เกิดใหม่ทั้งที..แต่มาอยู่ในร่างของขอทาน

    ตอนที่ 43 : สองพี่น้องสำนักพิสุทธิ์วารี

            หลังจากที่เข้าใกล้งานประลองระหว่างสำนัก เย่ซวนก็เจอกับ 4 สาว น้อยลงเพราะครั้งนี้พวกนางตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่าจะทำผลงานให้ดีที่สุด และ วันนี้ก็เป็นอีกหนึ่งวันที่เย่ซวนออกไปเดินเล่นเพียงคนเดียว และเป้าหมายที่เย่ซวนจะไปในครั้งนี้คือทิศตะวันออกของเมืองหนานจิง ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักพิสุทธิ์วารี ซึ่งก็คือสำนักที่ชนะการประลองเมื่อปีที่แล้ว


            สำนักพิสุทธิ์วารีถ้าเปรียบเทียบกับ 3 สำนักที่เหลือ ซึ่งก็คือ สำนักบงกชขาว สำนักกระบี่หยก และ สำนักคุ้มภัยหลี่เฉียง พวกเขามีความแข็งแกร่งกว่า 3 ส่วนสำนักที่มีศิษย์เยอะที่สุดก็คือ สำนักกระบี่หยก ส่วนสำนักบงกชขาวนั้นมีศิษย์น้อยที่สุด เพราะพวกเขารับแต่ศิษย์หญิงเท่านั้น ส่วนสำนักคุ้มภัยหลี่เฉียงนั้นศิษย์ส่วนมากเป็นลูกหลานของตระกลูหลี่ 


            เย่ซวนใช้เวลาเดินเท้าจากสำนักบงกชขาวที่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของเมืองเพื่อไปยังทิศตะวันออก ใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วยาม กว่าที่จะเข้าเขตของสำนักพิสุทธิ์วารี ความครึกครื้นของที่นี้แตกต่างจากทิศเหนือลิบลับ เนื่องด้วยที่นี้เป็นที่ตั้งของสำนักที่ได้ที่หนึ่งในงานประลองเมื่อครั้งที่ผ่านมานั้นเอง


            'แตกต่างกันจริงๆ' เย่ซวนมองผู้คนและบ้านเรือนรอบๆ 


            เสียงพ่อค้าแม่ค้าต่างตะโกนร้องเรียกคนที่เดินผ่านไปผ่านมาอย่างแข็งขัน ยิ่งช่วงนี้ใกล้ที่จะถึงวันประลอง ทำให้เมืองหนานจิงเนืองแน่นไปด้วยผู้คน


            'คนแต่งตัวแปลกๆเยอะเลย' เย่ซวนมองอย่างตื่นเต้น


            'ท้องฟ้ายังสว่างอยู่เลยหอนางโลมก็ครึกครื้นขนาดนี้แล้ว' เย่ซวนนั่งมองหอนางโลมฝั่งตรงข้ามที่ตอนนี้มีผู้คนเดินเข้าออกจนนับไม่ไหว


            'อายุมากขนาดนี้แล้วยังมาเที่ยวหอนางโลมอีกหรือ' เย่ซวนตาเบิกโพลงเมื่อเห็นคนที่มีแก่เดินออกมาพร้อมกับเหล่าสาวๆ พวกนางพยุงคนแก่คนนั้นอย่างกับญาติผู้ใหญ่ ถ้าเย่ซวนไม่สังเกตเห็นมือของคนแก่คนที่กำลังลูบไล้บั้นท้ายของเหล่านางโลมไปมา เขาคงคิดว่าเหล่าหลานสาวช่วยพยุงท่านปู่ของตนแน่ๆ


            "ไว้มาเยี่ยมที่นี้ใหม่นะเจ้าค่ะนายท่าน" เสียงของนางโลมคนหนึ่งพูด


            "ฮ่าๆได้ ข้าจะหาเวลาว่าง มาหาพวกอีหนูอย่างพวกเจ้า" พูดจบชายแก่คนนั้นก็ตบบั้นท้ายของนางอย่างแรง พร้อมกับหัวเราะออกมา ก่อนที่เขาจะโยนอะไรสักอย่างให้นางและเดินจากไปพร้อมกับคนที่มารอรับเขา


            "ชายแก่คนนี้มือเติบเสียจริง"  พูดจบพวกนางก็พากันกลับเข้าไปในหอนางโลมทันที ช่วงนี้พวกนางค่อนข้างที่จะยุ่งเพราะลูกค้าจากต่างเมืองมีมากมายเหลือเกิน ถึงหอนางโลมแห่งนี้จะไม่ใช่หอนางโลมที่ดีที่สุดของเมือง แต่ก็มีสาวสวยที่รูปร่างดีอยู่ไม่น้อย


            เย่ซวนมองเหตุการณ์ตรงหน้าพร้อมกับรอยยิ้ม มันเป็นเรื่องแปลกใหม่มากสำหรับตัวเขา


            "นายท่านจะรับอะไรเพิ่มหรือไม่" เสียงของเถ้าแก่ร้านที่เย่ซวนนั่งอยู่ถามขึ้น


            "งั้นข้าขอเกี๊ยวทอดเพิ่มอีกที่แล้วกัน" เย่ซวนหันไปพูดกับเถ้าแก่ที่เป็นชายวัยกลางคน


            "ได้เลยนายท่าน"  เขาพูดด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม ก่อนที่จะเดินหายไปด้านหลังร้าน


            เย่ซวนนั่งรอไม่นานเถ้าแก่ก็ยกเกี๊ยวทอดร้อนๆ ออกมา เย่ซวนนั่งอยู่ที่ร้านแห่งนั้นอยู่สักพักถึงได้ออกมา อาหารในช่วงนี้ราคาแพงไม่ใช่น้อยทำให้ตอนนี้เย่ซวนไม่มีเงินเหลือแล้ว


            'เสียรู้จนได้' เย่ซวนส่ายหัว เขาเองก็ลืมถามราคาก่อนที่จะสั่งอาหาร ทำให้เขาหลงสั่งเกี๊ยวทอดที่มีราคาแพงเสียดฟ้าถ้าเทียบกับราคาเกี๊ยวทอดทั่วไป


            'เอ๊ะ พวกเขามุงอะไรกัน' เย่ซวนมองไปที่กลุ่มคนที่กำลังยืนมุงดูอะไรสักอย่าง เย่ซวนเดินเข้าไปใกล้ๆด้วยความสนใจ


            เมื่อสามารถแทรกตัวมาด้านหน้าได้แล้ว เย่ซวนเห็นชายชราตาบอดกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ ด้านบนโต๊ะมีแผ่นป้ายไม้ถูกเขียนเอาไว้ว่า 'รู้ฟ้า รู้ดิน' ด้านข้างชายชรามีเด็กชายตัวอ้วนยื่นอยู่ เด็กน้อยตะโกนด้วยเสียงอันน่ารักของเขา 


            "เชิญเข้ามาเลย ท่านตาของข้ารู้ฟ้า รู้ดิน เพียง 1 ตำลึงทองเท่านั้น"


            ชาวบ้านที่มุงดูต่างก็ตกตะลึงเพราะราคา 1 ตำลึงทองนั้นแพงมาก ตามจริงพวกเขาไม่ได้สนใจเรื่องพวกนี้หรอก เพราะเขามองว่าเป็นพวกหลอกลวง แต่ที่พวกเขาให้ความสนใจเป็นจำนวนมากนั้น ก็เพราะว่าหญิงสาวกับชายหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงข้ามของชายชรา


            ซึ่งพวกเขาก็คือ สองพี่น้องแห่งสำนักพิสุทธิ์วารี คนพี่มีชื่อว่า เจี้ยนกั๋ว เขาเป็นศิษย์ของสำนักพิสุทธิ์วารี เจี้ยนกั๋ว ค่อนข้างตัวใหญ่และมีใบหน้าที่ดุดันสมกับเป็นชายชาตรี แต่มันก็เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว


            ส่วนด้านข้างก็คือน้องสาวของเขามีชื่อว่า เจี้ยนหนิง นางมีรูปลักษณ์ที่งดงามแตกต่างจากพี่ชาย จนทำให้คนที่พบเห็นไม่รู้เลยว่าพวกเขาทั้งสองเป็นพี่น้องที่เกิดจากพ่อแม่เดียวกัน นางเองก็เป็นศิษย์ของสำนักพิสุทธิ์วารีเช่นกัน


            ที่พวกเขาทั้งสองทำให้ชาวบ้านสนใจก็คือนอกจากพวกเขาจะเป็นศิษย์ของสำนักพิสุทธิ์วารีแล้วนั้น พวกเขายังเป็นลูกของเจ้าสำนักพิสุทธิ์วารีอีกด้วย ทั้งสองนับได้ว่าเป็นรุ่นเยาว์ที่โดดเด่นที่สุดในสำนัก


            "พวกท่านทั้งสองเชิญถามมาได้เลย" เสียงของชายชราตาบอดดังขึ้น


            "ก่อนที่ข้าจะถาม ท่านจะไม่บอกชื่อของท่านให้พวกข้ารู้ก่อนหรือ" เจี้ยนกั๋ว


            "ฮ่าๆ เอาไว้ครั้งหน้าถ้าเรามีวาสนาต่อกันข้าจะบอกพวกท่านทั้งสองเอง" ชายชราตาบอดหัวเราะ


            "ตกลงพวกท่านมีคำถามหรือไม่ ?"


            "มี" เจี้ยนกั๋วพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง


            ในตอนแรกพวกเขาสองพี่น้องไม่ได้สนใจชายชราตาบอดคนนี้เลยด้วยซ้ำ พวกเขาเพียงแค่เดินผ่าน แต่ขณะที่พวกเขากำลังเดินผ่านนั้น แต่พวกเขากลับได้ยินชายชราคุยกับหลานชายตนเองว่าสำนักที่จะได้ที่ 1 ในงานประลองจะไม่ใช่สำนักเดิม ทำให้ทั้งสองหยุดฟังและสังเกตเห็นป้ายที่เขียนเอาไว้ว่า 'รู้ฟ้า รู้ดิน' วางอยู่บนโต๊ะ


            ด้วยความรู้สึกไม่ชอบใจที่ชายชราพูดว่าสำนักของตนจะไม่ได้รับที่ 1 พวกเขาเลยหยุดพูดคุยกับชายชราและหลานของเขา


            "ทำไมก่อนหน้านี้ท่านถึงพูดว่าสำนักข้าจะไม่ใช่ที่ 1" เจี้ยนหนิง ถามขึ้นด้วยความสงสัย


            "เพราะข้ามองเห็น" ชายชราใช้น้ำเสียงให้ดูน่าเชื่อถือที่สุด


            "แต่ท่านตาบอด ?" เจี้ยนหนิงขมวดคิ้ว


            "ฮ่าๆ เรื่องของฟ้าดิน มันไม่ได้ใช้ตามองหรอกนะ" ชายชรายิ้ม


            "แล้วใครจะได้ที่ 1 ในงานประลองครั้งนี้" เจี้ยนหนิง ถามต่อ


            "ท่านต้องจ่ายเงินก่อนถึงจะได้คำตอบ" ครั้งนี้เป็นเด็กชายตัวอ้วนกลมเป็นคนพูดเขายื่นมือน้อยๆ ไปทาง เจี้ยนหนิง 


            "1 ตำลึงทองขอรับ" เด็กน้อยยิ้มด้วยความไร้เดียงสา


            เจี้ยนหนิงมองเขาด้วยความเอ็นดู แต่นางก็อดที่จะบ่นไม่ได้


            "ตั้ง 1 ตำลึงทองเลยหรือทำไมจึงได้แพงแบบนี้" ถึงแม้นางจะพูดแบบนั้นแต่ก็ยังควักเงินจ่ายอยู่ดี


            "คราวนี้ท่านพูดได้หรือยัง ?" เจี้ยนหนิง หันไปถามชายชราอีกครั้ง


            "สำนักที่จะชนะการประลองในครั้งนี้คือสำนักคุ้มภัยหลี่เฉียง" ชายชราพูดด้วยท่าทางมั่นใจ


            "อะไรนะ นี้จะเป็นไปได้ยังไง" เจี้ยนหนิง ร้องออกมาด้วยความตกใจ


            ใครๆ ต่างก็รู้ว่าสำนักคุ้มภัยหลี่เฉียงนั้นไม่ค่อยมีผู้เยาว์ที่โดดเด่นสักเท่าไหร่ นอกจากเจี้ยนหนิงที่ตกใจแล้วชาวบ้านที่ยืนอยู่รอบๆ เองก็ตกใจเช่นเดียวกัน 


            "ท่านเอาอะไรมายืนยันกัน ว่าสำนักคุ้มภัยหลี่เฉียงนั้นจะได้ที่ 1" เจี้ยนหนิงถาม


            "ข้าไม่มีอะไรยืนยันหรอก แต่มันคือเรื่องจริงแน่นอน" ชายชรายังตอบด้วยน้ำเสียงมั่นใจ


            "ไร้สาระ" เจี้ยนกั๋วพูดด้วยอารมณ์ที่ไม่พอใจสักเท่าไหร่


            "ท่านยืนยันไม่ได้ ?" เจี้ยนหนิงขมวดคิ้ว นางเสียเงินไปตั้ง 1 ตำลึงทองถึงแม้มันจะไม่ได้มากมายอะไรสำหรับนาง แต่คำตอบที่ได้มันไม่คุ้มเอาเสียเลย


            "พวกเราไปกันเถอะน้องพี่" เจี้ยนกั๋วเตรียมที่จะลุกจากไป


            "เดี๋ยวก่อนท่านพี่ ข้าขอถามอีกคำถาม" เจี้ยนหนิงจับมือพี่ชายให้นั่งลงเช่นเดิม


            "1 ตำลึงทองขอรับ" เด็กน้อยยื่นมือไปเมื่อได้ยินว่านางจะถามอีก 1 คำถาม


            "อะไรนะ ! ข้ายังต้องจ่ายเงินอีกหรือ ?" เจี้ยนหนิงทำหน้าไม่อยากเชื่อ


            "ใช่แล้วขอรับ" เด็กน้อยยิ้มในกับนาง


            "ได้ ข้าจ่ายก็ได้" นางยื่นเงินอีก 1 ตำลึงทองให้กับเด็กชาย


            "คุณหนูเชิญถามได้" เด็กชายยิ้มจนแก้มปริ


            "ข้าอยากถามเกี่ยวกับท่านแม่ของข้า" เจี้ยนหนิงพูดด้วยน้ำเสียงที่หม่นหมอง


            เมื่อได้ยินคำพูดของน้องสาว เจี้ยนกั๋วที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็ทำสีหน้าจริงจังทันที


            "คุณหนูเชิญถามมาได้"


            "ท่านแม่ของข้าจะหายจากอาการป่วยหรือไม่" นางตั้งคำถามด้วยความคาดหวัง เจี้ยนกั๋วเองก็เช่นกันถึงแม้เขาจะไม่เชื่อ แต่เขาเองก็อยากรู้เช่นกัน ท่านแม่ของพวกเขานั้นอยู่ดีๆ นางก็ล้มป่วยและหลังจากนั้นนางก็หลับไปเหลือเพียงลมหายใจที่แผ่วเบา


            ชายชรานั่งนับนิ้วไปมา ก่อนที่จะหยิบกระดิ่งที่มาด้ามจับขึ้นมา


            "กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง" เขาหยิบมันขึ้นมาและเขย่าสามครั้งก่อนที่จะวางลงบนโต๊ะ


            "ท่านแม่ของท่านจะหายป่วย" ชายชราพูด


            เมื่อสองพี่น้องได้ยินดวงตาที่เศร้าหมองของพวกเขาเมื่อกี้ก็เกิดประกายขึ้นทันที


            "ท่านพูดจริงหรือ ?" เจี้ยนหนิงพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น


            "แต่ว่า.."


            "แต่ว่าอะไร !" เจี้ยนหนิงตะโกนออกมาด้วยความร้อนรน แต่ก็ถูกเสียงเล็กๆพูดขัดเสียก่อน


            "ท่านต้องจ่ายอีก 1 ตำลึงทอง ถุ" เด็กน้อยพูดด้วยรอยยิ้ม


            "อะไรนะ ยังต้องจ่ายอีกหรือ" เจี้ยนหนิงเบิกตาโพลง


            "ใช้แล้วขอรับ" 


            "จ่ายก็จ่าย !" ครั้งนี้เป็นเสียงของเจี้ยนกั๋วพูดขึ้นแทน  เขาขวักเงินให้เด็กชายก่อนที่จะเป็นคนหันไปถามกับชายชราด้วยตนเอง


            "แต่ว่าอะไรท่านเชิญพูดต่อได้แล้ว"


            "แต่ว่าท่านต้องหาบุตรแห่งมังกรให้เจอ" ชายชราตอบ แต่เมื่อพูดถึงบุตรมังกร คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันนิดหน่อย


            "บุตรมังกร ? อะไรคือบุตรมังกร" เจี้ยนกั๋วถามขึ้นด้วยความสงสัยเพราะเขาไม่เคยได้ยินเลย


            "ท่านหมายถึงมังกรที่เป็นสัตว์เทพนะหรอ" เจี้ยนหนิงถาม


            "ไม่ เขาเป็นมนุษย์" ชายชราพูดด้วยน้ำเสียงที่เบา


            "มุนษย์ ?" เจี้ยนกั๋วกับเจี้ยนหนิง พูดขึ้นพร้อมกัน


            "ใช่" ชายชราพยักหน้า


            เจี้ยนกั๋วหยิบเงินขึ้นมา 2 ตำลึงทองแล้วยื้นให้กับเด็กน้อยทันทีก่อนที่เขาจะถามคำถามสำคัญขึ้น


            "เขาคือใคร ? หน้าตาเป็นอย่างไร ?"


            "รอสักครู่" ชายชราทำแบบเดิมเขานั่งนับนิ้วไปมาและบ่นพึมพำ แต่ครั้งนี้นานกว่าครั้งก่อนหน้า ชายชราค่อยๆยื่นมือไปหยิบกระดิ่งขึ้นมาก่อนที่จะเขย่า


            "กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง" 


            "กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง" ชายชราเริ่มที่จะเขย่าแรงขึ้น


            "กริ๊ง.. กริ๊ง.. กริ๊ง.. กริ๊ง.. กริ๊ง.. กริ๊ง.. กริ๊ง.. กริ๊ง.. กริ๊ง.." ตอนนี้ชายชราเริ่มเขย่ากระดิ่งจนนับครั้งไม่ได้แล้ว


            "ท่านตา" หลานชายตัวน้อยเรียกท่านตาของตน ด้วยความตกตะลึง เพราะตั้งแต่ที่เขาจำความได้เขาไม่เคยเห็นท่านตาของตนสั่นกระดิ่งหลายครั้งเท่าครั้งนี้มาก่อน


            ชายชรายังเขย่ากระดิ่งจนทำให้คนฟังเริ่มรู้สึกมึนงง ก่อนที่อยู่ๆ กระดิ่งจะเกิดรอยร้าว จนสุดท้ายมันก็แตกออกเป็นเสี่ยงๆ ก่อนที่ชายชราจะกระอักเลือดออกมา


            "อั๊ก" ชายชราเอามือกุมไปที่หัวใจ


            "ท่านตา ! ท่านเป็นอะไรไป" หลานชายตัวอ้วนร้องขึ้นด้วยความตกใจ 


            รวมถึงทุกคนที่เห็นเหตุการณ์ด้วย พวกเขาต่างตกใจไม่แพ้กับหลานชายตัวน้อยของชายชรา โดยเฉพาะ เจี้ยนกั๋วและเจี้ยนหนิง 


            "ท่านผู้อาวุโส ท่านเป็นอะไรไป" เจี้ยนหนิงเปลี่ยนเป็นเรียกชายชราด้วยความเคารพ เพราะตอนนี้นางเริ่มที่จะเชื่อชายชราแล้ว แต่เจี้ยนกั๋ว ยังเชื่อครึ่ง ไม่เชื่อครึ่ง


            "ข้าไม่เป็นอะไร" ชายชราตาบอดเช็ดเลือดที่มุมปากก่อนที่จะหันไปลูบหัวหลานชายด้วยความรัก


            "เกิดอะไรขึ้นกับท่านกัน" เจี้ยนหนิงถาม


            ชายชราหันมามองก่อนที่เขาจะส่ายหัวเบาๆ


            "ไม่มีอะไร คุณหนูไม่ต้องห่วง ?"


            "แล้วเรื่องของบุตรมังกรล่ะ" เจี้ยนกั๋วถามเพราะเห็นว่าชายชรายังสามารถตอบคำถามได้


            "ข้าไม่สามารถบอกอะไรเกี่ยวกับเขาได้เลย"


            "เจ้าคืนเงินพวกเขาไปเถอะ" ชายชราหันไปพูดกับหลานชายของตน ขณะที่เด็กน้อยกำลังจะทำตามก็ถูก เจี้ยนหนิงปฏิเสธเสียก่อน


            "ไม่ต้องก็ได้ ขอแค่ข้ารู้ว่าท่านแม่ของข้าสามารถหายได้ก็พอแล้ว"


            เด็กชายตัวน้อยหันไปมองที่ท่านตาของตน


            "ในเมื่อเป็นแบบนั้นต้องขอบคุณแม่นางแล้ว" ชายชรายิ้ม


            "งั้นพวกข้าขอตัวก่อน" เจี้ยนหนิงลุกขึ้น ก่อนที่เจี้ยนกั๋วจะลุกตาม ทั้งสองเตรียมที่จะหันหลังจากไปแต่ชายชราก็เรียกพวกเขาเอาไว้เสียก่อน


            "เดี๋ยวก่อน"


            "ท่านมีอะไรหรือ ?" เจี้ยนหนิงสงสัย


            "ข้าจะบอกอะไรให้อีกสักอย่างเกี่ยวกับบุตรมังกร" ชายชราพูด


            "อะไรหรือ" เมื่อได้ยินแบบนั้น 2 พี่น้องก็ตั้งใจฟังทันที


            "บุตรมังกรอยู่ภายในเมืองนี้" ชายชราพูดเสียงเบา ทำให้มีแค่ 2 พี่น้อง เจี้ยนหนิงและเจี้ยนกั๋วเท่านั้นที่ได้ยิน


            เมื่อทั้งสองได้ยินคำพูดของชายชราพวกเขาก็มีความหวังขึ้นมาทันที


            "ขอบคุณท่านผู้อาวุโสมาก" ทั้ง 2 คารวะ ก่อนที่จะจากไป


            เมื่อเห็นพวกเขาไปแล้วชายชราก็เตรียมเก็บของและจากไปทันที หลังจากพวกของเจี้ยนกั๋วไปแล้ว ในตอนแรกชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์ก็อยากจะมาสอบถามบ้างแต่เสียดายที่ชายชราปฏิเสธ หลังจากที่ทั้งสองเก็บของเสร็จเรียบร้อยแล้วพวกเขาก็จากไปทันที


            เหตุการณ์ทั้งหมด เย่ซวนมองดูด้วยความตื่นเต้น 


            'สำนักคุ้มภัยหลี่เฉียงจะได้ที่ 1 งั้นหรือ'


            'จะเป็นแบบที่ชายชราคนนั้นพูดรึเปล่านะ เราแทบจะรอไม่ไหวแล้ว'


            ...


            ขอบคุณสำหรับการติดตามครับ


            ขอบคุณผู้ติดตามใหม่ด้วยนะครับผม ที่กดเข้ามาอ่านและกดติดตาม


            ต้องขอบอกอีกครั้งนะครับ ตัวผมเป็นนักเขียนมือใหม่อาจมีอะไรผิดพลาดเยอะต้องขอโทษด้วย แต่จะพยายามแก้ไขให้ดีขึ้นไปอีก


            ในส่วนเวลาในการลงนิยายนั้น ตัวผมเองก็ไม่สามารถบอกได้ เพราะผมใช้เวลาว่างจากการทำงานประจำในการแต่งนิยายเรื่องนี้


            แต่บางครั้งตอนผมว่าง ผมไม่รู้จะแต่งนิยายไปในทิศทางไหนดี ทำให้เสียเวลาไปเปล่าๆเพราะ แต่งแล้วลบ แต่งแล้วลบ ฮ่าๆ ต้องขอโทษด้วยจริงๆครับ

           

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ทั้งที..แต่มาอยู่ในร่างของขอทาน ที่คุณอ่าน