แสงตะเกียงน้ำมันสั่นไหววูบวาบ สร้างเงาที่เต้นระริกไปตามผนังผ้าใบ ที่นี่เงียบสงัด มีเพียงเสียงลมหายใจที่ติดขัดของร่างบนเตียงและเสียงไม้ในเตาอุ่นที่ปะทุเป็นครั้งคราว
เถี่ยซินค้างอยู่ในท่าคุกเข่าเนิ่นนาน เขามองร่างไร้สติของหลี่เทียนอี้ ก่อนจะค่อยๆ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง บ่าของเขารู้สึกหนักอึ้งราวกับแบกชะตากรรมของทั้งกองทัพไว้
หมอทหารหลวงก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก "รองแม่ทัพเถี่ย" เขากระซิบเสียงสั่น "ท่านจะทำตามบัญชานั่นจริงรึ นี่มัน... ไม่ใช่การรักษา!"
เถี่ยซินไม่ได้หันไปมอง ในหัวของเขาฉายภาพซ้ำแล้วซ้ำเล่า... ภาพซื่อจื่อบนหอสังเกตการณ์กลางสมรภูมิเพลิง, บัญชาการรบที่เยือกเย็นจนน่าขนลุก, และแววตาเด็ดเดี่ยวขณะใช้เหล้าใจสิงห์ชำระบาดแผลตนเอง
เขาหันไปทางหมอทหารเป็นครั้งแรก แววตาหนักแน่นไร้ความลังเล "ท่านหมอ ข้าต้องการความช่วยเหลือในการเตรียมของ แต่สุดท้าย... ข้าจะทำตามบัญชาของซื่อจื่อ"
ท่ามกลางสายตาที่ไม่อยากจะเชื่อของหมอทหาร เถี่ยซินบรรจงบดขยี้เศษขนมปังขึ้นรานั้นอย่างพิถีพิถัน เขาผสมผงสีเขียวตุ่นนั้นเข้ากับน้ำอุ่น แล้วจึงค่อยๆ กรองของเหลวสีเขียวขุ่นผ่านผ้าไหมสิบชั้นอย่างเชื่องช้า
ในที่สุด สิ่งที่ปรากฏในชามคือ "น้ำยา" สีเขียวอมเหลืองจางๆ ปริมาณไม่ถึงครึ่งชาม มีเพียงกลิ่นอับชื้นที่ไม่น่าไว้วางใจ
เถี่ยซินยกชามนั้นขึ้นมาด้วยสองมือที่มั่นคง เขาเดินกลับไปที่ข้างเตียง คุกเข่าลงอีกครั้ง แล้วบรรจงใช้ผ้าไหมสะอาดชุบน้ำยาประหลาดนั้นทาลงบนบาดแผลของหลี่เทียนอี้อย่างแผ่วเบา
เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้น เขาก็ทรุดกายนั่งลงข้างเตียง ไม่ยอมลุกไปไหน
ภารกิจของเขาจบลงแล้ว... บัดนี้เหลือเพียงการรอคอย... และศรัทธาเท่านั้น
คืนนั้นผ่านไปอย่างเชื่องช้า ไข้ของซื่อจื่อขึ้นสูงจนตัวร้อนราวกับไฟ เถี่ยซินคอยเช็ดตัวและป้อนน้ำให้ไม่ห่างกาย หมอทหารหลวงได้แต่ส่ายหน้าและพยายามป้อนยาต้มลดไข้ซึ่งไร้ผล
จนกระทั่งรุ่งสางของวันที่สองมาเยือน...
แสงอาทิตย์สีทองอ่อนๆ สาดส่องเข้ามา เถี่ยซินสะดุ้งตื่น เขารีบอังหน้าผากของหลี่เทียนอี้ตามสัญชาตญาณ... ความร้อนทุเลาลงแล้ว
หัวใจของเถี่ยซินเต้นรัว เขาก้มลงมองใบหน้าของซื่อจื่อ ริมฝีปากที่เคยแห้งแตกกลับดูชุ่มชื้นขึ้น ลมหายใจสม่ำเสมอและสงบลง
"ท่านหมอ!" เขาร้องเรียก
หมอทหารหลวงรีบเข้ามาจับชีพจร ดวงตาของเขาเบิกกว้างขึ้น "ชีพจรสงบลงแล้ว... ไข้ลดลงจริงๆ"
"เปิดผ้าพันแผล" เถี่ยซินตัดสินใจ
สองคนช่วยกันคลายปมผ้าไหมออกอย่างระมัดระวังที่สุด และภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าก็ทำให้หมอทหารหลวงถึงกับมือสั่นเทา
บาดแผลที่เคยแดงก่ำบวมเป่งราวกับปากปล่องภูเขาไฟ บัดนี้การอักเสบได้ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ความบวมยุบไปกว่าครึ่ง และขอบแผลที่เคยเน่าเปื่อย กลับมีสีชมพูอ่อนๆ ของเนื้อเยื่อใหม่ปรากฏให้เห็น
"สวรรค์..." หมอทหารพึมพำอย่างเลื่อนลอย "เป็นไปได้อย่างไร..."
เป็นครั้งแรกที่เถี่ยซินรู้สึกได้ถึงความร้อนผ่าวที่ขอบตา
และในจังหวะนั้นเอง... เปลือกตาของซื่อจื่อหลี่เทียนอี้... ก็เริ่มขยับไหวเล็กน้อย
เสียงทุ้มต่ำคุ้นเคย... เสียงเถี่ยซิน... กำลังพูดคุยแผ่วเบากับใครอีกคน
หลี่เทียนอี้พยายามขยับเปลือกตาที่หนักอึ้ง แสงสลัวๆ ของตะเกียงทำให้ภาพพร่ามัวไปชั่วขณะ ก่อนที่เพดานกระโจมจะค่อยๆ ชัดเจนขึ้น
เขายังมีชีวิตอยู่
ความเจ็บปวดทุเลาลงแล้ว เหลือเพียงอาการอ่อนเพลียอย่างรุนแรง เขาลองขยับนิ้วมือ... มันตอบสนอง
"ซื่อจื่อ ท่านฟื้นแล้ว ดียิ่งนัก" เสียงของเถี่ยซินดังขึ้นข้างเตียง เต็มไปด้วยความดีใจอย่างถึงที่สุด
เขายอมให้เถี่ยซินช่วยประคองและป้อนน้ำอุ่นให้สองสามจิบ เขากวาดสายตามองไปรอบๆ เห็นหมอทหารหลวงยืนอยู่ห่างออกไปเล็กน้อย มือของเขากำแน่น ดวงตาจับจ้องมาที่เขาราวกับกำลังมองสิ่งศักดิ์สิทธิ์ระคนปีศาจ
หลังจากรับรู้สถานการณ์ภายนอกว่าปลอดภัยดีแล้ว เขาก็พยักหน้าให้เถี่ยซินเบาๆ เป็นสัญญาณว่าต้องการพักผ่อน เถี่ยซินและหมอทหารจึงล่าถอยออกไปอย่างเงียบเชียบ
หลี่เทียนอี้หลับตาลงอีกครั้ง การรอดชีวิตครั้งนี้ปลดผนึกความทรงจำของ "ซื่อจื่อคนเดิม" ให้หลั่งไหลเข้ามาในหัวของเขาราวกับเขื่อนแตก
เขาเห็นภาพตัวเองในวัยเด็ก นั่งขัดสมาธิอย่างเก้ๆ กังๆ ในลานฝึก โดยมีเงาร่างสูงใหญ่ของบิดาคอยจับตามองอยู่ห่างๆ เขาเห็นภาพพระบิดาที่ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจครั้งแล้วครั้งเล่า
และสุดท้าย... ชื่อของเคล็ดวิชานั้นก็ปรากฏขึ้นมา... "คัมภีร์ลมปราณสุริยัน"
หลี่เทียนอี้ลืมตาขึ้นอีกครั้ง ในแววตาของเขามีประกายที่ซับซ้อนและล้ำลึก เขาค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียง
คัมภีร์ลมปราณสุริยัน... วิชากำลังภายในประจำตระกูล... บิดาเป็นผู้สอนด้วยตนเองตั้งแต่ข้าอายุห้าขวบ แต่ตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา ก็ยังคงติดค้างอยู่ที่ขั้นแรก ไม่สามารถโคจรลมปราณให้ครบหนึ่งรอบได้สำเร็จ...
ความรู้สึกคับข้องใจของซื่อจื่อคนเดิมยังคงตกค้างอยู่
เจ้าของร่างเดิมพยายามใช้แต่ "กำลัง" บังคับให้มันเคลื่อนที่ โดยไม่เข้าใจ "หลักการ" ที่แท้จริง... การฝึกฝน ไม่ใช่การออกแรง มันคือการควบคุม... คือการนำทาง ไม่ใช่การผลักไส
ความคิดของหลี่เทียนอี้คมกริบ เขาหลับตาลงอีกครั้ง กำหนดลมหายใจเข้าออกอย่างช้าๆ และสม่ำเสมอตามหลักการฝึกสมาธิของหน่วยรบพิเศษ ผสานเข้ากับเคล็ดการโคจรลมปราณจากความทรงจำ
เขาค่อยๆ ใช้จิต "นำทาง" กระแสลมอุ่นที่เคยนิ่งสนิทอยู่ในท้องน้อย ให้เคลื่อนตัวไปตามเส้นทางที่ถูกต้อง
และเป็นครั้งแรก... ที่มัน "ตอบสนอง"
กระแสลมปราณสุริยันที่เคยดื้อรั้นมานานนับสิบปี บัดนี้ได้เริ่มโคจรอย่างเชื่องช้า แต่มั่นคงเป็นครั้งแรก
ภายนอกหลี่เทียนอี้ดูเหมือนกำลังพักผ่อน แต่ภายในร่างกายของเขา โลกใบใหม่ทั้งใบกำลังถูกเปิดออก
เถี่ยซินที่กำลังจะนำอาหารเย็นเข้ามาให้ เปิดม่านกระโจมออกและหยุดชะงักงัน เขายืนนิ่งราวกับถูกสาป ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง
รอบกายของซื่อจื่อที่กำลังหลับใหล... มีไออุ่นจางๆ ที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่ากำลังลอยขึ้นมาอย่างแผ่วเบา ทำให้บรรยากาศที่เย็นเยียบในกระโจมพลันอบอุ่นขึ้นมาอย่างน่าประหลาด
(จบตอนที่ 8)