ตอนที่ 185
ในขณะที่ พยัคฆ์วาตะ ตรงเข้าไปด้านในหอคอยเพียงลำพัง ผ่านไปเพียงไม่นานก็เกิดเสียงครั่นครืนกัมปนาทดังขึ้นอีกหลายครั้งเสียงกรรโชกของสัตว์ร้ายสองตนที่เขย่าคลอนฟ้าดิน แม้แต่บนท้องฟ้ายังปรากฏพายุหมุนประหลาดรวมไปถึงอัสนีฟาดผ่านต่อเนื่องราวกับมีภัยพิบัติบางอย่าง
ทุกสายตาเบื้องล่างเต็มไปด้วยความอกสั่นขวัญแขวนกระทั่งเหล่าผู้อาวุโสยังเริ่มปรึกษากันแล้ว ว่าควรจะเลื่อนวันที่ขับเคลื่อนขบวนหมู่ศิษย์ดีหรือไม่เพราะหวั่นเกรงต่อภัยอันตรายของหมู่ศิษย์ที่อาจดูแลได้ไม่ทั่วถึง เรื่องนี้เจ้าสำนักอวิ๋นหยางหลิ่ง ถึงกับเรียกประชุมด่วนร่วมกับเจ้าสำนักบุปผาประจิม ว่าสมควรกับความเสี่ยงหรือไม่...
และในขณะที่กำลังเกิดการประชุมอยู่นั้นก็มียอดฝีมือหลายคนที่ได้เข้าไปในหอคอยช่วง 1-2 วันก่อนหน้านี้ ทยอยหลบหนีออกมาโดยใช้ลูกแสงทรงกลมเคลื่อนย้ายนำส่งกลับมายังประตูวาสนา... จากนั้นกลุ่มยอดฝีมือดังกล่าวขึ้นได้แจ้งข่าวร้ายว่าภายในหอคอยเวลานี้มีความอันตรายจากมรสุมในแต่ละชั้น ที่เพิ่มทวีความน่ากลัวขึ้นอย่างบ้าคลั่งโดยไม่ทราบสาเหตุ!!
ความอันตรายในหอคอยนั้น นอกจากมันจะเป็นเขตแดนไร้การควบคุม ที่มักจะมีคดีลอบสังหารภายในหอคอยอยู่บ่อยครั้งก็ยังมีอุปสรรคอันเป็นมรสุมในแต่ละชั้นที่แตกต่างกันออกไป บางชั้นจะมีความร้อนสูงบางชั้นจะมีความหนาวเหน็บ บางชั้นจะมีพิษเจือปนในอากาศบางชั้นก็เต็มไปด้วยอันตรายจากพืชพันธุ์หรือเหล่าแมลง สิ่งเหล่านี้จะถูกเรียกโดยรวมว่าเป็นมรสุมของหอคอย ที่แตกต่างกันไปทั้ง 114 ชั้น...
ทว่า มรสุมของหอคอย เมื่อผ่านการเข้าสำรวจในทุก ๆวันตลอดหนึ่งหมื่นปี มันทำให้ทุกคนก่อนจะเข้าไปในหอคอย ก็ได้ศึกษาเตรียมการรับมือกับมรสุมเหล่านั้นเอาไว้แล้วทั้งยังรู้ตำแหน่งจุดปลอดภัยในแต่ละชั้นจากแผนที่ ทำให้อย่างน้อยในช่วง 50ชั้นแรกของหอคอย ก็ไม่ค่อยจะมีผลอะไรกับชนชั้นยอดฝีมือ
ทว่าในเวลานี้ เมื่อความบ้าคลั่งของมรสุมเพิ่มมากขึ้นอีกหลายเท่าทุกอย่างย่อมเกินขอบเขตการคาดคะเนและจัดเตรียม ถือเป็นความอันตรายที่มิอาจปล่อยปละละเลยได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับชนชั้นศิษย์ที่ยังฝีมือต้อยต่ำ...
อวิ๋นหยางหลิ่ง และ เจ้าสำนักบุปผาประจิม เมื่อทราบเรื่องสำคัญนี้ ต่างก็พากันใบหน้าเคร่งขรึมและส่ายศีรษะในทันทีภัยอันตรายที่เกิดกับหมู่ศิษย์ ถือเป็นเรื่องที่ไม่อาจยอมให้เกิดขึ้นได้มิเช่นนั้นคงไม่มีการเคลื่อนขบวนศิษย์จำนวนมาก เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในช่วงเวลานี้ของทุกๆ ปี
“ยกเลิกการเคลื่อนขบวนของหมู่ศิษย์สายใน และหมู่ศิษย์สายนอกเพราะทั้งสองกลุ่มยังอ่อนแอและมีจำนวนคนที่มากเกินดูแล การเข้าไปในหอคอยที่มีมรสุมบ้าคลั่งจึงอันตรายเกินไปเอาไว้หลังจากเหตุการณ์ทุกอย่างสงบลง ค่อยหาโอกาสหลังจากนี้จัดขบวนศิษย์เข้าหอคอยในอีกหลายวันให้หลัง...ส่วนขบวนศิษย์หลัก และชนชั้นผู้ฝึกสอนจัดว่ามีพื้นฐานแข็งแกร่งมากพอ ขอให้ขึ้นอยู่กับความสมัครใจของแต่ละคน...”อวิ๋นหยางหลิ่ง ประกาศอย่างเป็นทางการ
แม้การเปลี่ยนแผนฉุกเฉินเช่นนี้ จะทำให้ทางสองสำนักสูญเสียทั้งเวลาและทรัพยากรไปเป็นจำนวนไม่น้อยในการจัดเตรียมทุกอย่างเอาไว้ทว่าเมื่อแลกกับความปลอดภัยของศิษย์หมู่มาก ก็นับว่าจำต้องยินยอมเสียสละ กลุ่มศิษย์จำนวนหลายพันคนจากทั้งสองสำนักถูกพากลับตัวสำนักอย่างช่วยไม่ได้...
ทางด้านศิษย์หลัก เนื่องจากมีพลังฝีมือในระดับหนึ่งแล้ว ทั้งหลายคนยังจัดเตรียมทรัพยากรมามากมายเพื่อวันนี้หรือแม้แต่สัตว์อสูรพาหนะเทียมทั้งหมด ก็ล้วนถูกเช่ายืมมาในช่วง 3 วันนี้ทั้งสิ้นมิใช่ของทางสำนักโดยตรง เป็นมูลเงินที่มากอย่างมหาศาล ดังนั้นจึงเปิดโอกาสให้ศิษย์หลักที่มีความเชื่อมั่นในตนเองสามารถเลือกสรรเส้นทางเป็นของตนเองได้
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นผิดแผกไปจากปกติค่อนข้างมาก ทางสำนักจึงยากที่จะรับรองความปลอดภัยให้กับทุกคนชนชั้นผู้ฝึกสอนก็ใช่ว่าจะส่งคนไปคุ้มกันขบวนศิษย์หลักได้มากนักเพราะหากขบวนศิษย์สายนอกและศิษย์สายในยังต้องเข้าไปในเร็ววันนี้ชนชั้นผู้ฝึกสอนคุ้มกันขบวนก็ยังมีส่วนจำเป็น หากให้เข้าไปช่วยเหลือขบวนศิษย์หลักมากเกินยังก็จำเป็นต้องรอไปอีก 1 ปี จึงจะมีสิทธิ์เข้าไปในหอคอยได้อีกครั้ง อันเป็นกฎเหล็กของหอคอย...
กลุ่มศิษย์หลักจากทั้งสองสำนัก แน่นอนว่าต้องเกิดความลังเลขึ้นในใจ...ไม่มีเหตุผลสมควรอะไรที่จะต้องเสี่ยงอันตรายในเวลานี้สู้รอให้เหตุการณ์สงบแล้วค่อยเข้าไปในหอคอยหลังจากนี้ก็ยังสามารถทำได้...
แต่ก็มีศิษย์หลักอีกจำนวนหนึ่งที่ฉายแววตาเด็ดเดี่ยวออกมาทั้งโดยมากยังเป็นกลุ่มศิษย์แห่งความภาคภูมิใจของสำนัก ที่เปี่ยมล้มไปด้วยความทะเยอทะยานและฮึกเหิมมองเรื่องนี้ว่าอาจเป็นโชควาสนาท่ามกลางวิกฤตที่ก่อตัว ความบ้าคลั่งจากมรสุมในหอคอยย่อมรวมไปถึงกระแสลมปราณในหอคอยที่มีอย่างบ้าคลั่งเช่นเดียวกัน!!
ซุน เผยใบหน้าครุ่นคิด แน่นอนว่า ซุนคือผู้ที่ทราบเหตุผลของวิกฤตการณ์นี้มากที่สุด เนื่องด้วยเป็นการเผชิญหน้าพบเจอของพยัคฆ์วาตะและราชันย์พยัคฆ์ขาวที่ปกครองหอคอย... ซึ่ง ซุน ก็มิได้ปิดบังทุกคน บอกเรื่องนี้กับอวิ๋นหยางหลิ่ง ไปแล้ว นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ อวิ๋นหยางหลิ่ง ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นในการให้เลื่อนวันที่จะเข้าไปในหอคอยของหมู่ศิษย์จำนวนมาก...
อุปนิสัยของ ซุน มิใช่คนมุทะลุบ้าบิ่นมากนัก หากเลือกได้ก็ย่อมเลือกหนทางที่ปลอดภัยกว่าเป็นแน่อยู่แล้วอย่างการเข้าหอคอยในวันหลัง... ทว่าครั้งนี้ ซุน มีนัดหมายกับ พยัคฆ์วาตะ เอาไว้ดังนั้นจึงจำเป็นต้องกัดฟันเสี่ยงขึ้นไปในหอคอย รู้แก่ใจว่าหากไร้การช่วยเหลือจาก พยัคฆ์วาตะโอกาสที่จะพิชิตหอคอยก็คงไม่มีอีกแล้ว...
จำนวนของศิษย์หลักที่ยืดอกเข้าไปในหอคอย เหลือเพียงแค่ 1 ใน 3ของจำนวนทั้งหมด เมื่อรวมกันทั้งสองสำนักยังมีเพียงแค่ราว ๆ 40 คนเท่านั้น ทว่า 40คนนี้ต่างก็ล้วนเป็นเพชรเม็ดงามที่สำนักให้การดูแลเสริมส่ง...ศิษย์แห่งความภาคภูมิใจทั้ง 10 อันดับแรกจากทั้งสองสำนักไม่มีใครยอมถอนตัวสักคนเดียว...
ทางสำนักบุปผาประจิม ยังส่งศิษย์สายในเข้าร่วมขบวนเป็นพิเศษอีกสองคนซึ่งนั่นก็คือ เตียซวงซวง และ ฉีลู่ชิงเพราะทั้งสองคนนี้มีความสามารถเทียบเคียงได้กับชนชั้นศิษย์หลักขาดเพียงเงื่อนไขในการเลื่อนขั้นเท่านั้นเอง
สองสำนักมีการประชุมเหล่าผู้อาวุโสกันอีกสักระยะจึงตัดสินใจส่งชนชั้นผู้ฝึกสอนสองคนที่เป็นชนชั้นลมปราณสีเหลืองขั้นสูงสุดขึ้นไปคุ้มกันขบวน เป็นชายวัยกลางคนจากสำนักสายลมประจิมนามว่าจ้าวซือจี๋ และหญิงสาวผมสีเขียวใบหน้างดงามจากสำนักบุปผาประจิมนามว่าหยวนอิงเล่อ... สองคนนี้นอกจากจะแข็งแกร่งแล้ว ยังเคยเป็นอัจฉริยะรุ่นเยาว์ในอดีตทั้งคู่ถือเป็นว่าที่ผู้อาวุโสของทั้งสองสำนักเลยก็ว่าได้ จึงได้รับความไว้วางใจเป็นพิเศษ...
อวิ๋นหยางหลิ่ง เมื่อพิจารณาดูแล้ว ก็มั่นใจว่ากลุ่มขบวนนี้สามารถฝ่าฟันอันตรายได้ไม่ต่ำกว่าชั้นที่ 50 อย่างแน่นอน แม้แววตาจะเต็มไปด้วยห่วงกังวลแต่ก็ทราบดีว่าเส้นทางในการเป็นยอดฝีมือไม่อาจประคบประหงมไปได้ตลอดรอดฝั่งในกลุ่มคนเหล่านี้อาจมีผู้ที่สามารถเติบโตเป็นยอดฝีมือระดับสูงสุดเพียงแค่ 4-5คนเท่านั้น และกว่าครึ่งก็อาจต้องจบชีพก่อนวัยอันควร ดังนั้นแต่ละคนจึงจำเป็นต้องค้นหาโชควาสนาด้วยตนเองทั้งสิ้น
ในขณะที่กำลังจัดเตรียมขบวนอยู่นั้นเอง เหตุการณ์ประหลาดก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะสงบลงยังคงมีเพียงกัมปนาทดังอย่างต่อเนื่อง และในระหว่างนั้น ประตูวาสนาที่สมควรจะเปิดออกในอีกสองชั่วยามจากนี้ จู่ ๆ ก็สั่นครืนเปล่งแสงวิบวาบ แล้วก็ค่อยๆ แง้มเปิดออกเนืองช้า
“!!!!!!!!!!!” ทุกคนโดยรอบไม่เว้นแต่ชนชั้นผู้อาวุโสถึงกับเบิกตากว้างตื่นตระหนก การปรวนแปรของฟ้าดินยังพอเข้าใจได้ เกิดมรสุมที่รุนแรงในหอคอยยังพอเข้าใจได้แต่ประตูวาสนาที่เปิดขึ้นมาก่อนเวลานี้ไม่เคยมีปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ที่ถูกบันทึก!!
“บะ...บ้าน่า!!ตกลงนี่มันเรื่องประหลาดอันใดกัน!!”
เรื่องประหลาดที่เกิดขึ้นนี้ ไม่เพียงแค่ทางสองสำนักเท่านั้นที่เฝ้าจับตามอง...แม้แต่รอบ ๆ หอคอยในเวลานี้ ก็คล้ายกับเป็นแหล่งรวมตัวของยอดฝีมือจากทั่วทุกสารทิศซึ่งเริ่มเข้ามาสมทบรวมกันเมื่อสังเกตรับรู้ในความผิดปกติ...ความแปลกประหลาดที่ไม่อาจพิสูจน์แม้ว่าจะอันตราย แต่ก็เต็มไปด้วยความน่าพิศวงในเส้นทางแห่งยุทธภพยิ่งสิ่งใดแปลกประหลาดและน่ากลัว ยิ่งแฝงเร้นไว้ด้วยโชควาสนา!!
ปกติในวันนี้ ยอดฝีมือคนอื่น ๆ ที่ถึงกำหนดหนึ่งปีในการขึ้นหอคอยจะหลีกเลี่ยงการเข้าไปในหอคอยพร้อมกับขบวนหมู่ศิษย์จากทั้งสองสำนัก เพราะมันดูวุ่นวายเกินไปรออีกแค่ 2-3 วันให้ขบวนศิษย์กลับออกมา ค่อยเข้าไปในหอคอยก็ไม่นับว่าล่าช้าอะไรนัก
ทว่าเมื่อเจอกับภาพเหตุการณ์เช่นนี้นักแสวงโชคทุกคนต่างพากันสั่นเทิ้ม ดวงตาเปล่งประกายอย่างถึงที่สุด พอได้เห็นประตูวาสนาที่เปิดขึ้นผิดจากเวลาด้วยแล้วยิ่งคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะต้องเกิดเรื่องที่สมควรถูกบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์อย่างแน่นอน!!
เมื่อประตูวาสนาถูกเปิดขึ้นจนสุด แสงสีทองพลันเจิดจรัส ราวกับตะวันที่ตกลงบนพื้นดิน...มีคนหลายสิบคนพุ่งดิ่งไปยังประตูวาสนาราวกับหน่วยกล้าตาย!! ไม่สนใจในความเสี่ยง สนใจเพียงโอกาสและวาสนาครั้งนี้ที่อาจเกิดขึ้น!!
โดยทั่วไปแล้ว ประตูวาสนา มักจะผ่านเข้าไปครั้งละคนเพื่อให้เห็นตัวเลขแห่งโชควาสนาปรากฏขึ้นอันเป็นความภาคภูมิใจหากตัวเลขที่แสดงมีความสูงล้ำเหนือผู้อื่น แต่ในสถานการณ์นี้คล้ายว่าจะไม่มีใครเฝ้ารอชื่นชมความภาคภูมิใจเหล่านั้นมุ่งเน้นไปที่ความเร็วในการเข้าหอคอยเสียมากกว่า
เมื่อมีคนผ่านเข้าไปในประตูวาสนาติดต่อกันหลายต่อหลายคน ทำให้ตัวเลขที่จะปรากฏบนประตูไม่มีความแน่นิ่งวิ่งไปมาอย่างต่อเนื่องจนจากจะแยกแยะเจาะจงได้ว่าตัวเลขสองหลักที่ปรากฏเป็นตัวเลขอะไรและเป็นของบุคคลใด มีแต่ต้องไปสังเกตที่ลูกแสงทรงกลมของแต่ละคนเท่านั้น จึงจะสามารถชี้ชัดตัวเลขที่แม่นยำได้แต่ยอดฝีมือหลายคนก็ยังมีวิธีการปิดบังหรือบิดเบือนตัวเลขที่แสดงจากทักษะและอุปกรณ์ต่างๆ
ภาพเหตุการณ์นี้มีความชุลมุนวุ่นวายมากกว่าในทุก ๆ วัน เพียงไม่กี่สิบลมหายใจจำนวนคนหลายร้อยคนต่างก้าวผ่านประตูวาสนาต่อเนื่อง... กลุ่มขบวนศิษย์หลัก ถูกห้ามปรามเอาไว้ก่อนโดยเหล่าผู้อาวุโสเพื่อให้แน่ชัดว่าจะไม่มีอันตรายอะไร
เมื่อเห็นคนหลายคนที่ผ่านประตูวาสนา และสามารถพุ่งเข้าไปในหอคอยได้อย่างปกติจึงทำให้ทุกคนเริ่มคลายใจลง อวิ๋นหยางหลิ่ง แค่นเสียงครั้งหนึ่งให้ทุกคนเตรียมตัว...
ทางด้าน ซุน เมื่อขาดพยัคฆ์วาตะไปแล้ว จึงไม่มีสัตว์อสูรพาหนะเป็นของตนเองแม้ว่า เตียมู่หยง จะเสนอสัตว์อสูรพาหนะเทียมของศิษย์หลักที่ปฏิเสธการเข้าสู่หอคอยในครั้งนี้ให้แต่ชายหนุ่มก็เลือกที่จะไม่รับสัตว์อสูรเทียมเหล่านั้น... ผิวปากเพียงครั้ง เฝิงน้อยก็บินทะยานตรงมาหา
แม้ว่า เฝิงน้อย จะเป็นสัตว์อสูรแท้ แต่ก็เป็นเพียงชนชั้นลมปราณสีน้ำเงินขั้นต้นที่เรียกว่าเป็นลำดับต่ำสุดในสัตว์อสูรพาหนะทั้งยังมีความชราภาพอยู่ไม่น้อยจากช่วงวัย ย่อมเทียบไม่ได้กับสัตว์อสูรเทียมที่ยังหนุ่มแน่น
แต่ ซุน ก็เลือกที่ความไว้เนื้อเชื่อใจที่มีให้แก่กัน อีกทั้ง เฝิงน้อยยังเป็นวิหคพาหนะที่สามารถบินได้ มีความได้เปรียบสัตว์อสูรชนิดอื่น ๆ ที่ความเร็วและอิสระด้านการเคลื่อนไหว...
อวิ๋นหยางหลิ่ง เมื่อเห็นว่ากระแสของผู้คนที่ผ่านประตูวาสนาเริ่มเบาบางลงจึงยกมือเป็นสัญญาณ... “อย่าลืมว่าสิ่งที่สำคัญที่สุด คือความปลอดภัยของพวกเจ้าจงปกป้องตนเอง ปกป้องศิษย์พี่ศิษย์น้อง และปกป้องเกียรติภูมิของสำนัก... เคลื่อนพลได้!!”
สิ้นเสียงของ อวิ๋นหยางหลิ่ง เหล่าศิษย์หลักทั้ง 40 คน ก็ฉายแววตาเด็ดเดี่ยวควบสัตว์อสูรพาหนะของตนพุ่งทะยานผ่านประตูวาสนาพร้อม ๆ กัน โดยมีชนชั้นผู้ฝึกสอน จ้าวซือจี๋ และหยวนอิงเล่อ รั้งท้ายขบวนสอดส่องดูแล
ตัวเลขบนประตูวาสนาทั้งสองหลัก วิ่งวนเร็วจี๋จนยากจะแยกแยะ แต่ทว่ากลับมีช่วงจังหวะหนึ่งที่ปรากฏตัวเลขหลักที่สามออกมา!!ชั่วพริบตานั้นเป็นเพียงจังหวะช่วงเวลาสั้น ๆ ที่ยากจะชี้ชัดได้ว่านั่นคือความจริงหรือภาพลวงตาที่พร่าเลือน...
เหล่าผู้อาวุโสที่เฝ้ามองดูอยู่ ต่างพากันสำลักลมหายใจตัวสั่นเทิ้มทว่าในตอนนี้ขบวนของศิษย์หลักได้เคลื่อนตัวไปแล้ว จึงไม่มีเวลาจะไล่ตรวจสอบว่าตัวเลขหลักที่สามซึ่งได้ปรากฏอันบงบอกว่ามีโชควาสนาของใครสักคนในหมู่ศิษย์หลัก ที่สามารถไปได้ไกลเกินกว่าชั้นที่100 แท้จริงแล้วคนผู้นั้นคือใคร และได้รับโชควาสนาถึงระดับใดกันแน่...
…………………………………….