Gustonya Undodead ราชันจอมเขมือบ

บทที่ 439 กลั่นพลังเทวะ

กลั่นพลังเทวะ

 

            ในขณะที่กัสจมดิ่งอยู่ในห้วงความคิดที่แปลกประหลาดของการรู้แจ้ง ร่างญาณศักดิ์สิทธิ์ในช่องว่างวิญญาณก็เริ่มเคลื่อนไหว

            มันเริ่มครุ่นคิดถึงสิ่งที่มันได้รับจากการรู้แจ้งก่อนหน้านี้เพื่อเปลี่ยนความรู้ที่ได้ให้กลายเป็นความสามารถที่ใช้งานได้จริง

            ขั้นตอนนี้กินเวลาไม่นานนักเพราะความสามารถในการคิดของมันทรงพลังกว่าเมื่อก่อนมาก

            ในตอนนี้มันสามารถแบ่งแยกความคิดออกเป็นหลายๆ ส่วนเพื่อวิเคราะห์ความรู้ที่ได้มาพร้อมกันได้หลายแง่มุม จึงทำให้มันได้รับความเข้าใจจากการวิเคราะห์อย่างรวดเร็ว

            เพียงชั่วอึดใจดวงตาของร่างญาณศักดิ์สิทธิ์ก็ทอประกายขึ้นมาวูบหนึ่งก่อนที่มันจะยกมือทั้งสองข้างขึ้นและแยกออกไปด้านข้าง

            วินาทีนั้นพลังชีวิตและพลังวิญญาณที่อยู่ในทะเลแห่งพลังก็ไหลขึ้นมาตามความต้องการของมัน

            พลังชีวิตสีแดงสดใสไหลไปยังมือซ้าย พลังวิญญาณสีเงินขาวไหลไปทางมือขวา พลังทั้งสองไหลเวียนอยู่บนฝ่ามือของร่างญาณศักดิ์สิทธิ์ ก่อนจะรวมตัวกันอย่างช้าๆ จนกลายเป็นก้อนกลม

            สีหน้าของร่างญาณศักดิ์สิทธิ์เปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย มันครุ่นคิดถึงสิ่งที่ทำอยู่และทำการปรับปรุงแก้ไขวิธีที่มันคิดไปพร้อมกับการลงมือทำ

            เพียงช่วงเวลาสั้นๆ พลังชีวิตและพลังวิญญาณก็ไหลเข้ามาเพิ่มและถูกบีบอัดทีละเล็กทีละน้อย จากพลังที่อยู่ในรูปของพลังกึ่งเหลวกึ่งหมอก ก็ค่อยๆ ควบแน่นกันจนกลายเป็นของเหลวโดยสมบูรณ์และเข้มข้นมากยิ่งขึ้นจนท้ายที่สุดมันก็ตกผลึกกลายเป็นผลึกพลังชีวิตและผลึกพลังวิญญาณทรงกลมที่สมบูรณ์

            วินาทีต่อจากนั้นเปลวเพลิงแห่งชีวิตก็ถูกจุดขึ้นบนมือขวาซึ่งถือผลึกพลังวิญญาณเอาไว้ ในขณะที่มือซ้ายมีประกายเพลิงวิญญาณลุกโหมขึ้นมาแผดเผาผลึกพลังชีวิต

            การเคลื่อนไหวของร่างญาณศักดิ์สิทธิ์หยุดลงอีกครั้งเมื่อมันพบถึงความผิดพลาดที่เกิดขึ้น จากนั้นวิเคราะห์สัดส่วนของเพลิงที่จะใช้ใหม่ แล้วทำการเพิ่มความรุนแรงของเพลิงวิญญาณให้มากยิ่งขึ้น

            ด้วยประสบการณ์ที่มันได้จากการผสานเพลิงทั้งสอง มันจึงสามารถค้นหาสัดส่วนที่เหมาะสมเพื่อทำให้เปลวเพลิงทั้งสองชนิดแสดงพลังออกมาได้อย่างเท่าเทียมกัน

            เมื่อเปลวเพลิงบนฝ่ามือทั้งสองข้างสงบลง ร่างญาณศักดิ์สิทธิ์ก็ค่อยๆ ขยับฝ่ามือทั้งสองข้างเข้าหากันจนกระทั่งเกือบจะสัมผัสกัน ดวงตาของมันก็ทอประกายแสงสีน้ำเงินขึ้นมาวูบหนึ่ง

            ลำแสงสีน้ำเงินก็ถูกยิงออกไปจากดวงตา พุ่งตรงเข้าไปอยู่ในผลึกทั้งสองลูกบนฝ่ามือ

            วินาทีต่อจากนั้นมันก็ขยับมือเข้าหากันจนทำให้เปลวเพลิงทั้งสองชนิดเริ่มผสานกันอย่างรวดเร็วส่งผลให้ผลึกพลังชีวิตและพลังวิญญาณเริ่มอ่อนตัวจากพลังของเปลวเพลิงที่ส่งผลต่อมัน

            ผลึกพลังชีวิตนั้นหลอมละลายได้ด้วยเพลิงแห่งชีวิตเท่านั้น เช่นเดียวกับผลึกวิญญาณที่จะหลอมละลายได้ด้วยเพลิงวิญญาณเพียงอย่างเดียว

            แต่เมื่อเปลวเพลิงทั้งสองผสานกันเป็นหนึ่ง มันก็สามารถหลอมละลายพลังทั้งสองชนิดได้

            ทันทีที่ผลึกทั้งสองอ่อนตัวลง ร่างญาณศักดิ์สิทธิ์ก็ขยับมือเข้าหากันอีกครั้งและกดผลึกทั้งสองเข้าใส่กันจนรวมกันเป็นทรงกลมที่มีสองสี

            ทันทีที่พลังทั้งสองรวมเข้าด้วยกันสำเร็จ หัวคิ้วของร่างญาณศักดิ์สิทธิ์ก็ขมวดเข้าหากันอย่างไม่พอใจ ปฏิกิริยาตอบสนองที่มันเฝ้ารอไม่ได้เกิดขึ้นอย่างที่มันคิด

            ชั่วขณะนั้นพลังชีวิตและพลังวิญญาณก็เริ่มผสมกันโดยปราศจากการควบคุม จนเกิดเป็นผลลัพธ์ที่ต่างจากที่มันคิดเอาไว้

            ‘ทำไมกัน..ทำไมถึงไม่กลายเป็นพลังเทวะ..หรือว่า..’

            พริบตานั้นความคิดหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในใจและทำให้มันเข้าใจเหตุผลได้ในทันที

            เหตุผลที่พลังทั้งสองไม่อาจผสานเข้าด้วยกันจนเกิดเป็นพลังเทวะอย่างที่มันต้องการนั้น เป็นเพราะการผสมผสานของพลังทั้งสองไม่ได้เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์

            รวมไปถึงปฏิกิริยาตอบสนองที่แตกต่างจากที่มันคิดเอาไว้ ก็เกิดขึ้นเพราะพลังวิญญาณที่ใช้ในการทดลองครั้งนี้เป็นพลังวิญญาณบริสุทธิ์ที่ได้มาจากพวกปีศาจ มันไม่ใช่พลังวิญญาณที่แฝงไว้ด้วยพลังแห่งความตายของกัส

            ส่งผลให้การหลอมรวมของพลังที่น่าทึ่งแบบเดียวกันช่วงเวลาที่พลังชีวิตและพลังวิญญาณของกัสหลอมรวมกันไม่เกิดขึ้น

            เพียงชั่วอึดใจร่างญาณศักดิ์สิทธิ์ก็เข้าใจว่าปัญหาเกิดขึ้นจากอะไร

            แต่ความเข้าใจก็ส่วนความเข้าใจ การหาวิธีแก้นั้นไม่ได้ง่ายอย่างที่มันคิดทำให้มันต้องหยุดคิดอยู่นานสองนานเพื่อหาวิธีแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้

            ในขณะเดียวกันกัสที่จมดิ่งอยู่ในความรู้สึกที่แปลกประหลาดก็ค่อยๆ ฟื้นคืนสติกลับมาอีกครั้ง พร้อมกับความรู้ความเข้าใจที่เขาได้มาจากการรู้แจ้งโดยไม่ได้ตั้งใจ

            วินาทีนั้นร่างแยกของญาณศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในทะเลสาบแห่งจิตสำนึกก็เงยหน้าขึ้น สีหน้าของมันเปลี่ยนแปลงไปจนแปลกประหลาด ก่อนจะส่ายหน้าด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย

            หลังจากนั้นเพียงอึดใจขนนกเส้นหนึ่งก็บินเข้าไปในช่องว่างวิญญาณเพื่อแจ้งข่าวนี้ให้กับร่างหลักของมันและทำให้ร่างญาณศักดิ์สิทธิ์ที่กำลังครุ่นคิดอย่างตั้งใจเงยหน้าขึ้นมาด้วยความตกใจ

            ‘นี่เจ้า! เจ้าบ้าเอ้ย!! เจ้ามันโลภเกินไปแล้ว!!!’

            เสียงตะโกนที่ดังก้องอยู่ในช่องว่างวิญญาณนั้นไม่อาจส่งไปถึงกัสที่เพิ่งจะได้สติได้ เขายังจมอยู่ในความสับสนเพราะสิ่งที่เขาได้รับจากการรู้แจ้งนั้นมันผิดไปจากที่เขาคิดเอาไว้

            ความเข้าใจมากมายและหลากหลายปรากฏอยู่ในห้วงความคิดของเขา หากแต่ทุกความเข้าใจที่ได้มาจากการรู้แจ้งในครั้งนี้ กลับกลายเป็นความเข้าใจที่อ่อนจาง เป็นเพียงความเข้าใจอย่างผิวเผินที่ยากจะนำใช้งานได้

            กัสที่ตระหนักได้ถึงผลลัพธ์จากการรู้แจ้งมีสีหน้าแปลกๆ เขาไม่เข้าใจว่าทำไมความเข้าใจที่เขาได้รับจากการรู้แจ้งที่หาได้ยากยิ่งถึงได้กลายเป็นแบบนี้

            สิ่งที่เขาได้มันต่างจากความเข้าใจที่เขาได้รับมาก่อนหน้านี้ตอนที่เขารู้แจ้งครั้งแรกในดันเจี้ยนสรวงสวรรค์สีเขียว

            ‘ทำไม..ทำไมมันถึงกลายเป็นแบบนี้ได้ ทำไมข้าถึงได้..คิดถึงเรื่องราวมากมายในตอนที่รู้แจ้งแบบนี้นะ’

            กัสสับสนอยู่นานแต่ก็ยังหาคำตอบไม่ได้เพราะเขาไม่เคยพบเจอกับอะไรแบบนี้มาก่อน แม้กระทั่งบันทึกของตระกูลที่เขาเคยอ่านก็ไม่มีเรื่องอะไรแบบนี้ปรากฏขึ้นเลย

            ยิ่งคิดเขาก็ยิ่งไม่เข้าใจ แต่ท้ายที่สุดแล้วกัสก็ตัดสินใจสลัดความสงสัยนี้ทิ้งไปเพราะเขาตระหนักว่าเขาไม่มีทางเข้าใจมันได้ในตอนนี้

            เมื่อสลัดความสงสัยที่ยากจะหาคำตอบไป กัสก็เริ่มทบทวนสิ่งที่เขาได้รับจากการรู้แจ้งนี้ ก่อนจะยิ้มฝืนๆ ด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบายเพราะความเข้าใจที่ได้มันหลากหลายจนยากที่จะนำมาใช้งานได้จริงๆ

            ในขณะที่กัสส่ายหน้าด้วยความผิดหวังนั้น ร่างญาณศักดิ์สิทธิ์ก็ได้รับความเข้าใจทั้งหมดที่เขาได้จากการรู้แจ้งเป็นที่เรียบร้อยและเริ่มครุ่นคิดถึงสิ่งที่ได้ ก่อนจะเบิกตากว้างขึ้นมาด้วยความแปลกใจ

            หนึ่งในความเข้าใจที่กัสได้รับมานั้น บังเอิญให้คำตอบในคำถามที่มันต้องการอยู่พอดี มันจึงหันกลับไปยังการทดลองที่มันทำก่อนหน้านี้จากนั้นทำการทดลองอีกครั้ง

            การทดลองรอบที่สองนี้เร็วกว่าเดิมมาก เพียงชั่วอึดใจผลึกพลังทั้งสองชนิดก็อยู่ในสภาพพร้อมที่จะหลอมรวม

            ทว่าครั้งนี้มันใช้เพลิงทั้งสองชนิดน้อยลงกว่าครึ่งทำให้การหลอมละลายของผลึกพลังทั้งสองลดน้อยลง

            นอกจากนั้นมันยังเพิ่มจิตสำนึกที่ใส่เข้าไปในผลึกทั้งสองให้มากยิ่งขึ้นและอาศัยการควบคุมผลึกทั้งสองผ่านทางจิตสำนึกเพื่อจำลองแรงดึงดูดและแรงผลักด้วยการหมุน

            เพียงชั่วอึดใจมันก็ทำสิ่งที่มันคิดก่อนหน้านี้ได้ ผลึกพลังทั้งสองชนิดถูกกดเข้ามารวมกันในสภาพที่ยังหลอมละลายไม่สมบูรณ์ จึงไม่ทำให้เกิดการหลอมรวมอย่างไม่อาจควบคุมเหมือนก่อนหน้านี้

            พลังทั้งสองถูกบังคับให้หมุนวนอย่างรวดเร็วจนเกิดเป็นสัญลักษณ์ไท่จี๋ขึ้นในที่สุด

            สัญลักษณ์ที่เกิดขึ้นจากการควบคุมนี้ให้ผลลัพธ์ที่ต่างจากสัญลักษณ์ที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติมาก ทว่าผลลัพธ์ที่ร่างญาณศักดิ์สิทธิ์ต้องการก็ได้เกิดขึ้นในที่สุด

            มันใช้เวลานานพอสมควรกว่าจะค้นพบระดับในการควบคุมที่เหมาะสมจนทำให้พลังทั้งสองหลอมรวมกันจนเกิดเป็นเศษเสี้ยวเล็กๆ ของพลังเทวะขึ้นในที่สุด

            และเมื่อพลังเทวะก่อกำเนิดขึ้นจากการหลอมรวมในครั้งนี้ จิตสำนึกที่ทรงพลังของมันก็ห่อหุ้มพลังเทวะเอาไว้และส่งมันไปยังแกนพลังของกัสที่กำลังหมุนวนด้วยความเร็วสูง

            วินาทีนั้นดวงตาของกัสก็เบิกกว้างขึ้นเมื่ออยู่ๆ เขาก็สัมผัสได้ถึงพลังเทวะที่เพิ่มสูงขึ้น

            ความสับสนเกิดขึ้นในใจก่อนที่จิตสำนึกจะดำดิ่งเข้าไปในช่องว่างวิญญาณและได้เห็นภาพของการทดลองครั้งที่สามของร่างญาณศักดิ์สิทธิ์ กับสัญลักษณ์ไท่จี๋ที่หมุนวนอยู่เหนือหัวของมัน

            “นี่มันเกิดอะไรขึ้นเนี่ย! นี่เจ้าทำอะไร!!”

            ร่างญาณศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้ให้คำตอบกัส หากแต่ปรายตามองเขาด้วยสายตาที่เย็นชา จนทำให้เขาแอบสะดุ้งน้อยๆ ก่อนจะเริ่มคิดตามความเคยชินและเข้าใจมันได้ด้วยตัวของเขาเอง

            เมื่อเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกัสก็ยิ้มฝืนๆ ด้วยความขัดเขินที่เขาดันเอ่ยปากถามญาณศักดิ์สิทธิ์ของตัวเองในเรื่องที่เขาควรจะรู้ได้โดยไม่ต้องถาม

            หลังจากเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกัสก็ไม่ได้ถามอีก หากแต่เฝ้ามองการทดลองของร่างญาณศักดิ์สิทธิ์จนกระทั่งสัญลักษณ์ไท่จี๋อันที่สองถูกสร้างขึ้น จากนั้นก็อันที่สาม สี่และห้าตามลำดับ

            ร่างญาณศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่ม หากแต่นำพลังในทะเลแห่งพลังมาสร้างสัญลักษณ์ไท่จี๋ทีละอันๆ เพื่อผลิตพลังเทวะให้กับเขา

            กัสมองดูภาพนี้อยู่นานจนกระทั่งสัญลักษณ์ไท่จี๋อันที่ 10 ถูกสร้างจนเสร็จ ร่างญาณศักดิ์สิทธิ์ก็หยุดมือและหันมามองเขาพร้อมกับอธิบายถึงสถานการณ์ในปัจจุบัน

            ‘ด้วยพลังของข้าตอนนี้ข้าคงสภาพมันได้เพียง 10 อันเท่านั้น หากเจ้าต้องการให้ข้าสร้างสัญลักษณ์พวกนี้มากกว่านี้ เจ้าต้องหาผลึกจิตสำนึกมาให้ข้า’

            “ตกลง! ไม่มีปัญหา แต่ทำแบบนี้มันจะช่วยให้แกนพลังของข้าเติบโตเร็วขึ้นจริงๆ หรือ”

            สีหน้าของร่างญาณศักดิ์สิทธิ์เปลี่ยนไปเล็กน้อย มันก้มหน้าครุ่นคิด ก่อนจะส่ายหน้าเป็นการปฏิเสธ

            ‘ข้าบอกไม่ได้..แต่ถ้าการคำนวณของแองจี้ไม่ผิดพลาด ระยะเวลาที่แกนพลังของเจ้าจะหลอมรวมจนสมบูรณ์นั้นอาจจะนานกว่า 10 ปี ส่วนการเพิ่มพลังเทวะโดยตรงนั้น ข้าเองก็บอกไม่ได้ว่ามันจะช่วยให้การหลอมรวมเร็วขึ้นหรือไม่ แต่ข้ามั่นใจอยู่เรื่องหนึ่ง’

            ดวงตาของกัสหรี่ลงเล็กน้อยขณะที่คิดทบทวนในใจและเข้าใจได้โดยที่ร่างญาณศักดิ์สิทธิ์ไม่ต้องบอก

            “มันจะทำให้ข้าแข็งแกร่งขึ้นโดยที่ไม่ต้องรอให้รากฐานมั่นคงสินะ”

            ‘ใช่! ด้วยวิธีนี้มันจะทำให้เจ้าสามารถพัฒนาตัวเองได้โดยไม่ต้องเสียเวลารอให้รากฐานมั่นคง แต่ข้าก็บอกไม่ได้ว่ามันจะมีผลกระทบในภายหลังหรือไม่เช่นกัน’

            กัสพยักหน้ารับโดยไม่พูดอะไร เขาไม่ได้พูดว่ามันดีหรือไม่ดี ไม่ได้ถามว่ามันมีผลเสียหรือไม่เพราะเขารู้ดีว่าที่ร่างญาณศักดิ์สิทธิ์ทำแบบนี้ก็เพราะว่าเขาต้องการจะทำ

            ในสถานการณ์ปัจจุบันกัสไม่มีเวลามากลัวว่าจะเกิดผลกระทบในภายหลังจากการพัฒนาตัวเองหรือไม่ สิ่งเดียวที่เขาสนใจคือการทำให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้นโดยเร็วที่สุดเพียงเท่านั้น

            หากไม่แล้วเขาคงจะไม่สามารถรับมือกับสงครามที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ได้

            สงครามในครั้งนี้แม้จะอันตราย แต่ศัตรูทั้งหมดเป็นปีศาจ ความแข็งแกร่งของพวกมันค่อนข้างจำกัดและมีปัจจัยมากมายที่ช่วยสนับสนุนทำให้ง่ายต่อการกวาดล้าง

            แต่ศัตรูที่เขาต้องเผชิญต่อจากนี้คือมนุษย์ด้วยกันเอง มนุษย์ที่มีสติปัญญา มีเล่ห์เหลี่ยมและประสบการณ์ต่อสู้ที่สูงกว่าพวกปีศาจเป็นไหนๆ

            หากกัสยังไม่รีบพัฒนาตัวเองให้เร็วกว่านี้ละก็ เขาเองก็ไม่มั่นใจเช่นกันว่าเขาจะเอาชนะไปได้จนตลอดรอดฝั่ง

            กัสต้องยอมรับว่าการก้าวข้ามขอบเขตของเขานั้นมันผิดแผนไปมากจริงๆ เขาไม่นึกว่าแกนพลังของเขาจะหลอมรวมกันได้ช้าแบบนี้ ทำให้เขาไม่สามารถพัฒนาตัวเองได้อย่างที่ใจต้องการ

            ทว่าตอนนี้เขามีหนทางแล้ว นั่นคือการบังคับหลอมรวมพลังชีวิตและพลังวิญญาณเพื่อสร้างพลังเทวะขึ้นมาโดยตรง จากนั้นส่งมันเข้าไปในแกนพลังของเขาเพื่อยกระดับความแข็งแกร่งของเขาโดยตรง

            ด้วยวิธีนี้แม้ว่ารากฐานของเขาจะยังไม่มั่นคง แต่ขอเพียงระมัดระวังให้มากพอเขาก็สามารถพัฒนาตัวเองต่อไปได้

            กัสหยุดคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะดึงสติกลับมายังร่างกายของเขาและเดินออกไปจากเต็นท์เพื่อดูสถานการณ์ในปัจจุบัน

            ตอนนี้สายฝนแห่งการชำระล้างหยุดไปแล้ว สถานการณ์ภายในเมืองเองก็ค่อนข้างสงบเพราะท้ายที่สุดความเห็นของกลุ่มตัวแทนก็ออกมาในทิศทางเดียวกันนั่นคือการหยุดอยู่ในเมืองเพื่อฟื้นฟูกำลัง

            ข้อสรุปนี้สร้างความประหลาดใจให้กัสอยู่บ้างเล็กน้อยเพราะเขาไม่คิดว่ามันจะออกมาได้เร็วแบบนี้

            แต่พอคิดอีกทีเขาก็เข้าใจเพราะสายฝนแห่งการชำระล้างได้หยุดไปแล้ว ส่งผลให้ความได้เปรียบที่มีอยู่ก่อนหน้านี้หมดไปด้วย จึงไม่น่าแปลกที่ตัวแทนทั้งหมดจะยอมหยุดแผนการบุกและหันกลับมาฟื้นฟูกำลังรบแทน

            กัสพยักหน้าน้อยๆ ก่อนจะสังเกตเห็นกลุ่มนักบวชสาวที่เขาขอให้พวกเธอเตรียมน้ำตาเทพ หรือก็คือหยดพลังชำระล้างที่ได้จากการกลั่นพลังชำระล้างผสานเข้ากับน้ำหลายๆ ครั้งจนทำให้ความหนาแน่นของมันเพิ่มสูงขึ้น

            ทักษะนี้นับเป็นทักษะที่นักบวชสาวทุกคนต้องฝึกฝนจนชำนาญพวกเธอถึงจะสามารถออกปฏิบัติการในภาคสนามได้ กัสจึงไม่เป็นห่วงเลยสักนิดว่าจะมีปัญหาเพราะฝนแห่งการชำระล้างนั้นทำให้การกลั่นน้ำตาเทพนั้นง่ายกว่าเดิมมาก

            เมื่อกลุ่มนักบวชสาวเห็นกัสเดินออกมาจากเต็นท์ พวกเธอก็พร้อมใจกันส่งน้ำตาเทพมาให้เขาในทันที

            แต่ที่กัสคิดไม่ถึงเลยก็คือนอกจากกลุ่มนักบวชสาวที่เขาขอให้ช่วยแล้ว นักบวชสาวคนอื่นๆ เองก็อาศัยเวลาว่างในช่วงที่สายฝนแห่งการชำระล้างตกลงมากลั่นน้ำตาเทพให้เขาด้วยเช่นกัน

            ด้วยเหตุนี้ทันทีที่กัสออกมา เขาจึงได้น้ำตาเทพจำนวนมากจนสามารถเติมพลังให้กับผลึกแก้วสีขาวได้มากจนพอที่จะกลืนกินแม่ทัพปีศาจอีกหลายตัว

            เมื่อเห็นแบบนั้นกัสก็ยิ้มกว้างพลางกล่าวขอบคุณด้วยน้ำเสียงสดใสซึ่งเรียกรอยยิ้มเอ็นดูจากเหล่านักบวชสาวได้มากทีเดียว

            ในขณะเดียวกันเหล่าครึ่งเทพที่มาจากตระกูลอันดูวเดธก็พากันเดินเข้ามาหาเขา ก่อนจะยื่นน้ำตาเทพให้เขาคนละนิดคนละหน่อยซึ่งทำให้เขาแปลกใจไม่น้อย

            “ข้าได้ยินว่าเจ้าอยากได้นี่เจ้าหนู เอาไปสิ ถึงข้าจะไม่ชำนาญนักแต่ข้าก็มั่นใจในคุณภาพอยู่นะ”

            “ของข้าด้วยเจ้าหนู! ถึงจะไม่ดีเท่ากับแม่หนูนักบวช แต่ข้าก็ทำได้เยอะอยู่นะ!!”

            “เอาของข้าไปด้วยไอ้หนู! ถือว่าตอบแทนที่เจ้าช่วยข้าไว้!!”

            การช่วยเหลือของเหล่าครึ่งเทพนั้นทำให้กัสประหลาดใจ แต่ก็ดีใจมากเช่นกันเขาจึงไม่ปฏิเสธและรับมันมาทั้งหมด ก่อนจะกลับเข้าไปดูดกลืนพลังจากน้ำตาเทพจนหมดสิ้นใจอึดใจ

            หลังจากนั้นกัสก็ออกมาจากเต็นท์และขึ้นไปบนกำแพงเมืองเพื่อเฝ้ามองความเปลี่ยนแปลงบนสนามรบ เขามองดูกองกำลังที่ถูกส่งออกไปเก็บเกี่ยวแล้วพยักหน้าน้อยๆ ก่อนจะเลิกคิ้วด้วยรอยยิ้มฝืนๆ เมื่อพบกับปัญหาอย่างหนึ่ง

            ‘ตายละหว่า..พวกที่โดนข้ากินมันไม่เหลืออะไรเลยแฮะ’

            กัสมองจุดที่เขาใช้หัวสิงโตกินทุกสิ่งทุกอย่างไปไม่เว้นแม้กระทั่งพื้นดินด้วยความรู้สึกผิดน้อยๆ เพราะสิ่งที่ได้มาจากพวกปีศาจได้ถูกเขากินไปด้วย จนทำให้กองกำลังที่ออกไปเก็บเกี่ยวไม่สามารถเก็บเกี่ยวอะไรได้เลยจากพื้นที่นั้น

            ยังดีที่ตอนหลังกัสเปลี่ยนวิธีใหม่ ทำให้ผลึกเวทและวัตถุดิบจากพวกปีศาจไม่ถูกกินไปพวกมันจึงสามารถเก็บเกี่ยวได้อย่างเต็มที่

            เมื่อเห็นแบบนั้นกัสก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ พลางครุ่นคิดในใจเพื่อหาวิธีต่อสู้ที่มีประสิทธิภาพมากกว่านี้ ขณะที่มองดูกองทัพปีศาจที่เคลื่อนขบวนเข้ามาอย่างช้าๆ จากระยะทางที่ห่างไกล

            กัสมองระยะห่างของกองทัพปีศาจครู่หนึ่ง เขาก็คำนวณระยะเวลาที่พวกมันต้องใช้ได้ไม่ยากและพบว่าพวกมันต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 3 ชั่วโมงกว่าจะมาถึง

            ช่วงเวลาที่แสนล้ำค่านี้คือช่วงเวลาที่เหล่านักรบจะได้พักและเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ที่ทุกคนจะได้เก็บเกี่ยวผลตอบแทนจากการต่อสู้

            กัสมองภาพนี้อยู่นานก่อนจะถอนหายใจออกมาแล้วหันไปยังทิศทางที่กองทัพปีศาจกำลังเคลื่อนขบวนเข้ามาใกล้

            หลังจากหยุดคิดได้ครู่หนึ่งกัสก็ส่งเสียงไปหาผู้อาวุโสครั้งหนึ่งเพื่อขออนุญาตออกไปล่าอีกครั้ง

            คำขอของเขานั้นไม่ได้รับการตอบรับเร็วนัก หากแต่มีคำถามมากมายที่ถูกถาม จนกระทั่งเขาตอบรับมันจนหมดเขาถึงได้รับอนุญาตให้ออกไป

            แต่ก็ถูกสั่งห้ามไม่ให้ออกไปไกลกว่า 100 กิโลเมตร ซึ่งถือเป็นอาณาเขตที่ปลอดภัยซึ่งเขาสามารถถอยกลับมาได้ทุกเมื่อ

            และเพื่อเป็นการไม่ประมาทก่อนที่กัสจะออกไป เขาก็ตัดสินใจส่งกระบี่วิญญาณไปไว้ในเต็นท์ที่พักของเขาเล่มหนึ่งเพื่อใช้เป็นทางถอย จากนั้นก็บินตรงไปยังกองทัพปีศาจอีกครั้ง

            

คล้ายกับเรื่องGustonya Undodead ราชันจอมเขมือบ ที่คุณอ่าน