีนตรงๆ
จากคำบอกเล่ากล่าวว่าพวกเขาได้มีโอกาสรู้จักเผ่าพันธุ์มูนควีนก็ตอนที่เผ่าพันธุ์มูนควีนพึ่งถูกย้ายมายังโลกใบนี้
ว่ากันว่าเผ่าพันธุ์มูนควีนใช้เวลาไม่ถึงปีก็สามารถตั้งรกรากได้อย่างมั่นคง
แต่ผ่านพ้นไปไม่ถึงปีหลังจากตั้งรกราก เผ่าพันธุ์มูนควีนก็ได้ย้ายถิ่นฐานออกไปโดยไม่ทราบสาเหตุและไม่บอกให้ใครรู้ตัวทิ้งความสงสัยไว้ในใจของเผ่าพันธุ์เพื่อนบ้านที่อยู่รอบๆ
หลังจากนั้นก็ไม่เคยมีใครพบเผ่าพันธุ์มูนควีนอีกเลยจวบจนปัจจุบัน!
การมาถึงและการจากไปอย่างลึกลับของเผ่าพันธุ์มูนควีนได้ถูกจดจำและบันทึกไว้เป็นอย่างดีโดยเผ่าพันธุ์ที่พบเห็น
หากเป็นเผ่าพันธุ์อื่นคงจะไม่มีใครสนใจพวกเขา ทว่าเผ่าพันธุ์มูนควีนนั้นความลึกลับบางอย่างที่แตกต่างจากผู้อื่น
สิ่งนั้นคือไม่มีใครที่สามารถจดจำใบหน้าหรือรูปลักษณะของเผ่าพันธุ์มูนควีนได้เลย!
ทุกคนที่เคยพบ เคยพูดกับพวกเขาต่างลืมเลือนหน้าตา น้ำเสียง ท่าทางของพวกเขาไปหมดสิ้น
เมื่อพยายามนึกถึงใบหน้าของผู้คนเผ่าพันธุ์มูนควีน สิ่งที่พวกเขาพบคือความทรงจำที่เหมือนหมอกขาวยากจะจำแนกได้ว่าเป็นสิ่งใด
อย่างเดียวที่พวกเขาคิดได้ในตอนนั้นก็คือพวกเขาถูกทำลายความทรงจำ!
ความทรงจำที่เกี่ยวข้องกับเผ่าพันธุ์มูนควีนถูกทำลายแทบทั้งหมด
สิ่งเดียวที่พวกเขานึกได้ก็คือตอนที่เผ่าพันธุ์มูนควีนพึ่งย้ายมายังโลกใบนี้
มันคือเมื่อ 50 ปีก่อน!
ระยะเวลาการคงอยู่บนโลกนี้ของเผ่าพันธุ์มูนควีนทำให้ทุกคนที่รู้ตกตะลึง!
พวกอาศัยระยะเวลาแค่นี้ในการพัฒนาเป็นเผ่าพันธุ์ที่แข็งแกร่งขนาดนี้ได้!
ครั้งแรกที่ทราบเรื่องนี้หัวใจของหลายคนเต้นรัวด้วยความตื่นเต้น แต่ต่อมาพวกเขาก็ต้องถอนหายใจออกมาด้วยความเสียดาย
ถ้ามีเวลามากกว่านี้ไม่แน่ว่าเผ่าพันธุ์มูนควีนอาจจะทรงพลังขึ้นจนสามารถงัดข้อกับเผ่าพันธุ์ดัลทาเลียนได้
แต่ตอนนี้มันเร็วเกินไป...
เวลานี้ การคงอยู่ของเผ่าพันธุ์มูนควีนไม่ต่างจากโรคร้ายเล็กๆที่แฝงอยู่ในตัวเผ่าพันธุ์ดัลทาเลียน
ฉะนั้นพวกเขาจึงไม่ลังเลเลยที่จะส่งกองทัพที่แข็งแกร่งมาเพื่อกำจัดเผ่าพันธุ์มูนควีนให้สิ้นซาก!
และสถานที่นัดหมายรวมตัวของกองทัพที่ทรงพลังของเผ่าพันธุ์ดัลทาเลียนก็คือเมืองแห่งหนึ่งที่อยู่ใกล้กับเผ่าพันธุ์มูนควีนมากที่สุด....
เมืองเคยาร์ เมืองใต้ปกครองของเผ่าพันธุ์ระดับ 7 ที่อยู่ใต้อาณัติเผ่าพันธุ์ดัลทาเลียนที่ยิ่งใหญ่!
ซูมมมม!
เสียงแหวกอากาศดังสนั่นมาถึงผืนดินเบื้องล่างทำให้ทุกสิ่งมีชีวิตที่ดำเนินชีวิตอยู่แหงนหน้าขึ้นมอง
หมู่เมฆที่เกาะกลุ่มกันอยู่แหวกกระจายออกเป็นทางยาวเสมือนมีดาบยักษ์ตัดผ่านท้องฟ้ายาวไปถึงเหนือเมืองเคยาร์ จากนั้นจึงมีร่างหนึ่งทิ้งดิ่งลงมากระแทกลงที่กลางเมืองเสียงดังสนั่น
ทว่าผู้คนที่อยู่ในเมืองกลับไม่ได้แตกตื่นอย่างที่คิด พวกเขาเพียงหันไปมองที่ต้นเสียงแวบหนึ่งก่อนจะหันไปทำกิจวัตรของตนต่อ
ป้าร้านขายของชำที่กำลังส่งสินค้าให้ลูกค้า ในปากพึมพำออกมาว่าว่า
“มาอีกคนแล้วสินะ...นักรบกลายพันธุ์”ลูกค้ารับสินค้ามาก่อนจะสนทนากลับไปว่า
“คนที่เท่าไหร่แล้วละ?”
“จากที่ข้านับมาน่าจะเป็นคนที่ 573 แล้วละ”ป้าเจ้าของร้านของชำตอบกลับไปเบาๆ
“เผ่าพันธุ์ดัลทาเลียนคงกะจะเอาให้ตายจริงๆสินะ เฮ้อ..ช่างโหดเหี้ยม...”
“เงียบซะ!..”ป้าเจ้าของร้านของชำเอ็ดเสียงเบาพลางแอบเหลือบมองไปรอบๆ เมื่อเห็นว่าไม่มีใครได้ยินคำพูดของลูกค้าตยก็ถอนหายใจออกมาแล้วหันไปโน้มตัวพูดเสียงดุกับลูกค้าว่า
“เจ้าไม่รู้รึไงว่าที่นี่คือที่ไหน ถึงกล้ามานินทาเผ่าพันธุ์ดัลทาเลียนกลางแจ้งแบบนี้”ลูกค้าของเธอกลืนน้ำลายอึกหนึ่ง ตบปากตัวเองแรงๆอีกหนึ่งที
“ขอโทษที ข้าไม่ใช่คนของที่นี่ข้าแค่เดินทางมาเพื่อค้าขายที่เมืองนี้เท่านั้นจึงเผลอตัวไป...”ลูกค้าร้านของชำเงียบเสียงไปพักหนึ่ง ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงหนักใจว่า
“เห็นความโหดเหี้ยมของเผ่าพันธุ์ดัลทาเลียน เห็นทีข้าคงจะต้องกลับไปโน้มน้าวให้ผู้นำเผ่าพันธุ์ข้ายอมสวามิภักดิ์ต่อเผ่าพันธุ์ดัลทาเลียนจริงๆจังๆสักที ไม่อย่างนั้นขืนปล่อยให้โดนบุกก่อนคงได้โดนฆ่าตายทั้งเผ่าพันธุ์แน่ อย่างน้อยหากอยู่ใต้อาณัติของเผ่าพันธุ์ดัลทาเลียนก็คงไม่ต้องมีชีวิตอยู่อย่างหวาดระแวงแบบนี้”
ป้าเจ้าของร้านของชำได้ยินเช่นนั้นก็ไม่ได้แสดงท่าทีอะไรออกมาให้เห็น แต่เธอกลับเอ่ยขึ้นเบาๆว่า
“อยู่ใต้การปกครองของเผ่าพันธุ์ดัลทาเลียนก็ใช่ว่าจะดีหรอกนะ....”
ณ ใจกลางเมือง...
“ยินดีต้อนรับท่านดองเต้ เชิญทางนี้ขอรับ ราชาของข้ารอคอยการมาถึงของท่านนานแล้ว”ผู้ที่เอ่ยประโยคนี้คือผู้ที่ยืนสวมชุดหรูหราอยู่ข้างๆซากหอคอยสูงที่พึ่งถล่มลงมาเนื่องจากผู้มาเยือนตรงหน้า
เขาไม่ได้แสดงอาการไม่พอใจแม้แต่นิดเดียว ทั้งๆที่เขานั้นเป็นถึงนักรบกลายพันธุ์ขั้นที่ 1 คนหนึ่ง!
แต่จะให้กล้าแสดงอาการไม่พอใจได้อย่างไรละ ก็ในเมื่อคนที่เขาถึงกับต้องออกมาต้อนรับด้วยตัวเองนั้นเป็นถึงนักรบกลายพันธุ์ขั้นที่ 2 คนหนึ่ง!
นอกจากนี้ดองเต้ยังเป็น 1 ใน 3 ผู้ดำรงตำแหน่งแม่ทัพในสงครามครั้งนี้อีกด้วย!
ผู้มาเยือนหรือดองเต้ไม่ได้สนใจคำพูดของคนต้อนรับ เขายืนบิดคอ2-3ครั้งเพื่อคลายความเมื่อยล้าจากการเดินทางเป็นระยะทางไกล
เรือนกายสูงใหญ่กว่า 3 เมตรที่เต็มไปด้วยพลังอันแข็งแกร่ง กดดันจนนักรบกลายพันธุ์แทบไม่กล้าหายใจเสียงดัง
เอกลักษณ์ที่โดดเด่นของดองเต้ก็คือกะโหลกศีรษะที่ใหญ่จนน่ากลัว และ2ใน 3 ของศีรษะนั้นก็คือกรามที่ยื่นและหนา เต็มไปด้วยฟันแหลมเหมือนกับปากของมอนเตอร์!
กรามยักษ์มีแผ่นเหล็กที่ดูหนาและหนักติดอยู่เป็นเครื่องป้องกันขยับขึ้นลง ฟันแหลมกระทบกันเสียงดังเหมือนค้อนที่ตีทั่งเหล็ก
“ข้ามาถึงเป็นคนที่เท่าไหร่?”
ผู้ที่ยืนต้อนรับรู้ได้ในทันทีว่าดองเต้หมายถึงอะไร
“ท่านเป็นคนที่ 2 ขอรับ คนแรกที่มาถึงคือราชาของข้า ส่วนท่านเมดิสยังมาไม่ถึงขอรับ”
“หึ! เจ้าเมดิส! เจ้านั่นนะช้าตลอดละ”ดองเต้บ่นขึ้นเสียงดัง ก่อนจะโบกมือให้นักรบกลายพันธุ์นำทางเขาไปได้
ทั้งคู่ออกเดินทางมุ่งหน้าไปยังคฤหาสน์หรูที่ตั้งอยู่ด้านทิศเหนือของเมือง ซึ่งมีไว้รองรับแม่ทัพอย่างดองเต้
บนถนนทางเดินที่กว้างใหญ่มีผู้คนชะเง้อคอออกมาสอดส่องดู นักรบกลายพันธุ์ทั้ง 2 ที่เดินอยู่อย่างสนอกสนใจ
ถึงหลายวันมานี้จะมีนักรบกลายพันธุ์จำนวนมากเดินทางมาที่เมืองเคยาร์แห่งนี้ แต่ไม่มีใครที่ดูทรงพลังและน่ากลัวเหมือนดองเต้มาก่อน
ในตอนนั้นเองดองเต้ก็เริ่มเกิดความไม่พอใจขึ้นมา การที่เขาผู้ซึ่งเป็นถึงนักรบกลายพันธุ์ขั้นที่ 2 มาถูกฝูงชนจดๆจ้องๆเป็นเหมือนตัวตลกทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดขึ้นเรื่อยๆ
อย่างไรก็ตาม เมืองนี้อยู่ภายใต้การปกครองของผู้ที่มีสถานะทัดเทียมกับเขา ทำให้ดองเต้ต้องไว้หน้าคนผู้นั้นบ้าง
โชคร้าย ขณะที่ดองเต้กำลังสงบใจลงนั้นก็มีเสียงหนึ่งที่ดังพอที่ทุกคนจะได้ยินว่า
“เจ้าพวกสุนัขรับใช้ดัลทาเลียน...”
ทุกสรรพสิ่งเงียบเสียงลง กระทั่งฝูงชนที่มองดูดองเต้อยู่ก็หน้าซีดเผือดแทบลืมหายใจ
ทันใดนั้นเอง ปากอันมหึมานั้นก็ฉีกยิ้มออกมา...