หลังเขาและลูกชายกลับมาจากจวนเจ้าเมืองทั้งสองก็ไม่ได้พูดคุยกันตลอดทาง ทำให้บรรยากาศชวนหดหู่ยิ่งนักเย่หยางคิดถึงสีหน้าของบิดาที่เปลี่ยนไปเป็นอย่างมากหลังจากเห็นธนูเทพเงาจันทรา
กลับมาถึงบ้านฟ้าก็มืดแล้วพวกเขารีบกินอาหารเย็นอย่างรวดเร็ว เย่หลิงเทียนเรียกเย่หยางไปพบที่ห้องตำราด้วยต้องการสนทนากับเขาอย่างจริงจัง "หลี่เฉิงเฟิงถือเป็นวีรบุรุษผู้กล้าเป็นคนดีมีคุณธรรมเห็นคุณค่าของความรัก มีไม่กี่ครั้งที่ข้ารู้สึกประทับใจในตัวผู้อื่นซึ่งหลี่เฉิงเฟิงก็คือหนึ่งในนั้น”
เย่หยางฟังเงียบๆ โดยไม่ขัดจังหวะเพราะเขารู้ว่าบิดาอาจจะเล่าเรื่องบางอย่างให้เขาฟัง
“เหตุผลที่ข้าชื่นชมเขาไม่ใช่เพราะฝีมือวรยุทธ์แต่เป็นเพราะเขาเป็นคนดีมีคุณธรรมเห็นคุณค่าของความรัก ซึ่งข้าเทียบไม่ติดเลย”เขาถอนหายใจหลังจากเปรยเช่นนี้
“เมื่อประมาณยี่สิบปีก่อนหลี่เฉิงเฟิงบุกทะลวงเข้าสู่ระดับราชายุทธ์ช่วงอายุประมาณสามสิบปีกลายเป็นยอดฝีมือระดับราชายุทธ์ที่อายุน้อยที่สุดในอาณาจักรเทียนอู่เป็นคนที่มีเจตจำนงสูงส่งไม่อาจเทียบได้”
“ต่อมาเขาได้สมรสกับสตรีผมสีเงินที่มีต้นกำเนิดลึกลับสตรีผู้นั้นงดงามน่าทึ่ง พลังฝีมือก็สูงกว่าหลี่เฉิงเฟิง ทั้งสองท่องยุทธภพไปด้วยกันทำให้ผู้คนนับไม่ถ้วนต่างอิจฉาตาร้อน”
“แต่ดูเหมือนสวรรค์จะไม่ชอบความสมบูรณ์แบบระหว่างที่พวกเขากำลังสำรวจซากปรักหักพัง ทั้งคู่ถูกยอดฝีมือระดับราชันยุทธ์จากอาณาจักรอูต๋าโจมตีจนได้รับบาดเจ็บสาหัสแต่ราชันยุทธ์ที่ถูกพวกเขาตอบโต้อย่างสิ้นหวังเรียกได้ว่าเกือบตายไปแล้วครึ่งชีวิตจึงหลบหนีกลับอาณาจักรอูต๋า”
“ส่วนหญิงสาวผมสีเงินเพื่อปกป้องหลี่เฉิงเฟิงนางใช้ร่างกายของตนเองต้านทานการโจมตีของราชันยุทธ์หลังจากพวกเขาทั้งสองกลับมายังอาณาจักร นางก็เสียชีวิตลงในเวลาไม่นาน” พอเล่ามาถึงจุดนี้เย่หลิงเทียนก็ถอนหายใจ
“หลังจากนั้นหลี่เฉิงเฟิงก็เข้าร่วมกองทัพอาณาจักรเทียนอู่เพื่อขับไล่ศัตรูอาณาจักรอูต๋าเขาเป็นผู้นำทัพต่อสู้ประหัตประหารศัตรู พิชิตดินแดนอย่างไม่กลัวตาย”
“ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเขากับเหล่าทหารโจมตีเจ็ดเมืองติดต่อกันทุกที่ที่เขาผ่านล้วนถูกกวาดล้างจนสิ้นการสังหารหมู่ทำให้อาณาจักรอูต๋าตกอยู่ในสถานการณ์สิ้นหวังหมดหนทางในที่สุดพวกเขาก็ขอไกล่เกลี่ย ทั้งสองอาณาจักรจึงลงนามตกลงสงบศึกด้วยการส่งมอบราชันยุทธ์ที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสผู้นั้นสถานการณ์ถึงจะคลี่คลายลงเล็กน้อย”
“ต่อมาหลี่เฉิงเฟิงได้สะบั้นศีรษะราชันยุทธ์เป็นการส่วนตัวเพื่ออุทิศให้แก่ภรรยาที่เสียชีวิตไปเขาปฏิเสธตำแหน่งจากฮ่องเต้แล้วมาอาศัยอยู่ในเมืองปาฮวงส่วนร่างภรรยาของเขาถูกฝังอยู่ในหุบเขาฉีเฟิงนอกเมืองปาฮวง”
หลังจากฟังเย่หลิงเทียนเล่าเรื่องต่างๆ เย่หยางก็รู้สึกเคารพหลี่เฉิงเฟิงมากขึ้นเรื่อยๆระบายโทสะที่คั่งแค้นเพื่อโฉมงาม ซากศพเกลื่อนกลาดโลหิตเจิ่งนองนับแสนลี้
เรื่องราวความรักและความเกลียดชังนี้ทำให้โลหิตในกายเย่หยางเดือดพล่านนี่คือชีวิตที่เขาต้องการ
เย่หลิงเทียนไม่สนใจท่าทางตื่นเต้นของลูกชาย เขาพึมพำด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “ภรรยาของเขาใช้อาวุธเพียงชิ้นเดียวนั่นก็คือธนู”
“หืม?” เย่หยางตกใจ “ใช่ธนูที่ลุงหลี่มอบให้ข้าหรือไม่”
“ใช่…นั่นคือธนูเทพเงาจันทราแม้แต่ภูตผียังร่ำไห้ทวยเทพยังหวาดกลัว ตอนนั้นชื่อเสียงของมันโด่งดังจนผู้ฝึกยุทธ์นับไม่ถ้วนครั่นคร้าม”เย่หลิงเทียนกล่าวอย่างเคร่งขรึม
“แล้วเหตุใดลุงหลี่ถึงมอบของล้ำค่าเช่นนี้ให้กับข้าท่านพ่อเองก็รู้ที่มาที่ไปของธนูชิ้นนี้อย่างชัดเจน เหตุใดตอนนั้นถึงไม่เตือนข้า”เย่หยางรีบลุกขึ้นอย่างร้อนใจทันทีที่รู้ว่าธนูเป็นของคนรักของหลี่เฉิงเฟิงเย่หยางไม่อาจยอมรับมันได้ถึงแม้ลุงหลี่จะบอกว่ามอบให้แก่เขาเป็นที่ระลึกก็ตาม
เย่หลิงเทียนสั่งให้เย่หยางนั่งลง พร้อมบอกอย่างช้าๆ “หลี่เฉิงเฟิงคือใครเจ้าไม่รู้หรือไรนี่คงเป็นความตั้งใจของเขา ไม่เช่นนั้นเขาจะมอบธนูล้ำค่าให้เจ้าได้อย่างไร”
“ถึงท่านพ่อจะกล่าวเช่นนั้นก็เถอะข้ายังจำที่ลุงหลี่บอกได้ว่าให้พามันกลับบ้านแต่ท่านก็ไม่ได้ขยายความอะไรเป็นพิเศษ” เย่หยางคิดอยู่พักหนึ่งแล้วเล่าให้เย่หลิงเทียนฟัง
“มันเป็นภารกิจที่เขามอบหมายให้แก่เจ้าเจ้าต้องทำให้สำเร็จ ภรรยาของหลี่เฉิงเฟิงมีต้นกำเนิดลึกลับคาดว่านางไม่ได้มาจากถิ่นฐานเดียวกับเรา”
“หากเจ้าฝึกฝนอย่างหนักเจ้าจะสามารถไขปริศนานี้ได้ในไม่ช้าก็เร็ว อย่าคิดมากเกินไปเลยมันอาจจะทำให้ความคิดฟุ้งซ่านส่งผลต่อเต๋าในใจ” เย่หลิงเทียนเตือน
“ขอรับท่านพ่อ ข้าเข้าใจแล้ว ข้าจะพากเพียรฝึกฝนอย่างหนักไม่ใช่แค่เพื่อตัวเองอย่างเดียวเท่านั้น”เย่หยางมองเย่หลิงเทียนแล้วตอบรับ
“เด็กดี ไปพักผ่อนเถอะ อย่ากดดันตัวเองมากเกินไปนัก”เย่หลิงเทียนกล่าวพลางยิ้มโล่งใจ
หลังจากบิดากลับไปยังห้องของตนเองเย่หยางก็รีบปิดประตูหน้าต่างทั้งหมด แล้วตรวจดูแหวนในมืออยู่หลายครั้งหลายครา
นี่คือแหวนมิติที่หาได้ยากมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางกว่าสิบจ้างสามารถเก็บของได้มากมาย พกพาสะดวก เป็นสิ่งของที่ผู้ฝึกยุทธ์ระดับสูงเขามีกัน
แหวนมิติต้องใช้เงินจำนวนมากในการซื้อหามาเป็นของที่ระดับจอมยุทธ์ไม่ยังมีปัญญาจะซื้อ อีกทั้งพื้นที่จัดเก็บส่วนใหญ่ภายในแหวนยังมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณหนึ่งจ้างเท่านั้น
แต่ของเย่หยางมีเส้นผ่าศูนย์กลางถึงสิบจ้างแม้แต่ระดับปรมาจารย์ก็ยังไม่มีแหวนมิติระดับนี้ไว้ในครอบครอง ซึ่งนี่ก็คือ“ประหลาดใจ” ที่เจ้าเมืองหลี่เฉิงเฟิงพูดถึง
เมื่อปราณแท้ไหลเวียนเข้าสู่แหวนมิติ ภาพสะท้อนของพื้นที่ภายในก็ปรากฏในความคิดของเย่หยางอย่างชัดแจ้งเพียงแค่คิดคันธนูสีสันสดใสก็ปรากฏขึ้นในมือของเย่หยาง
ก่อนหน้านี้เย่หยางไม่ได้มองดูมันอย่างละเอียดถี่ถ้วนยามนี้เย่หยางได้มีโอกาสพินิจพิจารณา คันธนูชิ้นนี้ยาวสี่จ้างสามชุ่นมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ทำให้รู้สึกโล่งสบายมาก
วัสดุของมันไม่ใช่ทองหรือเหล็ก มีเส้นบางๆหลังจากสังเกตเย่หยางก็ต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าคันธนูทำจากไม้ชนิดหนึ่ง
แต่ความแข็งแกร่งของมันกลับเหนือกว่าโลหะชนิดใดๆตั้งแต่มาถึงโลกนี้หลายสิ่งหลายอย่างได้ทำลายความเข้าใจของเขาจนหมดสิ้น
สายธนูทำมาจากเส้นไหมหลายร้อยเส้นซึ่งมีขนาดเล็กมากจนแทบมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า
เย่หยางเอื้อมมือออกไปดึงสายธนูแต่แล้วเขาก็ต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าขนาดใช้พลังทั้งหมดที่มีก็ยังไม่สามารถดึงสายธนูได้
เขาจึงเก็บธนูเทพเงาจันทราไว้ในแหวนมิติยามนี้ยังไม่ใช่เวลามาศึกษา เขาควรฝึกฝนเพื่อให้ตัวเองแข็งแกร่งพอเสียก่อน
แสงของธนูเทพเงาจันทราโดดเด่นสะดุดตาเกินไปไม่เหมาะกับคนต่ำต้อยอย่างเย่หยางเขาวางแผนไว้ว่าธนูเทพเงาจันทราจะต้องเป็นหนึ่งในไพ่ตายไม้เด็ดเอาไว้ใช้เวลาจำเป็นจริงๆ
หากหยิบมันมาใช้ทั้งวี่ทั้งวันผู้คนคงจับจ้องล่อตาโจรขโมย ต่อให้ไม่กลัวพวกโจรขโมย แต่มันต้องสร้างปัญหาให้แก่เขามากมายเป็นแน่
เขาเอื้อมมือไปหยิบ ‘ก้าววายุ’ ไว้ในมือ นี่คือเคล็ดวิชาที่ใช้ได้ทั้งรุกและหลบหนี ซึ่งมีประโยชน์มากดังนั้นเขาจึงอ่านเนื้อหาภายในอย่างละเอียด
ก้าววายุเป็นท่าเท้าที่เพิ่มความเร็วในการเคลื่อนที่โดยโคจรพลังปราณแท้ไปที่ขาวิธีนี้จะทำให้ความเร็วของผู้ใช้สูงขึ้นอย่างน่าเหลือเชื่อ
หนึ่งชั่วยามต่อมาเย่หยางก็ค่อยๆสงสัยจากการฝึกฝน พึมพำกับตัวเองว่า "นี่มันง่ายเกินไปไหมเนี่ยไม่เห็นจะยากอย่างที่คิด เรายังพอมีเวลาก่อนจะรุ่งสางเพื่อฝึกฝน ‘ฝ่ามือผนึกใจ’”
รุ่งสางของเช้าวันรุ่งขึ้น เย่หยางเปิดประตูเบาๆ เดินมาที่สนามฝึกของตระกูลวัยรุ่นหนุ่มสาวส่วนใหญ่ต้องมาฝึกกันที่นี่ถ้าอยากรู้ว่าคนไหนฝึกฝนมาระยะหนึ่งแล้วให้มองที่หน้าผากของคนคนนั้น เพราะจะมีเหงื่อไหลออกมาจากหน้าผาก
เมื่อไม่นานมานี้ผู้อาวุโสใหญ่กับพรรคพวกได้ถูกตัดสินโทษประหารชีวิตไปเป็นจำนวนมากได้รับทรัพยากรมากมายที่พวกเขายักยอกไปคืนมา ตระกูลเย่จึงร่ำรวยกว่าเก่า ทำให้ไม่ต้องกังวลเรื่องทรัพยากรไปอีกนาน
เมื่อเย่หยางมาถึงสนามฝึกจากเดิมที่เต็มไปด้วยความคึกคักก็เงียบสงบลงราวกับสุสาน
"เย่หยาง" มีเสียงประหลาดใจดังขึ้นร่างที่งดงามก็ปรากฏตัวออกมาท่ามกลางฝูงชนและเดินเข้ามาหาเขา
“ฮ่าๆ เปี่ยวเจี่ยชิงเสวียน ไม่ได้เจอกันไม่กี่วันดูสดใสขึ้นนะ” เย่หยางทักทายนางยิ้มๆ
“หึ ให้มันน้อยๆหน่อย…เจ้าจะหลบซ่อนตัวจากผู้คนไปถึงเมื่อไหร่ กลัวพวกเราจะรบกวนงั้นหรือ” ใบหน้างดงามของเย่ชิงเสวียนเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อนางรู้นิสัยเย่หยางเป็นอย่างดีจึงไม่เปิดโอกาสให้เขาได้พูดอะไร ทั้งยังเป็นฝ่ายเริ่มเข้ามาหาเขาด้วยตัวเอง
“ถูกต้อง อย่าคิดมาหลอกเราด้วยคำพูดหวานๆ สองสามคำพวกเราทุกคนผ่านความยากลำบากมาด้วยกัน เจ้าทำเกินไปแล้ว” เด็กสาวหน้ากลมตำหนิอย่างโกรธๆ
สตรีผู้นี้ทิ้งความประทับใจกับเย่หยางไว้อย่างลึกซึ้งนางเป็นหนึ่งในคนช่วยต่อต้านพวกกบฏที่คิดล้มล้างตระกูลเย่พร้อมกับเย่ชิงเสวียนหากเย่หยางไม่เข้ามาช่วยเหลือนางคงสิ้นชีพไปแล้ว
“ข้ายังจำได้ว่ามีคนผู้หนึ่งบอกว่าจะเลี้ยงอาหารค่ำเรามื้อใหญ่เป็นเวลาหนึ่งปีแต่ยามนี้เขาคนนั้นกลายเป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่จนลืมพวกเราไปเสียแล้ว”
เย่หยางรู้สึกปวดศีรษะจนแทบระเบิดเปี่ยวเจี่ยทั้งสองวาจาเฉียบคมจนเย่หยางไม่มีคำแก้ตัว
“ความจริงข้าไม่คิดหลบซ่อนตัวจากผู้ใดแต่เพราะข้าได้รับบาดเจ็บสาหัสตอนต่อสู้ เพิ่งจะหายเมื่อวานนี้เองพอตื่นเช้าขึ้นมาก็ต้องไปเยี่ยมเยียนท่านเจ้าเมืองกับท่านพ่อวันนี้ข้าเลยรีบมาหาพวกเจ้าตั้งแต่เช้า” เย่หยางแอบปาดเหงื่อพวกนางบังคับให้เขาต้องโกหกทั้งที่เขาเป็นคนดีจะตาย
“จริงหรือ” หญิงสาวผู้หนึ่งสงสัย
“เรื่องจริงแน่นอน จริงแท้ยิ่งกว่าทองเสียอีก” เย่หยางตอบอย่างรวดเร็ว
“ก็ได้…ครั้งนี้ข้าจะเชื่อเจ้าว่าแต่เจ้ามาที่นี่เพื่อฝึกฝนกับพวกเราใช่หรือไม่” เย่ชิงเสวียนถามเพราะนางไม่ได้เห็นเย่หยางมายังสนามฝึกเกือบสิบปีแล้ว เลยไม่รู้ว่าอุปกรณ์ที่นี่เขายังใช้ได้อยู่หรือไม่
“ข้าแค่อยากมาทักทายทุกคนแล้วก็มาทดสอบความแข็งแกร่งของตนเอง” เย่หยางพูดโดยไม่ต้องคิด
ทันทีที่เขากล่าวเช่นนี้เย่หยางก็อยากจะตบปากตนเอง ในใจก็รู้สึกสับสนกับหญิงสาวหลายคนที่กรูกันเข้ามาเขาเลยเอ่ยอะไรออกไปโดยไม่ได้คิดไตร่ตรอง
หลังจากฟังคำกล่าวของเย่หยางเด็กสาวหลายคนก็ร้องขึ้นว่า "เยี่ยมไปเลย!ข้าเองก็อยากรู้ว่าเย่หยางมีพลังมากแค่ไหน เพราะวันนั้นเจ้ากล้าหาญมาก"
จบสิ้นแล้วเย่หยางไม่ต้องการให้พลังของเขาถูกเปิดเผยต่อหน้าสาธารณชนนี่เป็นวิธีการป้องกันตนเองของโลกนี้ หากศัตรูรู้ความแข็งแกร่งที่แท้จริงไม่นานความตายก็จะมาเยือนถึงเขา
แต่ยามนี้เย่หยางกำลังขี่หลังเสือเป็นเรื่องยากที่จะเก็บซ่อนพลังของตนเองเอาไว้เนื่องจากการแสดงออกของเขาในวันนั้นสะดุดตาของผู้คนมากเกินไป ไหนจะสังหารจอมยุทธ์ขั้นแปดนภาไหนจะรับการโจมตีจากยอดยุทธ์ได้อีกด้วย
เมื่อเย่หยางไม่รู้ว่าจะจัดการเรื่องต่างๆให้คลี่คลายได้อย่างไร อยู่ๆก็มีร่างร่างหนึ่งเดินเข้ามาหาเย่หยางพร้อมแสดงความเคารพ "คารวะท่านเจ้าตระกูลน้อย"
เย่หยางเงยหน้าขึ้น เห็นว่าคนผู้นี้คือเย่ฉงศิษย์ตระกูลเย่ที่เคยถูกเขาจัดการจนนอนแน่นิ่ง ต้องไปรับโทษอยู่ในเขาสำนึกตน
ปัจจุบันเย่ฉงไม่ได้ถูกครอบงำเช่นเดิมอีกเพราะผู้อาวุโสใหญ่กับพรรคพวกผู้ติดตามทั้งหมดถูกประหารตายตกไปตามกันแล้วเหล่าสาวกรุ่นเยาว์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องมากนักอีกทั้งไม่มีผู้ใดกล้าดูถูกเย่หยางอีกต่อไป
“ข้าเคยคนโง่เขลาเบาปัญญามาก่อน ทำให้เจ้าตระกูลน้อยต้องขุ่นเคืองโปรดยกโทษให้ข้าน้อยด้วย” เย่ฉงเอ่ยเสียงสั่นเทา
เย่หยางยิ้มในใจ ไม่คิดว่าเจ้าหมอนี่จะกล่าววาจาดีๆเช่นนี้ออกมาได้
เขาจงใจขมวดคิ้วถามว่า "เจ้ามาเพื่อกล่าวแค่นี้ใช่หรือไม่"
“มะ…ไม่ใช่ข้าท่องจำประโยคที่จะมาพูดคุยกับท่านสี่ประโยคมาสามวันเต็มๆ” เย่ฉงตอบโดยไม่ต้องคิด
คำกล่าวของเย่ฉงเรียกเสียงหัวเราะในทันทีถึงแม้เย่ฉงจะรู้สึกเขินอายแต่เขารู้อยู่ในใจว่าเย่หยางไม่ได้มีความแค้นเคืองใจกับเขา
เย่หยางกล่าวกับสาวกตระกูลเย่บางคนที่อยู่ห่างไกลจากเขาว่า "พวกเจ้าก็มาด้วยกันสิ"
ผู้คนเหล่านี้ล้วนแต่เป็นผู้ติดตามของเย่เฟิงในอดีตความสัมพันธ์ของพวกเขากับเย่หยางก็ไม่ค่อยดีนัก เมื่อเห็นเย่หยางปรากฏตัว พวกเขาจึงจงใจหลบซ่อนตัวอยู่ห่างๆ
ตอนนี้เมื่อเห็นเย่หยางทักทายพวกเขาพวกเขาก็ทำได้เพียงก้าวมาข้างหน้าเพื่อคารวะเย่หยาง
“คารวะเจ้าตระกูลน้อย”
“อะไรที่ผ่านไปแล้วก็ให้มันแล้วกันไปพวกเราล้วนเป็นคนตระกูลเย่ควรคิดอยู่เสมอว่าจะเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ตระกูลอย่างไรอย่าปล่อยให้เหตุการณ์ในอดีตส่งผลกระทบต่อการพัฒนาในทางกลับกันเราควรฝึกฝนอย่างหนักกลายเป็นคนรุ่นใหม่ที่ทรงอำนาจมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของตระกูล”
“พูดได้ดี!” เสียงอันทรงพลังดังขึ้น