ตอนที่ 43
ข้าได้เนื้อ เจ้าได้หนัง 1
พริบตาที่ซุนก่างคว้าเอาแผ่นหนังมาไว้ในมือ พลุไฟสัญญาณพอดีแตกระเบิดจนท้องฟ้าสว่างไสวไปด้วยแสงสีแดงเจิดจ้า แรงระเบิดแม้ไม่อาจระคายผิวของซุนก่างแต่ในใจของมันกลับร้อนรุ่มขุ่นเคือง ด้วยตนเองเป็นถึงผู้ฝึกตนลมปราณเที่ยงแท้แต่กลับถูกเด็กน้อยหน้าขาวผู้หนึ่งลูบคมหากวันนี้ตนเองมิได้สังหารเด็กน้อยเจ้าเล่ห์ผู้นี้ เชื่อว่าคงอึดอัดใจไปอีกหลายวัน
...ในที่สุดสิ่งของที่เข็มทิศอเวจีที่ท่านเจ้าเกาะมอบให้บ่งชี้ ก็ตกมาอยู่ในมือของเราแล้ว เช่นนั้นก็คงไม่จำเป็นต้องซ่อนตัวอยู่ในตระกูลหยางอีกไหนจะความดีความชอบที่จะได้รับ ครานี้จะลงมือหนักข้อบ้างก็คงมิเป็นไร
ซุนก่างสำเร็จภารกิจยาวนานบัดนี้คิดกลับคืนสู่เกาะประตูนรก จึงตัดสินใจลงมือด้วยอำมหิต พลองหัวกะโหลก...ศาสตราชั้นปฐพีซึ่งห่างเหินไปนาน ถูกเรียกออกมาถือมั่นด้วยสองมือ ร่างที่กำลังร่วงตกลงจากที่สูงกลายเป็นชะลอช้าหยุดนิ่ง ดวงตาหมองแสง งำประกายก่อนหน้า ยามนี้เมื่อไม่ต้องปกปิดพลันเจิดจ้ากระจ่างดุจพยัคฆ์มังกร ลมปราณรอบข้างซุนก่าง ค่อยเกิดการปั่นป่วนสับสน
เมื่อมันตัดสินใจเอาจริงทุกสิ่งล้วนแตกต่าง ด้วยก่อนหน้านั่นนับว่าหยางอี้โชคดีในหลาย ๆ ส่วน รวมถึงซุนก่างที่ใช้วิธีการสะกดลมปราณของตนเองไว้ มิเช่นนั้น การปะทะก่อนหน้าต่อให้หยางอี้สามารถใช้วิชาตัวเบาเงาอสูรได้ชนิดไม่จำกัดก้าวเด็กน้อยคงไม่มีโอกาสรอดแม้แต่ส่วนเดียว
พลองในมือถูกลมปราณบังคับลอยตรงหน้าหัวกะโหลกที่สุดปลายทั้งสอง ปรากฏไอหยินสีม่วงเข้มออกจากปาก ก่อนจะค่อย ๆ หมุนควงจนก่อเป็นวงล้อลมปราณหยินชั่วร้ายขยายออก ซุนก่างชำเลืองลงล่างแวบหนึ่งปรากฏสีหน้าดูแคลน ราวกับว่าตนกำลังจะเหยียบสังหารมดปลวกอันต่ำต้อย มดปลวกที่บังอาจมาสร้างความรำคาญใจให้เพียงแต่ยังไม่ไว้ใจ ด้วยไม่รู้ว่ามดปลวกตัวน้อยเบื้องล่างอาจซุกซ่อนไพ่ตายหลบหนีอันใดเอาไว้อีก จึงคิดใช้แผนสละสิ่งของเพื่อล่อตนให้ห่างออกแต่เมื่อตนตัดสินใจใช้กระบวนท่าปั่นป่วนฟ้าดินเช่นนี้ ก็ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาไปตามหาว่าหยางอี้อยู่ณ จุดใด ที่เบื้องล่าง เพียงจับสัมผัสยืนยันว่าพลังชีวิตของเด็กน้อยยังคงอยู่ไม่ห่างจากจุดเดิมก็เพียงพอแล้ว
...ในเมื่อเจ้ายังอยู่ด้านในสุสานเช่นเดิมสุสานบรรพชนของตระกูลหยางก็คงต้องรับเคราะห์ไปด้วย
ความคิดสิ้นสุดปากค่อยพึมพำอาคมอวิชชา “วิญญาณร้ายหวนคืน...ท้องนภามอดไหม้ ปฐพีสิ้นสูญ”กระทั่งถ้อยคำสุดท้ายของบทสวดหลุดจากปากก็ อวิชชาลมปราณอาคม กระบวนท่า...พยาบาททำลายล้างวิญญาณหยินชั่วร้ายดวงแล้วดวงเล่า วิ่งเข้าสู่ใจกลางวงล้อธาตุหยินก่อนหน้าก่อเกิดเป็นอักขระคำ...พยาบาท อักขระมารสีม่วงสด พลันทะยานพุ่งลงประทับคลุมไปบนหลังคาของสุสานบรรพชนตระกูลหยาง ก่อนจะขยายออก ก่อเป็นโดมมืดมิดขนาดมหึมาปกคลุมสถานที่และบริเวณโดยรอบห่างออกนับสิบจั้ง
ทันทีที่ซุนก่างตวาดคำ...ทำลาย!!! วงล้อแห่งหยินเบื้องสูงพลันแตกกระจายออก กลายเป็นเกิดรอยปริแตกบนท้องฟ้ามืดมิด เมื่อนั้นปรากฏวิญญาณร้ายขนาดมหึมาใช้สองมือเหี่ยวแห้งยื่นออกมา ก่อนจะลงมือฉีกกระชากรอยแยกให้กว้างออก จนโผล่ร่างสยองขวัญออกมาได้ครึ่งหนึ่งเมื่อนั้นดวงตาลึกโบ๋มหึมา เห็นอักขระคำ...พยาบาท ที่ด้านล่างจึงยืดแขนยาวออก พริบตาขยับฟาดว่องไว จนบรรยากาศบิดเบี้ยว พริบตาฝ่ามือสังหารค่อยกดกระแทกลงมายังตำแหน่งที่อักขระคำทาบทับ บดทำลายทุกสรรพสิ่งที่ขวางทางพร้อมก่อแรงปะทุทำลายต่อเนื่อง
บรึ้ม!!!... บรึ้ม บรึ้ม บรึ้ม...โครมมมมม !!!
เสียงแตกระเบิดกัมปนาท ดังสะท้านต่อเนื่องกัน สุสานบรรพชนตระกูลหยาง พังพินาศถล่มทับกันลงมาพริบตาเหลือเพียงเศษซากหักพัง วิญญาณร้ายเมื่อจู่โจมเป้าหมาย สำเร็จจึงค่อยสูญสลายเมื่อนั้นท้องฟ้ายามราตรีจึงกลับคืนสู่สภาวะปกติ
เพียงแต่พื้นที่โดยรอบหมู่ตึกตระกูลหยางยังคงปั่นป่วนไม่สิ้นสุด ด้วยการจู่โจมครานี้ล้วนเกิดผลกระทบในวงกว้าง แรงทำลายไม่เพียงถล่มสิ่งปลูกสร้างกีดขวางแต่ยังกระแทกลงพื้นปฐพี ก่อเกิดเป็นคลื่นสั่นไหววงกว้าง รุนแรงราวกับเกิดแผ่นดินไหวขนาดย่อมผู้มีฝีมือเข้มแข็ง เพียงเสียหลักซวนเซ แต่หากฝีมืออ่อนด้อย ย่อมไม่อาจทาน ล้มกลิ้งระเนระนาดบาดเจ็บหัวร้างค้างแตก ส่งเสียงร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด ดังระงมไปทั่ว
กระบวนท่าของซุนก่างพอดีเกิดขึ้นในจังหวะเดียวกับที่หลิวอานกำลังจี้กระบี่ประหาร กลายเป็นขัดจังหวะสุดท้ายโดยบังเอิญท่าเท้าที่วางมั่นกลายเป็นบิดพลิกเซถลา ปลายกระบี่แหลมไม่อาจคงสภาวะแม่นยำถูกบังคับจี้เบี่ยงงัดขึ้น พลาดเป้าสังหารไปอย่างน่าเสียดาย แต่ด้วยก่อนหน้าคมกระบี่ประชิดห่างเพียงไม่กี่หุนแม้พลาดจุดตาย แต่ยังคงเสียบลึกเข้าไปที่หัวไหล่ของหยางอวี่ถง ถากลึกจนโลหิตทะลักติดตามปลายกระบี่คมออกก่อเป็นเส้นสายยามที่ดึงถอน แต่เมื่อกระบี่สุ่มเสี่ยงคราสุดท้ายพลาดพลั้งหลิวอานก็ไม่คิดดื้อดึง ดีดร่างทะยานกลับ ร่วมขบวนหลบหนี ตามคำสั่งพลุไฟฉุกเฉิน
คุ้มกันข้าคุ้มกันข้า !!!
หยางอวี่ถงขี้ขลาดกลัวตาย โดนแทงเข้าหนึ่งกระบี่ ห่างจุดตายไกลลิบ แต่กลับร้องเสียงหลงด้วยความหวาดหวั่นไม่ห่วงภาพลักษณ์ ทั้งคลานทั้งกลิ้ง ถูไถไปกับพื้น ทำทุกวิถีทางเพื่อหลบให้ห่างจากหลิวอานด้วยสภาพทุลักทุเล ประจวบพอดีสมาชิกจารชนตระกูลหลิว ได้รับคำสั่งถอนทัพเด็ดขาดจึงไม่คิดรั้งอยู่ สารเลวผู้นี้ จึงมีชีวิตรอดต่อไปอย่างฉิวเฉียด
ยิ่งกว่านั้นภายหลังเหตุการณ์หยางอวี่ถงหวาดหวั่นขลาดเขลา ไม่คิดสั่งผู้คนให้ออกไล่ล่าจารชนลอบสังหารแต่กลับให้ทั้งหมดมาอยู่รวมใกล้ ล้อมเป็นเกราะปกป้องตนเอง ด้วยกลัวจะถูกลอบบุกจู่โจมอีกครากลายเป็นโชคดีของตระกูลหลิว ทำให้หลิวอานและจารชนที่เหลือ หนีหลบออกจากเมืองน้ำใสได้อย่างไม่ยากเย็นนัก
หลิวอานแม้แต่แรกเกิดความผิดหวังที่ไม่อาจสังหารหยางอวี่ถงแต่เมื่อทบทวนยังนึกโชคดี ที่สุดท้ายสามารถพาผู้คนทั้งสิบรอดชีวิตปลอดภัยตีฝ่ากลับไปโดยมิทิ้งหลักฐานซัดทอดเอาไว้แม้แต่สิ่งเดียว
กระทั่งรุ่งเช้าตระกูลหยางยังคงปั่นป่วนวุ่นวายไม่จบสิ้น กองกำลังภายนอกทั้งหมดถูกคำสั่งด่วนให้ยกทัพกลับมาทั้งค่ำคืน ยกเว้นเพียงกลุ่มกองกำลังผสมเมืองน้ำใส เรื่องราวเบื้องต้นของศึกระหว่างหลิวและหยางในครานี้จึงค่อยสงบลงแต่เพียงชั่วคราว
.
.
ย้อนกลับมายังช่วงเวลาเป็นตายของหยางอี้ภายในสุสานบรรพชนตระกูลหยาง
“เป่าซิงเอ๊ย...กว่าเจ้าออกมาช่วยข้าทุกสิ่งก็สายไปก้าวหนึ่งแล้ว จนข้าต้องเสี่ยงทิ้งผืนหนังเก้านิรนามเพื่อเอาชีวิตรอดไว้ก่อน”เป่าซิงที่ลอยอยู่ด้านข้างหยางอี้ ราวกับจมจ่อมอยู่ในความคิดบางอย่างไม่คิดตอบโต้หยางอี้ “เป่าซิง ใยเจ้าอออกมาแล้ว แต่กลับไม่เคลื่อนไหวเพียงบ่นงึมงำอยู่ได้ หากไม่รีบหนีตอนนี้ และข้าถูกเจ้าสารเลวเฉินตงลู่สังหารเจ้าก็ถูกทำลายไปพร้อมกับข้าด้วยมิใช่รึ”
“รอข้าแปบหนึ่ง”เป่าซิงยังคงจดจ่อกับบางสิ่ง ตั้งแต่ที่ปรากฏตัวขึ้นเส้นใยบางเบาของสมบัติตกทอดจากยุคบรรพกาล ที่เข็มทิศอเวจีของซุนก่างตรวจพบอาจจะไม่ใช่แผ่นหนังเก้านิรนามก็เป็นได้
“เบื้องบนเกิดเสียงโครมครามใหญ่โตเช่นนี้เจ้าสารเลวเฉินตงลู่ คงคิดจะใช้อาคมวิญญาณสังหารเป็นแน่ ถ้าหากไม่รีบหลบไปให้พ้นรัศมีตั้งแต่ตอนนี้เราสองคงไม่รอดอย่างแน่นอน” หยางอี้ยิ่งมายิ่งร้อนใจ จึงเอ่ยเร่ง “เป่าซิงโว๊ยยยย!!! เวลากระชั้นด่วนเช่นนี้แล้วเจ้ายังจะรออะไรอยู่อีก”
“เจอแล้ว !!!” เป่าซิงตวาดดังฉีกยิ้มกว้าง กลางหน้าผากปรากฏจุดแต้มแสงเจิดจ้าห่อคลุมร่างของหยางอี้และตนเองรวมกันเอาไว้ พริบตาที่วิญญาณพยาบาทเบื้องบนฟาดทำลายลงมาหยางอี้ก็เคลื่อนย้ายออกจากสุสานบรรพชนพอดิบพอดี
เฉินตงลู่(ซุนก่าง) ยื่นมือออก รับพลองหัวกะโหลกกลับคืน แม้กระบวนท่าที่ใช้จะเกินเลยจนทำให้มันรู้สึกเหนื่อยหอบ แต่นับว่าสมใจผู้แซ่เฉินยิ่งนักด้วยการลงมือหนักหน่วงครานี้ ถือเป็นการปลดปล่อยภาระอันเบื่อหน่ายยาวนานแต่เมื่อค้นหาสิ่งวิเศษตกทอดของเหล่าเทวะอมตะพบแล้ว ก็ไม่คิดรั้งอยู่ในตระกูลหยางอีกแถมตลอดเวลาที่ลงมือ ตนเองสามารถจับสัมผัสพลังชีวิตของเด็กน้อยเจ้าเล่ห์ด้านล่างได้ตลอดพอดีสัมผัสนั้นสิ้นสูญไปพร้อมกับสุสานบรรพชนตระกูลหยางที่พังถล่มลงสิ่งค้างคาให้หงุดหงิดใจจึงไม่คงเหลือ เมื่อทุกอย่างสมบูรณ์แล้วมารร้ายผู้นี้จึงหายลับออกจากตระกูลหยาง ทะยานล้ำผ่านผืนทะเลกว้าง มุ่งหน้าไปยังสถานที่แสนไกลในท้องทะเลฝั่งตะวันออกสุดของปฐพีแห่งนี้