15 1-2
ตอนที่28 กู่หวานหวานลี้ภัย
พูดประโยคนี้จบ กู่หวานหวานจึงปั้นหน้าแสร้งทำเป็นเข้มแข็ง เรียวนิ้วขาวสวยโบกพลิ้วปาดเช็ดน้ำตาที่ปกคลุมบริเวณหางตาทิ้งไป
นี่คงจะเป็นภาพที่งดงามน่าประทับใจยิ่งแล้วในสายตาของชายอื่น แต่ไม่ใช่เฉินถิงหยุนที่รู้สึกขยะแขยงยิ่งขึ้นเมื่อได้พบเห็น หากเป็นเมื่อในอดีต เวลาที่เห็นกู่หวานหวานร่ำไห้มีน้ำตาเช่นนี้ เขาย่อมต้องเข้าไปสวมกอดปลอบโยน ตรงข้ามกับปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง เจ้าตัวเริ่มกระวนกระวายใจอยู่ไม่เป็นสุข อยากจะรีบไปให้พ้นๆเสียจากตรงนี้
ส่วนเรื่องที่ว่าเหตุใดเขายังจะพูดเอาดีเข้าตัว เรื่องนี้สามารถอธิบายแจกแจงได้ว่า อุปนิสัยส่วนตัวของเฉินถิงหยุนค่อนข้างแปลกอยู่บ้าง เขาชื่นชอบการที่ตนเอง ‘ได้เป็นคนพิเศษ’ ในสายตาคนอื่นนั่นเอง
“เอาล่ะ เอาล่ะ อย่าร้องไห้เลยนะ ตรงนี้มีคนอยู่เยอะแยะ เปลี่ยนไปคุยที่อื่นกันเถอะ”
สัมผัสได้ถึงสายตาแวดล้อมแปลกๆที่กำลังจับจ้องมองมา เฉินถิงหยุนชักเริ่มรู้สึกอับอายไม่น้อย ได้แต่คิดในใจว่า ตนจะปล่อยให้กู่หวานหวานเข้ามาบ่อนทำลายชีวิตและชื่อเสียงต่อไปไม่ได้อีก เหตุนี้จึงเร่งพูดจารบเร้าให้เปลี่ยนย้ายสถานที่
เห็นอีกฝ่ายมีปฏิกิริยาอย่างว่า กู่หวานหวานก็พลันนึกตกใจกับตัวเองเช่นกัน
เพราะในอดีตนั้น เฉินถิงหยุนคนนี้มักชอบแสดงตัวราวกับต้องการประกาศให้โลกรู้ว่าเธอเป็นของเขา แต่คราวนี้กลับเหนือความคาดหมาย นี่เขารบเร้าอยากให้เธอย้ายไปพูดคุยกันเงียบๆที่อื่นงั้นเหรอ?
“ถิงหยุน นี่คุณ…”
กู่หวานหวานร้องถามผ่านลำคอเจือผสมน้ำเสียงแปลกประหลาดใจ ทว่าเฉินถิงหยุนไม่สนในใดๆอีก กระตุกแขนเธอฉุดดึงให้ออกจากที่ทำงานไปอย่างรวดเร็ว เขาผลักร่างเธอให้ไปยืนหลบมุมเพื่อป้องกันไม่ให้ใครต่อใครบังเอิญมาพบเห็นเข้า
“หวานหวาน แล้วเธอจะมาที่นี่ทำไม? เพิ่งพ้นคุกออกมาก็ควรจะเก็บตัวอยู่ที่บ้านนิ่งๆ ไม่ใช่เที่ยววิ่งไปทั่วแบบนี้เข้าใจมั้ย?”
ได้ฟังคำพูดไม่น่าเชื่อที่หลุดพ่นออกมาจากปากของเฉินถิงหยุนประโยคนี้เข้า ทำเอากู่หวานหวานถึงกับสะอึกไปไม่เป็นชั่วขณะ คล้อยหลังก็เริ่มชักสีหน้ามืดทมิฬมากขึ้นเรื่อยๆ และทันทีที่ฝ่ายชายพูดจบ เขาก็ไม่สนใจเธอเลยแม้แต่น้อย ทำท่าทำทางเหมือนอยากจะรีบกลับไปทำงานต่อท่าเดียว
ส่วนตัวเฉินถิงหยุนเองนั้นย่อมทราบดีว่า ทัศนคติของตนที่มีต่อกู่หวานหวานได้แปรเปลี่ยนไปมากเพียงใดแล้ว ด้วยเหตุนี้ ก่อนจะตบเท้ากลับเข้าสำนักงานไปจึงมีท่าทีเก้ๆกังๆ แอบเลียริมฝีปากแผล็บๆติดประหม่าเล็กน้อย ลูกนัยน์ตาสั่นระริกดูอึดอัดร้อนรนใจ เพราะเขาเองก็ไม่รู้เช่นกันว่า ควรจะพูดแก้ต่างให้ตัวเองดูดีได้อย่างไร
แต่จะว่าไป นี่กู่หวานหวานเธอไม่ตัวเลยรึไงว่า เวลานี้ชื่อเสียงของเธอมันเลวร้ายถึงขั้นไหนแล้ว! ยังจะกล้าเดินหน้าสลอนมาหาเขาอย่างไม่สำนึกอีก นี่ถ้าเขาเกิดติดร่างแหเดือดร้อนไปอีกคนจะทำยังไง?
“ถิงหยุน ความจริงแล้ว ฉันมาที่นี่ก็เพราะเรื่อง…”
กู่หวานหวานพูดยังไม่ทันจบประโยคก็กลับปิดปากเงียบไปเสียดื้อๆ อาจเป็นเพราะศักดิ์ศรีบางอย่างที่ค้ำคออยู่ จึงเป็นเหตุผลให้เธอตัดสินใจไม่ขอความช่วยเหลือจากชายผู้นี้ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสุดท้าย คล้อยหลังหยุดไปครู่หนึ่ง เธอจึงค่อยฝืนยิ้มส่ายหน้าและพูดขึ้นว่า
“ไม่มีอะไรหรอก ฉันขอตัวก่อนนะ”
พูดจบ กู่หวานหวานก็หมุนตัวกลับ เร่งจากไปอย่างไม่มีพิรี้พิไร เห็นเช่นนั้น ทำเอาเฉินถิงหยุนถึงกับถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งอก เจ้าตัวชิ่งหนีโดยเร็ว รีบแทรกตัวกลับเข้าสำนักงานโดยไม่ขอเกี่ยวข้องกันใดๆอีก
กู่หวานหวานกลับถึงบ้านด้วยสภาพสีหน้าที่ไม่พอใจอย่างที่สุด ตรงดิ่งไปยังห้องนอนของตัวเองเพื่อทิ้งตัวลงนอนพักผ่อน หวังตัดขาดจากโลกภายนอกไม่ขอสนใจเรื่องราวใดๆอีก ทว่าช่างน่าเสียดายนัก ที่สวรรรค์กลับไม่ปล่อยให้เธอได้สมหวัง
กู่กัวเฉิงเดินมาเคาะประตูเรียกเบาๆ
“หวานหวาน ออกมาคุยกันข้างนอกหน่อย พ่อมีเรื่องสำคัญจะบอกลูก”
ทุกวันนี้ เขาต้องแบกหน้าไปทำงานภายใต้วีรกรรมน่าอับอายที่ลูกสาวตัวเองก่อขึ้น แต่เหตุผลเพียงข้อเดียวที่ยังทำให้เขายอมกัดฟันและอดทนมาจนถึงทุกวันนี้ นั่นก็เพียงเพราะว่ากู่หวานหวาน สาวน้อยคนนี้ยังมีประโยชน์ให้เขาใช้งานได้อยู่บ้าง
กู่หวานหวานที่กำลังไม่สบอารมณ์สุดขีดมีหรือจะยอมทำตาม? เธอแหกปากตะโกนปฏิเสธคนเป็นพ่อเสียงดังลั่นอย่างดื้อดึงว่า
“ไม่ออก! หนูไม่ออกไปไหนทั้งนั้น! ช่วยอะไรก็ไม่ช่วย ยังจะมีหน้ามาสั่งโน่นสั่งนี่อีก!”
ได้ฟังคำตะคอกดุดันก้าวกร้าวของผู้เป็นลูก กู่กัวเฉิงถึงกับขมวดคิ้วถักแน่นด้วยความไม่พอใจ
แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็พยายามลดทอนอคติที่มีต่อลูกสาวคนนี้ลง ข่มกลั้นอารมณ์สงบสติเข้าไว้ เหตุเพราะตอนนี้ไม่มีหนทางอื่นหลงเหลืออีกแล้ว นอกเสียจากการใช้ไม้อ่อนเข้าโน้มน้าวลูกสาวให้เดินตามแผนการที่เขาวางไว้เท่านั้น หาไม่แล้ว หากพลาดโอกาสนี้ไป ก็ไม่รู้ว่าจะต้องรั้งรออีกนานเพียงใด
“หวานหวาน ฟังที่พ่อจะพูดต่อไปนี้ให้ดีนะ อีกสองวัน พ่อกับแม่จะพาลูกไปส่งที่สถานีรถไฟ ลูกต้องลี้ภัยไปอยู่ชนบทสักพักก่อน หลังจากกลับมา ทุกอย่างก็จะค่อยๆดีตามลำดับ เชื่อพ่อ แค่ช่วงเวลาสั้นๆเท่านั้น เมื่อเรื่องทุกอย่างถูกจัดการเรียบร้อยดีแล้ว เราก็จะรีบไปพาลูกกลับบ้านทันที”
ทันทีที่กู่กัวเฉิงพูดประโยคนั้นจบ กู่หวานหวานก็หยุดกรีดร้องคร่ำครวญด้วยความตกใจ เสมือนสายฟ้าผ่าลงกลางศีรษะ เธอถึงกับใจหายวาบ แน่นิ่งไม่ตอบสนองไปชั่วขณะทันทีที่ได้ยินประโยคนี้ ทว่าคล้อยหลัง เมื่อลองพินิจไตร่ตรองอยู่ภายในใจ เธอก็เริ่มไม่แน่ใจเช่นกันว่า ควรจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยดี
แน่นอน เธอไม่ต้องการย้ายสำมะโนครัวไปอยู่บ้านนอกที่ทั้งห่างไกลและไร้ซึ่งความเจริญแบบนั้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง ใช่ว่าเธอเองจะไม่รู้ สถานการณ์ของตัวเองในเมืองตอนนี้นั้นเลวร้ายถึงจุดต่ำสุดเพียงใด หากฝืนทนอยู่ที่นี่ต่อไป การตกเป็นขี้ปากของเพื่อนๆและคนรอบตัวยังไม่เท่าไหร่ แต่หากคดีความดังกล่าวถูกขุดคุ้ยจนสาวมาถึงตัวเมื่อไหร่…
เธอตายแน่
สู้ลี้ภัยชิงหนีไปก่อนตอนนี้ แล้วรอจนกว่าเรื่องราวทุกอย่างจะเริ่มซาลงแล้วค่อยกลับมาไม่ดีกว่าหรือ?
“เอาล่ะหวานหวาน จนกว่าจะถึงวันเดินทาง หยุดสร้างปัญหาแล้วก็เชื่อฟังสิ่งที่พ่อแม่บอก นี่ฉันเป็นพ่อของแกนะหวานหวาน คนเป็นพ่อที่ไหนจะกล้าทำร้ายลูกตัวเองได้ลงคอ?”
ท่อนประโยคสุดท้าย กู่กัวเฉิงดึงเสียงสั่นเล่นบทเรียกน้ำตา ค่อยๆหยิบใช้คำพูดเกลี้ยกล่อมอย่างอดทน แต่ไม่ว่าอย่างไร กู่หวานหวานก็ยังคงนิ่งเงียบ ไร้ซึ่งคำตอบรับใดๆเปล่งดังผ่านด้านในประตูออกมา
เสี้ยวอึดใจนั้น จังหวะที่กู่กัวเฉิงใกล้จะหมดความอดทนเต็มแก่ แต่แล้วจู่ๆก็มีเสียงของกู่หวานหวานดังออกมาในที่สุด