เสน่หาชั่วกัลป์

    บทที่ 99 ความสามารถ

    ชวีหนานอีเห็นฮัวชิงหร่านดังนี้ ก็เก็บอาการสำรวมจิตใจถาม “ชิงหร่าน คาดคะเนได้แล้วหรือ? เลือดนั่นเป็นของซูเยว่หยิ่งใช่หรือไม่?” วันนี้ฮัวชิงหร่านคำนวณได้ว่าฝนจะตก จึงพกร่มออกเดินทางมาด้วยหนึ่งคัน แม้ท้ายที่สุดเขาจะเปียกเป็นไก่ตกน้ำ แต่ก็พอจะใช้เป็นหลักฐานได้ว่าคนผู้นี้มีกลเม็ดอยู่บ้าง แต่แท้จริงจะมีกลเม็ดอยู่เท่าใด ยังคงต้องคอยดูต่อไป 


    ฮัวชิงหร่านไม่ตอบ ยังคงเหม่อมองดวงจันทร์ใช้สมาธิครุ่นคิด


    ชวีหนานอีรอครู่หนึ่ง ร้องเรียก “ชิงหร่าน?” เห็นอีกฝ่ายไม่ตอบก็ยื่นมือไปตบไหล่ฮัวชิงหร่าน


    ฮัวชิงหร่านหันหน้ามาอย่างเชื่องช้ามองชวีหนานอี ถาม “มีอะไร?”


    ชวีหนานอีงุนงงเล็กน้อย กล่าวตอบ “ชิงหร่านเหม่อมองจันทร์คาดคะเน สามารถคาดคะเนสิ่งใดได้แล้ว?”  


    ฮัวชิงหร่านก้มมองนิ้วกลางที่จีบไว้ของตน หันมองชวีหนานอี ตอบด้วยน้ำเสียงล่องลอย “แค่ถูกยุงกัดตุ่มหนึ่ง” พูดจบคลายนิ้วกลางที่จีบไว้ออก  


    อาศัยแสงจากโคมไฟดอกบัว ชวีหนานอีเมื่อชะโงกมองเห็นชัดเจน พบว่าบนนิ้วกลางของฮัวชิงหร่านมีตุ่มบวมเพราะยุงกัดจริง ๆ 


    ชวีหนานอีพลันรู้สึกร้อนใจอยากทิ่มตาสองข้างของตนเอง! แน่นอน ก่อนอื่น เขาอยากทิ่มเจ้าโง่ฮัวชิงหร่านที่ชอบเหม่อลอยนี้ให้ตายก่อน! 


    ความในใจของชวีหนานอีมิปรากฏบนใบหน้า มันยังคงเป็นท่าทีดื่มด่ำกับสุรารสเลิศ อีกทั้งยังกล่าวเย้ย “ช่างเป็นยุงที่สมควรตายตัวหนึ่งเสียจริงหนา ชิงหร่านไม่ควรปล่อยยุงดูดเลือดนี้ไป” 


    ฮัวชิงหร่านกลับรู้สึกเห็นอกเห็นใจดั่งเทพโดยแท้จริง กล่าวเสียงเบา “เป็นเพียงธรรมชาติสันดานของยุงตัวหนึ่ง ชิงหร่านจะคร่าชีวิตได้เยี่ยงไร?”  


    ชวีหนานอีเลิกคิ้ว กล่าวทิ่มแทงออกไปหนึ่งประโยคอย่างอดไม่ได้ “วันนี้ที่บ้านตระกูลซู ชิงหร่านกวัดแกว่งกระบี่ฆ่าค้างคาวดูดเลือดเป็นท่วงท่ารวดเร็วสะอาดคล่องแคล่ว หนานอีรู้สึกเลื่อมใส” 


    ฮัวชิงหร่านหัวเราะ เมฆไหลลมแผ่วขึ้นมาหนึ่งประโยค “อ้อ จริงหรือ? เช่นนั้นก็ดี”  


    การกระทำของชวีหนานอีตรงไปตรงมา เขาเอื้อมมือไปหยิบกระโปรงของถังโยวโยนไปตรงหน้าฮัวชิงหร่าน “เหตุใดชิงหร่านไม่ใช้กลวิธีเล็กน้อยอีกครา ให้หนานอีเพิ่มความเคารพเลื่อมใส ได้รู้จักฝีมืออันแท้จริงของฮัวชิงหร่าน?” 


    คำพูดนี้เหมือนเหน็บปืนพกไม้ ฟังอย่างไรล้วนทำให้คนไม่สบายใจ  


    ฮัวชิงหร่านมองชวีหนานอีด้วยดวงตาคู่งามที่คล้ายฝังด้วยดวงดาวทางช้างเผือกประกายแวววับ ยกยิ้มมุมปาก กล่าวหนึ่งคำสองความหมาย “อะไร ริษยาแล้ว?” ริษยาด้านทักษะชำนาญของเขา หรือริษยาที่เขามีสตรีมอบจุมพิต?   


    นิ้วของชวีหนานอีที่เล่นจอกสุราอยู่ชะงักลง ก่อนจะเล่นต่อพลางถอนหายใจยาว กล่าว “ใช่ ริษยาแล้ว ริษยาฮัวชิงหร่านที่มีรูปร่างหน้าตางดงามเพริศพริ้ง หนานอีควบม้าก็ยังตามไม่ทัน” 


    แววตาของฮัวชิงหร่านเปลี่ยนเป็นเฉยเมยเย็นชา  


    ฮัวหรูเหยียนกล่าวแทรกได้ถูกเวลา “ท่านทั้งสองนำกระโปรงเลือดตัวนี้มาจากที่ใด? มองดูช่างน่าหวาดกลัวเสียจริง”  


    ฮัวชิงหร่านไม่ต่อบทสนทนา ชวีหนานอีกลับคิดว่าไม่เหมาะล่วงเกินหญิงงาม จึงตอบกลับด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “นี่เป็นกระโปรงของถังโยว”


    ฮัวหรูเหยียนถามด้วยความสงสัย “เกิดเรื่องขึ้นกับนางหรือ?” 


    ชวีหนานอีส่ายหน้า “มิใช่ ๆ ที่เกิดเรื่องคือเจ้าของเลือดบนกระโปรงตัวนี้” พูดจบ สายตามองไปทางฮัวชิงหร่าน  


    ฮัวชิงหร่านไม่รอช้าเสียเวลา พยักหน้า ส่งสัญญาณให้เด็กชายเตรียมตัว


    เด็กชายได้รับคำสั่งก็รีบยกสิ่งของด้านบนที่มีไม่กี่อย่างเก็บกวาดจนสะอาด พับกระโปรงให้เรียบร้อย เผยส่วนที่เปื้อนเลือดขึ้นมา คลี่ผ้าฝ้าย หยิบก้อนดินบนกำแพงที่เปื้อนเลือดออกมา วางลงด้านหน้าฮัวชิงหร่านอย่างเบามือ หลังจากนั้นหยิบกระดาษสีเหลืองมาสองแผ่น พู่กันหมึกแดง และแจกันลายครามขนาดเล็กห้าใบ จัดวางลงตรงหน้าฮัวชิงหร่านทีละใบ  


    ฮัวชิงหร่านหยิบแจกันลายครามมาทีละใบ เทของเหลวสีอ่อนที่อยู่ข้างในลงบนกระโปรงและก้อนดินบนกำแพงที่เปื้อนเลือด หลังจากนั้นลุกขึ้น มือหนึ่งรองกระดาษสีเหลือง มือหนึ่งจับพู่กันหมึกแดง ขยับข้อมือดั่งเมฆลอยน้ำไหล ลีลาการจับปากกาแข็งแรงนุ่มนวลงดงาม ทุกที่ไหลเวียนด้วยพลังแห่งความศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่สามารถดูหมิ่นได้ 


    รอวาดยันต์สองแผ่นเสร็จ ฮัวชิงหร่านใช้มือสะบัด ยันต์สองแผ่นก็ลุกไหม้ เขาเขวี้ยงมันไปข้างหน้า ยันต์สองแผ่นร่วงตกลงบนกระโปรงและก้อนดินที่เปื้อนเลือด  


    ยันต์สองแผ่นลุกไหม้อย่างรวดเร็วกลายเป็นเถ้าถ่าน ม้วนตัวเป็นก้อนเขม่าควัน ปลิวลอยไปตามลม


    ฮัวชิงหร่านคุกเข่าลงอีกครั้ง มองกระโปรงเปื้อนเลือดและก้อนดินกล่าว “เลือดบนกำแพงเป็นของซูเยว่หยิ่ง”


    ชวีหนานอีชะโงกหน้าดู เห็นบนก้อนดินเปื้อนเลือด คาดไม่ถึงว่ามีรอยสีฟ้า และบนกระโปรงเปื้อนเลือดก็ปรากฏจุดกลม ๆ สีฟ้าหนึ่งจุด  


    ชวีหนานอีถาม “เหตุใดเป็นเช่นนี้?”


    ฮัวชิงหร่านตอบหนึ่งประโยคที่ลึกซึ้งคาดเดาไม่ได้ “ความลับที่ไม่อาจเปิดเผย”


    ชวีหนานอีรีบกล่าวขออภัย “เป็นหนานอีที่ล่วงเกิน” หลังจากนั้นกล่าวถาม “วันนี้เข้าบ้านตระกูลซูครั้งที่สาม ไปคอกม้าไต่สวนหวังอู่ขาเป๋ ข้าเห็นชิงหร่านคล้ายค่อนข้างตื่นตัว เพราะสังเกตพบบางอย่างผิดปกติใช่หรือไม่? 


    ฮัวหรูเหยียนลุกยืน กล่าวแสดงความเคารพ “หากท่านทั้งสองสนทนาเรื่องทางการ หรูเหยียนอย่างไรเสียหลีกเลี่ยงจะดีกว่า”


    ชวีหนานอีโบกมือกล่าว “ไม่มีปัญหา ๆ แค่หรูเหยียนไม่หวาดกลัว ฟังไว้ไม่มีปัญหา เป็นเพียงการสนทนาเรื่อยเปื่อย” 


    ฮัวหรูเหยียนคุกเข่าลงอีกครั้ง อมยิ้มกล่าว “ออกมาฝึกฝนประสบการณ์ ธรรมดาว่าต้องดูให้มากเรียนให้เยอะจึงจะดี รู้ใจคน รู้ชีวิตมนุษย์ ในใจวาดภาพไว้งดงาม การมาครั้งนี้ไม่เสียเปล่า” ในที่สุดนางก็จำได้ รู้ว่าทาสคนรับใช้ล้วนไม่สามารถพึ่งพิง คงต้องนั่งคุกเข่าเองถึงจะปลอดภัยกว่า 


    เด็กชายเก็บกระโปรงสิ่งของต่าง ๆ ที่วางอยู่ด้านบนและทำความสะอาด 


    ไป๋เฉาและจู่ลี่จัดวางชามตะเกียบใหม่อีกครั้ง ส่งมอบให้ชวีหนานอีและทุกคนใช้สอย


    ชวีหนานอีหัวเราะเหล่มองไปที่ไป๋เฉาและจู่ลี่ทีหนึ่ง หันศีรษะมองไปทางฮัวชิงหร่าน ถาม “ชิงหร่านสามารถอธิบายให้หนานอีคลายสงสัยได้หรือไม่?”


    ฮัวชิงหร่านครุ่นคิดครู่หนึ่ง ตอบกลับ “ชิงหร่านยังมองไม่เห็นสิ่งใด กลับรู้สึกมีคนสังเกตการณ์พวกเราจากในมุมมืด”


    ชวีหนานอีพยักหน้า ถามต่อ “ชิงหร่านรู้สึกว่าคนผู้นั้นต้องการสิ่งใด? เป็นไปได้หรือไม่ว่าจะเป็นคนวางยาม้าของไป๋จื่อชี?” 


    ฮัวชิงหร่านกล่าว “ตอนนี้ยังสรุปไม่ได้ ชิงหร่านแค่รู้สึกมีสิ่งไม่สู้ปกติ” ยิ้มอ่อน “หนานอีช่างสังเกตละเอียดลออ หนานอีไม่เป็นวิทยายุทธ์ ไม่เข้าใจการแยกแยะลมปราณ ไฉนจะสามารถสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ? หรือนอกเสียจากว่าชิงหร่านแสดงออกมาเด่นชัดจนเกินไป?” 


    ชวีหนานอียกมือห้าม กล่าวว่า “มิใช่ ๆ ตอนที่พวกเราไปคอกม้าครั้งแรก ไป๋จื่อชีใช้เคียวตัดคอม้า ครานั้นถูกพฤติกรรมของเขาทำให้ตกใจกลัวจนมิได้สนใจเรื่องอื่น ตอนไปคอกม้าครั้งที่สอง กลับพบว่ารอบ ๆ เงียบสงัดไร้เสียง แม้เสียงนกร้องสักตัวยังไม่มี นี่ถึงได้รู้สึกประหลาดใจ หนานอีสัมผัสทั้งห้าเชื่องช้า กลัวอย่างเดียวว่าคาดคะเนเข้าใจผิด ถึงได้หันไปทางชิงหร่าน เห็นชิงหร่านก็กำลังสังเกตบริเวณโดยรอบอยู่เงียบ ๆ จึงรู้ว่าสถานการณ์ผิดปกติ เฮ้อ...หากสามารถจับคนผู้นั้นออกมาได้ก็ดี ข้าจะได้ไม่ต้องคาดคะเนอยู่ตรงนี้ ว่าผู้ที่แอบอยู่ในมุมมืดสังเกตการณ์พวกเราเป็นใครกันแน่”  


    ฮัวชิงหร่านขมวดคิ้วเล็กน้อย กล่าว “ผู้นั้นแอบซ่อนลึกลับยิ่งนัก หากมิใช่รอบ ๆ คอกม้าเงียบสงัดจนเกินไป ชิงหร่านก็ไม่รู้ว่าในเขตลิ้วเหอนี้ยังมีบุคคลเช่นนี้อยู่ ต้องรู้ว่าสัตว์คือสิ่งที่ตื่นตัวมากที่สุด เพียงแต่ ชิงหร่านยังมีเรื่องหนึ่งที่ไม่เข้าใจ”  


    ชวีหนานอีเลิกคิ้ว “เหตุใดไม่กล่าวมา พวกเราสามคนรวมหัวกัน?” 


    ฮัวชิงหร่านตอบรับ “ดี คนผู้นั้นหากเป็นจอมยุทธ์ฝีมือสูงส่งจริง ไม่ควรเพียงสามารถซ่อนเร้นร่องรอย แต่ควรสามารถเก็บลมปราณ มิให้บุคคลหรือสัตว์ใดสัมผัสได้ ทว่าคนผู้นี้กลับทำให้สัตว์ทุกตัวหวาดกลัวอย่างหลบเลี่ยงไม่ได้ นี่แค่จุดหนึ่งก็อธิบายได้ว่า ผู้นั้นไม่มีวิธีซ่อนเร้นร่องรอย แต่เช่นนั้นแล้วไฉนชิงหร่านกลับหาเขาไม่เจอ? แปลกมาก” 


    ชวีหนานอีจมดิ่งอยู่ในความคิด ร้อยความคิดก็ยังไม่สามารถอธิบาย  


    ฮัวหรูเหยียนกล่าวอย่างทอดถอนใจ “ระยะนี้ในเขตลิ้วเหอมีจอมยุทธ์ฝีมือดีเยอะขึ้นมาก กระบวนท่าวิทยายุทธ์มากมายไม่เคยได้ยินมาก่อน บางอย่างแปลกประหลาด ไม่แน่นอนเช่นกัน เราต่างความรู้ต่ำต้อยด้อยประสบการณ์ ยังต้องพบเจอไว้ให้มากถึงจะดี”  


    ชวีหนานอีกุมมือคารวะกล่าว “เป็นเช่นนี้ มีบางเรื่องคาดเดาความเป็นจริงไม่ได้ สู้ปล่อยไปเสียดีกว่า มิใช่ว่าผู้คนมักชอบกล่าวกันหรอกหรือว่าน้ำลดตอผุด? แสงแดดยิ่งแรง น้ำยิ่งลดเร็ว ก้อนหิน ไม่ช้าก็เร็วสักวันหนึ่งต้องโผล่ออกมาให้เห็น”  


    ฮัวหรูเหยียนเพียงยิ้มไม่พูด ในใจกลับรู้สึกว่าชวีหนานอีที่มักจะผิวเผิน ช่างเป็นผู้มุทะลุที่รู้แค่ประมาณ ไม่เรียนรู้ให้ลึกซึ้ง


    ชวีหนานอีสรุปเสร็จ ก็ยื่นตัวเข้าใกล้ฮัวหรูเหยียน ถาม “หรูเหยียน เจ้าว่าเป็นเช่นนี้จริงหรือไม่?” 

    คล้ายกับเรื่องเสน่หาชั่วกัลป์ ที่คุณอ่าน