รากนั่นยื่นลงมาอย่างน่ากลัว มันเป็นรากสีเขียวคล้ำที่เหี่ยวเฉาเหมือนมือที่ตายไปแล้วแต่สิ่งที่น่ากลัวมากที่สุดก็คือรากเหี่ยวเฉาที่คล้ายจะขาดได้ตลอดเวลานั้น มันกลับยื่นออกมาด้วยความเร็วอย่างน่าประหลาด
ทว่าการรับรู้ของตู้โซ่วโซ่วก็ไวเหมือนกัน ขณะที่มือเหี่ยวเฉากำลังจะมาถึงหัวเขาก็ถอยไปด้านหลังทันที จากนั้นก็พุ่งง้าวจี้ในมือออกไปตัดรากที่เหี่ยวเฉานั่น ทำให้น้ำสีดำไหลลงมาจากด้านบนตู้โซ่วโซ่วกระโดดถอยไปด้านหลังหนึ่งก้าว หลังจากน้ำสีดำไหลลงมาโดนพื้นหินแม้กระทั่งพื้นหินที่แข็งแกร่งก็กลายเป็นหลุมเป็นบ่อ
ตู้โซ่วโซ่วเงยหน้าขึ้นไปมอง จึงเห็นว่าด้านในดอกบัวที่บานออกมีใบหน้าที่กำลังยื่นออกมาไม่ต่างไปจากภูตผีใบหน้านั้นเป็นสีเขียวคล้ำเช่นกัน สิ่งที่น่ากลัวที่สุดบนใบหน้านั้นคือดวงตาดวงตาทั้งสองของมันเป็นสีขาวและไม่มีลูกตาดำ ราวกับมันมองไม่เห็นแต่ยังคงเคลื่อนไหวหาอะไรบางอย่าง
ตู้โซ่วโซ่วสะดุ้งทันที “มารดามันเถอะ...นี่มันอะไรกันเนี่ย”
“เลี้ยงศพ”
อันเจิงพูดขึ้นจากนั้นก็หยิบสมุนไพรบางอย่างออกมาจากสร้อยลูกประคำโลหิต หลังจากใช้มือบดขยี้สมุนไพรแล้วเขาก็สาดออกไปทันที ทันใดนั้น ใบหน้าด้านในดอกบัวก็มีควันสีเขียวออกมาเป็นระลอกราวกับสมุนไพรนี้เกิดมาเพื่อกำจัดมันโดยเฉพาะ เพราะทันทีที่สมุนไพรถูกสาดออกไป มันก็ร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดก่อนจะค่อย ๆ หดกลับไปอยู่ในดอกบัวดังเดิม
ตู้โซ่วโซ่วหลบน้ำสีดำที่นองอยู่บนพื้น“เลี้ยงศพแปลว่าอะไร?”
“มันมีวิธีการใช้หลายอย่างมาก...อย่างหมอยาบางคนที่ดูเหมือนเรียบร้อยแต่ก็อาจแอบเลี้ยงศพอยู่อย่างลับ ๆ ก็ได้ ของแบบนี้อยู่ในจำพวกยาพิษและสามารถเก็บไว้ใช้เป็นยาได้อีกด้วยเดิมทีข้าก็ไม่รู้ว่าดอกบัวสีขาวนั่นเติบโตขึ้นได้อย่างไร แต่ดูจากตอนนี้แล้วดอกบัวพวกนี้เลี้ยงอยู่บนศพคน มันดูดซึมศพเพื่อหล่อเลี้ยงตัวมันเองเมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า ศพและดอกบัวก็ผสานเข้าเป็นหนึ่งเดียวส่วนศพเหล่านี้ก็ประหลาดมากเช่นกัน เพราะมันเหมือนมีชีวิตอยู่จริงหรือชั้นด้านบนอาจมีของมากกว่าที่เราเห็นหลายเท่าก็ได้”
ตู้โซ่วโซ่วไม่อยากอยู่ต่อแม้แต่วินาทีเดียว เขาเดินก้าวยาว ๆไปข้างอันเจิง “ข้าอยู่ข้างหน้าจะดีกว่า”
อันเจิงเงยหน้ามองไปยังด้านบน ศพและดอกบัวพวกนั้นถูกสมุนไพรสาดจนหดตัวกลับไปมันน่าจะไม่ออกมาอีกในเร็ว ๆ นี้ จะว่าไปด้านล่างนี้ก็เย็นยะเยือกไม่น้อยส่วนด้านบนก็เป็นพื้นที่เลี้ยงดอกบัวด้วยศพคน...สรุปที่นี่คือสถานที่อะไรกันแน่?
พวกเขาทั้งสองคนเดินไปด้านหน้าอีกประมาณยี่สิบกว่าเมตรก็เจอประตูบานหนึ่งประตูบานนั้นเปิดอยู่ ทว่ากลับเดินเข้าไปไม่ได้
ประตูไม่ใหญ่มากมันสามารถเดินลอดเข้าไปได้เพียงคนเดียวเท่านั้น ส่วนหน้าประตูก็มีศพโบราณสีเขียวคล้ำยืนอยู่
ราวกับได้ยินเสียงฝีเท้าเพราะศพโบราณนี้เงยหน้าขึ้นมองอย่างกะทันหัน ดวงตามันเป็นสีขาวล้วน ไม่มีลูกตาดำแล้วราวกับมีแสงอะไรบางอย่างส่องออกมา
อันเจิงดึงตัวตู้โซ่วโซ่วเป็นการส่งสัญญาณให้ตู้โซ่วโซ่วกลับไปอยู่ด้านหลังตัวเองดังเดิมเขามองไปยังรอบด้าน โดยเฉพาะทางลับเส้นนี้ ด้านบนต่างเต็มไปด้วยรากสีเขียวคล้ำเต็มไปหมด
“รากของดอกบัว”
อันเจิงพูดขึ้น “ด้านบนเป็นศพที่ใช้เลี้ยงดอกบัวไม่รู้ว่ามีกี่ชีวิตต้องมาตายเพื่อเลี้ยงมัน เดิมทีข้าคิดว่าเป้าหมายที่เลี้ยงศพไว้เพราะดอกบัวด้านบนนั้นแต่ดูอีกที...รากของดอกบัวต่างก็เชื่อมลงมาด้านล่างนี้ทั้งหมดแล้วเชื่อมติดกับแผ่นหลังของศพโบราณศพนี้”
หลังจากอันเจิงอธิบายแล้วตู้โซ่วโซ่วเพิ่งจะสังเกตเห็นว่า รากน้อยใหญ่ล้วนเลื้อยไปตามกำแพงรอบด้านแล้วเชื่อมติดกับศพโบราณที่อยู่หน้าประตู อีกทั้งศพโบราณนั่นยังมีโซ่สีดำคล้องอยู่มันแทงทะลุเข้าที่ไหล่ทั้งสองข้างและท้องน้อยของศพ โซ่นั้นตรึงศพโบราณนี้ไว้ในตำแหน่งหน้าประตูและไม่สามารถขยับออกจากจุดนี้ไกลเกินสองเมตร
“เฝ้าประตู”
อันเจิงพูดขึ้น “ดอกบัวดูดซึมศพที่มาหล่อเลี้ยงแล้วถ่ายเทสารหล่อเลี้ยงผ่านรากดอกบัวมายังศพโบราณ จากนั้นก็ใช้ศพโบราณนี้มาเฝ้าประตูไม่รู้ว่าศพที่ไม่ใช่ทั้งคนไม่ใช่ทั้งผีนี้อยู่มานานเท่าไหร่แล้ว ดวงตาทั้งสองก็บอดสนิทหากได้กลิ่นอายของมนุษย์แล้ว มันอาจบ้าคลั่งขึ้นมาก็ได้”
ตู้โซ่วโซ่วกลืนน้ำลายอย่างยากเย็น“เจ้าว่าคนคนนี้เป็นคนธรรมดา หรือเป็นคนที่กินคน?”
อันเจิงชี้ไปยังศพโบราณนั่น “อย่างนั้นก็คงต้องดูว่ามันคิดอย่างไรแล้วล่ะ”
ขณะกำลังคุยกันอยู่นั้น จู่ ๆศพโบราณก็คำรามแล้วออกแรงเหวี่ยงที่มือ ทันใดนั้นโซ่สีดำก็ถูกเขาเหวี่ยงออกมาจากด้านหลัง ปลายโซ่มีมีดอยู่เล่มหนึ่งโซ่เส้นนี้เต็มไปด้วยสนิมสีดำ ทว่ามีดที่ปลายโซ่กลับเปล่งประกายลำแสงที่เย็นยะเยือกดูเหมือนทรงพลังมากเลยทีเดียว ถึงแม้ทางลับนี้จะมีขนาดไม่เล็กนัก แต่ก็สามารถเดินคู่กันได้เพียงสองคนเท่านั้นส่วนโซ่เส้นนั้นมีความยาวหลายสิบเมตร หลังจากกระตุกแล้วมันก็พุ่งออกมาอย่างรวดเร็ว
ทางลับเส้นนี้อยู่ในรัศมีการโจมตีของศพโบราณทั้งหมด
ตู้โซ่วโซ่วพูดด้วยความโมโห “มารดามันเถอะ...ข้าไม่กลัวเจ้าหรอก?!”
เขาพุ่งตัวไปยังด้านหน้าจากนั้นก็พุ่งง้าวจี้ออกไปเช่นกัน...ปลายง้าวจี้เปล่งพลังออกมาด้านหน้าเพราะง้าวจี้ยาวมาก ยาวกว่าความสูงเพดานของทางลับเส้นนี้เสียอีกอีกทั้งพลังก็พุ่งออกไปรอบด้าน ทำให้บนเพดานทางลับทะลุเป็นรูใหญ่
ศพโบราณเปล่งเสียงที่แหบพร่าออกมาจากนั้นฝ่ามือก็กระตุก ทำให้มีดที่ติดกับโซ่หมุนกลางอากาศ แล้วรัดรอบง้าวจี้อย่างแน่นหนาจากนั้นมันก็ลากง้าวจี้เข้าหาตัวเองอย่างกะทันหัน ระดับพลังวัตรที่ตู้โซ่วโซ่วมีก็ถือว่าไม่ต่ำมากอีกทั้งยังมีแรงที่มหาศาล ทว่าเขาไม่อาจต้านทานแรงกระชากของศพโบราณได้ ไม่ถึงสองวินาทีตัวเขาก็ถูกศพโบราณกระชากเข้าไปแล้ว
ตู้โซ่วโซ่วออกแรงต้านที่เท้า ทำให้พื้นกลายเป็นรอยแตกทันที
อันเจิงยื่นมือไปด้านหน้า ทันใดนั้นกระดิ่งแก้วก็ลอยออกไป มันพุ่งตรงไปยังหัวของศพโบราณทันที
ศพโบราณยกมืออีกข้างขึ้นมาบังหน้าตัวเองไว้ กระดิ่งแก้วจึงชนเข้าที่แขนของมันแกรก! แขนของมันหักทันที จากนั้นเส้นเล็ก ๆที่แปลกประหลาดก็เคลื่อนไหวมาจากด้านหลัง แล้วแขนของมันก็ฟื้นฟูกลับมาเป็นเหมือนเดิมอีกครั้ง
แม้กระทั่งผู้เฒ่าฮั่วยังไม่อาจระบุได้ว่ากระดิ่งแก้วอยู่ในระดับอะไรแต่อย่างน้อยก็ต้องเป็นอาวุธมารที่อยู่ระดับสีทองขั้นสูงอย่างแน่นอนของที่ทรงพลังเช่นนี้กลับไม่สามารถทำลายชิ้นส่วนของศพโบราณนี้ได้ ต่อให้แขนจะหักไปแต่มันก็สามารถฟื้นฟูได้ในระยะเวลาอันสั้น
“เป็นเรื่องน่าแปลกจริง ๆ”
สีหน้าของอันเจิงดูแย่ลง “เจ้ายังจำปีศาจหินที่ข้าเคยบอกได้หรือไม่? นั่นเป็นของที่เกิดมาจากธรรมชาติผ่านการเติบโตหลายหมื่นปี หากเจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์แล้วละก็ อย่างน้อยมันต้องเป็นเยาโซ่วระดับสีม่วงแน่นอนอีกทั้งยังมีพลังสูงเทียบเท่าผู้ฝึกพลังวัตรในขอบเขตแห่งสวรรค์ด้วยเดิมทีข้านึกว่าศพโบราณนี้ใช้เพื่อเฝ้าประตูเท่านั้น แต่ดูแล้วข้าอาจประเมินมันต่ำเกินไป...คนที่เลี้ยงศพใต้ดินคงมีเป้าหมายเพื่อสร้างเยาโซ่วที่แข็งแกร่งเหมือนปีศาจหิน”
ตู้โซ่วโซ่วรู้สึกสะอิดสะเอียน “ตระกูลเกาจะทำอะไรกันแน่เนี่ย?!”
อันเจิงลากตัวตู้โซ่วโซ่วกลับมาพลางใช้มืออีกข้างควบคุมการโจมตีของกระดิ่งแก้ว “เกรงว่านี่คงเป็นอำนาจแท้จริงที่ตระกูลเกาซ่อนอยู่...”
ตู้โซ่วโซ่วเอ่ยขึ้น“ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม ฆ่ามันเสียก่อน!”
อันเจิงมองซ้ายมองขวาขณะนี้มีเพียงตู้โซ่วโซ่วกับเขาเท่านั้น ฉะนั้นเขาจึงนำดาบนิลกาฬที่เสวี่ยเหมยไต้มอบให้ออกมาจากสร้อยลูกประคำโลหิตดาบนิลกาฬและสองวนาลัยอยู่ในลูกประคำเม็ดเดียวกัน ส่วนเกล็ดมัจฉาอยู่ในลูกประคำอีกเม็ด
อันเจิงหยิบดาบนิลกาฬออกมาจากนั้นก็นำสองวนาลัยออกมาด้วย “มาลองดูกันว่าจะใช้งานได้หรือไม่”
อันเจิงหยิบต้นอ่อนต้นหนึ่งในสองวนาลัยออกมาไว้ด้านหน้าจากนั้นต้นอ่อนก็เปล่งลำแสงสีเขียวอ่อน ก่อนจะหายไปในชั่วพริบตาศพโบราณอยากเก็บโซ่กลับมาทว่าไม่ทันเสียแล้ว ต้นอ่อนปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าของมันอันเจิงใช้มือซ้ายจับต้นอ่อนอีกต้น ส่วนมือขวาก็ถือดาบนิลกาฬ แล้วจู่ ๆ ก็หายตัวไปอย่างกะทันหัน
ลำแสงสีเขียวสั่นประกายต้นอ่อนที่หายไปก่อนหน้านี้ปรากฏขึ้นในตำแหน่งที่อันเจิงยืนก่อนหน้านี้ ส่วนร่างอันเจิงก็ปรากฏอยู่ตรงหน้าของศพโบราณดาบนิลกาฬในมืออันเจิงพุ่งไปด้านหน้าอย่างรวดเร็ว แล้วแทงเข้าที่คอของศพโบราณอันเจิงกวาดมือไปทางขวา ทำให้คอของศพโบราณฉีกขาดเป็นรอยใหญ่ ยามนี้คอของมันเหลือเนื้อเชื่อมอยู่เพียงหนึ่งในสามส่วนเท่านั้น
ศพโบราณเปล่งเสียงร้องครวญครางคอของมันเบี้ยวไปด้านข้าง แล้วหัวก็กำลังจะหล่นลง
ตู้โซ่วโซ่วตะโกนขึ้น “สุดยอด!”
ยังไม่ทันตะโกนจบคอส่วนที่ขาดของศพโบราณก็ปรากฏรากเส้นเล็ก ๆ ราวกับเส้นเลือดก็ไม่ปาน รากนั้นเชื่อมเข้าหากันอย่างรวดเร็วทำให้คอที่ขาดไปกลับมาเหมือนเดิม
สีหน้าอันเจิงเปลี่ยนไปทันที เขาหมุนดาบนิลกาฬในมือก่อนที่หัวของศพโบราณจะฟื้นฟูกลับมานั้น ดาบนิลกาฬก็ปักเข้าที่ตำแหน่งหัวใจมันแล้ว
ไม่ว่าตัวตรงหน้านี้จะแปลกประหลาดขนาดไหนแต่อย่างไรเสีย ตำแหน่งหัวใจก็ยังเป็นจุดสำคัญอยู่ดี
ดาบนิลกาฬแทงทะลุหัวใจของศพโบราณจากนั้นลำแสงสีแดงก็เปล่งประกายออกมาทางด้านหลัง อันเจิงถอยไปด้านหลังหนึ่งก้าว ตรงตำแหน่งหัวใจของศพโบราณมีรากสีแดงเส้นเล็กๆ เคลื่อนไหว ราวกับกำลังอยากเชื่อมเข้าหากันอีกครั้งอันเจิงเห็นแล้วรู้สึกสะอิดสะเอียนมาก จึงรีบเหวี่ยงดาบนิลกาฬในมือ ส่งพลังดาบพุ่งตรงไปยังหัวใจของศพโบราณแล้วหัวใจของมันก็ระเบิด
ตูม!
ระเบิดทำลายหัวใจของศพโบราณจนแตกกระจายศพโบราณตรงหน้าแปลกประหลาดและแข็งแกร่งมาก คาดว่ามันต้องอยู่ในระดับสีแดงขั้นสูงอย่างแน่นอนหากอันเจิงไม่มีอาวุธระดับสีม่วงละก็ เกรงว่าคงไม่อาจทำลายมันได้
สิ้นเสียงระเบิด ร่างของศพโบราณก็ล้มลงจากนั้นดวงตาสีขาวที่ไม่มีลูกตาดำก็ฉายแววพิโรธออกมา
“ศพนี้มีอายุอย่างน้อยไม่ต่ำกว่าห้าร้อยปีแล้วมันอยู่ในระดับสีแดงขั้นสูงแล้วด้วย หากให้เวลามันดูดซึมศพอีกสามสิบปีละก็มันอาจเข้าสู่ระดับสีทอง และหากอยู่ในระดับสีทองเมื่อไหร่...ของที่เหมือนมีชีวิตแบบนี้ต่อให้จะเป็นผู้ฝึกพลังวัตรในขอบเขตจุลภาคก็เอาไม่อยู่”
ตู้โซ่วโซ่วเดินข้ามมันไปอย่างรังเกียจ “ตระกูลเกาดูเหมือนพวกเล่นมนต์ดำมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วนะ”
พวกเขาทั้งสองเดินข้ามศพโบราณตรงหน้าประตู หลังจากเดินผ่านประตูแล้วพวกเขาทั้งสองคนก็ตกตะลึงอย่างถึงที่สุด
มันเป็นห้องโถงขนาดใหญ่มากด้านในมีเสาหินเต็มไปหมด ทุกเสามีศพแขวนอยู่ อีกทั้งยังมีรากสีเขียวคล้ำเลื้อยอยู่เต็มถึงแม้ศพที่แขวนบนนี้จะไม่ได้ดูเก่าแก่เท่าศพโบราณหน้าประตู แต่อย่างน้อยก็คงจะมีอายุไม่ต่ำกว่าร้อยปีแล้ว
ตู้โซ่วโซ่วด่าทอ“นี่ตระกูลเกาคิดจะขุดหลุมศพเท่าไหร่กันแน่”
อันเจิงถอนหายใจแล้วพูดขึ้น “หลายปีมานี้กิจการของตระกูลเการุ่งเรืองไม่น้อยถึงแม้แคว้นเยี่ยนจะไม่ได้เข้มแข็งมาก แต่อย่างน้อยสำนักในเมืองหลวงก็มีไม่ต่ำกว่าร้อยสำนักคาดว่าคนในสำนักเหล่านี้ก็คงไม่ได้สังเกตว่าหลุมศพในสำนักถูกบุกรุกตระกูลเกาขุดหลุมศพในสำนักเหล่านั้น แล้วนำศพมาเลี้ยงไว้ที่นี่...หากผ่านไปอีกห้าสิบปีละก็ตระกูลเกาอาจสร้างกองทัพขนาดใหญ่ได้เลยทีเดียว!”
สีหน้าตู้โซ่วโซ่วซีดลงทันที“คดีของตระกูลเกาในครั้งนี้ ต้องยอมรับว่าไม่ธรรมดาจริง ๆ”
อันเจิงพยักหน้าจากนั้นก็มองไปยังรอบด้าน “อย่างน้อยต้องมีหลายร้อยศพ หากพวกเขาทำเรื่องนี้สำเร็จขึ้นมาละก็อย่างน้อยต้องแข็งแกร่งกว่าผู้ฝึกพลังวัตรในขอบเขตกิเลสมารแน่นอน เมื่อถึงตอนนั้นศพจำนวนหลายร้อยศพที่มีพลังเทียบเท่าขอบเขตกิเลสมารเจ้าคิดดูว่ามันจะน่ากลัวขนาดไหน...”
“ทำลายพวกมันซะ!”
ตู้โซ่วโซ่วถือง้าวจี้แล้วพุ่งไปด้านหน้าจากนั้นก็เหวี่ยงออกไป “บิดาจะส่งพวกเจ้าไปลงนรกทั้งหมดเอง ทุกท่านอย่าโทษข้าเลยหากจะโทษก็ต้องโทษจิตใจที่ชั่วร้ายของตระกูลเกา”
เพียงชั่วพริบตาเดียวพลังจากง้าวจี้ก็ล้มเสาไปสี่ห้าต้น ศพที่ถูกทำลายงอตัวอยู่บนพื้นจากนั้นในลำคอก็เปล่งเสียงที่แหบพร่า
“หยุดเดี๋ยวนี้!”
ในขณะนี้เอง จู่ ๆก็มีคนเดินออกมาจากด้านใน แล้วตะโกนขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ดุร้าย
ท่ามกลางความมืด หญิงชราคนหนึ่งถือไม้เท้าที่สลักเป็นรูปมังกรเดินออกมาด้วยอาการสั่นเทาหญิงชราคนนี้อายุมากแล้ว อีกทั้งยังมีรูปร่างหน้าตาธรรมดา ทว่าดวงตาทั้งสองของนางกลับแฝงไปด้วยความดุร้ายที่ทำให้คนอื่นรู้สึกหวาดกลัวแม้กระทั่งอันเจิงก็ไม่เคยเห็นดวงตาที่ร้ายกาจเช่นนี้มาก่อน