อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง

บทที่ 215 ภายในห้องหอ

        ในหลายวันมานี้คฤหาสน์ของลอร์ดอาเทมิสเรียกได้ว่าอึมครึมและตึงเครียดเป็นอย่างยิ่ง สาเหตุหลักๆ ก็คือแขกที่มาเยือนคราวนี้สร้างความกดดันให้กับพวกเขา 2 พ่อลูกเป็นอย่างมาก และประเด็นอีกอย่างหนึ่งก็คืออยู่ๆ เจ้าชายที่พักนี้มักจะออกมานอกปราสาทในยามเช้าและกลับไปในยามเย็นก็ไม่โผล่หน้ามาแต่กลับมีแค่สาวใช้ของเขาที่โผล่มาเสียอย่างนั้น ซึ่งตอนแรกพวกเขาก็คิดว่าอาจเป็นเพราะเจ้าชายต้องอยู่เตรียมความพร้อมสำหรับการเสด็จมาเยือนของพระราชาจากอาณาจักรเซลเวเรีย แต่ตอนนี้ก็มีข่าวลือหนาหูว่าตอนนี้เจ้าชายผู้นี้ไม่ได้อยู่ในปราสาท

        ตอนแรกสองพ่อลูกก็คิดว่ามันเป็นแค่เรื่องไร้สาระ ถึงพักนี้เจ้าชายมักจะออกโรคประสาทจนเป็นเรื่องปกติแต่อยู่ๆ จะหายตัวไปนั้นเป็นไปไม่ได้ โดยเฉพาะตอนที่คู่หมั้นของเขากำลังเดินทางมาแบบนี้ และอีกอย่างถ้าหายตัวไปจริงพระราชาและพระราชินีจะไม่มีทางอยู่เฉยแบบนี้เด็ดขาด สังเกตได้จากตอนที่มีเรียที่เป็นลูกสาวของดยุคกาเลออนถูกจับตัวไปก็มีคำสั่งให้ทำการค้นหาทั้งเมืองโดยทันที ทว่าลอร์ดอาร์เทมิสที่ต้องทำงานในปราสาทกลับพบว่าพักนี้เขาไม่เห็นเจ้าชายในปราสาทเลย หรือจะพูดให้ถูกก็คือตั้งแต่ที่มีเรื่องราวมีเรียถูกลักพาตัวแล้วเจ้าชายอยู่ๆ ก็เข้ามาขอยืมของในครั้งนั้นก็ไม่เห็นหน้าเจ้าชายอีกเลย พอเคยลองถามพวกบรรดาสาวใช้หรือคนงานก็พบว่าไม่มีใครเห็นเจ้าชายเช่นกัน ซึ่งนั่นมันกลับยิ่งทำให้ลอร์ดอาเทมิสเริ่มรู้สึกว่าไม่ถูกต้องและใจคอเริ่มเป็นสู้ดี

        กิลเบิร์ตที่ดูเรื่องนี้ก็ไม่ต่างกับพ่อเขาเท่าไหร่นัก บวกกับตอนนี้ที่คนของเคานต์วาคีนได้มาพำนักในคฤหาสน์ และเขาเองก็ต้องการเห็นต้องใช้ขยะคนนั้นเพื่อดูว่าเด็กที่มีพลังเวทย์อ่อนด้อยแต่สามารถสังหารชาลีฟได้เป็นแบบไหน ทว่าตั้งแต่วันแรกที่เขามาพักที่คฤหาสน์ เขาก็ไม่เคยเห็นหน้าเจ้าชายขยะคนนี้เลยแม้แต่ครั้งเดียว จนเขาเริ่มสงสัยว่าสองพ่อลูกอาจจะจงจะรวมหัวกันปกป้องเจ้าชาย หรือวางแผนที่จะชิงอาร์ติแฟกต์นั้นเป็นของตัวเอง ซึ่งมันทำให้สองพ่อลูกแทบยังไม่ติดพวกเขาพยายามอธิบายและแสดงความบริสุทธิ์ใจว่าพวกเขาเองก็สูญเสียผู้คนไปมากมายจากการโจมตีพ่อค้าคนนั้นแต่ก็ไม่ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น เขาเคยถามเรื่องเจ้าชายจากโทมัสเช่นกันว่าเจ้าชายเป็นยังไงหรือทำอะไรอยู่บ้าง แต่คำตอบก็กลับเรียบง่ายแค่ว่าเหมือนเดิมทุกวัน ซึ่งกิลเบิร์ตมองว่าไม่มีทางเป็นเช่นนั้นแน่เพราะเขาไม่ได้เห็นหน้าเจ้าชายเลยในหลายวันนี้

        ยิ่งปล่อยไว้เท่าไหร่สองพ่อลูกก็ยิ่งนั่งไม่ติด เพราะจากท่าทีคนที่คนของเคานต์วาคีนเห็นได้ชัดว่าไม่ได้เชื่อใจพวกเขาเท่าไหร่ และหากเจ้าชายเป็นอะไรไปขึ้นมาเรื่องของบารอนคาลีฟนั้นไม่เท่าไหร่ แต่เรื่องอาร์ติแฟกต์ที่เคานต์วาคีนให้ความสนใจพวกเขาสองพ่อลูกคงไม่มีคำตอบให้แน่

        จนวันนี้กิลเบิร์ตได้ตัดสินใจมาพบกับเรเวนด้วยตนเอง

        ใจหนึ่งของเขาก็อยากจะทราบข้อมูลเกี่ยวกับเจ้าชายว่าเขายังอยู่ที่ปราสาทหรือไม่และตอนนี้ทำอะไรอยู่ ส่วนอีกใจหนึ่งของเขาก็อย่ามาพบหน้าและพูดคุยกับเธอคนนี้ ผู้หญิงที่เขาแค่เจอหน้าก็ไม่อาจลืมเลือนไปจากหัวได้เลย ทุกครั้งที่เจ้าชายเดินผ่านหน้าคฤหาสน์ในตอนเช้า เขาก็มักจะมายืนมองอยู่หลังหน้าต่างซึ่งสายตาของเขาไม่ได้มองไปที่เจ้าชายเลยแม้แต่น้อย แต่เป็นเธอคนนี้คนที่เขาลอบมองเธอมาตลอดและหวังจะได้พูดคุยกับเธออีก หนึ่งในข้อมูลเกี่ยวกับเจ้าชายที่เขามาถามโทมัสก็เป็นเรื่องของเธอคนนี้ ซึ่งแน่นอนว่าโทมัสก็ตอบไปคร่าวๆ ทำให้เขาได้รู้ว่าเธอคนนี้นอกจากเป็นสาวใช้ส่วนตัวของเจ้าชายขยะนั่นแล้ว เธอยังได้ฝึกทักษะการต่อสู้อีกด้วย

        ซึ่งนั่นมันทำให้กิลเบิร์ตรู้สึกเสียดายเป็นอย่างมากที่ผู้หญิงคนนี้ต้องมาฝึกอะไรแบบนั้น แม้เขาจะรู้และเคยเห็นเธอคนนี้มุดออกมาจากเงาคนก่อนจะตวัดมีดเพื่อตัดหัวอีกฝ่าย แต่เขาก็ยังมองว่าเธอคนนี้ไม่เหมาะกับอะไรแบบนั้น และมันยิ่งทำให้เขารู้สึกว่าเจ้าชายขยะไม่คู่ควรกับเธอคนนี้ เพราะสิ่งที่เธอคู่ควรจริงๆ คือการเป็นผู้หญิงที่แต่งชุดสวยๆ อยู่ข้างกายเขามากกว่า

        เรเวนมองชายคนนี้ซึ่งเธอไม่ชอบขี้หน้าคนคนนี้เลยเพราะเธอยังจำได้ดีในสิ่งที่เขาสั่งให้ลูกน้องทำกับอันนา แต่ด้วยฐานะของเธอทำให้ต้องถอนสายบัวทักทาย

        “สวัสดีค่ะคุณกิลเบิร์ต”

        กิลเบิร์ตเผลอทำตาเหม่อลอยไปพักนึงก่อนจะถามว่า

        “คุณเรเวนมาเดินเล่นหรอครับ”

        “เปล่าค่ะพอดีกำลังเดินกลับไปที่ปราสาทคุณกิลเบิร์ตล่ะคะ”

        “ผมอยู่บ้านคนเดียวเหงาๆ เลยออกมาเดินเล่นนะครับ ว่าแต่คุณเรเวนกำลังกลับไปที่ปราสาทสินะครับ พอดีเลยผมก็ว่าจะกลับพอดีงั้นเดี๋ยวพวกเราเดินกลับด้วยกันดีไหมครับ”

        ในใจเรเวนอยากจะปฏิเสธออกไปตรงๆว่าไม่ต้องแต่เธอทำได้แค่ตอบไปว่า

        “เอจะดีหรอคะคุณกิบเบิร์ตที่ลูกหลานขุนนางอย่างคุณจะร่วมทางกับสาวใช้อย่างพวกเรา”

        กิลเบิร์ตรีบตอบว่า

        “ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลยนี่ครับโดยเฉพาะกับผู้หญิงสวยๆ อย่างคุณ ฐานะอะไรก็ไม่สำคัญหรอกครับ”

        เรเวนเห็นว่าไม่สามารถปฏิเสธเขาได้จึงได้แต่ตอบว่า

        “ถ้าคุณกิลเบิร์ตไม่รังเกียจล่ะก็รบกวนด้วยนะคะ”

        ทันทีที่ได้ยินคำตอบเช่นนั้นกิลเบิร์ตก็พยายามระงับอาการดีใจของตนเอาไว้ คราวก่อนเขามีโอกาสมาส่งเธอที่ปราสาท ก็เป็นแค่การเดินส่งจากหน้าคฤหาสน์ของโทมัสถึงหน้าปราสาทเท่านั้น ซึ่งเขาพยายามชวนคุยแต่เธอคนนี้ก็เพียงแค่ตอบสั้นๆ ตามมารยาท แต่นี่จะเป็นการเดินจากในเมืองไปถึงหน้าปราสาท เขามั่นใจว่าจะมีเวลาชวนเธอคุยมากมาย และมันอาจจะทำให้เขาได้รู้จักเธอมากกว่านี้ กิลเบิร์ตรีบผายมือเป็นการเชื้อเชิญพร้อมกับกล่าวคำว่า “เชิญ” ด้วยท่าทีของสุภาพบุรุษ ทั้งที่คนที่เขาปฏิบัติด้วยนั้นคือสาวใช้คนหนึ่ง ในขณะที่บริวารของพ่อเขาที่มาด้วยกันต่างใช้สายตาแปลกๆ มองมาที่กิลเบิร์ต ไม่เข้าใจว่าทำไมนายน้อยของพวกเขาถึงให้เกียรติสาวใช้คนหนึ่งเช่นนี้ และอีกอย่างในสายตาของพวกเขาผู้หญิงคนนี้ก็เป็นอะไรที่น่ารังเกลียดเป็นอย่างมาก เพราะพวกเขายังไม่ลืมว่าหนึ่งในพวกพ้องที่บุกไปเล่นงานพวกเจคที่สลัมก็มีคนนึงจบชีวิตด้วยเงื้อมมือของผู้หญิงคนนี้ แต่พวกเขาก็ได้รับคำสั่งจากลอร์ดอาร์เทมิสผู้เป็นเจ้านายว่า ให้อดทนไว้และอย่าทำอะไรเด็ดขาดจนกว่าเขาจะสั่ง แต่เขาก็รับปากว่าจะให้พวกเขาได้แก้แค้นแน่นอนในอนาคตแต่ยังไม่ใช่ในตอนนี้ และมันทำให้พวกเขาต่างอดทนอดกลั้นเรื่อยมา

         

        ภายในอุโมงค์ตอนแรกเป็นคาทาริน่าที่มึนงงไม่เข้าใจกับคำศัพท์แปลกๆ ที่ชื่อว่าแรงโน้มถ่วง แต่มาตอนนี้กลับเป็นเออร์วินที่เป็นฝ่ายนิ่งงันแทน แม้ว่าคาทาริน่าจะยังไม่เข้าใจว่าแรงโน้มถ่วงคืออะไร แต่เธอก็เล่าต่อว่าหนึ่งในอุปสรรคอีกอย่างหนึ่งที่จะพามันขึ้นไปถึงดวงจันทร์ก็คือ เมื่อเรือเหาะของศาสนจักรบินสูงขึ้นไปถึงระยะหนึ่ง จะมีเรื่องน่าประหลาดเกิดขึ้นเพราะอยู่ๆ มานาในบริเวณนั้นก็สลายหายไปราวกับไม่เคยมีอยู่ แม้แต่ผลึกเวทมนต์ที่จับต้องได้ก็สลายหายไปจนเหลือเพียงความว่างเปล่าเช่นกัน เมื่อเรือเหาะไม่มีมานาขับเคลื่อนมันก็จะตกลงมาข้างล่าง แต่ทันทีที่มันตกลงมาตัวเรือเหาะก็จะดูดซับมานาในอากาศแล้วกลับมาทำงานอีกครั้ง

        ทันทีได้ยินเรื่องราวเหล่านี้เออร์วินก็ถึงกับนิ่งค้างไปทันที แม้เขาจะคิดไว้อยู่ก่อนแล้วเพราะโลกนี้มีสิ่งหนึ่งที่โลกเดิมของเขาไม่มีนั่นก็คือมานา แต่เขาไม่นึกเลยว่าขอบเขตที่มานาไหลเวียนนั้นจะสั้นมากขนาดนี้ เพราะดูจากการที่เรือเหาะของศาสนจักรตกลงมาแต่กลับยังมีคนที่สามารถจดบันทึกเรื่องราวได้ เห็นได้ชัดว่าขอบเขตที่มีมานาไหลเวียนนั้นไม่ได้สูงมาก เออร์วินคิดถึงตรงนี้ก็รีบปฏิเสธความคิดทันทีเพราะพบว่าเขาคิดง่ายไป ที่ใช้เรื่องพื้นฐานจากโลกเดิมมาตัดสินโลกใบนี้ที่มีโพชั่นหรือยาวิเศษมากมาย ที่มันอาจจะช่วยรักษาอาการจากความดันอากาศและออกซิเจนที่เบาบาง

        “คุณพอบอกผมได้ไหมครับว่าพวกเขาบินสูงไปเท่าไหร่ระยะกี่กิโลเมตรจากพื้นโลก”

        คาทาริน่าทำหน้างงอีกรอบ

        “กิโลเมตร? อะไรคือกิโลเมตร?”

        เออร์วินรู้ตัวว่าเขาเพิ่งใช้หน่วยวัดจากโลกเดิม ครับพี่ตอนนี้มีแค่เขากับพวกเจคและโทมัสเท่านั้นที่ใช้หน่วยวัดแบบนี้

        “คือผมหมายถึงพวกเขาบินสูงไปเท่าไหร่ครับ”

        คาทาริน่าส่ายหน้าตอบว่า

        “อันนี้ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันเพราะในบันทึกไม่มีบอก และอีกอย่างฉันเห็นว่ามันเป็นเรื่องที่น่าสนใจฉันก็เลยหยิบขึ้นมาอ่าน”

        เออร์วินที่ได้ฟังคำตอบก็รู้สึกเสียดายเพราะว่ามานาก็เป็นหนึ่งในโจทย์ที่เขาไม่เข้าใจอยู่เหมือนกัน นอกจากรูปแบบที่มีความเป็นทั้งอนุภาคและคลื่นแล้วเขาไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับมัน ทั้งมันมาจากที่ไหนเกิดจากอะไรและทำไมมันถึงมีผลกับคาถาที่คนร่าย แม้ว่าการได้รับรู้ถึงขอบเขตของมานาว่าอยู่สูงจากพื้นโลกนี้ขนาดไหนจะไม่ช่วยให้เขาได้ไขความลับของมัน แต่มันก็จัดเป็นข้อมูลชิ้นหนึ่งเช่นกัน

        คาทาริน่ามองเขาแล้วถามว่า

        “นี่แล้วตกลงแรงโน้มถ่วงคืออะไร” แม้ว่าเธอจะไม่เชื่อในสิ่งที่เขาพูดทั้งหมดโดยเฉพาะเรื่องที่เผ่าพันธุ์ที่เขาบอกว่าสามารถขึ้นไปเหยียบดวงจันทร์มาแล้ว แต่ในใจของเธอลึกๆ กับรู้สึกสนใจแต่เรื่องแบบนี้อย่างบอกไม่ถูก

        เออร์วินมองเธอก่อนจะถามกลับว่า

        “อันดับแรกผมต้องถามคุณก่อนครับว่าคุณคิดว่าโลกใบนี้กลมหรือแบน แล้วทำไมตัวคุณถึงต้องอยู่ติดกับพื้นและไม่ว่าคุณจะโดนอะไรขึ้นไปยังไงมันก็จะตกถึงพื้นเสมอ คุณเคยสงสัยในความจริงข้อนี้บ้างไหมครับ”

        “ฮะ?” คาทาริน่าอุทานออกมาเพราะเธอไม่นึกว่าเขาจะตอบคำถามด้วยคำถาม

         

        ภายในอาณาจักรโกเมซที่ตอนนี้เต็มไปด้วยบรรยากาศด้วยรื่นเริงเฉลิมฉลอง ซึ่งก็เพราะว่าอาณาจักรเฟสพึ่งมีงานราชาภิเษกพร้อมกับงานอภิเษกสมรสของกษัตริย์ ตามท้องถนนตามบ้านเรือนต่างมีการประดับประดาอย่างสวยงาม ชาวเมืองจำนวนไม่น้อยต่างพากันพูดถึงความงามขององค์ราชินี และแขกความสำคัญที่มาร่วมงานราชาภิเษกนี้ซึ่งมันทำให้เราชาวเมืองต่างรู้สึกว่ากษัตริย์ของพวกเขามีหน้ามีตาเป็นพิเศษ

        ทว่าภายในตัวปราสาทพระราชวังกลับมีสิ่งที่ย้อนแย้งกับความรื่นเริงในตัวเมือง เราคนรับใช้ต่างพากันก้มหน้าไม่พูดอะไรในขณะที่พระราชาของพวกเขาก็ดูเหมือนคนป่วยทั้งที่พึ่งผ่านงานมงคลมาแท้ๆ สาเหตุก็เพราะแขกที่มาร่วมงานนี้นั่นเอง ซึ่งตอนนี้แขกและราชินีของเขากำลังร่วมรักกันอย่างดุเดือดในห้องนอนของเขา ในขณะที่เขากลับทำได้แต่ดู อีกฝ่ายก็ยังเชิญชวนให้เขาไปดูการล่วงลับระหว่างภรรยาเขากับอีกฝ่ายด้วยแน่นอนว่าเขาย่อมต้องปฏิเสธ

        ซึ่งแขกที่มานั้นก็คืออัศวินศักดิ์สิทธิ์ผู้มีนามว่า ไลโอเนล ในบรรดาอัศวินศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดไลโอเนลเป็นคนที่มีชื่อเสียงเรื่องการเปิดคืนแรกของราชินีหรือพวกขุนนางในงานแต่ง และคราวนี้เขาก็มาร่วมงานที่อาณาจักรโกเมซโดยไม่ได้รับเชิญ ทันทีที่คนๆ นี้มาปรากฏตัวที่งานทั้งตัวพระราชาและพระราชินีรวมถึงขุนนางต่างทราบชะตากรรมที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แต่ด้วยอำนาจของศาสนจักรและพลังส่วนตัวของอัศวินศักดิ์สิทธิ์ทำให้พวกเขาได้แต่ยิ้มต้อนรับเท่านั้น และเมื่อถึงตอนส่งตัวเข้าหอ กลับเป็นอัศวินศักดิ์สิทธิ์ผู้นี้ที่อ้างว่าต้องการทดสอบราชินีของเขาว่าจะเป็นแม่ของลูกและราชินีที่ดีได้หรือไม่ 

        ทันทีที่อัศวินศักดิ์สิทธิ์คนนี้พูดออกมาหลายคนต่างพากันก้มหน้า ราชินีส่งสายตาของความช่วยเหลือมาทางสามีแต่สิ่งที่ได้กลับมาคือสายตาที่จำใจและทำอะไรไม่ได้ ไลโอเนลก็พาราชินีเข้าไปในห้องบรรทมก่อนปิดประตูเขายังเชื้อเชิญพระราชาผู้เป็นสามีให้มาดูภรรยาของเขาถูกไลโอเนลพรากคืนแรกไป หลังจากที่ประตูปิดลงพระราชาก็กลับมาดื่มไวน์ที่ห้องด้วยความรู้สึกเจ็บแบบทำอะไรไม่ได้

        ส่วนภายในห้องบรรทมตอนนี้ราชินีผู้นี้ทั้งที่นี่ควรจะเป็นคืนแรกของเธอคราบเลือดบนที่นอนบ่งบอกได้ว่าเธอเพิ่งเสียพรหมจรรย์ แต่หลังจากที่เธอถูกไลโอเนลจัดการมาได้ไม่ทันไรเธอก็เริ่มแสดงความร้อนร่านออกมา บรรยากาศภายในห้องบรรทมที่ควรจะอบอวลด้วยความหวานชื่นของคู่สมรส กลับกลายเป็นเวทีแห่งกามราคะที่เร่าร้อนและดุดัน ราชินีผู้เลอโฉมที่เพิ่งผ่านพ้นการเสียพรหมจรรย์ไปเมื่อครู่ บัดนี้ร่างกายของเธอกลับสั่นเทิ้มด้วยความกระสันซ่านขีดสุด ผิวขาวเนียนดุจน้ำนมอาบไล้ไปด้วยหยาดเหงื่อที่สะท้อนแสงไฟสลัวภายในห้อง

        ไลโอเนล อัศวินศักดิ์สิทธิ์ผู้ทรงอำนาจ จ้องมองผลงานของตนด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน เขาโน้มตัวลงบดเบียดร่างกายอันกำยำเข้ากับร่างบางที่นอนหอบหายใจรวยริน มือหนาหยาบกร้านจากการจับดาบเคลื่อนขึ้นมาบีบคั้น ปทุมถัน คู่สวยอย่างแรงจนเนื้อนุ่มล้นออกตามง่ามนิ้ว เขาใช้นิ้วเขี่ยหยอกเย้ากับ ยอดถัน สีระเรื่อที่แข็งเป็นไตชูชันรับสัมผัส

        "อา... ท่านอัศวิน... ฮื้อออ" เสียงครางหวานหูหลุดออกมาจากริมฝีปากบาง ราชินีพยายามบิดกายเร่า เมื่อความเสียวซ่านแล่นริ้วไปทั่วสรรพางค์กาย

        ไลโอเนลไม่รอช้า เขาจับเรียวขาเสลาทั้งสองข้างของราชินีแยกออกกว้าง เผยให้เห็น ดอกไม้ กลีบงามที่บัดนี้บวมช้ำและฉ่ำเยิ้มไปด้วยน้ำหวานแห่งความใคร่ เขาจ่อหัวใจสำคัญของบุรุษเพศนั่นคือ แก่นกาย ขนาดเขื่องที่ดุดันและร้อนผ่าวลงไปที่ปากทางรัก ก่อนจะกระแทกกระทั้นเข้าใส่รวดเดียวจนมิดลำ

        "กรี๊ดดด! อ๊ะ... อ๊าาาา!" ราชินีเบิกตากว้าง ร่างกายกระตุกเกร็งด้วยความจุกเสียดที่ระคนไปด้วยความเสียวซ่านอย่างที่ไม่เคยพบเจอมาก่อน "มัน... มันใหญ่เกินไป... ฮ้าาา... อัศวินไลโอเนล... ข้า... ข้าจะขาดใจแล้ว"

        "ดูเจ้าสิราชินี... ปากบอกไม่ไหว แต่ข้างในกลับรัดแก่นกายของข้าแน่นเชียว" ไลโอเนลแค่นหัวเราะในลำคอ ก่อนจะเริ่มขยับโยกสะโพกเป็นจังหวะที่หนักหน่วงและถี่กระชั้น เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วห้องนอนที่เงียบสงัด ยิ่งตอกย้ำความอัปยศที่ราชานอกห้องต้องเผชิญ

        อัศวินศักดิ์สิทธิ์ปรับเปลี่ยนทิศทาง พลิกตัวราชินีให้มาอยู่ในท่าคลานเข่า มือหนาจิกดึงเส้นผมยาวสลวยของเธอให้แหงนหน้าขึ้นเพื่อรับจุมพิตที่ดุดัน ในขณะที่เบื้องล่างเขายังคงโหมกระหน่ำส่ง แก่นกาย เข้าออกใน ดอกไม้ ของเธออย่างไม่ลดละ

        "อื้อออ... อ๊าาา... แรงอีก... แรงกว่านี้!" ความร้อนรุ่มเข้าครอบงำสติสัมปชัญญะจนหมดสิ้น ราชินีผู้สูงศักดิ์บัดนี้ลืมสิ้นซึ่งขัตติยะมานะ เธอส่ายสะโพกตอบรับแรงกระแทกอย่างหิวกระหาย เสียงครางระงมบ่งบอกถึงความสุขสมที่มาพร้อมกับความเจ็บปวด

        "อ๊ะ... อ๊ะ... อ๊ายยย! จะออก... จะออกแล้ว... ฮื้ออออ!"

        เมื่อถึงจุดสุดยอด ไลโอเนลกระแทกเน้นย้ำเป็นจังหวะสุดท้ายอย่างรุนแรง ส่งผ่านความปรารถนาทั้งหมดเข้าไปในส่วนลึกที่สุดของร่างกายเธอ ราชินีกระตุกเกร็งอย่างรุนแรง ร่างทั้งร่างอ่อนระทวยลงบนเตียงกว้าง หอบหายใจถี่กระชั้นด้วยความสุขสมที่ท่วมท้น ในขณะที่อัศวินศักดิ์สิทธิ์ยังคงยืนหยัดอย่างผู้ชนะท่ามกลางคราบกามราคะที่ละเลงอยู่บนเตียงหอแห่งนี้


คล้ายกับเรื่องอาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง ที่คุณอ่าน