The SRP (ปราชญ์พิสดาร ผนึกมาร สังหารเทพ)

    เล่มที่ 1 บทที่ 41 ผู้สืบทอดแห่งพิษพิสดาร

            สายตาที่เคยจดจ้องไปที่แพทย์ชราเป็นอันต้องรีบหลุบต่ำลงเพราะโดนตวาดด่า มิเนอร์วาเองก็ทำเพียงชำเลืองมอง ปล่อยให้เสียงอุทานตกใจของผู้คนโดยรอบเป็นเพลงประกอบฉาก เอ่ยย้ำเตือนตัวน่าสงสารในสายตาเบื้องหน้า



            "หากเจ้ายังดื้อดึงไม่รีบแก้พิษให้ตัวเอง ระวังจะสายเกินแก้นะ"



            "พิษอันใดกันข้าไม่เห็นจะรู้สึก อย่ามาหลอกข้าเลย… ก็ได้ในเมื่อเจ้าเล่นขี้โกงแบบนี้ ข้าก็จะเล่นเป็นเพื่อนเจ้า ต่อจากประเด็นที่แล้วการปรุงโอสถย่อมไม่อาจขาดไฟได้เจ้าว่าจริงหรือไม่?"



            ตัวแทนจากสำนักแพทย์เลือกที่จะเมินเฉยคำเตือนจิตใจมุ่งมั่นที่จะเอาชนะเพียงอย่างเดียว มันใช้โอสถเหลวที่พกมารักษาบาดแผลภายนอกและหยุดเลือด แต่ก็ไม่อาจดึงเอาลูกกระสุนที่ฝังอยู่ออกมาได้ในตอนนี้ คงมีเพียงหลังจบการแลกเปลี่ยนครั้งนี้เท่านั้นถึงจะสามารถรักษาได้อย่างแท้จริง



            "ไม่จริง!... หากไร้ไฟก็สามารถปรุงโอสถได้ ไม่เชื่อเจ้าก็ลองพิสูจน์แบบที่เคยทำกับฮาเกนด์เมื่อสักครู่สิ"



            "เจ้ากล้าท้าข้า?... ได้รอสักครู่!"



            หม้อหลอมสามขาจำนวน 3 ใบถูกนำออกมาวางเรียงด้านหน้า อีกฝ่ายหยิบวัตถุดิบมากมายออกมากลั่นหลอม จนได้เป็นโอสถจำนวน 6 เม็ด แต่ละเม็ดก็มีส่วนที่เป็นสารพิษตกค้างจำนวนมากเนื่องจากไม่ได้ผ่านกรรมวิธีใช้ไฟทำลายพิษ ทันทีที่โอสถทั้ง 6 ปรากฏ อีกฝ่ายก็ตบตัวหม้อใช้พลังวิญญาณบังคับส่งโอสถทั้งหมดให้ลอยกระเด็นไปแตกระเบิดอยู่ตรงหน้ามิเนอร์วา เด็กหนุ่มที่ยืนนิ่งไม่ได้ขยับหลบไม่ถอยแม้เพียงก้าวปล่อยให้ ควัน 6 สี 6 กลิ่นลอยปกคลุมแทรกซึมไปทั่วทุกรูไม่เว้นแม้แต่รูขุมขน



            "ฮ่าๆ ๆ… ตัวบัดซบ เจ้าตายแน่ๆ ข้าขอใช้คำพูดเจ้าหน่อยก็แล้วกัน ถ้าเจ้าไม่รีบแก้พิษระวังจะสายเกินแก้นะ พิการมาโทษข้าไม่ได้นะข้าเตือนเจ้าแล้ว"



            มิเนอร์วาจ้องมองอีกฝ่ายหัวเราะได้ใจก็รู้สึกสมเพชสงสาร แม้แต่แอสคลีเพียสเองก็ยังแค่นเสียงหึดูถูกอย่างเหยียดหยามให้กับความเขลาของอีกฝ่าย ถ้าศิษย์แห่งแพทย์เทวะตายเพราะพิษ ตัวมันที่เป็นอาจารย์คงต้องฆ่าตัวตายด้วยการกลั้นลมหายใจแล้ว มิเนอร์วากระจายหมอกสวรรค์อนธการออกมาขับไล่ควันที่ลอยฟุ้งขัดขวางการมองเห็น พิษที่เพิ่มเข้าใหม่มาภายในร่าง กำลังถูกรากบัวที่จมอยู่ใต้แม่น้ำแห่งความมืดดูดซับและกลืนกิน กายพิษพิสดารพานพบกับอาหาร ล้านพิษมิอาจกล้ำกราย อันตรายจากพิษล้วนสูญสลาย



            "เจ้ารู้หรือไม่… สิ่งใดกันที่เรียกว่าพิษพิสดาร?"



            มิเนอร์วาใช้สายตาเย็นชาเอ่ยถามก้าวเดินเข้าหาอย่างช้าๆ ตั้งใจถามโดยไม่ได้หวังคำตอบจากอีกฝ่าย เพราะรู้อยู่แล้วว่ามนุษย์ธรรมดาย่อมไม่มีทางเข้าใจในสิ่งที่แพทย์เทวะมี



            "หากคิดทำลายพิษ ย่อมมีวิธีมากมายหลายเส้นทาง…"



            ราวกับเสียงบทสวดโบราณดังก้องอยู่ในจิตของทุกผู้คนในงานเทศกาล สายลมเอื่อยพัดเฉื่อยดังหวีดหวิว ทิวเขาสูงเงียบสงัดรอฟังเสียง มิเนอร์วาเอ่ยต่อเนื่องราวปราชญ์ผู้รอบรู้



            "หากต้องการทำลาย ก็ต้องใช้พิษสำหรับทำลาย… แม้ในพืชธรรมดาที่ใช้รักษายังสามารถเปลี่ยนเป็นสารพัดพิษ…"



            ประโยคถัดมากลับมีเพียงผู้ที่พัฒนาตนในทางด้านแพทย์เท่านั้นที่จะสามารถเข้าใจได้ ส่วนจะเข้าใจมากน้อยแค่ไหนนั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับตัวบุคคลแล้ว



            ปัง!



            "อ๊าก…ก ตัวบัดซบ เจ้าสวะขี้โกงเอ๊ย!"



            เสียงปืนนัดต่อมาดังขึ้นพร้อมกับเลือดที่เจิ่งนองเต็มไปด้วยคำผรุสวาทด่าทอ ร่างกายที่โดนยิงขาทั้งซ้ายและขวาเสียสมดุลล้มลงไปนอนกลิ้งอยู่บนพื้น มิเนอร์วาเดินหน้าตายเข้าหาอีกฝ่ายที่นอนอยู่ ทุกผู้คนต่างพากันสูดปากให้กับความเย็นชาไร้ใจนี้ บาดแผลที่ถูกยิงในนัดที่สองเริ่มดำคล้ำส่งกลิ่นเหม็นชวนอาเจียน



            ปัง!



            "ไอ้เวร! ตัวระยำ… แน่จริงก็สู้กันอย่างลูกผู้ชายสิวะ"



            ในระยะจดจ่อ กระสุนนัดที่สามถูกส่งซ้ำเข้าไปยังบาดแผลที่กำลังเน่าเหม็น



            "หากต้องการต่อต้าน ก็ให้ใช้พิษสำหรับต่อต้าน เพื่อยับยั้งการลุกลามที่รวดเร็วของพิษภายในร่าง…"



            แม้แต่แพทย์ชราผู้นำสำนักแพทย์ที่ได้ยินอีกฝ่ายร่ายยาวยังต้องขมวดคิ้ว คิดไปถึงเรื่องเล่าในตำนานบางอย่างเมื่อนานมาแล้ว เป็นเรื่องราวอันเป็นต้นกำเนิดของพวกมันจวบจนปัจจุบันนี้



            'พิษพิสดารนี้ช่างคุ้นหูนัก!'



            ศิษย์ทุกคนจากสำนักแพทย์ราวกับกำลังกระจ่างในวิถีแพทย์ บางสิ่งบางอย่างในคำพูดของเด็กหนุ่มในปลุกกระตุ้นให้รู้สึกเช่นนั้น ช่างแตกต่างจากศิษย์และอาวุโสของวังมรณะสาบสูญที่กำลังคึกคักตื่นเต้น อยากพุ่งเข้าไปร่วมกระทืบชายคนนั้นที่นอนจมกองเลือด บาดแผลที่เคยเน่าเหม็นเปลี่ยนสีกลับมาเป็นปกติเลือดได้หยุดไหล บาดแผลกำลังสมานตัวกันอย่างพิสดารยากคาดเดา



            มิเนอร์วาเก็บปืนหยุดยืนอยู่ด้านข้างอีกฝ่าย ที่กำลังจ้องมองมาด้วยความหวาดกลัว กล้าทำร้ายคนต่อหน้าอาวุโสมากมายขนาดนี้ เหตุอันใดก็ย่อมสามารถเกิดขึ้นได้ ไม่แปลกที่ชายหนุ่มจะรู้สึกหวาดกลัวในตัวเด็กหนุ่ม มิเนอร์วายกแขนซ้ายออกไปข้างลำตัว จากนั้นจึงกำหมัดตั้งขึ้นยกสูงเหนือบาดแผลที่พึ่งเปลี่ยนสี



            "และเมื่อต้องการรักษา ก็ให้ใช้พิษสำหรับการรักษา ขับสลายพิษในกายตนออกมาให้หมดสิ้น…"



            เมื่อสิ้นเสียงสะกดนี้ก็ปรากฏหยดน้ำ 6 สี 6 หยดไหลออกมาจากหมัดที่กำค้างไว้มันตกลงมายังต้นขาของอีกฝ่าย ไหลซึมเข้าสู่บาดแผลที่ยังสมานตัวกันไม่หมดบนต้นขา



            "อั๊ก… เจ้าทำอะไรลงไปกัน ช่วยข้าด้วยใครก็ได้ แสบเหลือเกิน อ๊าก! ตัวสวะเจ้าทำอะไรข้า ทำไมจึงปวดแสบรู้สึกร้อนแผดเผาเช่นนี้ ผู้อาวุโสช่วยข้าด้วย"



            ตัวแทนจากสำนักแพทย์ผู้เคราะห์ร้ายนอนกลิ้งร้องไห้น้ำตาไหลพราก มันพยายามตะโกนขอความช่วยเหลือด้วยความเจ็บปวดหมดสิ้นซึ่งจิตต่อต้าน ทานทนต่อความเจ็บปวดไม่ไหวอีกต่อไป กลิ้งไปร้องไห้ไปน้ำหูน้ำตาเปรอะเปื้อนไปทั่วใบหน้า ท่าทีไม่น่าชมมองแม้เพียงน้อย



            "ไม่ต้องกลัวพิษที่ข้าเจือจางแค่นี้ฆ่าคนไม่ได้… อย่างมากก็ทนทรมานสัก 1 ชั่วโมง หากอ่อนแอเดี๋ยวเจ้าก็จะสลบไปเอง แต่แย่หน่อยที่ความทรมานนี้มันจะคอยปลุกเจ้าให้ตื่นขึ้นมาเสมอจนกว่าพิษจะหมดฤทธิ์ ข้าเคยเตือนเจ้าแล้วว่าราคาที่ต้องจ่ายมันมากเกินกว่าที่เจ้าจะจ่ายไหว และข้าหัวหน้ากลุ่มซัลวาโตเรทำตามคำพูดของตัวเองเสมอ ดังที่เจ้าได้สัมผัสและรับรู้ด้วยร่างกายของตนเองนั่นยังไงล่ะ"



            มิเนอร์วาเอ่ยอธิบายเย็นชาหันหน้ากลับไปจ้องจิออตโต้อีกครั้งด้วยแววตาแฝงจิตสังหาร ส่งสาส์นเตือนผ่านคำพูดให้กับทุกคน



            "ผลลัพธ์ของผู้ที่กล้ามายุ่งกับข้าหรือคนของข้าก็จะทรมานแบบเจ้านี่แหละ พวกเจ้าจะแข่งต่อหรือไม่?"



            "พวกข้าขอยอมแพ้"



            ศิษย์จากทั้งสองสถาบันที่เหลือรีบชิ่งหนีชิงเอ่ยปากขอยอมแพ้ ผู้อื่นดูอยู่ไกลๆ อาจจะสังเกตเห็นได้ไม่ชัด แต่ไม่ใช่กับพวกมันสองคนที่อยู่ใกล้อีกฝ่ายมากที่สุด ความเย็นชาน่าขนลุกและจิตสังหารอันกดดันนั้น สยบพวกมันจนไม่กล้าต่อต้าน มิเนอร์วาถามผู้เข้าแข่งสาขาวิชาหลอมโอสถที่เหลือแต่ก็ไม่มีแม้แต่คนเดียวที่กล้าขึ้นมาประชันฝีมือด้วย กรรมการผู้ควบคุมจึงต้องประกาศให้มิเนอร์วาเป็นฝ่ายชนะอย่างขาดลอย



            แต่ทว่าอาวุโสของสำนักแพทย์ต่างพุ่งตัวขึ้นมาหมายจะฉวยโอกาสสั่งสอนเด็กหนุ่มสักเล็กน้อย มิเนอร์วาที่เป็นคนระแวดระวังเสมอกำลังจะชักปืนยิงสวนออกไป แต่ประกายอัสนีคมปลาบก็ฟาดผ่าลงมาตัดหน้าไปเสียก่อน



            "หึ!... ขยะเช่นพวกเจ้ากล้าแตะต้องนายน้อยแห่งวังมรณะสาบสูญของพวกข้าอย่างนั้นหรือ?"



            เป็นผู้อาวุโสสูงสุดที่โผล่ขึ้นมายืนขวางเอาไว้ ใช้ร่างกายอันใหญ่โตยืนบังจนมิด ส่งเสียงคำรามถามก้องฟ้าราวอัสนีกัมปนาทฟาดผ่าไปทั่วทิศ สองผู้อาวุโสจากสำนักแพทย์ผงะตกใจถอยหลังรีบเปลี่ยนท่าที พวกมันหันหลังก้มลงตรวจสอบศิษย์จากสำนักแพทย์ของตนเองสีหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ รีบป้อนโอสถทั้งแบบเม็ดและแบบน้ำ ในเวลานี้พิษภายในร่างได้ถูกขับออกจนหมดแล้ว ผู้ที่นอนอยู่ก็ผวาตื่นขึ้นหันหน้ามองซ้ายขวา



            เพียงเห็นหน้าเด็กหนุ่มก็ลนลานหวาดกลัว พยายามดันตัวหนีไปทางด้านหลัง ใบหน้าซีดเซียวริมฝีปากขาวจางไร้สีเลือด เข็ดขยาดกับสิ่งที่ได้รับ เกรเซียที่นั่งอยู่ไกลออกไปยังต้องขนลุกให้กับนิสัยไร้หัวใจด้านนี้ ซึ่งแม้แต่ตัวเองก็ยังไม่เคยเห็นมาก่อน ช่างแตกต่างจากเด็กหนุ่มผู้อบอุ่นคนที่เคยรู้จัก ฮาเกนด์ที่รับชมตั้งแต่ต้นจนจบอยู่ด้านล่างเวทียกยิ้มที่มุมปากพึงพอใจ บ่นพึมพำอะไรสักอย่างที่ไม่มีใครได้ยินเป็นลมสลบหมดสติไป มิเนอร์วาเดินโผล่ออกมาจากทางด้านหลังมังกรอัสนีเวอร์โน หยุดยืนอยู่ข้างกายจ้องมองไปด้วยสายตาเย็นชาสมเพช จิตสังหารยิ่งมายิ่งเข้มข้น



            บนลานเวทีแลกเปลี่ยนในขณะนี้ สองคนยืนรักษาอีกหนึ่งผงะถอยลนลานต้านทานความหวาดกลัวอย่างยากเย็น ผู้คนจากสำนักแพทย์โลหิตพิษได้แต่กัดฟันยอมรับความอัปยศในครั้งนี้ ไม่ใช่ว่าไม่มีศิษย์ที่เก่งกว่าชายคนนั้นบนเวที หากแต่เป็นการสั่งสอนเพียงไม่กี่ประโยคนั้นของมิเนอร์วา ที่ทำให้พวกมันรู้สึกสิ้นหวังไม่กล้านำพาตัวเองขึ้นไปเปรียบเทียบ รู้สึกต้อยต่ำกว่าอยู่หนึ่งระดับ แม้แต่เหล่าผู้อาวุโสและศิษย์ลึกลับจำนวนมากที่มาร่วมชมดู ก็ยังต้องผงะตกใจกับคำพูดที่อีกฝ่ายนำมาแลกเปลี่ยนในการประลองครั้งนี้



            คำพูดนั้นเกินขอบเขตของความรู้ง่ายๆ อย่างเช่นการใช้ไฟทำลายพิษไปไกลแล้ว พวกมันย่อมไม่เขลาพอที่จะทำตัวน่าสมเพชไปมากกว่านี้ อ้าแขนกล้ำกลืนฝืนยอมรับความพ่ายแพ้แต่โดยดี มิเนอร์วาเดินมาหยุดยืนอยู่ข้างกายมังกรอัสนีจับจ้องด้วยสายตาเย็นชาไปยังเบื้องหน้า



            "ยังไม่ได้ลงมือก็แล้วไปเถอะ… ส่วนเจ้าถึงเวลาจ่ายค่าเสียหายที่ทำไว้กับคนของข้าแล้ว"



            "ค่ะ...ค่าเสียหายอะไรอีก ข้ายอมแพ้แล้ว ก็จบกันแล้วไม่ใช่รึไง ผู้อาวุโสทั้งสองช่วยข้าด้วย!"



            ด้วยความหวาดกลัวที่ฝังลึก การที่บุคคลผู้หนึ่งจะพยายามหลีกหนีต่อความกลัวนั้นย่อมไม่ใช่เรื่องแปลก บัดนี้ตัวตนของมิเนอร์วาได้กลายเป็นฝันร้ายของอีกฝ่ายไปแล้ว มันจึงพยายามหลีกเลี่ยงอย่างสุดความสามารถ มันอยากจะวิ่งหนีไปจากตรงนี้ให้ไวที่สุด แต่อำนาจสะกดของความหวาดกลัวนั้นกลับทำให้ร่างกายอ่อนแอแม้แต่การลุกขึ้นยืนยังกระทำได้ยาก ดูแล้วช่างน่าอนาถ



            "ยอมแพ้?... ผิดแล้วเป็นข้าทำให้เจ้าพ่ายแพ้ต่างหาก สมาชิกใหม่บาดเจ็บร้ายแรง 1 คน คิดค่ารักษาพักฟื้นและค่าทำขวัญ 50 เหรียญทอง กระสุนและพิษที่สิ้นเปลืองใช้อธิบายกับเจ้า 50 เหรียญทอง อ้อ!... ยังมีค่ารักษาจิตใจจากคำด่ามากมายที่ข้านับไม่หมดนั่นด้วย ข้ารับชำระทุกสิ่งเป็นเหรียญทอง เนื่องจากคำด่ามีมากมายเกินจะจดจำ ข้าคิดราคาพิเศษให้ก็แล้วกัน รวมทั้งหมด 200 เหรียญทอง"



            มิเนอร์วาส่ายหัวเอ่ยอธิบายแจกแจงค่าเสียหาย ไม่ได้สนใจเสียงจอแจคัดค้านจากผู้คนรอบด้าน เด็กหนุ่มแบมือยื่นไปข้างหน้ายิ้มอย่างจริงใจราวกับพนักงานบริการที่เดินมาเก็บค่าอาหาร รอรับการชำระจ่ายออกของอีกฝ่าย



            "หากเจ้ามีไม่พอ อาวุโสทั้งสองจะชำระแทนข้าก็ไม่ขัด อ้อ… ขาเจ้าอีกข้างน่ะ ให้ผู้อื่นรักษาตอนนี้ก็คงไม่ทันการแล้ว ในที่นี้คงมีเพียงข้าเท่านั้นแล้วที่ช่วยได้ เจ้าจะจ่ายหรือไม่จ่ายก็ได้ตามใจเจ้าเลย ขาของเจ้าหากอยากเก็บไว้เดินก็จ่ายมา แต่ถ้าคิดว่าเสียขาสักข้างแล้วชีวิตจะเป็นปกติสุขมันก็เรื่องของเจ้า"



            มังกรอัสนีหัวเราะผงกหัวเต็มไปด้วยความชอบใจ ตอบรับให้กับการข่มขู่กรรโชกทรัพย์ของเด็กหนุ่ม เวอร์โนยืนมองเหตุการณ์ทั้งหมดไม่พูดสิ่งใดวางแผนมากมายอยู่ในใจตลอดเวลา มีบ้างบางครั้งที่ความคิดลอยเตลิดไปไกล



            'ฉลาดอย่างเดียวไม่ได้ต้องมีความกล้าและจังหวะตัดสินใจที่เด็ดขาด อีกทั้งยังต้องมีอำนาจเบ็ดเสร็จบีบบังคับให้ทำตาม สวรรค์น่าเสียดายที่ไม่ได้มาเป็นศิษย์ ไม่ได้การต้องหาวิธีเกี่ยวดองแล้ว'



            อาวุโสสองท่านจากสำนักแพทย์ขมวดคิ้วมุ่นเป็นปม หันหน้ากลับมาจ้องทั่วร่างของศิษย์ที่นอนอยู่บนพื้น พวกมันไม่พบสิ่งผิดปกติใดอีกทั้งทั่วร่างกายก็ไม่แสดงอาการหรือบ่งบอกว่ามีพิษตกค้างอยู่ ทั้งสองเองก็จนปัญญาหันหน้าไปขอความช่วยเหลือจากแพทย์ชราผู้นำสถาบัน อีกฝ่ายพยักหน้าน้อยๆ ลุกขึ้นยืน ก้าวออกมาหนึ่งก้าวก็มาโผล่บนเวที ปรากฏตัวข้างกายศิษย์ในสำนักที่ขึ้นมาเป็นตัวแทนในครั้งนี้ แพทย์ชราที่ได้มาสำรวจดูใกล้ๆ ถึงกับเลิกคิ้วขึ้นอย่างแปลกใจ



            "ผู้อาวุโสหรือท่านจะจ่ายหนี้แทนเขากัน?... ข้าไม่ขัดหรอกนะ แต่หากให้รักษาก็ขึ้นอยู่กับพวกท่านแล้วว่าตีราคาอนาคตของเขาไว้มากน้อยแค่ไหน ผู้เยาว์ย่อมไม่กล้าเรียกร้องจากท่านมากเกินไปนัก หากบอกว่า '1 เหรียญทอง' เช่นนั้นข้าก็จะคิดแค่ 1 เหรียญทอง"



            มิเนอร์วาทำความเคารพหนึ่งทีก็เอ่ยอย่างตรงไปตรงมา หากให้ราคาต่ำเจ้าตัวน่าสงสารที่นอนอยู่คงรู้สึกไม่ดีไปตลอดชีวิต แต่หากให้ราคาสูงก็เป็นการสิ้นเปลืองอย่างไร้ประโยชน์ แพทย์ชราย่อมอ่านแผนนี้ออก มันจ้องมองสบตากับเด็กหนุ่มกล่าวขึ้นยิ้มๆ เต็มไปด้วยความขบขัน



            "ฮ่าๆ ๆ… นับถือๆ… ผู้ใดเป็นหนี้ ย่อมต้องชำระหนี้ หนี้ของเขา เขาย่อมต้องเป็นผู้ชำระ ให้เขาตัดสินเอาเองเถิดว่าชีวิตตัวเองมีค่ามากสักเท่าไหร่"



            เมื่อรู้ทันย่อมสามารถหลีกเลี่ยงปัญหาปวดหัวได้อย่างง่ายดาย แพทย์ชรายิ้มในใจเคยคิดเอ่ยลองเชิงมานานแล้วจึงพูดออกมาลอยๆ ราวกับพูดอยู่ผู้เดียว



            "พิษอนันต์ข้ามสายพันธุ์!..."



            มิเนอร์วาขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนที่สีหน้าจะกลับมาเป็นปกติยากสังเกตเห็นจากนั้นจึงเอ่ยตอบด้วยท่าทีปกติ ไร้อาการตื่นตัวใด



            "อันใดกันคือพิษแท้!..."



            แพทย์ชราดวงตาลุกวาวจ้องเด็กหนุ่มตรงหน้าอย่างคาดหวัง ภายในใจเริ่มเปิดกว้างยอมรับในตัวตนของเด็กหนุ่มถึงครึ่งหนึ่ง



            "แลด้วยจิตพิสดาร!..."



            มิเนอร์วาลอบถอนหายใจเอ่ยถามอาจารย์ของตนอย่างมึนงง



            'ท่านจะบอกว่าเขาคือหนึ่งในชนรุ่นหลังของเพลิออน?... แล้วเขามาทำอะไรในที่ไกลแสนไกลแบบนี้กัน?'



            'ใช่แล้วมีเพียงผู้ศรัทธาในข้าเท่านั้นที่ล่วงรู้การรู้แจ้งนี้ โลหิตพิษของพวกมันก็เคยเป็นหนึ่งในสิ่งที่ข้าถ่ายทอดออกไป ที่แท้ก็บุตรหลานรุ่นหลังนี่เอง'



            แอสคลีเพียสเอ่ยอย่างยินดีที่ได้รู้ว่ายังคงมีสายเลือดของมันหลงเหลืออยู่ หลังจากถูกผนึกก็ไม่เคยได้รับรู้เลยว่าที่เกาะเพลิออนนั้นเป็นอย่างไรบ้าง นับเป็นปาฏิหาริย์โดยแท้จริง



            "มารโลหิตกลั่นตัวกลายเป็นพิษ"



            มิเนอร์วาต่อประโยคที่เหลือให้สมบูรณ์แล้วก้มตัวคารวะอีกฝ่ายหนึ่งที



            "ล่วงเกินแล้วๆ… สหายน้อยหลังจบงานในครั้งนี้ หากมีเวลาว่างก็ขอเชิญมาเป็นแขกที่สำนักข้าสักคราหนึ่ง ข้าจะรอต้อนรับเป็นอย่างดี ทำตามที่เจ้าเห็นสมควรเถอะฮ่าๆ ๆ"



            แพทย์ชราหันหลังก้าวเดินจากออกมา หายกลับไปนั่งอยู่ในตำแหน่งเดิมไม่สนใจสามชีวิตบนเวทีที่กำลังเหม่อลอยไร้สติ มันหันไปจ้องเฟรเกียที่ด้านข้างเอ่ยยินดีผ่านพลังวิญญาณยากตรวจจับ



            'อิจฉาเจ้าแล้วเฟรเกีย!... เทวะได้มาจุติในวังมรณะสาบสูญของเจ้าแล้ว ในอนาคตหากมีเรื่องต้องการความช่วยเหลืออันใด อย่าได้เกรงใจที่จะเอ่ยปากออกมา หากนั่นคือบุตรของเจ้า พวกเราก็คือสหายที่ใกล้ชิดกันมากที่สุดแล้ว'

    คล้ายกับเรื่องThe SRP (ปราชญ์พิสดาร ผนึกมาร สังหารเทพ) ที่คุณอ่าน