อาอู่เดินออกมาจากกุฏิหลวงปู่เพื่อมุ่งไปทางที่ััถึงผีโหงพรายตนนี้ขณะนั้นเอง เห็นพี่มั่น กับ พี่เดชวิ่งกระหืดกระหอบมาหาอาอู่ แล้วบอกว่า
“ พวก 3 องค์ชายมัน จับตัวแก้วฟ้าไว้ ให้อาอู่ไปหา แล้วจะปล่อยตัวแก้วฟ้าทำอย่างไรดี” พี่เดชพูดด้วยความเป็ห่วง
“ มันอยากเจอ ก็ไปเจอก็หมดเื่ ” อาอู่บอกให้พี่เดชพาเขาไป
พอมาถึงอาอู่ เห็นฝ่ายตรงข้าม มีองค์ชาย ทั้ง 3 คน และองครักษ์คนเดิมอีก 6 คน มีอยู่ 1 คนจับแขนแก้วฟ้าไว้ แล้วมีเพิ่ม อีก 3 คน มีอยู่ 1 คนแต่งชุดขาว มีประคำคล้องคอ น่าจะเป็คนที่ควบคุมผีโหงพรายตนนี้แน่ อาอู่มองเห็นตัวมันรางๆ ส่วนอีก 2 คนนั้นดูลักษณะน่าจะเป็นักมวย ทั้งคู่ เพราะใส่ผ้าคาดเชือกที่มือทั้งคู่
“ ปล่อยแก้วฟ้าเดี๋ยวนี้” อาอู่พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
ไอ้ทดมองอาอู่แล้วส่ายหัว ให้เขามาต่อยเด็กน้อย 8 ปี เสียชื่อหมด “มันคิดในใจ” แต่อีกคนะโเข้าใส่อาอู่เป็คนแรก อาอู่เรียกไม้พญางิ้วดำออกมาแล้วฟาดไปก่อนทันที เปรี้ยง ! โดนเข้ากลางหัว เือาบนอนสลบไปคนแรก
ไอ้ทดมองดูแล้วใทันทีที่เห็นไม้โผล่ออกมายังกับผี องค์ชายสั่งให้มันลุยไปเลย เพราะตอนนี้ผีโหงพรายออกมาแล้วไม่ต้องกลัว ไม้ผีสิงสู้ไม่ได้กับผีโหงพรายแน่ หมอผีพยักหน้า ให้ไอ้ทด
ไอ้ทด ะโเข้าไปแต่ไม่กล้าเข้าใกล้กลัวไม้สีดำอันนี้ เลยยืนอยู่ที่ปลอดภัยห่างระยะความยาวไม้สีดำ รอให้ผีโหงพรายจัดการก่อน แล้วค่อยลงมือ
แต่อาอู่ไม่รอช้าฟาดไม้สีดำเข้าแข้งซ้ายไอ้ทด ทันที ไอ้ทดเห็นอยู่ไกลเลยไม่ทำอะไร แต่ว่ามันคิดผิด ไม้สีดำกลับยาวขึ้นแล้วโดนแข้งขวาของตนจนล้มยังไม่ทันลุก ก็โดนเข้าที่ก้านคออีกไม้ สลบไปตามกัน ในขณะที่ผีโหงพรายพุ่งเข้ามาหาอาอู่ ก็โดนอาอู่เสกยันต์ 8 ทิศกักขังไว้ทำอะไรไม่ได้ อาอู่วิ่งเข้าไปใกล้
หมอผี ที่กำลังยืนใที่ผีโหงพรายที่ตัวเองเลี้ยงไว้นั้นกลับถูกกักไว้ ทำอะไรไม่ได้ เปรี้ยง! โดนไม้สีดำฟาดไปทีหัวแตกเือาบนอนสลบไปอีกคน
ขณะที่ทุกคนตกตะลึงอยู่นั้นอาอู่ฟาดหัวของคนที่จับตัว แก้วฟ้าไว้เปรี้ยง ร้องเสียงดังลั่น เอามือมาจับทีหัวแทนจับแก้วฟ้า อาอู่ฟาดไปที่ข้อมืออีกครั้ง ปั๊ก !มือหัก ทันที อาอู่ไม่หยุดเท่านี้ ฟาดไปที่มืออีกข้าง ปั๊ก ! มือหักทั้งสองข้างเลย มันยืนโซเซ อาอู่ฟาดอีกทีเข้าก้านคอ สลบกลางอากาศทันที
อีก 8 คนที่เหลือต่างเห็นเหตุการณ์ครั้งนี้ต่างขนลุกซู่ กันทั้งหมด ไม่น่าเชื่อว่า3คนที่ส่งมาจะหยุดอาอู่ไม่ได้ แม้กระทั่งผีโหงพราย ยิ่งตอนเห็นความโเี้ที่ตีองครักษ์ที่จับตัวแก้วฟ้า แล้วต่างใมากขึ้น ที่เห็นเด็กแค่ 8 ปี จะโหดขนาดนี้
3 องค์ชายกับ 5 องครักษ์ เตรียมวิ่งหนี่ แต่ไม่ทันแล้ว เปรี้ยงแรกโดนหัว องครักษ์คนที1 เปรี้ยงที่ 2 โดนใบหน้า องครักษ์คนที่ 2 เปรี้ยงที่ 3 4 5 ล้วนโดนหน้าองครักษ์ คนที่ 3 4 5 ที่เหลืออีก 3 องค์ชายต่างกลัวจนตัวสั่น อาอู่เกี่ยวขาทั้งสามจนนอนคว่ำ ไปทั้งสามคน แล้วอาอู่ก็ฟาดไปที่ก้นของคนทั้ง 3 อย่างไม่ยั้งป๊าบ ป๊าบ ป๊าบ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ พอสมควรแล้วอาอู่ก็หยุด แล้วเดินไปข้างหน้าทั้งสาม
“ คราวหน้าถ้ายังจะทำอีก ข้าจะตีขาให้หักพิการไปตลอดชีวิต ไม่เชื่อก็ลองดู”อาอู่พูดเสียงเบาเบาแต่ได้ก็ได้ยิน ทั้งสามไม่กล้าแม้แต่สบตากับอาอู่ อาอู่เก็บไม้พญางิ้วดำเข้าไปในมือ แล้วอาอู่ก็เดินไปหาแก้วฟ้า
“เป็อย่างไรบ้าง เจ็บตรงไหนหรือเปล่า” อาอู่ถามด้วยความเป็ห่วงที่ ความจริง แก้วฟ้า ไม่เกี่ยวข้องกับเื่นี้เลย
“ ไม่เจ็บเลย พี่อู่ไม่ต้องห่วง แล้วพี่อู่เจ็บบ้างหรือเปล่า” แก้วฟ้าย้อนถาม
“ ไม่เจ็บ ไม่ต้องห่วง แก้วฟ้าไปหาพี่เดชเถอะ” อาอู่ให้แก้วฟ้าไปหาพี่ชายของเธอ แล้วอาอู่ ก็เดินมาที่ผีโหงพราย แล้วใช้คาถาพญายมจัดการผีโหงพรายตนนี้
“ ปะโตแมตัง ปะระชีวินัง สุขะโตจุติ จิตะเมตะ นิพพานัง สุขโตจุต” อาอู่สวดไป 5 จบ ไม่นานนักผีโหงพรายก็สลายไป อาอู่ก็ดึงยันต์กลับมาไว้ในมือ
“ เยี่ยมมากเ้าทำได้ดี “ เสียงกระแสจิตของหลวงปู่ดังเข้า
“ แล้วจะมีปัญหาอะไรไหมขอรับ “ อาอู่ห่วงท่านพ่อจะเดือดร้อน
“ ไม่หรอกไม่มีการตายหรือเจ็บหนัก ไม่เป็ไรหรอก” หลวงปู่ย้ำอีกที
หลายวันต่อมาทุกอย่างก็เข้าสู่บรรยากาศปกติ คนที่มาเรียนหนังสือที่นี่ไม่ว่าเป็ใครต่างก็ไม่มีเื่ทะเลาะกันอีก เดชและแก้วฟ้า ก็เรียนได้ปกติ องค์ชายสี่แห่งสุพรรณภูมิ ก็ไม่กล้ารังแกสองพี่น้องอีก อาอู่ก็ได้รับการสอนวิชาเวทมนต์ ทั้งหมดของหลวงปู่ จนไปถึงวิชาเขียนยันต์ อาอู่เป็เด็กความจำดีมาก เห็นครั้งเดียวก็จำได้แล้ว ทำเอาหลวงปู่ไม่รู้จะสอนอะไรอีก แล้วได้แต่ให้ทบทวนและฝึกจิตให้เข้มแข็งอย่างเดียว
จนเวลาล่วงเลยไปอีก 2 ปี จนอาอู่ อายุเข้า 10 ปีเต็มแต่ว่าร่างกายของเขากลับแข็งแรงกว่าวัยเดียวกันมาก พร้อมทั้งยังมีกระดูกที่แข็งแรงิัของเขา ไม่มีอาวุธชิ้นใดที่จะทำอันตรายเขาได้ นั่น เพราะน้ำว่านที่เขาแช่อยู่ทุกวัน ส่วนเดชก็ได้ซ้อมการต่อสู้กับ อาอู่ ตอนนี้ ถ้าคู่ต่อสู้ มากัน 4-5คน เดชก็สู้ได้ โดยไม่ต้องมีใครช่วยแล้ว
ตอนนี้อาอู่ถึงเวลาที่จะได้เข้าเรียนวิชาว่าด้วยการาแล้ว โดยมีอาจารย์ที่เคยเป็ถึงอดีตแม่ทัพวัย 55ปี จากเมืองโว้ แต่ตอนนี้ได้ออกจากราชการแล้วมาอยู่เกาะเมืองสยาม และได้ถูกเชิญ จากเ้าอาวาส มาสอนเป็ครั้งคราว และรอบนี้อาอู่ก็ได้โอกาสนั้นพอดี
ภายในห้องเรียนนี้ มีรัชทายาท จากแทบทุกเมือง และองค์ชายทุกองค์ ต่างก็เฝ้าเรียนวิชานี้กับอดีตท่านแม่ทัพผู้นี้ มีแต่อาอู่เท่านั้น ที่แตกต่าง เพราะไม่ได้เป็เชื้อพระวงศ์ใดใด เลย ในตอนนี้ห้องเรียนนั้นอัดแน่นไปด้วยผู้คนที่สนใจเรียน
“ สวัสดีนักเรียนทุก ๆ คน วันนี้เป็วันแรกที่พวกเราได้พบกัน อาจารย์แนะนำตัวให้นักเรียนได้รู้จัก อาจารย์ชื่อ เมฆา อดีตได้เคยเป็แม่ทัพของเมืองละโว้ ในสมเด็จพระบรมาา ปัจจุบันไม่ได้รับราชการที่ใด ตอนนี้อาศัยที่เกาะเมืองสยามแห่งนี้”
อาอู่ รู้สึกว่ารู้จักแม่ทัพเมฆาผู้นี้ แต่ว่าจำไม่ได้ว่าเคยรู้จักที่ไหนแม่ทัพเมฆาพูดต่อ
” วันนี้อาจารย์อยากรู้ว่าพวกเ้าจะเรียนวิชาว่าด้วยาไปเพื่ออะไรกัน “ อาจารย์แม่ทัพเมฆา ถามนักเรียนทุกคน
“ ข้าจะเรียนไปสู้รบกับเมืองต่าง ๆ” องค์ชายจากสุโขทัย
“ ข้าจะเรียนไปสู้รบกับทุกเมือง เพื่อให้เมืองละโว้ยิ่งใหญ่กว่าเดิม” จากละโว้
“ เรียนไปเพื่อประดับความรู้ เผื่อใช้ได้จริง” จากสองแคว
“ เรียนไปเพื่อเป็เ้าเมือง “ จากสุพรรณบุรี
“ เรียนเพื่อประโยชน์ในการสู้รบ” จากซากังราว
“ เรียนเพิ่อไม่ให้ใครหลอกได้” จากศรีวิชัย
“ เรียนเพื่อรู้เท่านั้น” จากนครศรีธรรมราช
อาจารย์ฟังหลายคนแล้วก็พยักหน้า แล้วเห็นเด็กคนหนึ่ง ดูแล้วน่าเป็อายุน้อยที่สุดในชั้นเรียน แต่งตัวเหมือนชาวจีน นั่งอยู่ด้านหน้าทำตาใส ไม่พูดอะไร เลยถามว่า
” แล้วเ้าจะเรียนไปเพื่ออะไร เ้าหนูน้อย” อาอู่ลุกขึ้นตอบ
“ รวบรวมแผ่นดิน ให้เป็หนึ่งเดียว” อาอู่ตอบชัดถ้อยชัดคำ
ทุกคนได้ยินแล้ว ก็เกิดเสียงหัวเราะ ไปทั้งห้อง ที่เห็นเด็กน้อยตัวแค่นี้ ไม่ได้เป็อะไรกับ ราชวงศ์ที่ไหนเลย คิดจะรวบรวมแผ่นดิน อาจารย์แสดงสีหน้าตระหนกอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็พยายามรีบปรับสีหน้ากลับมาอย่างรวดเร็ว แล้วยกมือให้หยุดหัวเราะ
“ เอาล่ะ พอได้แล้ว นั่นคือความคิดของพวกเ้า แต่ในความเป็จริง การแพ้ หรือชนะในานั้นอาจไม่มีความหมาย หากเราไม่เรียนรู้ ถึงความสัมพันธ์ระหว่างเมือง เช่น เมื่อเ้าทำากับอีกเมืองหนึ่ง แล้วเ้าสามารถชนะได้ แต่สุดท้ายเมืองที่เ้าอยู่ ก็โดนอีกเมืองหนึ่งมายึดต่อไปอีกที นั่นหมายความว่า เ้าสู้รบเก่ง เ้าชนะ แต่สุดท้ายกลับไม่มีบ้านเมืองจะอยู่
ดังนั้นสิ่งที่พวกเ้าทุกคนจะต้องเรียนรู้ ควบคู่กับวิชาการา นั่นคือ ความสัมพันธ์ ระหว่างเมือง ก่อนที่เ้าจะเรียนวิธีการการรบ การศึกา
พวกเ้าต้องทำความรู้จัก อาณาจักรโดยรอบตัวเรา ว่ามีอาณาจักรใดบ้าง
ที่มีผลต่อการดำรงอยู่ของ ดินแดนของเรา ในอดีตกาล ดินแดนแถบนี้มีชื่อเรียกกันว่า ดินแดนสุวรรณภูมิ แต่หลายพันปีผ่านไป ปัจจุบัน ก็แตกแยกออกเป็อาณาจักรใหญ่ จำนวนมาก แต่อาจารย์จะพูดให้พวกเ้าฟังเพียงแค่ อาณาจักรที่อยู่ติดและใกล้ชิดและมีผลกระทบกับ ดินแดนของเรา
หนึ่ง อาณาจักรสุโขทัย อยู่ทางเหนือของเกาะเมืองสยามเรา ถึงแม้จะส่งกองกำลังมาแต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะยึดเกาะเมืองสยามได้ จึงต้องรอโอกาสต่อไป
สอง อาณาจักรละโว้ ถึงแม้จะเคยมีอำนาจเหนือดินแดทนแถบนี้เพราะอาศัยแรงหนุนจากอาณาจักรขอม แต่ตอนนี้เสื่อมลงไปมาก จึงยังไม่มีกำลังพอ จึงได้แต่รอโอกาสเช่นกัน
สาม อาณาจักรมอญ เป็อาณาจักรใหญ่ที่ติดแถบชายแดนตะวันตกเมืองสยาม แต่ก็ยังติดพันากับพวกอังวะเลยยังไม่สนใจยึดอำนาจในตอนนี้
สี่ อาณาจักรลานช้าง เป็อาณาจักรใหญ่ ติดตะวันออกเฉียงเหนือ ถ้าหากยึดเกาะเมืองสยามได้ จะเป็เมืองท่าที่สำคัญของอาณาจักรลานช้าง เพราะอาณาจักรนี้มัทรัพยากรมากมาย ตอนนี้เวลาค้าข้ายจึงต้องผ่านละโว้ กลับ สุโขทัย
ห้า อาณาจักรอาณาจักรนครศรี เป็ส่วนหนึ่งของดินแดนสยาม เคยส่งบรรณการให้อาณาจักรขอมมาก่อนและมีความสัมพันธิ์กับเมืองศรีวิชัยอีกด้วย จึงมีสิทธิ์ในการอ้างว่าเมืองเกาะสยามเป็ดินแดนเดียวกันกับอาณาจักนครศรี ถ้าพร้อมก็อาจยกทัพมายึดก็เป็ได้
หก อาณาจักรจันทรบูรณ์ อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้เป็ส่วนหนึ่งของดินแดนสยามเหมือนกัน เวลานี้เป็เมืองติดทะเล แต่ว่าการค้าที่สำคัญกลับอยู่ที่เกาะเมืองสยาม ถ้าหากอาณาจักรจันทรบูรณ์ ส่งทหารมายึดเกาะเมืองสยาม ก็มีสิทธิ์เช่นกัน
เจ็ด อาณาจักรสุพรรณภูมิ อยู่ทางทิศตะวันตกของเกาะเมืองสยามเช่นกัน
สามารถอ้างสิทธิ์ในเกาะเมืองสยามได้เช่นกัน ถ้ามีอำนาจพอ
แปด อาณาจักรล้านนา ดินแดนแถบนี้อยู่ทางเหนือของเกาะเมืองสยาม มีความสัมพันธ์กับทั้งล้านช้างและสุโขทัย หากว่าร่วมมือกับฝ่ายใด ก็มีโอการในการเข้ายึดครองเมืองเกาะสยามเช่นกัน
เก้า อาณาจักรพุกาม ตอนนี้อาจจะล่มสลายไปแล้วเพราะ อาณาจักรมองโกล แต่ว่ากองทหารยังเหลืออยู่ที่เมืองตองอู และ เมืองอังวะ หากวันใดที่ สองเมืองนี้รวบรวมผู้คนเป็ปึกแผ่นได้อีก 2 เมืองนี้จะเป็เมืองที่น่ากลัวที่สุดในดินแดนแถบนี้
ดินแดนทั้ง 9 นี้ต่อไปในภายภาคหน้าจะมีผลกระทบต่อชีวิต และความเป็อยู่ต่อชาวพื้นเมืองในเกาะสยาม นั่นคือสิ่ง ที่พวกเ้าต้องเรียนรู้เอาไว้เสียแต่ตอนนี้
ต่อไปคราวหน้าข้าจะมาเล่าเื่าระหว่างเมืองแต่ละเมืองที่เกิดขึ้นมาแล้วให้พวกเ้าฟัง แล้วจะมาคิดกันว่าวิธีที่เข้าใช้ตีเมืองนั้นถูกหรือผิด ทำไมถึงแพ้
ทำไม่ถึงชนะ วันนี้พอเท่านี้” อดีตแม่ทัพเมฆาพูดจบ อาอู่ชอบฟังมาก อยากฟังอีกเลยเข้าไปหาอาจารย์แม่ทัพเมฆา
“ อาจารย์ เมื่อไร ท่านจะมาสอนอีกขอรับ” อาอู่รีบถามทันที
“ เ้าเด็กน้อย เ้าสนใจวิชาาพวกนี้ด้วยหรือ คนอื่นบางคนเขาฟังไปหลับไปก็ตั้งเยอะ” อาจารย์เมฆาย้อนถาม
“ สนใจ ชอบฟังมากด้วย ขอรับ” อาอู่กล่าวตามจริง
“ ก็คงอีก 3 วันคงจะมาได้ แล้วค่อยเจอกัน” อาจารย์เมฆาบอกเสร็จแล้วก็ไป
อาอู่นึกในใจ “ตั้ง 3 วันกว่าจะมา”