ซากเทวะ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 3 บทที่ 62 เจียงลั่วเสิน

           ร่างของหลินนั่วอีเปล่งแสง ล่องลอยอยู่กลางอากาศลมภูเขาโชยมา ชายเสื้อโบกสะบัด ผมยาวปลิวไสว เธอมองลงไปยังเบื้องล่าง

            เทพปีกเงินทั่วร่างเต็มไปด้วยเลือดแม้แต่แสงสีเงินเรืองรองยังถูกย้อมด้วยเลือดสีแดงฉาน บนร่างเต็มไปด้วยบาดแผลชวนให้น่าตกใจอย่างยิ่ง

            ทั้งคู่ยืนเคียงกันอยู่กลางอากาศท่ามกลางเขางูขาวด้วยท่วงท่าไม่ธรรมดาต่อให้ได้รับบาดเจ็บก็ยังดูโดดเด่นเป็นสง่า

            ฉู่เฟิงยืนอยู่บนพื้น มือถือคันศรยักษ์ มองนิ่งไปยังเบื้องบนระยะทางไกลเกินไป ยิงเทพปีกเงินไม่ตายหรอก

            นี่คือข้อดีของการบินได้ ไม่ต้องกลัวว่าจะเพลี่ยงพล้ำแถมยังหลบอยู่บนฟ้าได้อีกด้วย ต่อให้คนบนพื้นดินร้ายกาจเพียงใด ก็ไม่อาจแตะต้องได้

            ชั่วอึดใจที่ทั้งสองฝ่ายไม่มีใครเอ่ยปากอะไรเหมือนกับกำลังยืนเผชิญหน้ากัน

            เขางูขาว เต็มไปด้วยมนุษย์พิเศษที่ต่างเฝ้าจับตามอง

            หลินนั่วอีรูปร่างสูงโปร่ง ผิวขาวนวล ทว่าท่าทีเย็นชาใบหน้างดงามไร้ที่ติเหมือนกับแกะสลักมาจากก้อนน้ำแข็ง เป็นความงามอันลึกล้ำ

            เธอไม่อยากเป็นศัตรูกับคนเบื้องล่างผู้นั้น หากไม่เป็นเพราะมู่เหตุการณ์ที่ทำให้เทียนเสินเซิงอู้เสียหายหนักหนาเช่นวันนี้ย่อมไม่มีทางเกิดขึ้น

            นั่นก็คือเทพปีกเงินแทบจะถูกสังหารด่าวดิ้น

            รอบกายหลินนั่วอีมีแสงวูบวาบโอบล้อมเธออยู่ชั้นหนึ่ง แล้วค่อยๆ ลอยขึ้นสูงดึงเทพปีกเงินให้สูงขึ้นไปด้วยกันเป็นการป้องกันการโจมตีอย่างไม่คาดฝันของลูกศรกระดูก

            “รีบร้อนมากนักหรือ?” เธอเอียงหน้า ลำคอขาวผ่องผมยาวพลิ้วสยาย ดวงตาทั้งคู่จ้องอยู่ที่เทพปีกเงิน มองไปที่แผลเหวอะหวะจากลูกศร

            เทพปีกเงินส่ายศีรษะ

            บนร่างของเขา บาดแผลเหล่านั้นทยอยทอแสง อย่างที่ปีกสีเงินนั่น แผลฉกรรจ์ฉีกเปิดเป็นบริเวณกว้าง

            ยังมีบางบาดแผลที่แม้จะสมานตัวแล้ว หากก็ยังอาการหนักอย่างเช่นบาดแผลตรงอกที่โดนศรกระดูกทะลวงผ่าน คราบเลือดเกรอะกรัง

            หลินนั่วอีหยิบขวดเจียระไนออกมา ภายในมีน้ำยาสีม่วง เมื่อเปิดจุกขวดออกก็เทใส่แผลฉกรรจ์บนร่างของเทพปีกเงิน

            ได้ผลอย่างน่าอัศจรรย์ เลือดหยุดไหล บาดแผลปิดสนิท อีกทั้งยังมีกลิ่นหอมโชยชาย

            หลังจากที่เทียนเสินเซิงอู้ได้ลูกไม้วิเศษมาส่วนของเวชศาสตร์พันธุกรรมก็พัฒนาอย่างพรวดพราด คิดค้นน้ำยาสูตรลับได้หลายขนาน

            มนุษย์พิเศษบางคนที่มีความสามารถบินได้ปรากฏตัวขึ้น พวกเขาล้วนมีปีกต่างพากันห้อมล้อมหลินนั่วอีและเทพปีกเงินไว้ตรงกลาง

            ที่จริงแล้ว จุดนั้นห่างจากพื้นดินเป็นอย่างมากจะลูกศรหรือกระสุนปืนย่อมยากที่จะยิงมาถึง

            ไม่นานนัก คนของโพธิจีนส์ก็เร่งรุดมาพวกมนุษย์พิเศษที่บินได้ต่างก็เผชิญหน้ากับพวกหลินนั่วอีบางคนก็ขยับเข้าใกล้ฉู่เฟิง

            ติงซือถงปรากฏตัวขึ้น ท่ามกลางการอารักขา เธอเยื้องกรายออกมาจากแนวป่าหยุดอยู่ไม่ห่างจากฉู่เฟิงสักเท่าไหร่

            บนเขา มนุษย์พิเศษจำนวนมากที่เห็นเหตุการณ์ต่างก็แตกตื่นสุมหัวซุบซิบกันทันที

            พวกเขาสังหรณ์ว่า โพธิจีนส์คิดจะโน้มน้าวฉู่เฟิง ยามนี้ก็ต้องแสดงตัวเป็นมิตรไว้ก่อน

            ห่างออกไป ชายหนุ่มผอมบางหวีผมทรงเสยที่แอบอยู่บนยอดเขาพอเห็นเช่นนี้เข้าก็อดไม่ได้ที่จะตะโกน “นางฟ้าของผม!”

            โจวเฉวียนตื่นเต้นหนักมาก แต่ก็ตกใจ เขาไม่ได้หนีไปไหนได้แต่แอบดูอยู่ห่างๆ ตอนแรกก็เป็นห่วงฉู่เฟิง แต่ต่อมาพอเห็นมาดห้าวของเขาเข้าก็อ้าปากค้างจนคางแทบหลุดไปกองกับพื้น

            ตอนนี้ มาเห็นว่านางฟ้าแห่งปวงประชา ติงซือถง มุ่งตรงไปทางนั้นเป้าหมายก็คือฉู่เฟิง เขายิ่งเนื้อเต้นไม่หยุด

            “เขาคือหนิวเสินหวัง ผมเองก็เป็นสมาชิกตระกูลหนิวเหมือนกันนะ”โจวเฉวียนตบเขาที่ซ่อนอยู่ในทรงหวีเสย เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่า เออมันก็ไม่ได้ดูเลวร้ายเนอะ

            อย่างน้อย เขาก็ไม่รู้สึกขัดหูขัดตาแล้ว

            ในป่า ฉู่เฟิงระวังตัว ไม่ว่าจะเป็นเทียนเสินเซิงอู้ หรือโพธิจีนส์ ถ้าเป็นไปได้อยู่ห่างไว้เป็นดี

            บริษัทยักษ์ใหญ่พวกนี้ยากแท้หยั่งถึง เข้าใกล้พวกเขามากเกินไปก็ยากนักที่จะบอกได้ว่าโชคดีหรือเคราะห์ร้าย

            หากไม่เป็นเพราะมู่คิดกำจัดเขา หากไม่เป็นเพราะเทพปีกเงินคิดสังหารเขาพอเสร็จธุระเขาก็กะจะสะบัดตูดหนีแต่แรกแล้ว ไม่อยู่ก่อเรื่องวอดวายอย่างนี้หรอก

            “เจียงลั่วเสิน” หลินนั่วอีที่อยู่กลางอากาศเอ่ยปากคนที่อยู่เบื้องล่าง

            มนุษย์พิเศษต่างก็พากันสงสัย ใครคือเจียงลั่วเสิน?

            เมื่อมองตามสายตาของเธอ หรือจะเป็น ... ติงซือถง

            แน่นอน ติงซือถงตอบกลับด้วยรอยยิ้มหวาน เอ่ยว่า “เธอคือหลินนั่วอี?”

            คนไม่น้อยงุนงง นางฟ้าแห่งปวงประชามีอีกชื่องั้นหรือ เจียงลั่วเสิน?

            คนจำนวนน้อยที่รู้ความนัยกระซิบกระซาบบอกคนข้างๆ ว่าชื่อจริงของเธอคือเจียงลั่วเสิน ส่วนติงซือถงนั้นเป็นชื่อในการแสดง

            ตระกูลเจียง เป็นหนึ่งในสมาชิกสำคัญของกลุ่มโพธิจีนส์พวกเขาต้องการให้ลูกหลานปกปิดตัวตน ไม่เช่นนั้นยามกระทำการใดจะดึงดูดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ได้ง่ายดาย

            ผู้คนต่างเข้าใจในทันที!

            ...

            อันนาม ลั่วเสิน1 นั้นย่อมไพเราะอย่างแน่นอน แต่ก็ไม่ใช่ว่าใครๆ ต่างก็เหมาะสมกับชื่อนี้

            มันชัดเจนอย่างยิ่งว่าสาวน้อยตระกูลเจียงนางนี้มีคุณสมบัติมากพอไม่เช่นนั้นแล้ว ภายในระยะเวลาอันสั้น เธอคงไม่ได้รับสมญานามว่านางฟ้าแห่งปวงประชา

            “คุณใจร้อนไป” กลางอากาศ หลินนั่วอีเอ่ยขึ้นมา ใบหน้างดงามเย็นชา เธอเสยผมตาสวยจ้องลงมาเบื้องล่าง

            คำพูดของเธอเรียบง่าย การจะเตือนหนิวเสินหวัง พูดเพียงไม่กี่คำก็พอแล้วพูดมากไปกลับจะไม่เป็นการดี

            เกมในตอนแรกก็เดินไปได้ด้วยดี สุดท้ายกลับถูกมู่ทำเสียแผน

            มู่ถูกสังหารไปแล้ว เทพปีกเงินก็ได้รับบาดเจ็บ หลินนั่วอีย่อมไม่มีทางญาติดีกับหนิวเสินหวังแต่เธอก็ไม่ต้องการให้ทางโพธิจีนส์ดึงคนไปเป็นพวก

            เจียงลั่วเสินยิ้มอ่อน ร่าเริงอย่างยิ่งหยาดเยิ้มเสียจนหนุ่มน้อยทั้งหลายต่างก็พร่ำเพ้อ เธอยิ้มพลางเอ่ย “คุณกังวลเหรอ?”

            ท่าทางเธอสบายๆ ไม่พูดอะไรมากมาย แล้วก็ไม่ปิดบังความต้องการที่จะดึงหนิวเสินหวังไปเป็นพวกด้วยแถมยังจี้ใจดำหลินนั่วอีเข้าอย่างจัง

            สำหรับหลินนั่วอีแล้ว เรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่หรือจะต้องปิดเกมกับหนิวเสินหวังให้ได้? แต่จะลงมือตอนนี้ก็ไม่เหมาะอย่างยิ่งไม่เช่นนั้น อาจเสียหายเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า

            หรือจะดึงเขามาเป็นพวก? นั่นยิ่งเป็นไปไม่ได้เกมที่มู่เดินพลาด ใครมาเดินต่อต่างก็จนปัญญา

            กลางอากาศ หลินนั่วอีสงบนิ่ง มองไปทางเจียงลั่วเสิน เอ่ยว่า“ยิ้มแรกล่มเมือง ลืมแสดงความยินดีกับเธอไปเลย”

            มนุษย์พิเศษหลายคนงุนงง แต่แล้วก็เข้าใจโดยพลัน

            คนจำนวนไม่น้อยต่างก็รู้ดีว่า นางฟ้าแห่งปวงประชาเป็นมนุษย์พิเศษความสามารถของเธอนั้นไม่ต่างกับจิ้งจอกขาวเก้าหางในตำนาน  พละกำลังมหาศาล และที่สำคัญก็คือ สามารถล่อลวงใต้หล้าให้อยู่ในอำนาจ!

            หลินนั่วอีใช้คำพูดวกวน ยิ้มแรกล่มเมือง ยิ้มอีกคราล่มชาติ2 นี่คือจงใจจี้ถึงความสามารถในการล่อลวงอันไร้ขอบเขตของจิ้งจอกขาวเก้าหางในตำนานอย่างนั้นหรือหรือว่าเธอกำลังเตือนหนิวเสินหวัง?

            เธอก็พูดออกไปลอยๆ อยู่ที่ใครจะคิดอย่างไร

            เจียงลั่วเสินไม่ได้ใส่ใจนัก หญิงสาวพกเอาเสน่ห์เกินร้อย เดินฉับๆไปทางฉู่เฟิง

            พอเข้าใกล้ เธอก็พูดอย่างตรงไปตรงมาเชื้อเชิญฉู่เฟิงให้เข้าร่วมกับกลุ่มโพธิจีนส์เธอพูดอย่างเปิดเผยว่ามาเชิญเขาโดยเฉพาะ แล้วแย้มรอยยิ้มพิมพ์ใจ

            แต่ฉู่เฟิงคิดต่าง หลังจากโลกเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ก็ยิ่งลึกลับซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ มนุษย์พิเศษปรากฏกายบ่อยขึ้นแม้แต่พลังอำนาจของจิ้งจอกขาวเก้าหางในตำนานก็สามารถครอบครองกันได้แล้วหรือ?

            “นางฟ้ามาเชิญเอง ผมย่อมยินดีอย่างยิ่ง แต่ว่าตอนนี้ผมไม่อยากอยู่ตรงนี่อีกต่อไป อยากจะไปให้พ้นทันที”

            ฉู่เฟิงก็สงบไม่แพ้กัน แถมยังมีแววเล่นหัวอยู่หน่อยๆ

            “ถ้างั้น คุณมีนามบัตรไหม วันหลังผมจะเชิญคุณไปดื่มชากันหน่อย?”

            คนไม่น้อยต่างมีสีหน้าประหลาด ขอนามบัตรของนางฟ้าแห่งปวงประชาแล้วยังชวนไปดื่มชาอีก เขาพูดอย่างสบายใจ ท่าทางผ่อนคลายเป็นอย่างมาก

            คนของเทียนเสินเซิงอู้รู้สึกเบาใจ ฟังออกว่าหนิวเสินหวังปฏิเสธทางอ้อมเหมือนกับว่าไม่อยากเข้าร่วมกับโพธิจีนส์

            “ได้สิ นี่นามบัตรของฉัน” เหนือความคาดหมายของคนทั้งปวงเจียงลั่วเสินแย้มยิ้มสดใส เป็นธรรมชาติ พลางยื่นนามบัตรออกมาจริงๆ เสียด้วย

            มนุษย์พิเศษคนหนึ่งรับมา แล้ววิ่งเหยาะๆ มาส่งให้ฉู่เฟิง

            “ได้ ไว้วันไหนคุณว่าง ผมขอเชิญนะ”ฉู่เฟิงพูดจบก็หมุนตัวเดินจากไปอย่างไม่รีรอ ก็ในเมื่อไม่อาจสังหารเทพปีกเงินได้อยู่ต่อไปก็เท่านั้น

            ขณะเดียวกันเขาเองก็ไม่อยากเข้าไปแทรกกลางระหว่างสองยักษ์ใหญ่เทียนเสินเซิงอู้กับโพธิจีนส์รีบเผ่นออกมาเป็นตัวของตัวเองดีกว่า ถึงเวลาจะได้หนีออกมานอกวงได้

            “พี่น้อง นี่เป็นนามบัตรของฉัน” ถึงตอนนี้ก็มีคนวิ่งตามมาเป็นโจวอี่เทียนนั่นเองที่วิ่งตามหลังเขาพลางเอ่ยอย่างตื่นเต้น

            ฉู่เฟิงหันกลับไปมอง พอเห็นเขาเข้าก็เผ่นแน่บทันทีเขาไม่อยากไปแสดงบันทึกตำนานสงครามแห่งมหาเทพปีศาจวัวอะไรนั่น

            เหล่ามนุษย์พิเศษล้วนตะลึง จากนั้นก็หัวเราะลั่นหนิวเสินหวังผู้ห้าวหาญถึงกับเผ่นหนีไม่เป็นท่า?

            “หนิวเสินหวัง ช้าก่อนสิ!” โจวอี่เทียนตะโกนโหวกเหวก

            “ไม่ต้องตามฉันมาเลยนะ ข้างหลังคุณยังมีนางฟ้าของปวงประชาอยู่ไงไปขอความร่วมมือจากเธอเถอะ” ฉู่เฟิงโกยแน่บ พริบตาก็ไม่เห็นเงา

            “ฮ่าฮ่า...” มนุษย์พิเศษพากันหัวเราะลั่น

            “ผมต้องเชิญนางฟ้าเจียงแน่นอน” โจวอี่เทียนยังคงตะโกนไล่หลัง

            ว่าแล้วก็พูดจริงทำจริง เขาไม่ได้ไล่ตามฉู่เฟิง แต่วิ่งไปทางเจียงลั่วเสินออกปากอย่างกระตือรือร้น เชื้อเชิญเต็มที่

            เจียงลั่วเสินใบหน้าหมดจดงดงาม เกลื่อนไปด้วยรอยยิ้มอบอุ่น ทว่าพอได้ยินที่เขาพูด ใบหน้าขาวนวลถึงกับหมองคล้ำทันควัน

            “นางฟ้าเจียงครับ ผมเอาจริงนะ!”โจวอี่เทียนพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ว่านี่เป็นอภิมหาซีรีส์ฟอร์มยักษ์เชียวนะ

            “คุณว่าไหม ตรงนั้นน่าจะมีคนที่เหมาะสมอย่างมากอยู่คนไม่ใช่หรือ?” เจียงลั่วเสินยิ้มน้อยๆ ชี้ไปทางหลินนั่วอีที่อยู่กลางอากาศ

            “เหาะเหินเดินอากาศได้ อย่างกับในนิทานแน่ะ ไหนจะมาดเยือกเย็นเป็นสง่าความสวยระดับนั้น มันใช่เลย” โจวอี่เทียนเอ่ย

            แต่พอเขาหันหน้ากลับมา เจียงลั่วเสินก็เผ่นแน่บไปไกลแล้วไม่เปิดโอกาสให้เขาพูดอะไรเลยสักนิด

            เขาอยากไล่ตามไป แต่ก็มีมนุษย์พิเศษมาขวางทาง

            “ผู้กำกับ เอาไงดี?” ด้านข้างมีคนกระซิบถาม

            “ไม่เป็นไร ยังไงก็ถ่ายเก็บภาพสองสาวนี่ไว้หมดแล้ว สองนางเอกดังร่วมแสดง!” โจวอี่เทียนคุยโว

            ทว่า พอพูดจบเขาก็เหลียวมองรอบด้านอย่างระแวดระวัง พอเห็นว่าไม่มีคนสนใจก็ตะโกนขึ้นอีก “ไป ทำงานต่อ ถ่ายเก็บฉากให้ครบทุกมุม!”

            นอกเขตเขางูขาว หวงหนิวหยุดวิ่ง มันมีลางประหลาดรู้สึกกระวนกระวายตลอดเวลา เป็นเพราะก่อนหน้านี้ มันสัมผัสได้ว่าบริเวณนี้ผิดปรกติ

            โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนนี้มันรู้สึกได้ว่าเบื้องหน้าเต็มไปด้วยอันตรายร้ายแรง!

            แต่ว่า ถ้าหยุดวิ่ง เทพวัชระก็จะตามมาทัน จะไปต่อก็ไม่ได้จะหยุดอยู่ก็ใช่ที่ ทำเอามันปวดหัวหนักมาก

            ทันใดนั้น มันก็เห็นวัวยักษ์สีดำตัวหนึ่ง ยืนเคี้ยวหญ้าอ้อยส้อยอยู่ตรงปากทางผิวหนังและขนดำขลับเป็นมันเลื่อม

            พอหวงหนิวเห็นมันเข้า ลูกนัยน์ตาพลันเป็นประกาย เริ่มวางแผนร้าย

            มันรีบซ่อนกล่องเหล็ก จากนั้นลอกชุดหนังออกอย่างรวดเร็ว

            มันก้มลงมองตัวเองที่ผิวหนังและขนทั่วทั้งตัวสีทองอร่ามแล้วสะบัดตัวอย่างแรง สีเหลืองทองพลันหดหาย มันกลายเป็นวัวสีดำแทน

            แน่นอนว่า มันตัวเล็กอย่างยิ่ง ก็ไม่ได้ตัวใหญ่โตมาแต่ไหนแต่ไรมองดูแล้วเหมือนลูกวัวตัวหนึ่ง

            สีของเขาวัวก็เปลี่ยนไปเช่นกัน ไม่ใช่สีเหลืองทองแลดูไม่ต่างไปจากเขาวัวธรรมดาทั่วไปแม้แต่น้อย แล้วมันก็เดินส่ายอาดๆ ออกมา

            มันเข้าไปใกล้วัวยักษ์สีดำโดยทิ้งระยะห่างออกมาหน่อยยืนเคี้ยวหญ้าอ่อนสบายอกสบายใจ

            วัวยักษ์สีดำเองก็ไม่ได้สนใจมัน ต่างฝ่ายต่างนิ่งไม่เหมือนกับว่าที่ตรงนี้จู่ๆ ก็มีลูกวัวตัวกะเปี๊ยกเพิ่มขึ้นมาอีกตัว

            เทพวัชระพ่นลมยาว วิ่งไล่มาตลอดทาง เขาโมโหที่จู่ๆก็ถูกคนประหลาดลอบทำร้ายจนลูกสนสีม่วงทองถูกชิงหายไป ตอนนี้เขารู้สึกกดดันหนักมาก

            ถ้าหากไม่ได้มาตั้งแต่แรกก็แล้วไป แต่นี่ตกลงสู่มือแล้วกลับถูกคนฉกไปเสียนี่

            พอวิ่งมาถึงตรงนี้ เขาก็ชักจะลังเล หยุดวิ่งเพราะเขาเองก็สัมผัสได้เช่นกันว่าตรงขอบเขตของเขางูขาวคลับคล้ายกับมีอันตรายร้ายแรงรอคอยอยู่เบื้องหน้า

            ระหว่างที่เทพวัชระกำลังงุนงงสงสัย ด้านหลังของเขาเจ้าวัวน้อยที่กำลังเคี้ยวหญ้าอยู่พลันยืดตัวขึ้นอย่างไม่กระโตกกระตากแล้วกระแทกกีบตึงตึงตึงอย่างแรงไปที่หลังศีรษะของเขา

            โดนลอบกัดอย่างนี้ เทพวัชระถึงกับเห็นดาว จากนั้นภาพตรงหน้าดับวูบหัวแทบจะทิ่มลงกับพื้น

            เพียงแค่ชั่วพริบตาเท่านั้น เขาโดนไปอย่างต่ำห้ากีบพละกำลังมหาศาลขนาดทลายหินยักษ์หนักห้าตันได้ หากเป็นคนอื่นหัวคงเละเป็นแตงโมแตกไปแล้ว

            แต่ในเมื่อเป็นเขาผู้มีร่างเป็นอมตะ จึงได้แต่ทนเจ็บปวดอย่างสุดประมาณ

            เทพวัชระเพลิงโทสะพลุ่งพล่าน โดนลอบกัดอีกแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเขาหันขวับมามองกลับเห็นเพียงแค่ลูกวัวตัวหนึ่ง เขาถึงกับตาค้าง

           ไอ้บ้าเอ๊ย นี่มันแค่...ไอ้ลูกวัวตัวหนึ่งเนี่ยนะ!?

            เทพวัชระนึกย้อนไปก่อนหน้านี้ ลักษณะพิเศษของคนประหลาดผู้นั้นพอฉกกล่องเหล็กไปแล้ว คล้ายๆ กับจะทิ้งแขนขาทั้งสี่ลงกับพื้นแล้วเผ่นแน่บ?

            เขายังคิดว่าคนผู้นั้นเชี่ยวชาญวิชาเหาะเหินเดินอากาศเพื่อที่จะปีนผาสูงชันอย่างรวดเร็วว่องไวจึงใช้มือเท้าทั้งสี่ไม่นึกไม่ฝันว่ามันจะเป็นสัตว์กลายพันธุ์!

            เทพวัชระโมโหสุดขีดจนสติแตก ควันพ่นออกจากทวารทั้งเจ็ดที่แท้ก็โดนไอ้ลูกวัวดำปิดปี๋ตัวนี้กระทืบหลังหัวติดๆ กันสองครั้งเห็นเขายอมถูกรังแกง่ายๆ อย่างนั้นหรือ?!

            เขาฝืนทนความเจ็บที่หลังศีรษะ กระโจนเข้าหาหวงหนิว กะจะสู้กับมันสักตั้ง

            หวงหนิวใจแป้วไปเล็กน้อย มันมองออกว่าร่างกายของเทพวัชระแข็งแกร่งสุดประมาณทนมือทนเท้าเป็นอย่างยิ่ง แจกไปแล้วตั้งหลายกีบ แต่ก็ยังล้มเขาไม่ได้อย่างนี้งานเข้าเสียแล้ว ตึงมืออย่างยิ่ง

            “ตึงตึงตึง...”

            มาถึงตอนนี้ วัวยักษ์สีดำตัวนั้นที่อยู่ห่างออกไปพลันลงกีบทันทีรวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ จังหวะที่เทพวัชระหันไปรับมือกับหวงหนิววัวยักษ์สีดำพลันยกตัวขึ้นกระแทกเขาเข้าให้อีกสี่กีบทันที

            ตัวของมันใหญ่ยักษ์ พละกำลังย่อมมหาศาลสุดประมาณ

            ตึงตึงตึง...

            เสียงกระแทกหนักๆ ดังขึ้น

            เทพวัชระตาเหลือก ร่างชักกระตุก ยืนไม่อยู่ เขาฝืนหันไปมองด้านหลัง

            หัวโดนกีบวัวยักษ์กระแทกอีกชุดแล้วหรือนี่!

            นี่มันอะไรกัน? หวงหนิวตาค้าง ทำหน้าอย่างกับเห็นผี

            เทพวัชระเป็นบื้อ หวงหนิวเองก็ใบ้กินตามไปด้วย

    ********************************

    1ลั่วเสิน 洛神 ตามตำนานเทพเจ้าของจีน ลั่วเสินเป็นภรรยาของเหอป๋อ 河伯 ซึ่งเป็นเทพแห่งแม่น้ำฮวงโห (黄河 หวงเหอ)ได้ชื่อว่าเป็นตัวแทนแห่งความมั่งคั่งและรุ่งเรืองต่อมาใช้แทนความหมายของหญิงในฝันที่ชายใฝ่ฝันอยากได้มาเป็นคู่ชีวิต แม่น้ำลั่วเป็นสาขาหนึ่งของแม่น้ำฮวงโหต้นกำเนิดอยู่ในเขาหวาซาน มณฑลส่านซี (陕西) อีกตำนานกล่าวว่า ลั่วเสินเป็นธิดาของฝูซีผู้ก่อกำเนิดมนุษยชาติ แต่นางจมน้ำตาย จึงกลายเป็นเทพแม่น้ำ ในบทกวี ลั่วเสินฟู่ (洛神赋)เป็นบทกวีอันลือลั่นที่แต่งโดยโจสิด (曹植 เฉาจื๋อ) ลูกโจโฉ สรรเสริญความงามของลั่วเสินเชื่อว่าเป็นกลอนที่แต่งให้นางเอียนสี (甄洛เจินจี่) ซึ่งเป็นฮองเฮาของโจผี (曹丕 เฉาพี)


    2 ยิ้มแรกล่มเมืองยิ้มอีกคราล่มชาติ มาจากเพลงหญิงงามของหลี่เหยียนเหนียน (李延年) ท่อนที่ว่า “ชายตาคราแรกล่มเมืองชายตาอีกคราล่มชาติ” (一顾倾人城,再顾倾人国) เขาแต่งเพลงนี้ร้องถวายฮ่องเต้ฮั่นอู่ตี้ภายหลังน้องสาวของหลี่เหยียนเหนียนถวายตัวเข้าวังและได้รับการแต่งตั้งเป็นหลี่ฟูเหริน(李夫人) ส่วนสำนวนล่มชาติล่มเมืองนั้น หมายถึงหญิงสาวที่งดงามอย่างมากจนนำหายนะมาให้ประเทศชาติ อันมีที่มามาจากนางเปาซื่อ (褒姒) สนมของฮ่องเต้โจวโยวหวัง (周幽王) แห่งราชวงศ์โจวตะวันตก นางมีหน้าตางดงามหากไม่เคยมีรอยยิ้ม ฮ่องเต้จึงคิดวิธีให้จุดไฟตีกลองส่งสัญญาณว่ามีข้าศึกบุกประชิดทางแม่ทัพนายกองและอ๋องทั้งหลายตามหัวเมืองชายแดนเห็นสัญญาณก็รีบระดมทัพมาช่วยทันทีแต่กลับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เปาซื่อพอเห็นแม่ทัพยกทัพมาเก้อก็หัวเราะออกมาต่อมาแคว้นเซินยกทัพมาตีเมืองจริงๆ โจวโยวหวังจุดไฟตีกลองเรียกทัพแต่กลับไม่มีเมืองไหนยกกำลังมาช่วย เมืองถูกตีแตก ฮ่องเต้โจวโยวหวังสิ้นพระชนม์ราชวงศ์โจวตะวันตกสูญสิ้น ส่วนเปาซื่อหายสาบสูญ