โรงพยาบาลกรีนไฮ เวลา 17.00 น
ภายในห้องพิเศษหมายเลข 112 ชายหัวล้านหน้าโฉดกำลังคุยโต้ตอบกับผึ้งตัวจิ๋วอยู่ เพราะว่าภาพโฮโลแกรมเตะตามากเกินไปเฟรีสจึงได้ปิดมันไปแล้ว
ถ้ามีใครเผลอมองเข้ามาก็จะเห็นเป็ว่าเขากำลังพูดงึมๆงำๆกับตัวเองราวกับคนวิกลจริต
เผลอๆอาจจะได้ไปตรวจสมองสมใจอยากก็เป็ได้
“ผมมีข้อเสนอ...มาทำงานด้วยกันสิ ขอรับประกันว่าไม่ผิดหวังแน่นอน” เฟรีสรีบพูดเข้าประเด็น
ตอนนี้เป็เวลาเย็นแล้วและอีกไม่นานสองสามีภรรยาก็จะกลับมาที่บ้าน
“เธอ…” แอนโทนี่ยังคงสับสน สมองของเขายังประมวลผลไม่ทัน
“เห็นหุ่นผึ้งนี่ไหม? ผมสร้างมันเอง โดรนตอนช่วยเซซาเรียก็ด้วยเช่นกัน” เฟรีสค่อยๆโน้มน้าว
“ในอนาคตสิ่งประดิษฐ์ของผมจะพลิกโลกใบนี้ แต่ก็มีหลายอย่างที่เด็กอย่างผมทำคนเดียวไม่ได้ ดังนั้น อยากจะให้มาช่วยกันหน่อยน่ะ” เฟรีสพูดพลางสังเกตสีหน้าของแอนโทนี่ไปด้วย
“ขอเวลาคิดก่อนได้ไหม สมองฉันยังตามไม่ค่อยทัน”
สำหรับชายหัวล้านแล้ว เื่นี้มันน่าเหลือเชื่อเกินไป แถมคู่สนทนาก็ยังเป็แค่เด็กอายุประมาณ 10 ขวบอีกต่างหาก
ทว่า การมีอยู่ของเ้าหุ่นผึ้งนั่นทำให้เขาเริ่มเกิดความลังเลใจ ตอนนี้จึง้าเวลาจัดระเบียบความคิดสักหน่อย
“ให้เวลาแค่ 15 นาที เท่านั้น หลังจากครบ ถ้าคุณปฏิเสธก็จำเป็ต้องถูกลบความทรงจำ” เฟรีสพูดเสียงเรียบ
“หมายความว่าไงลบความทรงจำ?" แอนโทนี่ถามอย่างสงสัย
“เพื่อความปลอดภัยของผม ถ้าปฏิเสธเ้าหุ่นผึ้งจะฉายแสงลบความทรงจำคุณ จากนั้นก็ต่างคนต่างไปถือว่าไม่เคยเจอกัน” เฟรีสบอกแอนโทนี่อย่างตรงไปตรงมา
แต่เขาโกหกเื่ลำแสงลบความทรงจำ จริงๆแล้วมันเป็การช็อตไฟฟ้าต่างหาก และยังต้องช็อตต่อเนื่องถึงสองชั่วโมงเต็มหรืออาจมากกว่า
นอกจากนั้นจะลบย้อนไปได้แค่ 15 นาที ถ้าเกินกว่าระยะเวลาดังกล่าวก็จะเป็อันตรายกับสมองได้
นี่จึงเป็สาเหตุที่เฟรีสกำหนดเวลาไว้แค่ 15 นาที
“เหลืออีก 8 นาที” เด็กน้อยเตือนหลังจากเห็นอีกฝ่ายเงียบไป
“ผลประโยชน์ล่ะ” แอนโทนี่รีบถาม
พอได้ยินคำถามเฟรีสก็ยิ้มขึ้นทันที เพราะหมายความว่าชายโล้นเริ่มสนใจแล้ว
“ขาข้างที่ขาดผมสามารถทำให้เป็เหมือนเดิมได้แต่คงต้องใช้เวลาสักหน่อย ระหว่างนี้ไว้ว่างๆจะสร้างขาเทียมให้ใช้ไปก่อน ส่วนลูกสาวคุณ...เธอเองก็จะยืนได้อีกครั้งด้วยเช่นกัน” เฟรีสพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงสบายๆ
“นอกจากนั้นยังมีเงินเดือนประจำ 3 แสนไซนี่ต่อเดือน ขยับขึ้นตามเปอร์เซ็นต์กำไรของธุรกิจ ในอนาคตกรณีถ้าเปิดบริษัทใดๆก็ตาม คุณจะได้ถือหุ้นอีก 5% โดยอัตโนมัติ นอกจากนั้น....”
“ผมตกลง” แอนโทนี่รีบพูดตัดบท เพราะกลัวว่าจะครบ 15 นาทีเสียก่อน
ั้แ่อีกฝ่ายบอกว่าจะทำให้ลูกสาวยืนได้อีกครั้ง ในใจก็ตกลงไปแต่แรกแล้ว ที่กลัวคือการถูกปฏิเสธเข้าทำงานมากกว่า
เฟลิเซียลูกสาวของเขาเป็อัมพาตครึ่งท่อนมาหลายปี บรรดาหมอต่างก็ลงความเห็นว่าหมดทางรักษา เนื่องจากเส้นประสาทบริเวณหลังถูกกระแทกขาดและทิ้งไว้นานเกินไป ทำให้มันไม่สามารถต่อกลับคืนได้
ทั้งหมดทั้งมวลก็เกิดจากการที่รถพยาบาลมัวแต่รอขบวนเสด็จบ้านั่นนั่นเอง
ดังนั้น ในตอนนี้เมื่อเห็นความหวัง ต่อให้มันจะลิบหลี่เพียงใดก็ตาม เขาก็จะคว้ามันไว้อย่างไม่ลังเล
“ดี แต่ถ้าจะทำงานกับผม มีอะไรบางอย่างที่ต้องเตือนไว้ก่อน” เฟรีสพูดด้วยสีหน้าจริงจัง
“คุณและลูกอาจต้องเสียความเป็ส่วนตัวไป รวมถึงอาจมีอันตรายได้ โดยเฉพาะจากผู้ที่จะมาแสวงหาผลประโยชน์ในอนาคต"
"แน่นอนว่าทางผมจะระวังป้องกันให้ แต่ความเสี่ยงก็ยังคงมีอยู่ ดังนั้นกรุณาคิดให้ดีก่อน...และจะไม่โกหกละกัน ถึงจะถูกปฏิเสธ ทั้งคุณและลูกก็จะได้รับการรักษาอยู่ดี” เฟรีสพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
เพราะถ้าว่ากันตามจริง การที่แอนโทนี่ขาขาดนั้นก็เกิดจากที่ช่วยเซซาเรียกับเขานี่เอง ดังนั้น ยังไงก็ต้องช่วยอยู่แล้ว
ส่วนลูกสาวของชายโล้น ก็แค่อยากจะช่วยเฉยๆไม่ได้หวังอะไร พอเห็นเด็กตัวเล็กๆต้องมาพิการแบบนั้น ใจของเขาก็อ่อนยวบยาบราวกับเป็เนยเหลวไปแล้ว
เมื่อแอนโทนี่เมื่อได้ยินคำพูดตรงไปตรงมาของเด็กน้อยก็ยิ้มบาง พลางตอบกลับไปว่า
"เธอเป็คนดีนะ เื่ระวังป้องกันคงต้องขอรบกวนด้วย ส่วนเื่ทำงานก็คำเดิม ผมตกลง"
“ถ้าเช่นนั้นก็ยินดีที่ได้ร่วมงานกันนะครับ ผมเฟรีส ฟรีแมน" เฟรีสพูดด้วยความยินดีที่ได้ผู้ช่วยคนใหม่
เท่านี้ปัญหาหลายๆอย่างก็จะได้รับการจัดการ แถมดูเหมือนว่าชายหัวล้านตรงหน้าก็ดูจะเป็คนดีไม่น้อยอีกด้วย
หลังจากนั้นทั้งคู่ก็สนทนากันถึงเื่รายละเอียดปลีกย่อยต่ออีกเกือบครึ่งชั่วโมง
“เอาล่ะ คงต้องขอตัวก่อน ไว้่หัวค่ำจะติดต่อมาอีกที แง้มหน้าต่างนั่นไว้ด้วยนะครับ ที่สำคัญ ปิดเื่ตัวตนของผมเป็ความลับด้วยล่ะ” เฟรีสพูดด้วยสีหน้าจริงจัง
เมื่อเห็นชายวัยกลางคนพยักหน้ารับปากหนักแน่นแล้ว ถึงสั่งให้เ้าผึ้งบินออกนอกหน้าต่างไป
"คงไม่ได้ฝันไปนะ เหลือเชื่อจริง" ชายหัวล้านพึมพำเบาๆ พร้อมกับตบหน้าตัวเองจนทิ้งรอยแดงไว้
--------------------------
ย้อนกลับไปก่อนที่เฟรีสจะคุยกับแอนโทนี่เล็กน้อย
ขณะที่เ้าบี 3 บินไปกับเ้านาย เ้าผึ้งบี 4 ก็ได้แยกออกมาอีกทาง มันค่อยๆบินผ่านช่องลมและก็ไปโผล่ในโซนของพวกเ้าหน้าที่ จากนั้นก็ได้เปิดเครื่องแสกนบริเวณรอบๆทันที
เป้าหมายก็คือหลอดทดลองที่บรรจุเืของเซซาเรีย
เนื่องจากได้บันทึกรหัสดีเอ็นเอจากเส้นผมไว้ก่อนหน้า การค้นหาจึงเป็แค่เื่กล้วยๆเพียงไม่กี่นาทีเ้าผึ้งก็หาเจอในที่สุด
ด้วยขนาดตัวที่เล็ก การบินผ่านผู้คนไปยังห้องลับชั้นใต้ดินจึงไร้อุปสรรค
ฟุบบบ
ลำแสงสีน้ำเงินถูกปล่อยออกมาจากปากกระบอกปืนจิ๋วไปยังหลอดทดลอง เืสีแดงในนั้นพอต้องกับแสงก็กลายเป็สีดำแทบจะในทันที
ซึ่งถ้านำไปส่องกล้องจุลทรรศน์ดูก็จะพบว่าเ้านาโนบอทตัวจิ๋วตอนนี้นั้นไหม้เกรียมไปหมดแล้ว
ด้วยความที่ถึกทนอย่างมากบวกกับมีความสามารถซ่อมแซมตัวเอง ชนิดที่ว่าแม้จะนำเืไปเผาไฟที่ละเหยไปก็จะมีแค่เื ส่วนเ้านาโนบอทก็จะยังคงอยู่เหมือนเดิมแถมยังสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้อีกต่างหาก
ดังนั้น ถ้าไม่มีอุปกรณ์เฉพาะที่เฟรีสติดตั้งให้เ้าผึ้ง ก็ไม่ต้องหวังเลยว่าจะทำลายมันได้อย่างสิ้นซาก
หลังจากเ้าบี 4 ก่อวินาศกรรมเสร็จเรียบร้อย ขณะที่กำลังเตรียมลี้ภัยกลับฐานนั่นเอง ประตูห้องวิจัยก็ได้เปิดขึ้น
ผู้อำนวยการเซทก้าวเข้ามาในห้องด้วยความกระตือรือร้น ดูเหมือนรอยปูดบนหัวล้านนั่นจะยังบวมอยู่มาก
"วันนี้ ไม่อนุญาตให้พวกคุณกลับบ้าน" ชายอ้วนพูดกับนักวิจัยหลายคนที่ยืนกุมเป้าอยู่ด้านหลัง แต่ทันใดนั้นเอง เขาก็พบว่ามีบางอย่างผิดปกติ
"นี่มัน!? พวกแกรีบมาดูเร็วเข้า"
ผู้อำนวยการเซทหยิบหลอดทดลองขึ้นมาด้วยมืออันสั่นเทา ทำไมเืในนั้นถึงกลายเป็สีดำไปหมดได้?
"มะ...มันใช้ไม่ได้แล้วครับ" นักวิจัยคนหนึ่งพูดตะกุกตะกักหลังจากส่องกล้องดู
"ต้องมีคนเล่นตลกแน่นอน หาตัวมันให้เจอ ไม่งั้นพวกแกต้องรับผิดชอบ” ผู้อำนวยการเซทตวาดดังลั่นด้วยความโกรธจัด
ตอนนี้เจ็บหัวยังไม่พอยังมาเจ็บใจเพิ่มอีกต่าง ตัวอย่างสำคัญที่หวังว่าจะช่วยให้ตัวเองได้รับชื่อเสียงเงินทอง ก็มามลายหายไปซะแล้ว
ทว่า ยังไม่ทันที่จะหายโกรธดี ก็ถูกผึ้งตัวหนึ่งก็บินมาเกาะเข้ากับตรงแผลปูดบนหัวเข้าแบบพอดิบพอดี
ผู้อำนวยการอ้วนอดผวาไม่ได้ มือขวาเตรียมยกตบเต็มที่ ก็รอยบวมพวกนี้มาจากพวกแกไม่ใช่หรือไง?
แต่ก่อนที่จะได้ทำอะไร เ้าผึ้งนรกก็ต่อยย้ำๆเข้าไปเสียแล้ว จากนั้นมันก็บินหายไปอย่างไร้ร่องรอย นี่สินะที่เรียกว่าซ้ำแผลเก่า
“อ๊ากกกก ไอ้ผึ้งเหี้…ปวดโว้ยยย”
ผู้อำนวยการอ้วนกุมหัวร้องะโด้วยความแสบร้อน ตอนนี้รอบๆศีรษะดูเหมือนจะกลายเป็สีม่วงทั้งแถบไปแล้ว
ก็ไม่แปลก เพราะส่วนหนึ่งของพิษมีน้ำยาล้างส้วมผสมไว้ด้วยนี่นะ
จากนี้ไปถ้ามีผมขึ้นได้อีกก็คงจะน่าแปลกใจมากทีเดียว
------
กลับมาที่ปัจจุบัน บ้านสองสามีภรรยาฟรีแมน เวลา 18.00 น
เฟรีสกำลังนั่งนิ่งอยู่บนเตียงในห้องของเขา บริเวณแขนเล็กๆมีเชือกรัดไว้แน่น
'เฮ้อ ต้องเสียเือีกแล้วสินะ คงจะพอให้ได้แค่คนพ่อ' เฟรีสคิดพร้อมกับถอนใจยาว นาโนบอทในตัวของเขาเหลือไม่มากแล้ว ดังนั้นจึงเลือกให้แอนโทนี่ก่อนลูกสาว
เพราะอาการของชายโล้นค่อนข้างสาหัส ถ้าไม่ใช้นาโนบอทช่วยก็คงต้องพักฟื้นอีกยาว ซึ่งเขารอนานขนาดนั้นไม่ไหว
“บี 1 บี 2 บี 3 บี 4 เอาพิษในก้นของพวกแกออกซะแล้วมาดูดเืนี่เข้าไปแทน”
เพิ่งจะสั่งเสร็จ แต่ยังไม่ทันทำอะไร ก็ถูกเสียงะโลั่นบ้านก็ขัดจังหวะเข้าเสียก่อน
“เฟรีสสสสสสส!!!”
โจนาธานกับภรรยากลับมาแล้ว แถมวันนี้ทั้งคู่ยังวางแผนจะพาเด็กน้อยไปทานข้าวนอกบ้านสานสัมพันธ์ครอบครัวอีกด้วย
แต่พอตำรวจหนุ่มเปิดประตูเข้าไปในห้องก็ถึงกับผงะ เหตุการณ์ซ้ำรอยได้เกิดขึ้นอีกครั้งแล้ว เศษซากเครื่องใช้ไฟฟ้ากระจุยกระจายเต็มห้อง และคนที่ทำจะเป็ใครไปไม่ได้นอกจากเ้าเด็กแสบนั่น
ถ้าไฟช็อตจะทำยังไง? เครื่องบลูเรย์ของฉัน ฮึก...ยังมีทีวีอีก ยังผ่อนไม่หมดเลยนะ เธอรู้ไหม มันหมายความว่าฯ บลาๆๆๆๆ
เด็กน้อยเพิ่งจะรู้เดี๋ยวนี้เองว่าผู้ชายกล้ามใหญ่ตัวโตหุ่นล่ำบึ้กคนนี้บ่นเก่งแค่ไหน
ทั้งก่อนออกจากบ้าน ในรถ ที่ร้านอาหารและตอนขากลับ แถมยังทำท่าจะบ่นต่ออีกด้วยเมื่อถึงบ้าน
“หุบปากกกกก!!!”
ในที่สุดความอดทนของภรรยาสาวก็หมดลง วันนี้เธออุตส่าห์วางแผนไว้เสียดิบดีเพื่ออยากเอาใจเด็กน้อย แต่แผนการดังกล่าวดันมาถูกทำลายโดยสามีตัวดีที่บ่นไม่ยอมเลิกซะนี่
แรกๆยังพอทนเพราะเฟรีสทำผิดจริง แต่หลังๆนี่ชักจะมากไปแล้วไม่หยุดสักที
ว่าแล้วก็คว้าหมั่บเข้าที่หูและลากตำรวจหนุ่มเคราะห์ร้ายเข้าห้องไปพร้อมกับเสียงครวญครางด้วยความเ็ปรอดออกมา
เฟรีสบอกกับตัวเองว่าจะไม่ทำให้หญิงสาวโกรธอย่างเด็ดขาด คงไม่มีใครอยากถูกบิดหูเกือบ 90 องศาแบบนั้นหรอกนะ