ทุ่งหญ้าเหนือ เส้นทางสู่ฉางอัน
วันที่สี่ของการเดินทาง
ก่อนฟ้าสางของวันที่สี่ เว่ยหันเฉินนั่งอยู่นอกเต็นท์ผ้าเล็กที่กางไว้ริมลำธาร มือถือถ้วยชาที่อุ่นลงแล้วครึ่งหนึ่ง สายตาจ้องออกไปในความมืดที่ค่อย ๆ จางลง
ในหัวของเขากำลังคิดเื่ที่ตระกูลอุ้งเล็บเซาวางกำลัง
มันไม่ใช่การตามตัว เขามั่นใจในจุดนี้แล้ว การตามตัวต้องใช้คนเคลื่อนไหวตามเส้นทาง แต่สามวันที่ผ่านมาแต่ละจุดโจมตีอยู่ในตำแหน่งยุทธศาสตร์ที่ตั้งรับมาก่อนล่วงหน้า ช่องเขาเสี่ยวหยุน สามแพร่ง และอีกสองจุดที่เขาอ้อมออกนอกเส้นทางเพื่อหลีกเลี่ยงก่อนที่ซูหลิงเยิ่นจะรู้ตัว
ตระกูลเซาไม่ได้ตาม พวกเขา ปิดล้อม
มีคนวางกำลังไว้ล่วงหน้าตามจุดยุทธศาสตร์ทุกจุดตลอดเส้นทางฉางอัน ซึ่งหมายความว่าสองสิ่ง — หนึ่ง ตระกูลเซาวางแผนนี้ไม่ใช่แค่สองสามวัน แต่วางไว้นานแล้ว และสอง พวกเขา้าซูหลิงเยิ่นมากพอที่จะลงทุนแบบนี้
คำถามที่ยังค้างอยู่ในหัวคือ ทำไม
หญิงสาวธรรมดาหนีหนี้ครอบครัว ไม่คุ้มกับกำลังระดับนี้
แต่หญิงสาวที่มีสายเืเทียนชิงเม่ย คุ้มมากกว่านั้น
เว่ยหันเฉินดื่มชาที่เย็นลงหมดถ้วย ตั้งถ้วยวางบนหิน แล้วก็นิ่งอยู่กับความคิดที่เริ่มจัดเรียงตัวมันเองให้ชัดขึ้น
สายเืเทียนชิงเม่ยคือสายเืปราณบริสุทธิ์ที่เชื่อกันว่าหายไปจากโลกเซียนมากกว่าสองร้อยปีแล้ว ในคัมภีร์ที่อาจารย์เคยให้เขาอ่านั้แ่ยังอยู่ในสำนักไท่อวี้ บันทึกไว้ว่าปราณเทียนชิงเม่ยมีคุณสมบัติพิเศษอยู่อย่างหนึ่ง — สามารถเสริมพลังปราณของคนอื่นได้โดยตรง ราวกับน้ำบริสุทธิ์ที่เข้าไปล้างสิ่งเจือปนในปราณออก
ถ้าคนที่มีสายเืนี้ถูกนำมาใช้เป็ "ตัวกลาง" ในพิธีกรรมปราณบางอย่าง ผู้ที่รับจะได้รับประโยชน์มหาศาล
และถ้าปู่เซาเป็คนชั้น 3 จิ้นตันที่ฝึกมาทั้งชีวิตและยังติดขีดจำกัดที่ก้าวข้ามไม่ได้ สายเืเทียนชิงเม่ยก็คือกุญแจที่เขา้า
เว่ยหันเฉินลุกขึ้น
เื่นี้ใหญ่กว่าตระกูลอุ้งเล็บเซา
ซูหลิงเยิ่นตื่นขึ้นมาพบว่าเว่ยหันเฉินต้มโจ๊กข้าวเหนียวใส่ขิงไว้ให้แล้วหนึ่งถ้วย เธอรับมาโดยไม่ถามว่าเขาหาข้าวเหนียวมาจากไหนในทุ่งกลางป่า บางสิ่งกับชายคนนี้ถามไปก็ได้คำตอบสั้น ๆ ที่บอกแค่ข้อเท็จจริงโดยไม่มีสีสัน
เธอกินโจ๊กร้อน ๆ ในความเงียบของเช้า
"ท่านเว่ย" เธอพูดขึ้นหลังจากกินได้ครึ่งถ้วย "ข้าอยากถามอะไรบางอย่าง"
"ถามได้"
"เมื่อวานตอนที่ท่านสู้กับชายใหญ่คนนั้น ท่านพูดว่าปู่เซาส่งคนมาั้แ่ช่องเขาเสี่ยวหยุน" เธอยกสายตาขึ้นมอง "แต่เราออกจากเมืองก่อนรุ่งอรุณ คนของเขาตามมาทันได้ยังไง?"
เว่ยหันเฉินมองเธอ นั่นเป็คำถามที่ดี เขาตั้งใจจะพูดถึงมันอยู่แล้ว
"ไม่ได้ตามมา" เขาวางถ้วยชาลง "วางไว้ล่วงหน้า"
ซูหลิงเยิ่นขมวดคิ้ว
"ตระกูลเซามีสายสัมพันธ์กับกลุ่มโจรและพ่อค้าตลอดเส้นทางฉางอัน" เว่ยหันเฉินอธิบาย "ปู่เซาวางคนไว้ที่จุดสำคัญทุกจุด ช่องเขา สามแพร่ง หมู่บ้านหลัก และด่านตรวจ รอให้เ้าเดินเข้าไป ไม่ว่าจะหนีเมื่อไหร่หรือไปทางไหน ก็มีคนรออยู่แล้ว"
ซูหลิงเยิ่นนิ่งไปครู่หนึ่ง ข้อมือที่ถือถ้วยโจ๊กขาวขึ้นเล็กน้อย "แสดงว่าตลอดเส้นทางที่เหลือ..."
"มีคนรืออยู่ทุกจุด ใช่"
เธอหายใจออกช้า ๆ แต่ไม่ยุบตัวลง "ท่านรู้มาั้แ่เมื่อไหร่?"
"สงสัยั้แ่ช่องเขา ยืนยันได้เมื่อวาน"
"แล้วท่านยังรับงานอยู่หรือ?"
เว่ยหันเฉินมองหน้าเธอ ไม่มีความลังเลในดวงตา "ยังรับอยู่"
ซูหลิงเยิ่นมองตอบ ในดวงตาสีน้ำตาลอ่อนของเธอมีบางอย่างที่อ่อนลงชั่วขณะก่อนจะแข็งกลับขึ้นมา "ขอบคุณ"
"อย่าขอบคุณก่อนถึงฉางอัน" เว่ยหันเฉินลุกขึ้น "เก็บของได้แล้ว เราต้องเปลี่ยนเส้นทาง"
"เปลี่ยนไปทางไหน?"
"ทางที่พวกเขาไม่ได้วางคนไว้" เขาพูด แล้วขึ้นหวงเจิน "มีเส้นทางเก่าที่นักเดินทางทั่วไปไม่ใช้ ผ่านป่าทึบทางตะวันออกเฉียงเหนือ ใช้เวลาเพิ่มอีกสามวัน แต่ปลอดภัยกว่า"
ซูหลิงเยิ่นพยักหน้า เก็บของโดยไม่บ่น
เส้นทางเก่าที่เว่ยหันเฉินพูดถึงไม่ได้ "เก่า" ในความหมายที่ใช้ไม่ได้ แต่เก่าในแบบที่ต้นไม้ข้างทางเติบโตเข้ามาจนแคบลงครึ่งหนึ่ง พื้นดินมีรากไม้โผล่ขึ้นมาเป็ระยะ และหลาย่ต้องก้มหัวหลบกิ่งที่ขวางอยู่
แต่อากาศในป่าทึบบริสุทธิ์และเย็น กลิ่นดินชื้นและใบไม้เน่าสลายผสมกับกลิ่นดอกไม้ป่าขนาดเล็กที่เกาะอยู่ตามโคนต้นไม้ เสียงนกในป่าลึกหลากหลายกว่าทุ่งเปิด เป็เสียงที่มีชีวิตชีวา
ซูหลิงเยิ่นเดินโดยมองรอบข้างอย่างสนใจ มือลูบใบไม้ที่ห้อยลงมาเป็ระยะ นิ้วแตะที่ดอกไม้ป่าเล็ก ๆ สีขาวที่เธอหยุดดู
"หนานหลิงดอกขาว" เธอพูดเบา ๆ "ใบใช้รักษาแผลบวม ดอกต้มกินแก้ไข้สูง รากบดเป็ผงผสมน้ำผึ้งแก้พิษแมลงได้"
"เก็บได้ถ้า้า"
"เก็บบ้างดีกว่า" เธอหยิบดอกไม้สีขาวสี่ห้าดอกใส่ถุงผ้าเล็ก ๆ ที่คาดไว้ที่เอว แล้วก็เดินต่อ "แม่สอนให้รู้จักพืชสมุนไพรในป่าก่อนที่จะสอนให้รักษาคน บอกว่าหมอที่ดีต้องรู้จักธรรมชาติก่อนที่จะรู้จักร่างกาย"
เว่ยหันเฉินขับหวงเจินช้า ๆ ตามหลัง ฟังโดยไม่แสดงอาการ แต่เก็บทุกอย่างที่เธอพูดไว้
"แม่เ้าสอนปราณรักษาด้วยไหม?"
"สอน แต่บอกว่าข้าใช้มันในแบบที่แม่ไม่เคยเห็นมาก่อน" ซูหลิงเยิ่นหยุดก้าวชั่วครู่ "ตอนที่ข้ารักษาคนครั้งแรก อายุสิบขวบ หมู่บ้านมีคนเป็ไข้หนัก หมอในหมู่บ้านบอกว่าช่วยได้ไม่มาก ข้าแค่วางมือลงบนหน้าผากเขาโดยไม่รู้ตัว"
"แล้วเกิดอะไรขึ้น?"
"ไข้ลดลงในครึ่งชั่วโมง" เธอพูดเงียบ ๆ "แม่ดูหน้าข้าตอนนั้น ข้าจำไม่ลืม เป็สีหน้าที่ดีใจและกังวลในเวลาเดียวกัน แม่บอกว่า อย่าให้ใครรู้ว่าทำได้"
เว่ยหันเฉินนิ่ง
"เ้าเคยถามว่าทำไม?"
"ถาม" ซูหลิงเยิ่นกล่าว "แม่บอกว่าคนที่มีของดีมักดึงดูดคนที่อยากได้ของนั้น และโลกนี้มีคนอยากได้ของคนอื่นมากกว่าคนที่พอใจในสิ่งที่ตัวเองมี"
เว่ยหันเฉินมองดูเธอที่เดินอยู่ข้างล่าง ในหัวของเขาชิ้นส่วนต่าง ๆ เริ่มเข้าที่
ปราณที่รักษาได้เร็วกว่าปกติ สายเืที่ผิดปกติ แม่ที่รู้ความลับแต่ไม่พูด และตระกูลเซาที่ลงทุนมากผิดปกติเพื่อตามจับหญิงสาวคนหนึ่ง
ทั้งหมดรวมกันเป็ภาพที่ชัดขึ้นทุกที
"ซูหลิงเยิ่น" เขาเรียก
เธอหันมา
"ข้าอยากให้เ้าลองทำอะไรบางอย่าง" เว่ยหันเฉินลงจากม้า ม้วนแขนเสื้อขวาขึ้นมาจนเห็นผ้าพันแผลที่เธอพันให้เมื่อเช้าวันก่อน
ซูหลิงเยิ่นขมวดคิ้ว "ท่าน้าให้รักษาอีกครั้ง?"
"ไม่ใช่ ้าให้เ้ารักษาโดยไม่ระวัง อย่าควบคุมปราณ ปล่อยมันออกมาตามธรรมชาติ"
เธอมองหน้าเขาอยู่ครู่ "ทำไม?"
"เพราะผม้าเห็นว่าปราณของเ้าเป็แบบไหนเมื่อไม่ถูกควบคุม"
ซูหลิงเยิ่นยืนนิ่ง ในดวงตามีการชั่งน้ำหนักที่มองเห็นได้ แล้วในที่สุดเธอก็พยักหน้า
เธอคลายผ้าพันแผลที่ข้อมือของเขาออก รอยถลอกจากเมื่อสองวันก่อนตื้นขึ้นมากแล้วแต่ยังไม่หายสนิท เธอวางฝ่ามือลงบนรอยแผลอย่างเบา
แล้วปล่อยปราณออกมาโดยไม่กรอง
เว่ยหันเฉินรู้สึกได้ทันที
ปราณที่ไหลออกมาจากมือของซูหลิงเยิ่นนั้นต่างจากปราณของคนอื่นอย่างสิ้นเชิง ไม่ใช่แค่บริสุทธิ์ แต่มันมีคุณสมบัติที่เขาพอจะอธิบายได้ว่า ซึมผ่าน ปราณของเขาเข้าไปได้โดยไม่มีแรงต้าน เหมือนน้ำที่ซึมเข้าหินพรุน เข้าไปในเส้นปราณของเขาและแทนที่จะหยุดอยู่แค่บริเวณแผล มันวิ่งออกไปตามเส้นปราณทั้งหมดชั่วขณะ
สิ่งที่เกิดขึ้นในชั่วขณะนั้นทำให้เว่ยหันเฉินแข็งตัว
ปราณของเขาที่ถูกกดเก็บไว้ตลอดเวลา ที่ถูกควบคุมด้วยความระมัดระวังมาสิบปี ขยับตัวขึ้นเล็กน้อยราวกับถูกกระตุ้น และในส่วนลึกที่สุดของเส้นปราณที่เขาล็อคเอาไว้ มีบางอย่างที่สะดุ้งตื่นขึ้นมาชั่วขณะแล้วก็สงบลง
ซูหลิงเยิ่นยกมือออก หน้าเธอซีดเล็กน้อย "ท่าน...ท่านไม่เป็ไรไหม?"
เว่ยหันเฉินหายใจเฉียบ กดปราณทั้งหมดลงคืนที่เดิม ใช้เวลาสองวินาทีกว่าจะควบคุมได้ทั้งหมด
"เป็ไร" เขาพูด เสียงเรียบแต่เร็วกว่าปกติเล็กน้อย
"ข้า...ข้ารู้สึกว่าปราณของท่านมัน..." เธอหยุดกึ่งกลาง ดวงตาจ้องที่ข้อมือของเขา "ปราณของท่านลึกมาก ข้ารู้สึกว่ามันเหมือน...บึงน้ำที่มีก้อนหินใหญ่ทับอยู่ข้างบน"
เว่ยหันเฉินมองเธอนาน
เธออธิบายได้ถูกต้องโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ ปราณชั้น 4 ของเขาถูกกดเก็บไว้ด้วยเทคนิคพิเศษที่อาจารย์สอน เพื่อซ่อนฝีมือที่แท้จริงจากคนภายนอก ไม่มีใครรู้สึกได้ถ้าไม่ได้ตรวจด้วยปราณระดับสูงหรือััโดยตรง
แต่ซูหลิงเยิ่นรู้สึกได้โดยไม่ตั้งใจ
นั่นยืนยันสิ่งที่เขาสงสัย
"รอยแผลหายแล้ว" เขาดูข้อมือ รอยถลอกที่เหลือจางหายไปราวกับไม่เคยมี แม้แต่ิัที่บวมเล็กน้อยก็เรียบลง "เทียนชิงเม่ย"
ซูหลิงเยิ่นหยุด "ท่านพูดอะไร?"
"สายเืฟ้าแจ่ม" เว่ยหันเฉินมองเธอตรง ๆ ตัดสินใจว่าถึงเวลาที่เธอต้องรู้แล้ว "เ้ามีสายเืชนิดหนึ่งที่เชื่อกันว่าสูญหายไปนานกว่าสองร้อยปี ปราณของเ้าไม่ใช่แค่บริสุทธิ์ มันมีคุณสมบัติพิเศษที่ปราณคนอื่นไม่มี"
ซูหลิงเยิ่นยืนนิ่ง ใบหน้าไม่แสดงอาการใแบบที่เขาคาดไว้ กลับมีสีหน้าของคนที่ได้ยินการยืนยันสิ่งที่รู้อยู่แล้วในใจ
"แม่รู้" เธอพูดเงียบ ๆ
"ใช่"
"แล้วปู่เซา้าสายเืนี้เพื่ออะไร?"
เว่ยหันเฉินลังเลอยู่ครู่ แต่ก็ตัดสินใจพูดตรง "ปราณเทียนชิงเม่ยสามารถเสริมพลังปราณของคนอื่นได้ ถ้านำมาใช้ในพิธีกรรมถ่ายโอนปราณ คนที่รับจะสามารถก้าวข้ามขีดจำกัดที่ฝึกเองไม่ได้" เขาหยุด "แต่กระบวนการนั้นต้องแลกด้วยราคาของเ้าของสายเื"
ซูหลิงเยิ่นเงียบ
ลมพัดผ่านป่าทึบ เสียงใบไม้ไหวเหมือนเสียงกระซิบ
"แปลว่าถ้าปู่เซาได้ตัวข้า เขาไม่ได้แค่้าแรงงาน" เธอพูดช้า ๆ "เขา้า...ตัดสายเืนี้ออก"
"ไม่จำเป็ต้องถึงขั้นนั้นในทีเดียว" เว่ยหันเฉินพูดตรง "แต่ก็ไม่ได้ไกลจากนั้น"
ซูหลิงเยิ่นก้มหน้า มองพื้นดินข้างล่างอยู่นาน
เว่ยหันเฉินไม่รีบ ไม่พูดปลอบใจ ยืนรอให้เธอประมวลผลสิ่งที่ได้ยินด้วยตัวเอง
"ท่านเว่ย" เธอยกหน้าขึ้น ดวงตาไม่แดง ไม่ชุ่มน้ำ "ท่านรู้เื่นี้ั้แ่เมื่อไหร่?"
"สงสัยั้แ่วันแรก ยืนยันเมื่อกี้"
"และยังรับงานอยู่"
"ยังรับอยู่" เขาตอบซ้ำ โดยไม่เพิ่มเหตุผล เพราะเขาไม่มีเหตุผลที่อธิบายได้ชัดเจนนอกจากสิ่งที่อยู่ลึกกว่าเหตุผล
ซูหลิงเยิ่นมองหน้าเขานาน แล้วก็พยักหน้าเบา ๆ
"ขอบคุณที่บอกความจริง"
"ดีกว่าให้เ้าไม่รู้" เว่ยหันเฉินขึ้นม้า "คนที่รู้ว่ากำลังเผชิญกับอะไรต่อสู้ได้ดีกว่าคนที่ไม่รู้"
เธอเดินตามหลังม้าอยู่ครู่ แล้วก็พูดเงียบ ๆ "ท่านเว่ย... ท่านรู้จักสายเืนี้ได้ยังไง? ท่านผ่านอะไรมาถึงรู้เื่เหล่านี้"
คำถามนั้นตรงและนุ่มในเวลาเดียวกัน
เว่ยหันเฉินขับม้าต่อไปโดยไม่ตอบทันที เดินผ่านกิ่งไม้ที่ขวางทาง ผ่านรากไม้ที่โผล่ขึ้นมาจากดิน ก่อนที่เขาจะพูดในที่สุด
"เคยเรียนในที่ที่มีคัมภีร์เก่ามาก" เขาพูด "นานมาแล้ว"
ซูหลิงเยิ่นไม่ถามต่อ แต่รู้ว่าคำตอบนั้นเก็บซ่อนอะไรไว้มากกว่าที่บอก
บ่ายแก่ พวกเขาหยุดพักริมลำธารในป่า
ซูหลิงเยิ่นนั่งเอาเท้าแช่น้ำเย็น มือจิ้มน้ำลงไปแล้วมองมันไหลผ่านนิ้ว ในความคิดยังวนเวียนอยู่กับสิ่งที่ได้ยินในตอนเช้า
เว่ยหันเฉินนั่งอยู่บนหินสูงกว่า ตาปาดไปยังทางที่มาและทางที่จะไปสลับกัน ระวังตัวแม้ในยามพัก
"ท่านเว่ย" เธอพูดขึ้นโดยไม่หัน "ถ้าปู่เซาส่งคนมาตลอดเส้นทาง เราจะผ่านฉางอันได้จริง ๆ ไหม?"
"ได้" เขาตอบโดยไม่ลังเล
"มั่นใจได้ยังไง?"
"เพราะเราเปลี่ยนเส้นทางแล้ว" เว่ยหันเฉินมองป่าทึบ "คนที่วางกำลังไว้บนเส้นทางหลักต้องได้รับสัญญาณก่อนจะขยับ กว่าจะปรับกำลังมาบนเส้นทางนี้ต้องใช้เวลาสองสามวัน และกว่านั้นเราก็ผ่านไปแล้ว"
ซูหลิงเยิ่นพยักหน้า แล้วมองน้ำในลำธารที่ใสจนเห็นก้อนกรวดข้างล่าง
"ท่านเว่ย ข้าอยากรู้อีกอย่าง ไม่ต้องตอบถ้าไม่อยากบอก"
"ถาม"
"ทำไมท่านถึงรับงานนี้จริง ๆ ? สองร้อยตำลึงน้อยเกินไปสำหรับปัญหาแบบนี้ ท่านต้องรู้ั้แ่แรกว่ามันไม่ใช่งานง่าย"
ลำธารไหลเสียงเบา ๆ
เว่ยหันเฉินไม่ตอบนาน จนซูหลิงเยิ่นคิดว่าเขาจะไม่ตอบ แล้วเขาก็พูด
"เพราะตอนที่เห็นหน้าเ้าในตรอกนั้น" เสียงเขาเรียบ "เ้ากลัวแต่ไม่ยอมแพ้ มีคนไม่กี่แบบในโลกที่กลัวแล้วยังไม่ยอมแพ้"
ซูหลิงเยิ่นยังคงจ้องน้ำ แต่มือที่จิ้มน้ำอยู่หยุดนิ่ง
"แค่นั้นหรือ?"
"แค่นั้น"
เธอยกมือขึ้นมองน้ำที่ไหลออกจากนิ้ว "ข้าก็เคยเห็นบางอย่างในตอนแรกที่เห็นท่านเช่นกัน"
"อะไร?"
ซูหลิงเยิ่นนิ่งอยู่ครู่ แล้วพูดช้า ๆ "คนที่แบกอะไรบางอย่างไว้คนเดียวมานานมาก"
เว่ยหันเฉินไม่ตอบ
แต่ก็ไม่ปฏิเสธ
เย็นนั้นพวกเขาหยุดตั้งค่ายในซอกหินที่เว่ยหันเฉินเลือก ไฟขนาดเล็กให้ความอบอุ่นพอดี เสียงป่ายามค่ำคืนดังรอบข้าง กบ แมลง และนกกลางคืนที่ร้องเป็จังหวะซ้ำ ๆ
ซูหลิงเยิ่นนั่งกินข้าวแห้งและเนื้อหมูรมควันที่เว่ยหันเฉินแบ่งให้ ดวงตามองไฟเล็ก ๆ
"ท่านเว่ย" เธอพูดขึ้นอีกครั้ง เสียงเบากว่าเดิม "ถ้าข้าถามว่าท่านมาจากไหน ท่านจะตอบไหม?"
"วันนี้ถามมากแล้ว" เขาพูดเรียบ ๆ แต่ไม่มีคมในนั้น
เธอยิ้มเล็กน้อย "ตกลง ขอถามสักข้อสุดท้าย"
"ถาม"
"ท่านมีคนที่รอท่านอยู่ที่ไหนสักแห่งไหม?"
เว่ยหันเฉินจ้องไฟ เปลวไฟเล็ก ๆ เต้นอยู่ในลมบาง ๆ
"ไม่มี"
ซูหลิงเยิ่นพยักหน้า ไม่แสดงความเห็นใจ ไม่บอกว่าเสียใจ เธอเพียงพยักหน้าและกินข้าวต่อ
แต่ก่อนนอนเธอพูดเบา ๆ ราวกับพูดกับตัวเอง
"ข้าก็ไม่มีเหมือนกัน นอกจากลุงที่ฉางอัน และข้าก็ไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าเขายังจำหน้าข้าได้ไหม"
เว่ยหันเฉินฟัง ไม่ตอบ
แต่มือที่วางบนเข็มขัดขยับมาที่กระเป๋าเล็กที่ซ่อนกล่องไม้อยู่ข้างใน และนิ้วััพื้นผิวเรียบของมันเบา ๆ
ผลึกข้างในอุ่น
ไม่ร้อน ไม่สั่น แค่อุ่นพอดี
เหมือนคืนก่อน ๆ
แต่คืนนี้ความอุ่นนั้นรู้สึกต่างออกไปนิดหนึ่ง เว่ยหันเฉินไม่รู้ว่าเพราะเธออยู่ใกล้กว่าเดิม หรือเพราะมีบางอย่างในหัวใจของเขาเองที่เปลี่ยนไปั้แ่เข้าสู่ป่านี้
เขาไม่คิดต่อ
ปิดตา เฝ้ายาม และปล่อยให้เสียงป่ากลางคืนทำงานต่อแทน