กำเนิดใหม่ : เทพยุทธ์จ้าวกระบี่ 【จบแล้ว】

    เล่มที่ 5 บทที่ 124 ทัศนคติที่เปลี่ยนไป

            บทที่ 124 ทัศนคติที่เปลี่ยนไป

            “คุณหนูเสวี่ย ไม่เป็นไรใช่หรือไม่? เมื่อครู่สุนัขพวกนั้นทำร้ายท่านหรือเปล่า?”

            ฉู่อวิ๋นถามด้วยความกังวลเขากลัวว่าหากมีอะไรเกิดขึ้นกับลูกสาวของตระกูลเสวี่ยแผนการแฝงตัวของเขาย่อมล่มแน่นอน เขาไม่อยากให้เกิดอะไรขึ้นกับนาง

            แต่ในมุมมองของเสวี่ยหรูเยียนที่อวิ๋นชูแสดงท่าทางเป็นห่วงเช่นนี้ เขาต้องสนใจนางแน่ๆ!

            นางคิดเช่นนั้นและเข้าใจผิดอย่างสิ้นเชิง ใบหน้าของนางแดงก่ำ พูดเบาๆ “คุณชายอวิ๋นมีน้ำใจแล้วข้าสบายดี เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ หากไม่ใช่เพราะพลังพิเศษของท่านปรมาจารย์อวิ๋นคาราวานของเราคงโดนปล้นไปแล้ว”

            ยามที่พูดเสวี่นหรูเยียนก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงรูปลักษณ์อันสง่างามของฉู่อวิ๋นเมื่อครู่นี้ใจเต้นเหมือนกวางกระโดดและเขินอายเกินกว่าจะเงยหน้าขึ้น

            “คุณชายอวิ๋น ในฐานะแม่บ้าน ครั้งนี้ข้าล้มเหลวในการปฏิบัติหน้าที่และทำให้คุณหนูเสวี่ยตกอยู่ในอันตรายโชคดีที่ท่านลงมือ ไม่เช่นนั้นข้าคงละอายใจไปชั่วชีวิต”

            ใบหน้าของหนิงซิ่วซีดเล็กน้อยโดยมีนักรบหญิงช่วยประคองไว้ นางอยากเดินไปโค้งคำนับเพื่อแสดงความขอบคุณเขา

            ฉู่อวิ๋นรู้ว่าหนิงซิ่วได้รับบาดเจ็บเขาจึงหยุดนางอย่างรวดเร็วและพูดว่า “แม่บ้านหนิงไม่จำเป็นต้องสุภาพหรือตำหนิตัวเอง ใครๆ ก็อยากจะฆ่าหัวขโมยพวกนี้ข้าก็แค่สับพวกเขาทิ้งเท่านั้น”

            เมื่อได้ยินเช่นนี้เหล่านักรบหญิงก็ตกใจอีกครั้ง สับทิ้งหรือ? ชายหนุ่มคนนี้พูดได้สบายปากเสียจริง พวกเขาเป็นกลุ่มโจรขโมยม้าจากขั้นมหาสมุทรส่วนเขาอยู่ในขอบเขตควบแน่นพลังปราณกลับปรามพวกเขาได้เช่นนั้นกลับไม่รู้สึกตื่นเต้นเลยสักนิด

            ทุกคนรู้สึกมากขึ้นเรื่อยๆว่าหนุ่มชาวป่าคนนี้ไม่ธรรมดา คนธรรมดาที่ไหนจะสังหารข้ามขั้นได้เช่นนั้น?

            “ห๊ะ!?” ในเวลานี้ สาวใช้นางหนึ่งอุทานขึ้น ดึงดูดความสนใจของทุกคน

            “เสี่ยวชุ่ย มีเรื่องอะไรอีก? คุณชายอวิ๋นกำจัดพวกขโมยม้าไปแล้ว และพวกเราก็ปลอดภัยแล้ว”หนิงซิ่วขมวดคิ้ว ดูไม่พอใจเล็กน้อย และจ้องมองสาวใช้

            “พวก...ต้นไม้ปีศาจที่น่าสะพรึงกลัวสองต้นนั้น…” เสี่ยวชุ่ยชี้ไปข้างหน้าและพูดด้วยความตกใจ“ดูเหมือนว่าพวกมันจะวิ่งหนีไปแล้ว”

            หลังจากที่ทุกคนได้ยินเช่นนั้นพวกนางก็หันไปมองและพบว่าเถาวัลย์ใบมีดหายไปแล้วหนทางข้างหน้าราบเรียบและว่างเปล่า

            ฉู่อวิ๋นเลิกคิ้วเบาๆ และมองไปรอบๆแต่ไม่พบสิ่งใด ต้นไม้ปีศาจทั้งสองใช้โอกาสจากการสนทนาเมื่อครู่วิ่งหนีไปไม่เห็นใบไม้แม้แต่ใบเดียว

            “ต้นไม้น่าตายสองต้นนี้นี่!” ฉู่อวิ๋นสบถในใจ รู้สึกเสียใจอย่างยิ่ง

            สัตว์ปีศาจระดับกลางสองตัวนี้เพิ่งถูกปราบได้ไม่นานเดิมคิดว่าพวกมันจะเชื่อฟังและกลายเป็นสัตว์เลี้ยงสงคราม แต่กลับไม่คิดว่ามันจะหนีไปทันทีที่มีโอกาสมันน่านัก!

            ฉู่อวิ๋นถอนหายใจอีกครั้งเขาไม่ใช่ปรมาจารย์สัตว์ปีศาจที่บริสุทธิ์ที่แท้จริงหากใช้วิญญาณไฟหยางศักดิ์สิทธิ์มาปรามก็คงอยู่ได้ไม่นาน

            ตอนนี้ต้นไม้ปีศาจหนีไปแล้วเขาทำได้เพียงควบคุมตัวเองให้สงบสติอารมณ์และแสร้งทำเป็นว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นเพราะอย่างไรเสีย เขาจะโกรธแล้วลากพวกมันกลับมาตอนนี้ไม่ได้หรอกกระมัง? เขายังต้องรีบเดินทาง ไม่มีเวลามาล่าช้า

            นอกจากนี้เขาต้องการรักษาความลับเอาไว้หากระเบิดอารมณ์ออกมาเพียงเพราะสัตว์เลี้ยงหายไปจะไม่เหมาะสมเอาหรือ?

            ดังนั้นฉู่อวิ๋นจึงแสร้งทำเป็นนิ่งและพูดอย่างเมินเฉย “ฮ่าๆ...พวกมันเป็นเพียงสัตว์ปีศาจระดับกลางสองตัว ไม่คุ้มค่าที่จะกล่าวถึงเป็นข้าที่ปล่อยไปเอง อย่าได้แปลกใจ”

            “ปล่อย…ปล่อยมันไป?”

            “นั่นคือสัตว์ปีศาจระดับกลางเชียวนะ!”

            เมื่อได้ยินคำพูดของฉู่อวิ๋น สาวๆก็ตกตะลึง แววตาของพวกนางมืดมน นี่มันคนประเภทไหนกัน?! ปล่อยมันไปหรือ? เขาไม่รู้หรือว่าสัตว์ปีศาจระดับกลางที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นมีค่าแค่ไหน?

            จากนั้น พวกนางก็แอบคาดเดาและตราหน้าฉู่อวิ๋นอย่างเงียบๆ ว่าเป็น “เศรษฐีคนป่า”

            สำหรับเสวี่ยหรูเยียนและหนิงซิ่วแววตาของพวกนางเป็นประกายและต่างมองหน้ากันรู้สึกได้ว่าปัญหาบางอย่างได้รับการแก้ไขแล้วตัวตนของฉู่อวิ๋นเองก็ดูเหมือนจะชัดเจนแล้ว!

            สามารถควบคุมต้นไม้ปีศาจด้วยความแข็งแกร่งที่ไม่อาจหยั่งรู้ได้สามารถเอาชนะนักรบขั้นมหาสมุทรได้ด้วยขอบเขตการควบแน่นพลังปราณอวิ๋นชูผู้นี้เป็นอัจฉริยะรุ่นเยาว์ของตระกูลโบราณอย่างแน่นอนและแม้กระทั่งผู้สืบทอด! ไม่พลาดแน่!

            ในที่สุดภายใต้การจ้องมองของสายตาหลายคู่ ฉู่อวิ๋นก็กลับไปที่รถม้าในสภาพที่งุนงงยิ่งนักเพราะเขารู้สึกว่าทัศนคติของผู้หญิงเหล่านี้ที่มีต่อเขาดูเหมือนจะเปลี่ยนไปมาก

            หลังจากการจัดระเบียบใหม่คาราวานตระกูลเสวี่ยก็ออกเดินทางอีกครั้ง ย่ำเหยียบผ่านร่างของโจรม้าเสียงกีบเท้าดังราวกับฟ้าร้อง ทรงพลังอย่างยิ่ง หนึ่งชั่วยามต่อมาพวกนางก็เดินทางออกจากป่าในที่สุด

            บริเวณนี้เป็นพื้นที่ราบ เฆี่ยนม้าห้อตะบึงได้ ปลายแผ่นดินจรดกับท้องฟ้า สายลมพัดมาปะทะใบหน้าทำให้ผู้คนรู้สึกผ่อนคลายและมีความสุข

            ภายใต้ท้องฟ้าสีครามในสารทฤดูขบวนรถม้าคล้ายมังกรตัวยาว ด้วยความเร็วในการควบม้านี้ หลังจากกลับมาที่ถนนหลวง ใช้เวลาเพียงครึ่งวันก็ถึงเมืองชุยเสวี่ย

            ท้องนภาสูงลิบหลายพันลี้บริเวณโดยรอบว่างเปล่า เหล่าหญิงสาวต่างตื่นเต้นกันมากเพราะประสบกับความเป็นตายมาเมื่อครู่นี้แต่ก็ยังปลอดภัยดีจึงอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจอย่างโล่งอก

            ทว่าระหว่างทาง คนป่าคนหนึ่งที่ชื่อ“อวิ๋นชู” กลับรู้สึกกระสับกระส่าย เขาเลิกคิ้วขึ้น

            เพราะเหตุใดน่ะหรือ?

            เพราะเขาพบว่าตนเองได้ตกเป็นเป้าหมายเสียแล้วหน่วยคุ้มกันแน่นหนากว่าเมื่อครู่มาก ราวกับจำคุกก็มิปาน

            “เมื่อไหร่จะถึงกัน?...” ในรถม้า ฉู่อวิ๋นนั่งขัดสมาธิและยกมือขึ้นกอดอก รู้สึกร้อนรนเล็กน้อย

            ยามนี้ม่านรถม้าเปิดออกเผยให้เห็นสาวใช้ชื่อเสี่ยวชุ่ย นับตั้งแต่เริ่มเดินทางอีกครั้งนางก็ถูกจัดให้อยู่ด้วยกันกับเสี่ยวหง เพื่อช่วยดูแลรถม้าคันนี้และอวิ๋นชูผู้นี้

            “คุณชายอวิ๋นท่านกระหายน้ำหรือไม่เจ้าคะ? ต้องการดื่มน้ำหรือเปล่า?” เสี่ยวชุ่ยมีใบหน้าที่งดงาม ยามยิ้มจะปรากฏลักยิ้มเล็กๆ ที่ข้างแก้มแลดูน่ารักมาก นางมองมาที่ฉู่อวิ๋นแล้วถามด้วยความเขินอายเล็กน้อย

            “เสี่ยวชุ่ย…”ฉู่อวิ๋นเหงื่อหยดแล้วพูดว่า “นี่เป็นครั้งที่สามสิบแปดแล้วที่เจ้าถามข้า...ยามนี้ข้าก็จะตอบอีกครั้ง ข้าไม่กระหายจริงๆ”

            เสี่ยวชุ่ยหัวเราะแล้วพูดว่า “โอ๊ะหลายครั้งขนาดนั้นแล้วหรือเจ้าคะ? โธ่เอ้ยข้าน้อยความจำไม่ดีนัก ละเลยคุณชายแล้ว แต่ถ้าคุณชายต้องการสิ่งใดเรียกข้าน้อยได้ตลอดเลยนะเจ้าคะ ฮิๆ”

            พูดจบ เสี่ยวชุ่ยก็เหลือบมองที่ฉู่อวิ๋นอีกครั้งจากนั้นจึงหันกลับมา ปล่อยให้ฉู่อวิ๋นถอนหายใจด้วยความโล่งอก

            เกิดอะไรขึ้นกับเหล่าหญิงสาวพวกนี้กัน? นับตั้งแต่เขาฆ่าพวกโจรม้าทุกคนก็จับตามองเขาราวกับว่าต้องการจะกินเขาอย่างไรอย่างนั้น

            กับแค่คนป่าคนเดียวพวกนางมีรสนิยมที่รุนแรงเช่นนั้นเลยหรือ?

            ฉู่อวิ๋นเริ่มคิดไร้สาระด้วยไม่รู้ว่าในสายตาของแม่นางเหล่านี้เขาได้รับการยกย่องว่าเป็นทายาทอัจฉริยะของตระกูลโบราณแล้ว

            “ผู้อาวุโส บอกข้าหน่อยสิเกิดอะไรขึ้นกับพวกนางกัน?” ฉู่อวิ๋นทำอย่างไรก็ขบไม่แตกจึงถามโยวกู่จือเบาๆ

            “เจ้าถามถูกคนแล้ว!”โยวกู่จือพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม ราวกับว่ากำลังจะพูดถึงเรื่องที่จริงจังมาก“หลังจากการสังเกตอย่างละเอียดและการอนุมานอย่างรอบคอบแล้วข้าก็ได้ข้อสรุปที่แม่นยำออกมา”

            “อะไรหรือ?!” ฉู่อวิ๋นเหงื่อตกแล้วถามอย่างเร่งรีบ

            “นั่นคือ…”

            “พูดมาเร็วเข้า”

            “นั่นคือ...ย่อมเป็นท่าทางที่กล้าหาญของเจ้าที่ทำให้พวกนางหลงใหล!”

            “แค่ก!”

            ฉู่อวิ๋นดึงวงแหวนอวกาศออกมาฟาดมันกับผนังรถม้า แล้วเหวี่ยงไปรอบๆ ทำให้โยวกู่จือรู้สึกเวียนหัวและตะโกนออกมา“ไอ้หยา! เจ้าเด็กสารเลว! หยุดเหวี่ยงเสียที ข้าอายุปานนี้แล้ว ข้าเมารถ!”

            “ฟึ่บ ฟึ่บ——”

            แหวนยังคงถูกแกว่งไปมาฉู่อวิ๋นมีสีหน้าเรียบนิ่ง คิดอยากดึงวิญญาณของโยวกู่จือออกมาทุบสักทีเขาถามคำถามจริงจัง แต่ตาเฒ่าคนนี้กลับไม่น่าเชื่อถือเลยสักนิด

            “กับ-กุบ-กับ-กุบ-”

            ทันใดนั้น เสียงกีบม้าก็ดังขึ้นฉู่อวิ๋นรีบคว้าวงแหวนคืนกลับทันที หยุดส่งเสียงเอะอะ และแสร้งทำเป็นสงบ

            ผู้มาในครั้งนี้เป็นนักรบหญิงนางควบม้าไปที่หน้าต่างรถม้า ดวงตาเต็มไปด้วยความเคารพและยำเกรงจ้องมองที่ฉู่อวิ๋นและพูดด้วยความเคารพ “คุณชายอวิ๋นคุณหนูเสวี่ยบอกให้ข้ามาเชิญท่านไปที่รถม้าเจ้าค่ะ”

            เมื่อได้ยินคำพูดนี้ฉู่อวิ๋นก็แทบจะทรุดตัวล้มลงอีกครั้งนี่เป็นครั้งที่เจ็ดสิบห้าแล้วที่เสวี่ยหรูเยียนเชิญเขา!เยอะกว่าสาวใช้สองนางนั้นเป็นเท่า

            เกิดอะไรขึ้นบนโลกใบนี้กัน? เขาไม่เข้าใจมันเลย

            “ไม่ต้องหรอกบอกคุณหนูไปว่าข้าฝึกฝนอยู่ ทุกอย่างรอให้ถึงเมืองชุยเสวี่ยแล้วค่อยคุยกันเถอะ”แม้ว่าเขาจะเต็มไปด้วยความสงสัยจนใกล้จะบ้าแต่ฉู่อวิ๋นก็ยังคงแสดงท่าทีสงบและปฏิเสธคำเชิญอย่างถ่อมตน

            อันที่จริงไม่ใช่ว่าฉู่อวิ๋นไม่เคยคิดที่จะตอบรับคำเชิญนี้แต่ตอนนี้ใกล้เมืองชุยเสวี่ยเข้าเรื่อยๆทำให้เขาเริ่มกังวลเกี่ยวกับฉู่ซินเหยามากขึ้นๆ เขาย่อมไม่มีความคิดไร้สาระใดๆ อีก

            นอกจากนี้เขารู้สึกอยู่เสมอว่าเขาต้องอยู่ห่างจากเสวี่ยหรูเยียน เพราะเขาพบว่าหญิงสาวนางนั้นมักมองเขาด้วยสายตาแปลกๆอยู่เสมอ

            ในรถม้าที่วิจิตรงดงามหญิงสาวหน้าตาแช่มช้อย รูปร่างงดงาม ยากนักที่จะเผยสีหน้าเศร้าสร้อยออกมา

            “ป้าหนิง... ท่านบอกข้ามาข้าผิดที่ใดกัน? เหตุใดอวิ๋นชูจึงปฏิเสธคำเชิญข้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า?” เสวี่ยหรูเยียนเบะปากเล็กน้อย กระทืบเท้าแล้วพูดด้วยความโมโห

            ตลอดมานี้ด้วยภูมิหลังที่สูงส่งและความงามที่โดดเด่นของนาง ไม่มีใครเคยพูดคำว่าไม่กับนางล้วนวิ่งเข้ามาเอาอกเอาใจนางกันแทบไม่ทัน

            แต่ตอนนี้นางกลับถูกฉู่อวิ๋นปฏิเสธหลายสิบครั้งน่าหงุดหงิดนัก

            หนิงซิ่วถอนหายใจและพูดปลอบใจ“หรูเยียนเอ๋ย ผู้แข็งแกร่งมีความซื่อสัตย์ของตน ในความคิดของข้าอวิ๋นชูผู้นี้ย่อมเป็นผู้สืบทอดอัจฉริยะของตระกูลโบราณแน่นอนบังคับเขามากไปรังแต่จะเป็นผลเสีย”

            "แต่...อวิ๋นชูเขาเป็นรักแท้ของข้านะ! เขาไม่เพียงแต่เห็นร่างกายของข้าแล้วเท่านั้นแต่ภูมิหลังก็ยังลึกลับ ทั้งยังแข็งแกร่งยิ่งนัก และที่สำคัญที่สุดเขาช่วยข้าไว้ในยามอันตราย!”

            “ทำไมเขาถึงปฏิเสธข้า? ทำไม?!!!”

            เสวี่ยหรูเยียนตะโกนท่าทางที่สง่างามของนางหายสิ้น นางดูโกรธจัด กระทืบเท้าจนเกิดเสียงดังก้อง

            เมื่อเห็นเช่นนี้หนิงซิ่วก็ทำได้เพียงส่ายหัวแล้วถอนหายใจ เสวี่ยหรูเยียนสนใจอวิ๋นชูผู้นั้นมากซ้ำยังเชื่อสนิทใจว่านี่คือสามีที่เบื้องบนจัดเตรียมไว้ให้ตน และนางต้องได้มันมา

            ในเวลาเดียวกันหนิงซิ่วก็รู้ดีว่าเสวี่ยหรูเยียนมีความปรารถนาจะครอบครองอันแรงกล้าหากไม่ได้สิ่งที่ตนต้องการ ผลที่ตามมาย่อมร้ายแรงไม่น้อย

            ทว่าอวิ๋นชูจะนำอะไรมาสู่ตระกูลเสวี่ยจะเป็นโชคหรือเป็นเคราะห์นั้น? อนาคตไม่อาจคาดเดา

            เวลาผ่านไปอย่างช้าๆดวงอาทิตย์ที่แผดจ้าเริ่มจางหาย ท้องนภาสีฟ้าสดใสค่อยๆ ปกคลุมไปด้วยชั้นหมึกหนา

            เสียงกีบม้าควบดังกึกก้องฝุ่นควันตลบไปทั่วท้องฟ้าขบวนรถม้าของตระกูลเสวี่ยเริ่มเข้าสู่ถนนหลวงและควบม้าไปตามถนนด้วยความเร็วรี่ถนนเรียบ ไร้หลุมบ่อ

            และหลังจากนั้นอีกหนึ่งชั่วยามทุกคนก็มาถึงหน้าเมืองอันงดงามแห่งหนึ่ง

            ในที่สุด ก็มาถึงเมืองชุยเสวี่ยแล้ว!

    คล้ายกับเรื่องกำเนิดใหม่ : เทพยุทธ์จ้าวกระบี่ 【จบแล้ว】 ที่คุณอ่าน