ไป๋เซียงจู๋เงยหน้าขึ้นช้าๆ “ท่านน้านี่ท่านกำลังบอกว่าพระสนมเสียนกุ้ยเฟยและฮองเฮาถูกหลานหลอกหรือเจ้าคะ”
เดิมทีอวี๋ซื่อมีคำพูดมากมายก่ายกองทว่าประโยคเดียวจากไป๋เซียงจู๋สกัดนางไว้ทันควัน หากตอบ ‘ใช่’ เสียนกุ้ยเฟยกับฮองเฮาถูกหลอกนั่นคือการหมิ่นเสียนกุ้ยเฟยกับฮองเฮาว่าไร้วิจารณญาณมิใช่หรือ นั่นเป็นความผิดอันร้ายแรง! และหากตอบ ‘ไม่ใช่’ ก็คือการยอมรับทันทีว่าทุกอย่างที่พระชายาเหิงมาร้องเรียนเป็นเพียงเรื่องเหลวไหลเท่านั้น
หว่างคิ้วของอวี๋ซื่อย่นยู่แววตาพลันแข็งกร้าว สิบกว่าปีมานี้ นี่เป็นครั้งแรกที่นางเผชิญหน้ากับไป๋เซียงจู๋ที่นางดูแคลนมาตลอดสิบห้าปีเต็มอย่างตรงไปตรงมา! ปกติไป๋เซียงจู๋เชื่องช้าปวกเปียกเป็นแค่คุณหนูใหญ่ตระกูลไป๋ที่มีแต่ฐานะบุตรีเอกติดตัว แต่จู่ๆเหมือนเปลี่ยนไปในชั่วข้ามคืน มันเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไร ใช่แล้ว ตั้งแต่วันที่กลับจากไปปฏิบัติธรรมที่วัดนั่นเอง!
อย่าบอกนะว่าเจวี๋ยคงต้าซือที่นางเล่าถึงอะไรนั่นถอดกระดูก [1] หรือไม่ก็เปลี่ยนวิญญาณให้นางอยู่ดีๆ นางถึงได้ร้ายกาจประหนึ่งมารนรก และบัดนี้ก็คิดจะเหยียบหัวตนหรือ
ทันใดนั้น สายตาที่อวี๋ซื่อมองไป๋เซียงจู๋ก็ดูน่าขนลุกขนพองขึ้นมา
อวี๋ซื่อฝืนกลืนโทสะกลับลงท้อง “จู๋เอ๋อร์เจ้าทำรุนแรงเกินไปนะ คุณหนูใหญ่มู่เกือบเสียโฉม ทั้งตัวมีแต่รอยช้ำหลานยังเด็กไม่รู้ประสีประสา ต่อให้น้าสามของเจ้าเก่งกาจเพียงใด จวนไป๋ของเราก็เป็นแค่วาณิชหลวงจะล่วงเกินเหล่าเชื้อพระวงศ์ได้อย่างไรสิ่งที่หลานทำนี้ไม่ใช่การผลักจวนไป๋เข้าใกล้อันตรายหรอกหรือ หลานต้องการทำลายจวนไป๋ใช่ไหม”
เมื่อคำพูดพวกนี้พรั่งพรูออกมาทุกคนที่ได้ยินพากันตกอกตกใจหนัก ใช่น่ะสิ ถ้าจวนไป๋วิบัติ พวกเขาทุกคนตรงนี้ย่อมหนีไม่พ้น
สายตานับไม่ถ้วนจับจ้องไปที่ไป๋เซียงจู๋โดยพลันบ้างก็มองอย่างตำหนิ บ้างก็มองด้วยความเคืองขุ่น ราวกับว่านางคือคนบาปแสนเลวทรามหากพวกเขาจวนไป๋มีอันเป็นไป นั่นเป็นความผิดของไป๋เซียงจู๋ทั้งหมด
ไป๋เซียงจู๋เชิดหน้าสู้เสียงหัวเราะเย้ยหยันก้องอยู่ในใจ อวี๋ซื่อนี่อดใจรอไม่ไหวแล้วจริงๆเมื่อตีตราข้อกล่าวหานี้ให้นาง มันสร้างความไม่พอใจได้มากทีเดียว
ว่ากันตามตรงจวนไป๋ในชาติก่อนก็พินาศลงด้วยน้ำมือของนางจริงๆแต่นั่นเป็นเพราะว่านางตั้งใจกระทำด้วยตนเอง ทว่าชาตินี้จะไม่เป็นเช่นนั้นแล้วและการไม่ทำลายจวนไป๋ไม่ได้หมายความว่าอวี๋ซื่อกับครอบครัวจะรอดพ้นจากการแก้แค้นของนางตระกูลไป๋ไม่อาจโอบรับคู่สามีภรรยาใจทรามและลูกสาวผู้จองหองอีกทั้งเจ้าเล่ห์เพทุบายไว้ได้
ไป๋เซียงจู๋พูดด้วยท่าทีปึ่งชา “ท่านน้าจำผิดแล้วเจ้าค่ะคนที่รุนแรงหาใช่จู๋เอ๋อร์ไม่ แต่เป็นมู่จื่อรั่วต่างหากองค์หญิงหยวนจิ่นทรงยืนยันเอง คนที่ทุบตีสาวใช้ของจู๋เอ๋อร์ก็คือนางมิหนำซ้ำนางยังลงมือทำร้ายหลานเพื่อชิงปิ่นไห่ถังแปดสหายของหลานไปแม้นางเป็นธิดาเอกเหิงชินอ๋อง แต่ลูกสาวของจวนไป๋มันต่ำต้อยเสียจนถึงถูกข่มเหงซึ่งหน้าก็ยังไม่อนุญาตให้ข้าตอบโต้หรือเจ้าคะ”
“บุตรสาวของจวนไป๋จะไม่มีค่าได้อย่างไรเล่า หากใครข่มเหงจวนไป๋ ลูกหลานพ่อค้าแล้วอย่างไร ฮ่องเต้ทรงเป็นผู้ปกครองตราบใดที่ไม่ใช่ความผิดของตระกูลไป๋ต่อให้เป็นเชื้อพระวงศ์ชนชั้นสูงผู้ไหนก็ไม่มีสิทธิ์ลงโทษส่งเดช! อย่าได้พูดอะไรที่หยามเกียรติตนเองเชียว!” ฮูหยินเฒ่าเคาะไม้เท้าหัวมังกรในมือน้ำเสียงขึงขังจริงจัง
ไป๋เซียงจู๋พยักหน้าเห็นชอบ “ท่านยายพูดถูกเจ้าค่ะ จู๋เอ๋อร์ยึดถือเหตุผลเสมออยู่แล้วมู่จื่อรั่วผู้นั้นทุบตีตู้เจวียนสาวใช้ของหลานก่อนจากนั้นจึงทะเลาะกับองค์หญิงหยวนจิ่น สุดท้ายก็ชิงปิ่นหลานไป ทำร้ายหลานบาดแผลบนตัวนางเกิดจากองค์หญิงหลานเพียงแต่ช่วยตีมู่จื่อรั่วให้สลบเพราะเห็นองค์หญิงร้องขอความช่วยเหลือเท่านั้นท่านน้าหาว่าจู๋เอ๋อร์โกหกพกลม ท่านน้าจะบอกว่าองค์หญิงโกหกด้วยหรือเจ้าคะ หรือจะบอกว่าพระสนมเสียนกุ้ยเฟยตัดสินไม่ยุติธรรม”
“เจ้า!” แม้ความอดกลั้นของอวี๋ซื่อจะทนทานสักเท่าไร นางก็เกือบแสดงธาตุแท้ออกมา
ทว่าก็ช่วยไม่ได้โดยสิ้นเชิงเนื่องจากองค์รัชทายาทในนามฮองเฮากับองค์หญิงทรงกล่าวเช่นนี้แล้วดังนั้นพระชายาเหิงจึงไม่ไปทูลฮ่องเต้ทั้งที่ต้องการร้องขอความยุติธรรมให้ลูกสาวเพราะว่านางรู้ดีว่าเรื่องนี้มีข้อสรุปชัดเจนเป็นที่เรียบร้อยในเมื่อเสียนกุ้ยเฟยยังทำอะไรไป๋เซียงจู๋ไม่ได้ตัวนางในฐานะคนนอกเหตุการณ์ยิ่งไม่มีสิทธิ์จะพูดอะไรทั้งสิ้น มิเช่นนั้นจะถือเป็นการหมิ่นพระมหากรุณาธิคุณพอคิดไปคิดมา นางเหลือเพียงวิธีใช้สถานะตนกดดันจวนไป๋โดยตรงหวังว่าพวกเขาจะสั่งสอนไป๋เซียงจู๋บ้าง ซึ่งอวี๋ซื่อย่อมเข้าใจความจริงนี้เป็นอย่างดีนางแค่แสร้งไม่รู้ อยากจะฉวยโอกาสกำจัดไป๋เซียงจู๋ทิ้งแต่คาดไม่ถึงว่าไป๋เซียงจู๋กลับร้ายกาจเอาเรื่องปานนี้
ไป๋เซียงจู๋เมินนางและเริ่มพูดต่อไป “หลานต้องรับผิดอีกเรื่องหนึ่งเจ้าค่ะงานชมดอกไม้ในวันนี้จัดขึ้นเพื่อฉลองวันเกิดของพระสนมเสียนกุ้ยเฟย หลานไปถึงงานสายถือว่าเสียมารยาทยิ่งนัก วอนท่านยายลงโทษหลานด้วยเจ้าค่ะ” เสียงของนางเยือกเย็นมากทุกคำพูดที่เล็ดลอดผ่านไรฟันออกมาไม่เยิ่นเย้อแม้แต่นิดเดียว
เด็กนี่หมายความว่าอะไรกันแน่! ทันใดนั้นอวี๋ซื่อหรี่ตาน้อยๆ หัวใจเหมือนหยุดเต้น
นางเรียกร้องขอการลงโทษท่าเดียวแท้จริงแล้วมีเจตนาแอบแฝงอยู่! นางกำลังจุดประเด็นรถม้าถูกจงใจทำให้เสียหายกลางทาง! หากจะลงโทษไป๋เซียงจู๋จำเป็นต้องสอบสวนให้แน่ชัดว่าเพลารถม้าชำรุดด้วยฝีมือของใคร!อวี๋ซื่อจ้องไป๋เซียงจู๋เขม็ง เกลียดชังเสียเต็มประดา แต่นางรู้ดีว่าหากเรื่องนี้ได้รับการสอบสวนจนกระจ่างไม่ช้าก็เร็วแผนการของพวกนางแม่ลูกของจะถูกเปิดโปง
ไป๋เซียงจู๋กำลังไล่ต้อนพวกนางถ้าไม่เลิกแล้วต่อกันตอนนี้ ก็แตกหักกันไปข้างหนึ่งต่างฝ่ายต่างสู้จนกว่าอีกฝ่ายจะย่อยยับ! สำหรับคนอย่างไป๋เซียงจู๋ นางไม่มีอะไรจะเสียเพราะฉะนั้นนางจึงไม่มีอะไรต้องกลัว!
มารดาของนางช่างไร้ประโยชน์สิ้นดีต่อให้ร่างกายแข็งแรงกว่านี้ก็จนปัญญา นางหมดหวังกับชีวิตไปนานแล้วไม่มีความปรารถนาใดๆ ส่วนพี่ชายของนางนั้นฉลาดเฉลียวยิ่งทว่าติดตามนายท่านไปโน่นมานี่อยู่ตลอดเวลา และต่อให้เขากลับมาก็ไม่อาจเล่นงานตนได้ง่ายๆทว่าจู่ๆ ลูกพลับนิ่ม [2] ที่ตนคิดว่าจะบีบเค้นอย่างไรก็ได้กลับแข็งข้อขึ้นมาอีกทั้งกลายร่างเป็นดั่งงูพิษ ประมาทเพียงเล็กน้อยก็โดนแว้งกัดได้
เมื่อครุ่นคิดถึงตรงนี้สีริมฝีปากของอวี๋ซื่อซีดลง เด็กที่เคยถูกนางควบคุมไว้ในกำมือร้ายกาจขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไรกัน!
“ไป๋เซียงจู๋นี่เจ้าหมายความว่าอย่างไร ทั้งที่เจ้าไล่ข้าลงจากรถม้าแท้ๆ ...” ไป๋ชิงโหรวร้อนรนจนลืมแสร้งน่าสงสารเมื่อครู่นางฟังอวี๋ซื่อโดยไม่แทรกสักคำ แต่บัดนี้ไป๋เซียงจู๋กลับเปิดเผยเรื่องราวทั้งหมดภายในไม่กี่ประโยคนอกจากนี้ยังพูดถึงเรื่องเพลารถ เห็นได้ชัดว่ากำลังเหน็บแนมว่าตนอยู่เบื้องหลัง
“น้องคงจำผิดแล้วเจ้าบอกเองว่ารถม้ามันแน่นเกินไป จะนั่งรถม้าของจวนมู่ให้ได้” ไป๋เซียงจู๋ไม่โกรธซ้ำยังยิ้มแย้ม น้ำเสียงเต็มไปด้วยการเสียดสี
“เจ้า...” ไป๋ชิงโหรวรู้ตัวว่าแพ้ สีหน้าปั่นป่วนด้วยความโกรธและกลัวผสมกัน
“กิริยาก้าวร้าวแบบนี้ของเจ้าไปได้มาจากไหนกัน เป็นสาวเป็นนางไฉนจึงทำหน้าทำตาน่าเกลียดเล่า” เมื่อเห็นลูกสาวสุดที่รักของตนถูกไป๋เซียงจู๋ตอกกลับจนอ้ำอึ้งไป๋ฉางชิงก็ตำหนินางทันที
“พอได้แล้ว!เจ้าดีพอจะว่าจู๋เอ๋อร์หรือ ไม่ย้อนดูตัวเองในฐานะน้าฐานะสามี ฐานะพ่อบ้างหรือไร! เถลไถลอยู่นอกบ้านทั้งวันพ่อเจ้ากลับมาได้ตีเจ้าขาหักแน่!” ฮูหยินเฒ่าไป๋พูดขึ้นหลังจากเงียบมาสักพักมองไปยังไป๋ฉางชิงด้วยสายตาดุดัน เจือความหงุดหงิดเพราะไม่ได้ดั่งใจ
ไป๋ฉางชิงลูบจมูกแก้เก้อท่าทางไม่สบอารมณ์ “ไม่เอาด้วยแล้วพวกผู้หญิงนี่เรื่องมาก อยากทำอะไรกันก็เชิญ”
หลังพูดจบเขาจากไปโดยไม่แม้แต่สนใจใบหน้าบึ้งตึงของฮูหยินเฒ่าไป๋
เชิงอรรถ
[1]脱骨 ถอดกระดูกมีที่มาจากเมื่อสาวกในลัทธิเต๋าบำเพ็ญเพียรจนบรรลุวิถีแห่งเต๋าจะสามารถเกิดใหม่ในร่างกายอมตะได้ ปัจจุบันมีความหมายว่ากลับตัวกลับใจหรือเปลี่ยนแปลงตัวใหม่อย่างสิ้นเชิง
[2] 软柿子 ลูกพลับนิ่ม หมายถึงคนที่ไม่สู้คน เป็นเป้าการรังแก