ตอนที่7 กลิ่นพรหมจรรย์
ห่างจากรถกระบะที่จอดเสียอยู่ไม่มากนักชายหนุ่มซึ่งแนะนำตัวว่าเขาชื่อลีโอก่อกองไฟขึ้นมากองหนึ่งโดยใช้เศษใบไม้และกิ่งไม้แห้งบริเวณใกล้เคียงที่พอหาได้ จากนั้นก็ต้มน้ำร้อนด้วยหม้อสนามโดยมีสองครูอาสานั่งตัวติดกันอยู่มุมหนึ่งของกองไฟ พอน้ำเริ่มเดือดเขาก็ฉีกซองบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่พกติดรถเอาไว้ตลอดใส่ลงไปต้มด้วยท่าทางคล่องแคล่ว
“บรรยากาศน่ากลัวจังเลยว่ะปราง คืนนี้จะไม่มีตัวอะไรย่องเข้ามาลากพวกเราคนใดคนหนึ่งไปกินหรอกใช่ไหม”
น้ำหนึ่งยกมือลูบแขนตนเองป้อยๆ แล้วกระเถิบเข้าไปนั่งเบียดกับปรางจนแทบจะหลอมกลายเป็ร่างเดียวกัน
“ไม่ต้องกลัวหรอกน้ำหนึ่ง เมื่อหัวค่ำก็ได้ยินคุณพรานใหญ่ลีโอบอกแล้วนี่ว่าอยู่กับเขาพวกเราวางใจได้ ใช่ไหมคะคุณพรานประจำหมู่บ้าน”
หญิงสาวทำเสียงสูงตั้งใจให้ ‘พรานใหญ่’ ที่เธอกล่าวถึงรับรู้ถึงการค่อนขอดแต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะแสร้งทำเป็ไม่แยแส
“ชัวร์” เขาปรายตามองหญิงสาวแวบเดียวก็หันไปใช้ตะเกียบคนบะหมี่ในหม้อสนาม
“ชิ”
“ผมต้มบะหมี่เสร็จแล้วพวกคุณจะกินด้วยไหม”
ลีโอยกหม้อสนามลงจากกองไฟแล้วเติมฟืนท่อนใหญ่เข้าไปในกองไฟเพื่อให้แสงสว่าง
“กินค่ะกิน”
น้ำหนึ่งรีบยกมือขึ้นเป็คนแรกท้องไส้ของเธอร้องครางเหมือนกับมีพายุลูกใหญ่กระหน่ำซัดอยู่ด้านในท้องมาสักระยะแล้วพอได้กลิ่นหอมกรุ่นของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปก็ยิ่งทำให้น้ำลายสอ ลีโอแบ่งบะหมี่ใส่ถ้วยให้สองสาวคนละชามส่วนเขากินบะหมี่จากในหม้อสนาม
“อื้อ อร่อยมากเลยค่ะคุณลีโอ”
น้ำหนึ่งยิ้มประจบในขณะที่ปรางกลอกตามองเพื่อนสาว
“บะหมี่ที่ไหนก็รสชาติเหมือนกันทั้งนั้นแหละทำยังกับว่าแกไม่เคยกิน”
“แกก็นะ กินตอนปรกติกับกินตอนอยู่ในป่าอย่างงี้มันเหมือนกันซะที่ไหน”
“หรา”
ปรางทำเสียงล้อเลียนแล้วกินบะหมี่ในถ้วยของตนเองต่อ
“กินเสร็จแล้วพวกคุณสองคนทำธุระส่วนตัวให้เสร็จแล้วรีบขึ้นไปนอนบนท้ายกระบะนะ จำไว้ว่าหากได้ยินเสียงอะไรก็ห้ามทักแล้วห้ามลงมาอย่างเด็ดขาด”
ลีโอเก็บหม้อสนามหลังจากกินบะหมี่จนเกลี้ยงหม้อแล้วเดินกลับไปยังรถยนต์ เขาหยิบบางสิ่งบางอย่างออกมาจากในรถแล้วทำปากขมุบขมิบพร้อมกับเดินโรยสิ่งนั้นไปรอบๆ ตัวรถ
“แล้วคุณล่ะจะนอนที่ไหน”
ปรางถามก่อนจะหันไปมองน้ำหนึ่งว่าเห็นในสิ่งที่ชายหนุ่มกำลังทำอยู่หรือเปล่าทั้งสองสบตาในจังหวะเดียวกัน
“ไม่ต้องห่วงหรอกผมจะหาที่นอนใกล้ๆ นี่”
ชายหนุ่มปัดมือเมื่อโรยบางอย่างรอบรถเสร็จ เขาสะพายปืนยาวพาดบ่าแล้วเดินตรงมาหาสองครูอาสา
“จำที่บอกให้ดีล่ะห้ามลงมาจากรถเด็ดขาดจนกว่าจะเห็นแสงแรกของดวงอาทิตย์” ชายหนุ่มกำชับหนักแน่น
“เมื่อกี้คุณลีโอทำอะไรเหรอคะ”
น้ำหนึ่งถามขึ้นด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“ผมทำให้พวกคุณปลอดภัยเมื่ออยู่บนรถคันนั้น”
“ประมาณว่าโรยทรายหรือไม่ก็ข้าวสารเสกเอาไว้เพื่อป้องกันภูตผีปีศาจมารบกวนเหมือนที่พวกฉันดูในหนังผีงั้นเหรอคะ… คุณพราน”
ปรางพูดกลั้วหัวเราะแต่พอสบตากับ ชายหนุ่มที่ปั้นหน้านิ่งแววตาคมดุหญิงสาวก็หันหนีไปอีกทาง
“ผมจะบอกอะไรให้นะ ที่นี่มันคือป่าไม่เหมือนในเมืองที่พวกคุณจากมาหรอกบางทีที่พวกคุณดูในหนังมันอาจจะสร้างมาจากเื่จริงก็ได้”
“แหม น่ากลัวจังเลยนะคะ”
ปรางทำเสียงล้อเลียนเบาๆ คิดในใจว่าเธอไม่ใช่เด็กแล้วที่จะหวาดกลัวนิทานหลอกเด็กซึ่งแต่งขึ้นโดยคนแปลกหน้านิสัยแย่ๆ คนหนึ่ง
“ยัยปรางไม่เอาน่า เื่อย่างงี้ไม่เชื่อก็ไม่ควรหลบหลู่นะแก”
น้ำหนึ่งปรามเพื่อนพร้อมยกมือตีไหล่ของปรางเบาๆ
“น่ากลัวหรือไม่คืนนี้เดี๋ยวก็รู้”
ลีโอพึมพำราวกับพูดคนเดียวจากนั้นก็ควักบุหรี่ขึ้นมาจุดสูบแล้วเดินห่างจากสองสาวออกไปอีกทาง
“เมื่อกี้คุณลีโอพูดว่าอะไรนะคะ”
น้ำหนึ่งร้องถามตามหลังแต่ก็ไม่ได้รับคำกลับมาเธอเห็นเพียงคนตัวโตยกมือขึ้นโบกไปในอากาศ แล้วเงาของเขาก็ค่อยๆ กลืนหายเข้าไปกับความมืดราวกับล่องหน
“ปราง! แกนะแก จู่ๆ มาเกิดปากเสียอะไรตอนนี้วะไปพูดจากวนประสาทคุณลีโอเขาทำไม”
“ฉันก็แค่หมั่นไส้นายพรานใหญ่ลีโอก็เท่านั้นแหละ แกไม่เห็นที่เขาทำมารยาทแย่ๆ ใส่พวกเราก่อนหรอแถมขับรถประมาทจนเกิดอุบัติเหตุทำให้พวกเราต้องเจ็บตัวอีก ที่พวกเราต้องนอนค้างกลางป่าแบบนี้ก็เพราะเขาไม่ใช่เหรอไงแกอย่าลืมสิ”
“เห็นน่ะเห็น แต่อยู่ที่นี่พวกเราต้องพึ่งพาอาศัยเขานะแกลองมองไปรอบตัวสิวะ นอกจากพวกเราแล้วก็ไม่มีใครสักคน ถ้าทำให้เขาโกรธขึ้นมาแล้วเขาเกิดบันดาลโทสะฆ่าพวกเราหมกป่าแกจะทำยังไง ฉันยังไม่อยากตายในป่าหรอกนะแก แฟนก็ยังไม่เคยมีกับเขาเลย หากฉันตายไปพร้อมกับความบริสุทธิ์มันจะน่าเสียดายขนาดไหน”
“อือๆ หยุดเลอะเทอะได้แล้วต่อไปฉันจะพยายามไม่พูดจากวนประสาทหรือยั่วโมโหเขาอีก โอเคป่ะ”
“อื้อ” น้ำหนึ่งพยักหน้า
“ป่ะ พวกเราขึ้นไปจัดที่ทางนอนบนกระบะที่ตาม ตาพรานนั่นบอกกัน”
กลางดึกสงัด… พระจันทร์สีเหลืองนวลกลายเป็สีแดงจ้าประหนึ่งถูกอาบทาด้วยโลหิต ป่าเงียบสงัดวังเวงสายลมพัดพากลิ่นสาปสางของอะไรบางอย่างที่อยู่เหนือจินตนาการลอยมาปะทะจมูกทำให้สองครูสาวซึ่งนอนกระสับกระส่ายพลิกกายไปมาอยู่ในถุงนอนลืมตาโพลงขึ้นพร้อมกัน
“ปราง ปราง แกได้กลิ่นอะไรไหม”
น้ำหนึ่งทำจมูกฟุดฟิดพลางสะกิดเพื่อนสาวที่นอนข้างๆ
“อือ”
ปรางส่งเสียงในลำคอเป็การตอบรับ กลิ่นสาปสางชวนคลื่นเหียนเริ่มจากเจือจางแล้วเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ คล้ายกับเ้าต้นกำเนิดของกลิ่นดังกล่าวคืบคลานเข้ามาใกล้พวกเธอมากขึ้น ฉับพลันนั่นเองรอบๆ บริเวณรถยนต์ก็ได้ยินเสียงเหมือนมีบางสิ่งบางอย่างกำลังเหยียบย่ำใบไม้แห้งดังกรอบแกรบ
“สะ เสียงอะไร”
น้ำหนึ่งกลืนน้ำลายลงคอที่แห้งผากแล้วหยัดกายลุกขึ้นนั่งพิงขอบกระบะสอดส่ายสายตาเพ่งมองออกไปในความมืดเพื่อหาต้นตอของเสียง กองไฟที่ชายหนุ่มก่อไว้เมื่อ่หัวค่ำเริ่มมอดลงมีเพียงถ่านไฟสีแดงวูบวาบขึ้นมาให้เห็นเป็ระยะเมื่อถูกลมพัด
“ไม่มีอะไรหรอกน้ำหนึ่ง แกนอนเถอะ”
ปรางพยายามปลอบใจเพื่อนทั้งที่ในใจของเธอเองก็รู้สึกหวาดผวากับกลิ่นและเสียงที่ดังอยู่รอบตัวเช่นกัน
“ยัยปรางจะไม่มีอะไรได้ไงแกก็ได้ยินเหมือนฉันไม่ใช่เหรอ หรือว่าจะเป็คุณลีโอ”
เมื่อคิดว่ายังมีชายหนุ่มอยู่ด้วยอีกคนน้ำหนึ่งก็อบอุ่นใจขึ้น
“คุณลีโอ นั่นคุณลีโอใช่ไหมคะ”
ฮึ่มมม!!!
เสียงที่ตอบกลับมาเป็เสียงคำรามดังก้องป่าทำให้สองสาวผวากอดกันกลมขนลุกซู่ทั้งตัว
“นะ… นั่นไม่ใช่เสียงเสือหรอกใช่ไหม”
ปรางทำเสียงตะกุกตะกักแม้ว่าอากาศจะเย็นจัดทว่ามือของเพื่อนสาวที่จับกุมกันไว้แน่นรู้สึกถึงเหงื่อชื้นๆ ที่ไหลซึมออกมา
“ปราง เสียงเสือ! หรือว่าคุณลีโอจะโดนเสือกินไปแล้ว ฮือๆๆ”
น้ำหนึ่งตัวสั่นเหงื่อเม็ดโตผุดพรายขึ้นเต็มใบหน้าหัวใจเต้นรัวแรงอยู่ในอกไม่ต่างจากปราง
“พวกเราลงจากท้ายรถแล้วรีบเข้าไปแอบในรถดีไหม” ปรางเสนอ
“จะบ้าเหรอ แกจำที่คุณลีโอสั่งไว้ไม่ได้หรือไง”
น้ำหนึ่งค้านเสียงหลง
เสียงย่ำใบไม้สวบสาบดังใกล้เข้ามาพร้อมกับเงาของสัตว์รูปร่างสูงใหญ่ขนาดวัวหนุ่มกลิ่นเหม็นสาบสางชัดเจนเสมือนลอยอยู่ปลายจมูก
“ปะ… ปราง เสือมันใกล้เข้ามาแล้ว”
น้ำหนึ่งปากคอสั่นพูดแทบฟังไม่ได้ศัพท์
เสือลายพาดกลอนตัวใหญ่เยื้องย่างเข้ามาหาสองสาวช้าๆ ดวงตาของมันเปล่งประกายวาวโรจน์ชวนขนลุก เสี้ยวเวลาของสองสาวชาวกรุงคล้ายกับหยุดลงชั่วขณะหนึ่งตัวชาจนขยับร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่งไม่ได้ แม้จะกลัวเสือร้ายจับหัวใจทว่าไม่อาจละสายตาจากภาพเบื้องหน้าไปได้เหมือนกับต้องมนตร์สะกดของพยัคฆ์ร้าย กลิ่นความตายลอยอบอวลรอบกาย เมื่อเสือตัวใหญ่คืบคลานมาจนเกือบถึงท้ายรถกระบะที่พวกเธอนั่งกอดกันตัวสั่นอยู่อย่างไร้หนทางหลีกหนี แต่แล้วก็เหมือนมีปาฏิหาริย์บางอย่างเกิดขึ้นเมื่อเสือร้ายเดินมาหยุดอยู่ห่างจากหญิงสาวทั้งสองไม่ถึงสามก้าว ร่างของมันก็หยุดชะงักลงส่ายหัวไปมาพร้อมกับแยกเขี้ยวคำรามดังก้องเป็การข่มขวัญ สองขาหน้ายกขึ้นตะกุยกรงเล็บแหลมคมไปมาในอากาศ
โฮ่กกกก!
เสียงคำรามของมันดังก้องบ่งบอกความโกรธเกรี้ยวหงุดหงิด ไม่ทันที่สองสาวจะล่วงรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเสือร้ายตัวนั้นสติสัมปชัญญะของพวกเธอก็ดับวูบลงด้วยความกลัวจับหัวใจ