
บทที่ 6 ลูกศิษย์ปรากฏตัว
หลังจากผ่านการผจญภัยอันยาวนาน ดูเหมือนว่าเสื้อผ้าที่ส่งซักไว้คงต้องขอเลื่อนไปอีกวัน หลังจากผ่านอะไรมาทั้งวันทั้งสามจึงตัดสินใจกลับบ้านมาพักผ่อน แคลร์ใช้พลังรักษาให้ลูเซี่ยนกับเซโน่ แต่ดูเหมือนในกรณีของเซโน่นั้นจะมีแค่เพียงรอยฟกช้ำดำเขียวนิดหน่อยแล้วก็มีอาการเมื่อยตามเนื้อตามตัวเท่านั้น ผิดกับลูเซี่ยนที่แม้จะไม่ได้ไปต่อสู้กับสัตว์ประหลาดแห่งรอยแยก แต่กลับมีแผลเต็มตัว ทั้งหัวแตก รอยถลอกเต็มตัว แถมยังถูกหมากัดอีก ที่ไม่ว่าจะดูยังไงแผลส่วนใหญ่ก็ได้มาจากแคลร์ทั้งนั้น แคลร์ก็เลยไม่มีทางเลือกต้องยอมใช้พลังในการรักษาซึ่งไหนๆ จะรักษาให้ลูเซี่ยนแล้วก็เลยรักษาให้เซโน่ไปด้วยเลย
ทั้งสามเริ่มเช้าวันถัดมาเหมือนอย่างเคย วันนี้เป็เวรทำอาหารของเซโน่แคลร์ก็เลยนั่งดูทีวีฆ่าเวลา ส่วนลูเซี่ยนก็อ่านหนังสือพิมพ์ตามเคย ซึ่งดูเหมือนลูเซี่ยนกำลังตามข่าวของฆาตกรดังคนนึงอยู่แล้วก็ดูเหมือนรายงานข่าววันนี้ก็จะรายงานข่าวเกี่ยวกับฆาตกรคนนี้ด้วยเหมือนกัน
รายงานข่าววันนี้นับว่าคงเป็ข่าวดีสำหรับญาติผู้เสียหายและประชาชนตาดำๆแบบพวกเราเลยทีเดียวค่ะ ในที่สุดอาชญากรที่เลวร้ายที่สุดของโลก ฆาตกรต่อเนื่องสุดอำมหิตที่นับได้ว่ามีอายุน้อยที่สุดของโลก เซน โบการ์ด ก็จะถูกตัดสินโทษปะาชีวิตหลังจากต่อสู้คดีมาอย่างยาวนานถึง 6 ปี วันตัดสินโทษที่ถูกกำหนดไว้คือวันที่ 25 พฤษภาคม ปีนี้ในวัย 20 ปี วันนี้เราจะมาย้อนรอยเหตุการณ์ในตอนนั้นกัน -ปิ๊ป- (เสียงปิดโทรทัศน์)
“ฉันยังดูอยู่ไม่เห็นรึไง” แคลร์หันไปถามคนที่ปิดทีวีโดยไม่บอกไม่กล่าว
“ได้เวลากินข้าวแล้ว ขืนฟังเื่แบบนั้นก่อนกินข้าวก็กินข้าวไม่ลงกันพอดี” ลูเซี่ยนโยนรีโมททีวีไปที่โซฟา เดินหันหลังไปที่โต๊ะอาหารแล้วนั่งลงโดยไม่สนใจแคลร์ที่ยังนั่งอยู่ที่โซฟา
“ว่าแต่เซโน่วันนี้นายเป็เวรทำอาหารใช่ไหม”
“ใช่แล้วผมเอง”
“ถ้างั้นไหนลองบอกฉันมาสิว่านี่เมนูอะไร”
ลูเซี่ยนมองลงไปที่ชามข้าวที่มีข้าวสวยโรยด้วยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ยังไม่ได้ต้มถูกบี้จนแตกคลุกด้วยผงปรุงรสแล้วนำมาโรยบนข้าวสวย
“ข้าวสวยโรยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเรียกว่าเมนู เซโน่สเปเชียล”
“มีสเปเชียลตรงไหนมิทราบ แล้วแบบนี้จะกินได้ยังไงห๊ะ”
“ก็แบบนี้ไง” เซโน่เอาข้าวคลุกกับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแล้วก็กินหน้าตาเฉย
“นี่นายคงไม่คิดจะกินแบบนี้ไปตลอดหรอกใช่ไหม อย่างน้อยๆก็ช่วยต้มแล้วกินให้มันดีๆหน่อยสิ ให้ตายสิ เพราะเมื่อวานไปกินอาหารที่ร้านอาหาร อาวุธที่จำเป็ในการทำงานก็แทบไม่เหลือ แถมะเิที่เหลืออยู่เพียงลูกเดียวก็ถูกใช้ไปฟรีๆ ก็เลยต้องประหยัดเงินซื้อได้แค่ข้าวกับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเท่านั้น หวังว่าฉันคงไม่ต้องกินแบบนี้ไปตลอดทั้งเดือนหรอกนะ”
คุณคะมีสายเข้า รับสายเร็ว~ (เสียงโทรศัพท์มือถือ)
“เสียงเรียกเข้านั่นไม่ว่าได้ยินกี่ครั้งก็ไม่ชินสักที” แคลร์มองลูเซี่ยนด้วยสายตาเวทนา
“เห็นแบบนั้นลูเซี่ยนก็เป็พวกรักครอบครัวกว่าที่เห็นนะ”
“องค์กรบรรเทาทุกข์สารพัด เพื่อสนับสนุนการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียมคร้าบ ไม่ทราบว่าอยากจะติดต่อเื่อะไรครับ”
“ไม่ทราบว่านี่ใช่คุณลูเซี่ยนรึเปล่าครับ
“ครับ ไม่ทราบว่ามีธุระอะไร”
“อาหารที่สั่งไว้ได้แล้วครับ”
“อาหาร? ขอโทษนะครับแต่ผมจำไม่เห็นได้ว่าเคยสั่งอาหารเอาไว้”
“ตอนนี้อยู่หน้าบ้านแล้ว กรุณาเปิดประตูออกมารับด้วย”
“แต่ผมไม่ได้สั่ง-”
ยังไม่ทันที่ลูเซี่ยนจะพูดจบพนักก็ตัดสายทิ้ง จากนั้นไม่นานก็ได้ยินเสียงกดออดที่หน้าบ้าน
“ให้ตายสิก็บอกว่าไม่ได้สั่งไง!!” ลูเซี่ยนเดินไปเปิดประตูด้วยความฉุนเฉียว
พนักงานคนนี้เป็ชายหนุ่มหน้าหวานท่าทางขี้เล่น ใส่หมวกแก๊บสีดำมีชื่อร้านอาหารเขียนอยู่ว่า Gate of Hell ผมยาวประบ่าเส้นผมสีขาวสวยมีไฮไลต์สีฟ้าสวมเสื้อคอเต่าสีดำแขนสั้นพอดีตัวตัดกับผมสีขาวยิ่งช่วยขับให้ใบหน้าหล่อเหลาดูเด่นชัด กางเกงสีดำขายาว ที่ข้อมือซ้ายมีสร้อยข้อมือทำจากเชือกถักสีดำประดับด้วยจี้ทรงกลมขนาดเท่าลูกแก้วสีใสมีผีเสือสีฟ้าบินไปมาอยู่ด้านใน สวมแหวนสีทองรูปนาฬิกาทรายที่เป็สัญลักษณ์ของร้านอาหาร เกท ออฟ เฮล ที่นิ้วกลางทั้งสองข้าง รูปร่างสูงโปร่ง ดวงตาสีฟ้ามองลอดเข้าไปในห้องโดยไม่สนใจเ้าของห้องที่ยืนขวางทางอยู่
“นี่อาหารที่สั่ง”
พนักงานยืนถุงอาหารใบใหญ่ยัดใส่มือลูเซี่ยน แล้วเดินเข้าไปในบ้านโดยไม่ขออนุญาต
“เดี๋ยวเซ่!! นี่แกเป็ใครเนี่ยมาเข้าบ้านคนอื่นโดยไม่ขอแบบนี้”
“ขออนุญาตเข้าไปหน่อยนะคร้าบบ~”
ไม่ต้องบอกก็รู้ว่านี่คือการทำแบบขอไปที เ้าตัวเดินเข้าไปด้านในโดยไม่สนใจ
“เข้าใจแล้วฉันจะจ่ายค่าอาหารให้ราคาเท่าไหร่”
ลูเซี่ยนเดินตามะโไล่หลังมาติดๆ แต่อีกฝ่ายไม่สนใจเดินตรงไปที่โต๊ะอาหารที่มีแคลร์กับเซโน่นั่งอยู่
“ในที่สุดก็เจอตัวซักที” พนักงานร้านพูดพรางยิ้มออกมา
“เดี๋ยวเซ่ ฉันบอกว่าจะจ่ายค่าอาหารให้ไง เพราะงั้นนายน่ะออกไปได้แล้ว” ลูเซี่ยนเดินมาคว้าไหล่พนักงานส่งอาหารจากด้านหลัง
“ค่าอาหารผมจ่ายหมดแล้วทานได้เลยไม่ต้องห่วง”
“อ่อ งั้นเหรอขอบคุณที่เลี้ยงนะ…ใช่ที่ไหนเล่า!!! นายเป็ใครเนี่ย?!”
“ฉันน่ะเหรอ ผมชื่อว่า ไอคาว่า เลิฟ เป็ลูกศิษย์ของอาจารย์”
“อาจารย์?!”
“ใช่ อาจารย์เป็อาจารย์ของผม”
เลิฟพูดพร้อมเอาตัวเบียดไปนั่งเก้าอี้ตัวเดียวกับแคลร์แล้วหัวซบไปที่ไหล่อย่างหน้าระรื่น ทั้งเซโน่และลูเซี่ยนมองไปที่แคลร์เป็ตาเดียวราวกับกำลังถามหาคำตอบ
“อืม นี่ลูกศิษย์ฉันเอง” แคลร์พูดด้วยสีหน้าเรียบๆจากนั้นก็เงียบไป
“อธิบายมากกว่านี้หน่อยเซ่!! จู่ๆเ้าเด็กนี่ก็เดินเข้ามาในบ้านแล้วก็บอกว่าเธอเป็อาจารย์คิดว่าตอบแค่ ‘อืม นี่ลูกศิษย์ฉันเอง’ คิดว่าตอบแบบนั้นแล้วฉันจะพูดว่า ‘อืม เข้าใจแล้วล่ะ’ รึไงห๊ะ! อธิบายให้เข้าใจมากกว่านี้หน่อยเซ่ ไม่ว่าดูยังไงเ้านี่ก็ดูไม่ใช่แค่ลูกศิษย์แหงๆ ”
“ถึงจะบอกให้อธิบายมากกว่านี้ แต่เ้านี่ก็เป็แค่ลูกศิษย์ไม่มีอะไรมากกว่านี้ ปกติลูกศิษย์กับอาจารย์ก็เป็แบบนี้ไม่ใช่เหรอ เ้านี่ก็เป็แบบนี้ั้แ่เจอฉันครั้งแรกแล้วด้วย”
“เป็แบบนี้มานานแล้วเหรอเ้าเด็กนี่”
ถึงภายนอกเลิฟจะดูเหมือนเด็กหนุ่มแต่จริงๆ แล้วเค้าอยู่มานานพอๆ กับแคลร์เลยก็ว่าได้ การที่ถูกคนที่เพิ่งเจอหน้ากันครั้งแรกเรียกว่า ‘เ้าเด็กนี่’ นั้นสำหรับเค้าแล้วเป็เื่ที่ชวนให้ไม่สบอารมณ์เท่าไหร่
“เรียกใครว่าเ้าเด็กนี่กันห๊ะ?! ถ้าพูดถึงความาุโในที่นี้ล่ะก็ ฉันถือว่าเป็อันดับสอง ฉันอายุน้อยกว่าอาจารย์แค่สองปีเท่านั้นเอง เพราะงั้นถ้านับกันเื่อายุล่ะก็ ต่อให้เอาอายุของพวกนายสองคนรวมกันแล้วคูณด้วยสิบก็ยังน้อยกว่าฉันอยู่ดี”
แววตาและท่าทางของเด็กหนุ่มขี้เล่นเมื่อกี๊นี้หายไปในพริบตา สีหน้า ท่าทาง และ น้ำเสียง ของเค้าเหมือนกับผู้มากประสบการณ์ เป็ดั่งผู้าุโที่อยู่มานานที่กำลังอบรมสั่งสอนเด็กๆ ถ้าไม่นับว่าตอนนี้เค้ายังกอดแขนแคลร์ไม่ยอมปล่อยอยู่ล่ะก็ คงจะมีบารมีไม่น้อยเลยทีเดียว
“ในเมื่อนายบอกว่าเป็ลูกศิษย์แถมยังอยู่มานานพอๆ กับแคลร์ล่ะก็ ก็แปลว่านายเองก็เป็เทพเหมือนกันสินะ”
“ไม่ใช่ ตอนนี้ฉันยังเป็มนุษย์อยู่”
มนุษย์? มีมนุษย์ที่อายุยืนขนาดนั้นที่ไหนกันเล่า เ้านี่คิดจะหลอกฉันแหงๆ
“ว่าแต่นายมาที่นี่ได้ยังไง ปกติแล้วถ้าไม่ใช้พลังของเทพเ้าก็ไม่น่าจะเข้ามาที่มิตินี้ได้นิ” แคลร์หันไปถามลูกศิษย์ที่เกาะแขนไม่ยอมปล่อย
“ผมมากับรุ่นพี่น่ะ” เลิฟตอบอย่างหน้าระรื่น
“มิรินก็อยู่ที่นี่ด้วยเหรอ”
“อาจารย์นั่นแหละ คิดจะอยู่ที่มิตินี้อีกนานแค่ไหน วันจัดพิธีสถาปนาใกล้เข้ามาแล้วนะ” พอพูดถึงเื่นี้ดวงตาก็ขุ่นมัวขึ้นมา ราวกับว่าทั้งเศร้าทั้งหนักใจ
พิธีสถาปนา? เ้าพวกนี้มันคุยอะไรกันเนี่ย ฉันไม่เห็นรู้เื่อะไรเลย แต่พอพูดถึงพิธีสถาปนาสีหน้าแคลร์ก็ดูเปลี่ยนไปเลย สีหน้าดูเหมือนไม่ค่อยสบายใจ ปกติแล้วถ้าพูดถึงการสถาปนาล่ะก็เหมือนกับการเลื่อนขั้นหรือรับตำแหน่งอะไรแบบนั้นใช่ไหมน่ะ ก็ฟังดูน่าจะเป็เื่ดีสิ แต่สีหน้าแคลร์กลับดูไม่ค่อยดีใจเท่าไหร่เลยหรือคนที่ได้สถาปนาจะเป็คู่แข่ง? ยัยนั้นก็เลยกังวล
“ยังไงก็เถอะทั้งนายทั้งมิริน อย่าก่อเื่ที่นี่เชียวล่ะ ถ้าจะวิวาทล่ะก็ อย่าลืมเก็บกวาดให้เรียบร้อยด้วย”
สรุปแล้วว่ามีได้หรือไม่ได้ล่ะนั่น ระหว่างที่สองคนนี้กำลังพูดเื่ที่ชวนไม่เข้าใจ เซโน่ที่ไม่ปริปากพูดมาสักพักก็กินข้าวหมดไปแล้วสามจาน ไม่รู้ว่ากระเพาะกับเ้านั่นทำจากอะไรกันแน่เนี่ยลูเซี่ยนมองไปที่เซโน่พรางขมวดคิ้ว
“ถ้างั้นเพื่อจับตาดูไม่ให้ผมก่อเื่ ให้ผมมาอยู่ที่นี่กับอาจารย์ดีไหม”
“จะไปดีได้ยังไงเล่าคิดว่าที่นี่ใครจะเข้าจะออกก็ได้ตามใจรึไงห๊ะ?!”
ผมรีบออกปากคัดค้านทันที แค่ค่าอาหารเซโน่คนเดียวทุกวันนี้ก็แทบจะไม่พออยู่แล้วยังมีแคลร์เพิ่มเข้ามาอีก บ้านฉันไม่ใช่สถาณสงเคราะห์นะที่ใครจะมาอยู่ก็ได้ตามใจ
“ชิ เป็คนที่เอะอะโวยวายซะจริง ฉันจะปล่อยให้อาจารย์มาอยู่กับใครก็ไม่รู้ตามลำพังได้ยังไงจะโดนทำอะไรบ้างก็ไม่รู้ หึ! รู้สึกอิจฉาซะจนอยากจะฆ่าให้ตาย”
“ความในใจหลุดออกมาหมดแล้วเฟ้ย! แล้วอีกอย่างฉันต่างหากที่เป็ฝ่ายถูกกระทำ อย่างเมื่อเช้ายัยนี่จงใจตื่นมาั้แ่เช้าเพื่อที่จะได้เข้าห้องน้ำเป็คนแรกแล้วจงใจนั่งแช่อยู่ในนั้นตั้งสองชั่วโมง คิดจะสร้างอาณาจักรอยู่ในนั้นรึไงห๊ะ?!”
“ฉันเกือบจะตีบอสชนะอยู่แล้วเชียว” แคลร์พูดอย่างเสียดาย
“นี่เธออย่าบอกนะที่นั่งแช่อยู่ในนั้นตั้งนานนี่คือ เล่นเกมส์เรอะคิดว่าฉันต้องทรมานแค่ไหนกว่าจะผ่านไปแต่ละนาทีน่ะ”
“โดนแกล้งนิดหน่อยทำเป็โวยวายไปได้” เลิฟพูดเข้าข้างอาจารย์ของตัวเอง
“นี่นายไม่รู้รึไงว่าเวลามันจะออก มันไม่ใช่เื่ที่ควบคุมกันได้ง่ายๆ คิดว่าฉันต้องพยายามขมิบขนาดไหนกว่ามันจะผ่านไปแต่ละนาทีน่ะ”
จ๊อก~
ในระหว่างทั้งสามคนกำลังเถียงกันก็มีเสียงท้องร้องดังขึ้นแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ทำให้สายตาทั้งสามคนมองไปที่ต้นเสียงเป็ตาเดียว เซโน่ที่เพิ่งยัดข้าวไปสามชามพอได้กลิ่นอาหารที่อยู่ในถุงที่เลิฟเป็คนนำมาก็พลอยท้องร้องขึ้นมาอีกครั้ง ทำเอาทั้งสามคนอดสงสัยไม่ได้ว่าข้าวที่กินเข้าไปก่อนหน้านี้มันหายไปไหนหมดแล้ว
“หิวแล้ว~” เซโน่ส่งเสียงโอดครวญ
“แล้วข้าวที่กินไปเมื่อกี๊ล่ะ”
“เมื่อกี๊ ก็ส่วนเมื่อกี๊ ตอนนี้ผมหิวแล้ว”
ทุกคนทนฟังเสียงโอดครวญของท้องเซโน่ไม่ไหว จึงต้องเริ่มมื้อเช้าอย่างเลี่ยงไม่ได้
“ถ้างั้นนายไปพักที่หอพักของร้านล่ะกัน ฉันจะให้คนเตรียมเอาไว้ให้”
“ไม่เป็ไรจริงๆ ผมได้ที่พักแล้ว”
“หอพักของร้าน? ”
หอพักของร้านเมื่อกี้ยัยนี่พูดว่าหอพักของร้านเหรอ แปลว่าจริงๆ แล้วยัยนี่มีที่พักที่อื่นไม่ใช่รึไง ไม่จำเป็จะต้องมาอยู่ที่นี่เลยนิ แถมพูดว่าจะให้คนจัดห้องไว้ให้ด้วย ก็แปลว่ามีตำแหน่งใหญ่โตในร้านไม่ใช่เหรอ แต่ร้านที่ว่าเนี่ยมันร้านอะไรกัน
“นี่แคลร์หอพักร้านที่ว่าเนี่ยมันร้านอะไร”
ผมยิงคำถามตรงไปที่แคลร์ ยัยนั่นสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะหลบสายตาเงียบไม่พูดอะไรกลับมา
“อาจารย์ไม่ได้บอกเหรอว่าร้าน เกท ออฟ เฮล เป็ร้านของอาจารย์น่ะ”
หลังจากฟังที่เลิฟพูดผมก็จ้องมองไปที่แคลร์ แคลร์หลบสายตาอย่างเห็นได้ชัดแปลว่าเมื่อวานร้านอาหารที่ยัยนี่พาไปก็คือ ร้านอาหารของตัวเองแถมมื้ออาหารที่ผมเลี้ยงไปเมื่อวานก็เข้ากระเป๋ายัยนี่หมด ที่นี้ก็เข้าใจแล้วว่าทั้งๆ ที่ไม่ยอมให้ซื้อของที่วางขายอยู่ชั้นสองเลยสักอย่างแต่ทำไมถึงยอมให้ขึ้นไป้าได้
“นายท่านที่เ้าพวกนั้นพูดถึงเนี่ยเธอเองเหรอ!! แถมเป็ถึงเ้าของร้านใหญ่โตแต่กลับให้ฉันมาเลี้ยงอาหารเนี่ยนะ”
“ก็นายเป็คนบอกว่าจะเลี้ยงนิ แล้วก็รับปากแล้วด้วยว่าจะไม่ทวงคืนที่หลังนะ นี่นายจะผิดคำพูดเหรอ”
แบบนี้นี่เองที่ตอนนั้นยัยนี่ถามซ้ำก็เพราะแบบนี้เองสินะ ถ้าเกิดมากลับคำพูดเอาตอนนี้เราจะเสียเปรียบงั้นถ้าเปลี่ยนเป็การต่อรองแทนล่ะ
“พอมีเธอเพิ่มเข้ามารายจ่ายของทางนี้ก็เพิ่มมากขึ้น ฉันเองก็ไม่ขออะไรมากหรอกอาวุธที่วางขายอยู่ที่ชั้นสองช่วยยอมขายให้ฉันที”
“โทษทีนะแต่ว่าไม่ได้ ของหลายอย่างถูกสร้างขึ้นโดยเวทมนต์และวัตถุดิบในการสร้างก็ไม่ใช่ของที่มีอยู่ในมิตินี้ ที่ฉันไม่ขายให้เพราะมันอาจจะส่งผลต่อระบบนิเวศน์ของโลกนี้ในระยะยาวก็ได้ ของที่ไม่เป็พิษกับอีกโลกนึง อาจเป็พิษกับอีกโลกนึงก็ได้ ฉันจะเลือกขายให้โดยนึกถึงสภาพแวดล้อมของโลกนั้นๆ นี่ถือเป็ความรับผิดชอบของผู้ขาย หลังจากฉันตรวจสอบที่มิตินี้แล้วมีความเห็นว่าการจะใช้ของพวกนั้นที่มิตินี้มีความเสี่ยงมากเกินไป เพราะงั้นไม่ว่ายังไงก็คงจะขายให้ไม่ได้”
ที่ไม่ยอมขายให้เพราะแบบนี้เองสินะ ไม่ใช่เหตุผลน่าหมั่นไส้อย่างแค่อยากอวดเฉยๆสินะ จะว่าไปแล้วก็ไม่เคยคิดถึงเื่นี้มาก่อนเลยตอนที่ห็นแคลร์ใช่เวทมนต์ก็คิดว่าสุดยอดมากคิดว่าถ้าเราหรือคนในโลกนี้ใช้ได้บ้างก็คงดี แต่ไม่ได้นึกผลที่จะตามมาเลยว่ามันจะสร้างปัญหาให้ในภายหลังรึเปล่า
เพราะงั้นในตอนที่รักษาเซโน่ถึงไม่ยอมใช้เวทมนต์ในการรักษาั้แ่แรกสินะ จากที่แคลร์เคยเล่าให้ฟังบอกว่ามิติมีอยู่มากมาย ในหนึ่งมิติจะมีโลกที่สิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ได้ รวมกันหลายร้อยหลายพันโลกหรือมากกว่านั้น นับเป็หนึ่งจักรวาลขนาดย่อยๆ และจักรวาลย่อยๆ รวมตัวกันนับร้อยนับหมื่นนับเป็จักรวาลขนาดใหญ่อีกที เทพมีหน้าที่ดูแลความสมดุลของจักรวาลขนาดใหญ่ที่มีอยู่มากมายนับไม่ถ้วนอีกทีซึ่งหน้าที่ของเทพแต่ละองค์ก็จะกระจายๆ กันไป
เทพพระเ้าเป็ดั่งยอดพีระมิดที่อยู่จุดสูงสุดของสิ่งมีชีวิตทั้งปวง แต่ว่าในหมู่เทพก็ยังมีเทพที่อยู่เหนือกว่านั้นขึ้นไปอีกผู้ที่อยู่สูงกว่ามหาเทพและไม่ถูกนับรวมอยู่ในพีระมิดนั้นเค้าคือ เทพผู้คุมกฎ เป็ดั่งตัวตนที่อยู่เหนือเทพเ้าขึ้นไปอีกเป็ผู้ดูแลห่วงโซ่ขนาดใหญ่ให้ดำเนินไปได้อย่างไม่ติดขัดเป็ดั่งผู้พิทักษ์และผู้พิพากษาของจักรวาล ผู้ใดที่ตั้งตัวเป็ศัตรูกับเทพผู้คุมกฎจะถูกมองว่าเป็ศัตรูกับทั้งจักวาลในทันที ไม่มีการลดหย่อนโทษใดๆ ต้องถูกกำจัดอย่างไม่ละเว้นไม่เว้นแม้แต่เหล่าเทพเ้าเองก็ด้วย เป็ดั่งผู้ที่คอยดูแลพีระมิดเป็เทพที่เหนือกว่าเทพขึ้นไปอีกที ว่ากันว่ามีเพียงผู้ที่เป็สายเืของเทพต้นกำเนิดเท่านั้นที่จะสามารถเป็เทพผู้คุมกฎได้
พอคิดดูแบบนี้แล้วในเมื่อมีโลกและสิ่งมีชีวิตมากมายขนาดนี้แล้วย่อมเป็เื่ปกติที่จะมีสายพันธุ์และสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันไป ของที่ใช้กับอีกที่นึงได้ไม่ได้หมายความจะใช้กับอีกที่นึงได้ แคลร์เองก็เป็เทพก็คงคิดเื่นี้มาแล้ว ถึงจะน่าเสียดายแต่เื่นี้มีแต่จะต้องตัดใจเท่านั้นสินะ
“ถ้างั้นอย่างน้อยๆ ก็ช่วยบริจาคข้าวสามมื้อก็ยังดีถือว่าเป็ค่าเช่าห้องก็ได้”
“ไม่เอาหรอก เดิมทีห้องนี้ก็ไม่ต้องจ่ายค่าเช่าซะหน่อยนายเองก็เข้าอยู่ตามใจชอบไม่ใช่รึไง ฉันเองก็แค่เข้ามาอยู่ตามใจชอบเหมือนกันไม่เห็นต้องจ่ายค่าเช่าเลย” แคลร์บ่นงึมงำทำท่าทีไม่แยแส
ถึงที่ยัยนี่พูดมาจะไม่ผิดก็เถอะ ถึงจะไม่ผิดก็เถอะ แต่จะว่าไงดีล่ะไอ้ท่าทางแบบนั้นมันน่าโมโหชะมัดพูดอย่างกับว่าไม่ใช่เื่ของตัวเอง ชักจะหัวร้อนขึ้นมาแล้วสิ หลังจากนั้นผมก็เถียงกับแคลร์อยู่ยกใหญ่ ในที่สุดก็ได้ข้อตกลงว่าวันไหนที่แคลร์เป็เวรทำอาหารวันนั้นจะยอมให้สั่งอาหารที่ร้านได้แบบฟรีๆได้เป็บางครั้ง ถึงเหตุผลที่ยอมให้สั่งอาหารได้จะเป็ไอ้นั่นก็เถอะนะ ไอ้นั่นน่ะ ยัยนี่มันก็แค่ี้เีทำอาหารแค่นั้นเอง แต่ก็ดีกว่าไม่ได้อะไรเลย
หลังจบการทานอาหารและพูดคุยทั้งสามคนก็มาส่งเลิฟที่หน้าประตูบ้าน
“จริงๆ วันนี้ผมเองก็แค่อยากมารายงานให้อาจารย์ทราบแค่นั้นเองว่าผมจะมาอยู่ที่มิตินี้ด้วย ในเมื่ออาจารย์ไม่ว่าอะไรผมก็จะได้เอาเื่นี้ไปบอกรุ่นพี่ด้วยอีกที ถ้างั้นผมเองก็ต้องขอตัวไปทำงานก่อนเพราะถ้าไม่ยอมทำงานคุณซีเรก็จะไม่ยอมปล่อยให้ผมได้มาเจอกับอาจารย์น่ะนะ ใจร้ายที่สุดๆไปเลยคนๆนั้น”
“แบบนี้นี่เองซีเรเองก็ตั้งใจทำงานเหมือนเคยเลยนะ”
“เพราะอาจารย์เอาแต่หมกตัวอยู่ที่มิตินี้นั่นแหละ คุณซีเรก็เลยต้องดูแลร้านที่สาขาอื่นๆ คนเดียว แถมอาจารย์ยังมาเปิดสาขาที่โลกนี้อีกสองสาขาคุณซีเรที่ยุ่งหัวหมุนอยู่แล้ว ก็ยิ่งลุกเป็ไฟเข้าไปใหญ่โวยวายว่า ‘ไอ้บ้านั่นวันๆ งานการไม่ทำดีแต่เที่ยวเล่น หนำซ้ำยังมาหางานให้ฉันเพิ่มอีกถ้าเจอกันครั้งหน้าล่ะก็พ่อจะดรอปคิกเข้าที่กลางหลังให้มันหลังเดาะจนลุกไม่ขึ้นไปเลย!!’ แบบนี้น่ะ อาจารย์เองก็ระวังตัวด้วยนะ” เลิฟพูดพร้อมแสดงท่าทางเลียนแบบคนที่ชื่อซีเร
“อะ อืม ดูเหมือนจะโกรธจริงๆแหะ ฉันจะระวังตัวละกัน นายเองก็ตั้งใจทำงานเข้าล่ะ”
Watashi Da : เราเขียนนิยายเื่นี้เพราะหาอ่านแนวที่ตัวเองชอบไม่ได้สักที ในตอนนั้นเองเราก็คิดขึ้นมาได้ว่าในเมื่อหาอ่านไม่ได้ก็เขียนขึ้นมาเองซะก็สิ้นเื่!! ตอนนั้นรู้สึกว่าตัวเองอัจฉริยะสุดๆ แต่หลังจากนั้นก็ได้รู้ว่าความรู้สึกของผู้เขียนกับนักอ่านมันไม่เหมือนกัน...ถ้าไปกลับตัวกลับใจที่ถ้ำกระบอกตอนนี้ยังทันไหมนะ กระซิกๆ