หมื่นอสุราสยบฟ้า หนึ่งมรรคานิจนิรันดร์

    เล่มที่ 3 บทที่ 64 นั่นคือศักดิ์ศรี

    บทที่ 64 นั่นคือศักดิ์ศรี

            ได้คุยกับซั่งซูอวี๋ไม่กี่ครั้ง ฉินชูก็รู้ทันทีว่าซั่งซูอวี๋เป็นคนมีเรื่องราวภูมิหลัง อีกทั้งนางยังแผ่รังสีเรืองอำนาจออกมาอยู่ตลอดเวลา

            หลับตานิ่งเงียบพักหนึ่ง ฉินชูก็ชักกระบี่เทพบูรพาออกมาเริ่มฝึกฝนวิชากระบี่ต่อ เขาต้องการหลอมรวมเคล็ดวิชากระบี่กายสิทธิ์กับวิชากระบี่พื้นฐานเข้าด้วยกัน

            หลัวเจินแอบดูอยู่ห่างๆ เขาชื่นชมฉินชูเป็นยิ่งนัก วิชากระบี่พื้นฐานถูกขัดเกลาจนแตกฉาน เคล็ดวิชากระบี่กายสิทธิ์ก็เฉียบคมและลื่นไหล แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังมุ่งหน้าฝึกฝนต่อไป

            มีปรัชญาบางเรื่องที่ผู้ฝึกตนหน้าใหม่อาจไม่เข้าใจ แต่หลัวเจินเข้าใจดี ในยุทธภพผู้ฝึกตนที่เพียบพร้อมไปด้วยหมื่นกระบวนท่าไม่น่ากลัว แต่ที่น่ากลัวคือผู้ฝึกตนที่ฝึกฝนหนึ่งกระบวนท่าเป็นหมื่นครั้ง รู้ทุกสิ่งอย่างตื้นเขินไม่ดีเท่ารู้หนึ่งสิ่งอย่างลึกซึ้ง ซึ่งฉินชูจัดอยู่ในกรณีหลัง

            จากความพยายามฝึกฝนขัดเกลา ในที่สุดวิชากระบี่พื้นฐานกับเคล็ดวิชากระบี่กายสิทธิ์ก็ค่อยๆ หลอมรวมเข้าด้วยกัน แยกไม่ออกแล้วว่าท่าไหนคือวิชากระบี่พื้นฐานหรือวิชากระบี่กายสิทธิ์

            ยามพลบค่ำ  เอ้อพั่งมาส่งอาหารให้ฉินชู มีกับข้าวสี่อย่างพร้อมกับสุราหนึ่งไห นี่เป็นชีวิตที่แม้แต่ลูกศิษย์สายในบางคนไม่มี ทางพ่อครัวที่โรงครัวรู้ถึงสถานการณ์ที่ฉินชูต้องเผชิญ เขานับถือฉินชูจากใจจริง ดังนั้นทุกวันจึงเตรียมกับข้าวให้ฉินชูโดยเฉพาะ และแน่นอนว่ากับข้าวของเหล่าศิษย์รับใช้บนยอดเขาชิงจู๋ก็เปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน

            สถานภาพของศิษย์รับใช้บนยอดเขาชิงจู๋เปลี่ยนแปลงไปแล้ว เพราะในบรรดาศิษย์รับใช้มีลูกศิษย์หน่วยก้านดีหลายคน อาทิไป๋อวี้กับพวกหลินเจิง

            “เอ้อพั่ง เจ้ากินข้าวหรือยัง” ฉินชูถามเอ้อพั่ง

            “ลูกพี่ไม่ต้องเป็นห่วงข้า  ข้ากินข้าวกับหลินเจิงมาแล้ว” เอ้อพั่งตอบ

            “แล้วไป๋อวี้ล่ะ” ฉินชูถามขึ้น

            “เขาเข้าฌานอยู่ เขาเริ่มเข้าฌานตั้งแต่เมื่อวาน” เอ้อพั่งตอบ

            “เอ้อพั่ง ปีนี้ระดับตบะของเจ้าขาดอีกนิดเดียวก็จะได้เลื่อนขั้นเป็นลูกศิษย์สายนอก ตอนนี้เจ้าบรรลุขั้นหนิงหยวนแล้ว เจ้าควรขยันกว่านี้ ปีหน้าจะได้เลื่อนขั้น เจ้าจะเป็นศิษย์รับใช้ตลอดไปไม่ได้” เมื่อเห็นระดับตบะของเอ้อพั่ง ฉินชูก็พูดขึ้น

            เอ้อพั่งส่ายหน้า “อยู่ที่หอศิษย์รับใช้แหละดีแล้ว ข้าไม่อยากเลื่อนขั้น เรื่องนี้ไม่ได้อยู่ในหัวข้าแม้แต่น้อย หากข้าต้องการโอสถหรือของจำเป็นอื่นๆ ข้าสามารถทำภารกิจและใช้แต้มคุณูปการแลกเองได้”

            ฉินชูไม่รู้จะพูดอะไรต่อ ในเมื่อเอ้อพั่งคิดแบบนั้นก็ตามนั้น แต่คนอื่นกลับต่างออกไป หากเลื่อนขั้นได้ก็ควรเลื่อน เพราะสวัสดิการที่จะได้รับก็จะดีขึ้นตามลำดับ

            “ลูกพี่คือยอดอัจฉริยะ คงอยู่ที่หอศิษย์รับใช้อีกไม่นาน ไป๋อวี้กับหลินเจิงก็เช่นกัน หากพวกเราเลื่อนขั้นกันหมด หอศิษย์รับใช้อาจกลับไปไร้ศักดิ์ศรี ไร้สถานภาพเหมือนเดิมก็เป็นได้ ดังนั้นในวันที่ข้ายังอยู่ที่สำนักชิงหยุน หอศิษย์รับใช้จะต้องได้รับการปกป้อง เพื่อให้แน่ใจว่าหอศิษย์รับใช้จะไม่กลับไปเป็นเหมือนเดิม เพื่อให้แน่ใจว่าป้ายศิลาแห่งศักดิ์ศรีที่ลูกพี่ปลุกปั้นมากับมือจะไม่ล้มลง” เอ้อพั่งอธิบายถึงความตั้งใจของตัวเอง

            ฉินชูถอนหายใจและไม่พูดอะไรขึ้นอีก เขาไม่รู้มาก่อนเลยว่าศิษย์รับใช้จะให้ความสำคัญกับเรื่องแบบนี้ถึงขั้นนี้ วีรกรรมของฉินชูกลายเป็นเครื่องหมายแห่งศักดิ์ศรีและความศรัทธาไปแล้ว สำหรับเหล่าศิษย์รับใช้ พวกเขาไม่มีวันปล่อยให้ใครหน้าไหนพรากจากไปแน่นอน

            หลังจากเอ้อพั่งกลับไป หลังจากที่ฉินชูกินข้าวเย็นเสร็จ ฉินชูก็นั่งสมาธิเข้าฌานเพื่อขัดเกลาพลังปราณของตัวเอง

            ณ ยอดเขาหลัก ซูซานเหอ จางจี้และเฉียนชิงกำลังพูดคุยกันอยู่

            “ครั้งนี้สำนักเตาเสวี่ยกับตำหนักพญาจิ้งจอกทำตัวเหิมเกริมไปกันใหญ่แล้ว วุ่นวายนัก” จางจี้พูดขึ้น

            “อย่าเพิ่งใจร้อน อีกฝ่ายมาท้าสู้และจะต้องไปจัดการยอดเขาชิงจู๋ก่อน เรื่องทั้งหมดเป็นเพราะฉินชูเป็นคนก่อ เช่นนั้นหลัวเจินควรจะแบกรับปัญหานี้ เจ้าคอยสังเกตการณ์อยู่ห่างๆ ก็พอ” ซูซานเหอจิบชาหนึ่งอึกก่อนพูดขึ้น

            หลังจากประสานมือคารวะซูซานเหอเสร็จ จางจี้ก็จากไป

            “ท่านรองเจ้าสำนัก ครั้งนี้พวกเราสำนักชิงหยุนอาจจะต้านไม่ไหว” เฉียนชิงเริ่มพูดขึ้น

            “นับวันสำนักเตาเสวี่ย ตำหนักพญาจิ้งจอกกับศาลาดาวฤกษ์เริ่มเหิมเกริมและท้าทายพวกเขามากขึ้นเรื่อยๆ ถือว่าเป็นภัยคุกคาม หากเรื่องบานปลายเกินกว่าพวกเราจะรับไหว คงต้องเชิญท่านเจ้าสำนักออกจากฌาน” ซูซานเหอเอ่ย

            “ข้ามีเรื่องบางเรื่องอยากจะบอกท่านรองสำนักตามตรง ตอนนี้ท่านรองเจ้าสำนักมีทางเลือกอยู่สองทาง” เฉียนชิงมองหน้าซูซานเหอ

            “อืม พูดมา” ซูซานเหอมองเฉียนชิง ในใจเขาพอจะเดาได้ แต่ก็อยากได้ยินเฉียนชิงพูดออกมาจากปาก

            “ถ้าจะพูดให้ถูกก็คือ พวกเรามีทางเลือกอยู่สองทาง หลังจากนี้มีความเป็นไปได้อยู่สองกรณี กรณีแรกสำนักชิงหยุนสามารถกำราบสำนักเตาเสวี่ย ตำหนักพญาจิ้งจอกและศาลาดาวฤกษ์ได้ ผลลัพธ์นี้จะสามารถช่วยผลักดันให้ข้าได้เลื่อนยศในระบบราชวงศ์เฉียน หลังจากเลื่อนยศแล้ว ข้าสามารถช่วยให้ท่านรองเจ้าสำนักเลื่อนขั้นได้ ส่วนความเป็นได้อีกกรณีหนึ่งก็คือสำนักชิงหยุนพ่ายแพ้ สำหรับข้าแล้ว ผลลัพธ์นี้ก็เป็นประโยชน์กับข้าอย่างยิ่งเช่นกัน เพราะการมีอยู่ของสำนักชิงหยุนทำให้ท่านพ่อของข้าไม่ชอบใจนัก สำนักชิงหยุนก็เหมือนคานอำนาจที่ค้านอำนาจของราชวงศ์เฉียนอยู่ หากท่านรองเจ้าสำนักช่วยข้าล้มสำนักชิงหยุน ข้าก็จะได้เลื่อนยศเป็นใหญ่ได้เช่นกัน ซึ่งมาพร้อมกับวีรกรรมที่จะเสริมอำนาจของข้าให้น่าเกรงขามขึ้นไปอีก ข้าสามารถแต่งตั้งท่านเป็นขุนนางก็ย่อมได้ และท่านจะได้เสวยสุขไปตลอดการ” เฉียนชิงมองหน้าซูซานเหอพลางเอ่ย

            ซูซานเหอนิ่งเงียบ เขาเข้าใจเรื่องบางเรื่องเป็นอย่างดี ราชวงศ์เฉียนไม่ค่อยชอบการมีอยู่ของกองกำลังมหาอำนาจภายในอาณาจักร จึงต้องการถอนรากถอนโคนมาตลอด เพียงแต่ไม่มีโอกาส ขาดกำลังรบ แต่ถ้าหากมีเขากับเฉียนชิงคอยชักใยควบคุมอยู่ด้านหลัง ก็มีโอกาสทำลายสำนักชิงหยุนได้

            “พวกเราไม่รู้ว่าทางเจ้าสำนักมีท่าทีอย่างไร นอกจากนี้ยังมีผู้เฒ่าอาวุโสอยู่สองคน หากพวกเขาเข้ามายุ่ง เรื่องคงยุ่งยากกว่าเดิม” ซูซานเหอพูดขึ้น เขาพอใจกับทางเลือกทั้งสองที่เฉียนชิงเสนอมา

            “ส่วนที่สำคัญที่สุดคือท่าทีของเจ้าสำนัก ต่อให้เป็นถึงผู้เฒ่าอาวุโสก็ไม่สามารถละเมิดคำสั่งอันเด็ดขาดของเจ้าสำนักได้ หรือว่าพวกเขาอยากถูกตั้งข้อหาก่อกบฏ” เฉียนชิงพูดขึ้น

            ซูซานเหอนิ่งเงียบไปอีกพักหนึ่ง “เอาไว้ท่านเจ้าสำนักออกฌาน ข้าจะหารือเรื่องนี้กับท่านเจ้าสำนักเอง”

            เฉียนชิงพยักหน้า ซูซานเหอถอนหายใจ ดูเหมือนความตั้งใจของทั้งสองจะไปในทางเดียวกัน ที่เหลือก็แค่ดูท่าทีของเจ้าสำนัก ไม่ว่าสำนักชิงหยุนจะชนะหรือแพ้ เฉียนชิงล้วนได้ประโยชน์ ก่อนที่เขาจะมาที่สำนักชิงหยุน ท่านพ่อของเขามอบหมายให้เขามาทำลายสำนักชิงหยุนจากภายในโดยการสนับสนุนให้คนอย่างซูซานเหอขึ้นเป็นเจ้าสำนัก

            ในเวลาเดียวกัน ฉินชูก็แช่โอสถชุบตัวเสร็จแล้ว ขณะกำลังจะฝึกวิชากระบี่ หลิวเสวี่ยก็ถือกาน้ำชาและของใช้จำเป็นมาหาเขาที่เรือนไม้

            “เจ้านี่มันจริงๆ เลย ไม่คิดจะเลื่อนขั้นเป็นลูกศิษย์สายใน คิดจะใช้ชีวิตดักดานอยู่ที่นี่ไปจนถึงเมื่อไหร่ ไม่คิดจะไปเสพสุขที่หมู่บ้านชิงหยุนบ้างหรืออย่างไร” หลิวเสวี่ยช่วยฉินชูเก็บกวาดเรือนไม้พลางบ่นฉินชู

            “ข้าไม่สนใจเรี่องพวกนี้เท่าไร อยู่คนเดียวเงียบๆ ก็ดีแล้ว ต่อให้เป็นลูกศิษย์สายใน ก็คงมีชีวิตแบบข้าไม่ได้กระมัง” ฉินชูคลี่ยิ้ม เขาใช้ชีวิตมากับผู้เฒ่าในหุบเขาลึกมาก่อน ดังนั้นเขาชินกับการใช้ชีวิตแบบนี้

            หลิวเสวี่ยเปลี่ยนผ้าห่มให้ฉินชูใหม่ จัดวางชุดชงชาชุดใหม่ให้ พร้อมกับวางชุดคลุมสีขาวสองตัวไว้บนเก้าอี้ไม้

            “ศิษย์พี่ เกรงว่าแบบนี้คงไม่เหมาะสมกระมัง ข้าเป็นศิษย์รับใช้ จะสวมใส่เสื้อผ้าหรูหราแบบนี้ไม่ได้ ถึงแม้ชุดผ้าป่านแบบเดิมจะดูซอมซ่อหน่อย แต่ข้าชินแล้ว” หลังจากเห็นชุดที่วางอยู่บนเก้าอี้ ฉินชูก็พูดขึ้น

            หลิวเสวี่ยไม่พูดอะไร นางคิดว่าไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง แม้ฉินชูจะใส่ชุดผ้าป่านธรรมดา แต่ดูสะอาดตา ความธรรมดาของเสื้อผ้าไม่อาจบดบังรังสีอำนาจและความน่าเกรงขามของเขาเอาไว้ได้

            ฉินชูรินชาให้หลิวเสวี่ย “ขอบคุณศิษย์พี่เป็นอย่างยิ่งที่แวะมาเยี่ยม”

            “เจ้าช่วยชีวิตข้าไว้ถึงสองครั้ง ข้าไม่รู้ว่าจะขอบคุณเจ้าอย่างไร จริงสิ ข้าลืมบอกเจ้าเรื่องหนึ่ง ข้าบรรลุตบะขั้นที่สี่แล้ว ตอนนี้ เลื่อนขั้นเป็นลูกศิษย์สายหลักแล้ว แต่ดูเหมือนว่าลูกศิษย์สายหลักส่วนใหญ่จะเป็นพวกเดียวกับเฉียนชิง” หลิวเสวี่ยพูดขึ้น

            “ไอ้คนสารเลวพรรค์นั้น ขออย่าให้มีโอกาสเลย หากมีโอกาส ข้าฆ่ามันแน่” ดวงตาของฉินชูฉายแววสังหาร เพราะปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้นล้วนมีเฉียนชิงคอยชักใยอยู่เบื้องหลัง

    คล้ายกับเรื่องหมื่นอสุราสยบฟ้า หนึ่งมรรคานิจนิรันดร์ ที่คุณอ่าน