(จบ)ระบบสังหารโชคชะตา ข้าเกิดมาเพื่อพิฆาตตัวเอกและวายร้าย

    ตอนที่ 39 ผู้มีพรสวรรค์แห่งยุคทั้งสองคน

            บนท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ซึ่งปกคลุมด้วยกลุ่มเมฆหนาทึบที่ดูราวกับม่านฟ้าทอดยาวสู่ความเวิ้งว้างไร้สิ้นสุด


            ปรากฏการณ์แห่งกายามังกรเก้าสวรรค์ยังคงดำเนินต่อไปอย่างยิ่งใหญ่เกรียงไกร


            ร่างเงาขนาดมหึมาของมังกรกำลังแหวกฝ่าหมู่เมฆ พาดผ่านผืนฟ้าด้วยท่วงท่าที่สง่างามเปี่ยมไปด้วยความองอาจ


            เสียงคำรามของพวกมันดังกึกก้องไปทั่วทั้งท้องนภา แรงสะเทือนที่ปล่อยออกมานั้นก่อให้เกิดคลื่นอากาศที่ปั่นป่วนไหลวนเป็นเกลียว ขับไล่หมู่เมฆให้แตกกระจายจนเห็นรัศมีแสงสีทองที่ทอดลงมายังพื้นดินเบื้องล่าง


            ทั้งเก้าร่างหมุนเวียนสลับกันพุ่งทะยานไปราวกับต้องการสำแดงให้ทั่วทั้งโลกได้รับรู้


            กายาเก้ามังกรสวรรค์นั้นคือหนึ่งในสุดยอดร่างศักดิ์สิทธิ์ที่คู่ควรแก่การเคารพบูชาเฉกเช่นเทพเจ้าผู้จุติลงมาบนพิภพ


            เบื้องล่าง ณ ลานที่ทอดตัวเป็นวงกว้างกลางเมืองจงหนาน ท่ามกลางผู้คนมากมายที่พากันเงยหน้าขึ้นมองยังฟากฟ้าโดยไม่กะพริบตา


            หวังฉี ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งนิกายเทียนหมิง ยืนอยู่เบื้องหน้ากลุ่มอาวุโสจากอีกเก้าสำนักใหญ่ เขาเบิกตากว้างเต็มไปด้วยความตกตะลึง


            ริมฝีปากขยับขึ้นลงอย่างไม่อาจเปล่งเสียงใดออกมาได้ด้วยความอัศจรรย์ใจที่อัดแน่นอยู่ในอก ความเงียบสงบที่ปกคลุมบรรยากาศในชั่วขณะนั้น กลับยิ่งขับเน้นให้เสียงคำรามจากมังกรบนฟากฟ้าดังยิ่งขึ้น ทำให้พื้นดินเบื้องล่างสั่นสะเทือนอย่างเห็นได้ชัด


            แม้แต่ตัวของเหยียนเส้าเจ๋อ ผู้ซึ่งก่อนหน้านี้ยังคงถือทิฐิและทะเลาะเบาะแว้งกับหลงเซียวเหยาอยู่ก็ตาม


            ชายวัยกลางคนเองก็ยังต้องกลืนน้ำลายลงคอด้วยความอัดอั้นขัดใจ ยกมือขึ้นกำหมัดแน่นแล้วเงยหน้ามองไปยังฟากฟ้าอย่างอดกลั้นเต็มกำลัง ความคับแค้นที่ฝังแน่นอยู่ในใจผุดขึ้นมาอย่างรุนแรง


            เพราะเข้าใจอย่างแจ่มชัดแล้ว ศักยภาพและพรสวรรค์ของหลงเซียวเหยานั้นได้ทะยานข้ามเขตแดนของคำว่าอัจฉริยะไปไกลจนยากจะไล่ตามทัน เขาคือสัตว์ประหลาดที่มิอาจคุมขังไว้ได้ภายใต้สำนักวิญญาณอันแสนคับแคบอีกต่อไป


            “บอกตามตรงเถอะ สำนักวิญญาณของมันไม่มีปัญญาเลี้ยงสัตว์ประหลาดเช่นนี้ไหวหรอก ฮ่าฮ่าฮ่า…”


            เสียงหัวเราะแหบพร่าของผู้อาวุโสท่านหนึ่งหลุดออกมาอย่างไม่อาจยับยั้ง


            เขาหันไปสบตากับหวังฉีที่ยืนอยู่ข้างๆ สีหน้าของผู้อาวุโสเทียนหมิงคนนี้เปี่ยมไปด้วยความปลื้มปิติและความตื่นเต้นจนเกินจะเก็บซ่อนเอาไว้ได้ หวังฉีเองก็หลุบตามองไปยังหลงเซียวเหยาอีกครั้ง ดวงตาคู่นั้นราวกับเปลวเพลิงที่ลุกโชติช่วงแห่งความหวังในอนาคตของนิกาย


            “กายาเก้ามังกรสวรรค์จริงๆเรอะเนี่ย”


            “ก่อนหน้านี้ก็ยัยหนูเหยินเฟยที่มีดวงเนตรสุริยันจันทรา ตอนนี้ก็เป็นเจ้าเด็กนี่อีกคน!”


            “เป็นแบบนี้แล้วอนาคตของทวีปสวรรค์คงได้เข้าสู่ยุคสมัยที่ยิ่งใหญ่อีกครั้งแล้วละมั้ง?”


            คำกล่าวของหวังฉีเต็มไปด้วยความคาดหวังอันแน่นลึก


            จากจุดห่างไกลในแคว้นเทียนหมิงซึ่งอยู่ชายขอบของอารยธรรมศักดิ์สิทธิ์ พวกเขาไม่เคยคิดเลยว่าจะได้มาพบเจอกับผู้ถือครองร่างศักดิ์สิทธิ์ถึงสองชนิดในเวลาใกล้เคียงกัน มันคือโอกาสที่น้อยถึงน้อยที่สุด


            และในตอนนี้ ปาฏิหาริย์ดังกล่าวก็ได้ปรากฏให้ประจักษ์ต่อสายตาของทุกคนโดยไร้ข้อกังขา


            ขณะนั้นเอง ร่างของหลงเซียวเหยาได้ชักฝ่ามือกลับออกมาจากเสาศักดิ์สิทธิ์เทียนหมิงอย่างมั่นคง


            มวลพลังที่แผ่กระจายอยู่รอบกายของเขาสงบลงอย่างช้าๆ ราวกับคลื่นลมในทะเลที่กำลังกลับคืนสู่ความเงียบงัน เขาหันไปมองยังหวังฉีอย่างสงบนิ่ง ดวงตาเปล่งประกายด้วยแววแห่งความเชื่อมั่นอันแน่วแน่ เขายกมือขึ้นประสานแล้วโค้งคำนับอย่างลึกด้วยความเคารพ


            “ข้าหลงเซียวเหยา ขอเข้าร่วมกับนิกายเทียนหมิงขอรับ!”


            “เพราะข้ารู้ดีถึงศักยภาพและพรสวรรค์ของตนเอง ขั้วอำนาจระดับสำนัก ไม่อาจเติมเต็มทุกสิ่งของข้าได้!”


            คำประกาศของหลงเซียวเหยาเปรียบเสมือนสายฟ้าฟาดลงกลางลานพิธีอย่างรุนแรง


            คำพูดนั้นไม่เพียงเปี่ยมด้วยความมั่นใจของผู้เป็นอัจฉริยะเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความกล้าอันห้าวหาญที่พร้อมเผชิญหน้ากับโชคชะตา


            ผู้อาวุโสจากทั้งเก้าสำนักใหญ่ที่ยืนอยู่รายรอบได้ยินถ้อยคำนี้ ต่างก็เผยสีหน้าประหนึ่งกลืนไม่เข้าคายไม่ออก


            พวกเขาต่างหลุบตาลงก่อนจะพากันถอนหายใจยาวออกมา เสียงถอนใจนั้นคล้ายคลื่นซัดหาดที่โหมกระหน่ำต่อเนื่อง บ้างก็หลับตาลงอย่างยอมรับความพ่ายแพ้ บ้างก็ส่ายหัวเบาๆโดยไม่เอ่ยถ้อยคำใด


            เพราะในเมื่อผู้ที่ถือครองกายาเก้ามังกรสวรรค์ได้เลือกหนทางเดินไปแล้ว ต่อให้พวกเขาจะเหนี่ยวรั้งหรือวิงวอนสักเพียงใดก็ไร้ผล


            เหตุใดจะต้องรั้งผู้ที่ลิขิตตนเองให้กลายเป็นมหาเทพมาอยู่ภายใต้ร่มเงาอันแคบแค่นี้เล่า


            ซึ่งชายชราหวังฉีผู้เป็นถึงผู้อาวุโสสูงสุดแห่งนิกายเทียนหมิง เมื่อได้ยินคำพูดอันมั่นคงและแน่วแน่ของหลงเซียวเหยาก็ไม่อาจยับยั้งรอยยิ้มที่ค่อยๆผุดขึ้นบนใบหน้าได้ เขาแหงนหน้าขึ้นหัวเราะเสียงดัง


            “ฮ่าฮ่าฮ่า! เข้าใจแล้ว! เข้าใจแล้ว! ข้ายินดีเป็นอย่างมากที่เจ้าผู้ครอบครองกายามังกรเก้าสวรรค์เลือกนิกายเทียนหมิงให้เป็นสถานที่ฝึกฝนเจตจำนงของตนเอง เจ้าจะไม่มีทางผิดหวังหรือรู้สึกว่าตัดสินใจผิดพลาดอย่างเด็ดขาด!”


            “ไม่ว่าจะเป็นพลังสนับสนุน ทรัพยากร หอคัมภีร์ หรือแม้แต่วิชาลับระดับล้ำฟ้า หากเจ้าเอื้อมถึงได้ เราก็จะเปิดมันให้!”


            น้ำเสียงเปี่ยมล้นด้วยอำนาจและความเชื่อมั่นของชายชรานั้นส่งผ่านไปยังผู้คนทั่วลานพิธี


            หวังฉีจ้องมองหลงเซียวเหยาด้วยสายตาอันอบอุ่น แต่ภายใต้ความเมตตานั้นกลับซ่อนเร้นไว้ด้วยความเฉียบคมเยี่ยงดาบสวรรค์


            “มาเถอะหลงเซียว ไปยืนเคียงข้างศิษย์น้อยของเจ้าอย่างเหยินเฟยและคนอื่นๆก่อน!”


            “เดี๋ยวพอการทดสอบศักยภาพและพรสวรรค์เสร็จสิ้นในวันนี้ เราจะเดินทางกลับไปยังนิกายเทียนหมิง เพื่อไปรวมตัวกับศิษย์หน้าใหม่ที่ทางนิกายของเราได้คัดเลือกมาจากเขตเมืองอื่นๆภายในแคว้นเทียนหมิง”


            “เจ้ากับเหยินเฟยจะกลายเป็นแสงนำทางของพวกเขา.. กลายเป็นเสาหลักที่จะปลุกไฟในหัวใจของผู้ฝึกตนรุ่นเยาว์ให้ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง!”


            หลงเซียวเหยาเมื่อได้ยินก็โค้งศีรษะลงเล็กน้อยเพื่อแสดงความเคารพ


            ก่อนจะหมุนกายจากจุดศูนย์กลางลานด้วยท่วงท่าสงบนิ่ง ก้าวเท้าไปยังซุ้มม้านั่งที่จัดไว้เป็นจุดรวมตัวของศิษย์ผู้ผ่านการคัดเลือกอย่างเป็นทางการ และในทันทีที่เขาเดินเข้าไปถึงบริเวณนั้น บรรยากาศที่เคยผ่อนคลายก็พลันตึงเครียดขึ้นโดยอัตโนมัติ


            ศิษย์จำนวนหนึ่งที่นั่งอยู่ก่อนหน้าล้วนมีสีหน้าที่เคร่งขรึม บางคนถึงกับกระเถิบตัวหลบเล็กน้อยขณะที่หลงเซียวเหยาเดินผ่าน ราวกับแรงกดดันจากกายาระดับศักดิ์สิทธิ์นั้น แผ่ขยายออกมาจนพวกเขาไม่อาจจะหายใจได้ตามปกติ


            หนุ่มสาวหลายคนที่ถูกคัดเลือกให้เข้าสู่นิกายเทียนหมิงถึงจะเปี่ยมไปด้วยพรสวรรค์ในระดับสูง


            แต่เมื่อเทียบกับสิ่งที่เหยินเฟยและหลงเซียวเหยาแสดงออกมาแล้ว กลับเหมือนจุดแสงเทียนภายใต้ตะวันกึ่งกลางฟ้า


            ชายหนุ่มบางคนที่พรสวรรค์อยู่ในระดับสี่ถึงห้า ซึ่งแม้แต่ในมาตรฐานของโลกก็ถือว่าหายากนัก ยังต้องเม้มปากแน่น


            สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นขุ่นมัว บางคนถึงกับกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อเพื่อข่มอารมณ์ที่ซ่อนอยู่


            แม้แต่ระดับหกหรือเจ็ดซึ่งถือว่าอยู่ในหมู่สุดยอดของเหล่าศิษย์รุ่นเยาว์ พวกเขาก็ยังไม่กล้าเงยหน้าขึ้นสบตากับเหยินเฟยผู้มีดวงเนตรสุริยันจันทรา หรือหลงเซียวเหยาผู้มีร่างเก้ามังกรสวรรค์ได้อย่างเต็มภาคภูมิ


            เพราะทุกคนต่างรู้ดีว่า ภายหลังจากที่เข้าสู่นิกายอย่างเป็นทางการแล้วนั้น เส้นทางของแต่ละคนย่อมไม่เท่ากันอีกต่อไป


            เหยินเฟยกับหลงเซียวเหยา พวกเขาจะได้รับการสนับสนุนและการดูแลในระดับสูงสุด พวกเขาจะถูกส่งเข้าสู่หอฝึกพิเศษ อาจได้รับสิทธิ์เข้าสู่หอคัมภีร์ลับชั้นใน หรือแม้แต่โอกาสพบเจอกับผู้อาวุโสระดับสูงสุดผู้ซึ่งแยกตัวจากโลกภายนอกมานับร้อยปี


            สถานะของพวกเขา มันจะไม่ใช่แค่ศิษย์น้องร่วมสำนักอีกต่อไป


            แต่จะกลายเป็นรากฐานแห่งอนาคตของนิกาย


            เป็นศูนย์กลางที่เหล่าผู้ฝึกตนระดับสูงจะมุ่งสร้างและขัดเกลาเพื่อให้เติบใหญ่กลายเป็นผู้นำแห่งยุค


            ยิ่งเวลาผ่านไป ความแตกต่างนี้ก็จะยิ่งเพิ่มพูนมากขึ้นโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้


            ทั้งในเรื่องของทรัพยากร เขตบ่มเพาะ ลำดับการฝึก และตำแหน่ง ทุกอย่างจะถูกแบ่งแยกอย่างชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ


            ศิษย์บางคนต่อให้จะพยายามปีนป่ายจนถึงจุดสูงสุดเท่าใด ก็อาจไม่มีวันไเข้าใกล้เงาหลังของคนอย่างหลงเซียวเหยาหรือเหยินเฟย


    คล้ายกับเรื่อง(จบ)ระบบสังหารโชคชะตา ข้าเกิดมาเพื่อพิฆาตตัวเอกและวายร้าย ที่คุณอ่าน