ความรู้สึกเหมือนถูกทิ่มแทงใจดำเข้าอย่างจังทำเอาผมหมดกำลังใจนิดหน่อยแต่จะถอยไปจากที่นี่ก็น่าลำบากใจเกินไป
“...ไม่เชื่อก็ช่วยไม่ได้ถ้าอย่างนั้นคงเป็นฝ่ายคุณเองนะครับที่ต้องเสียประโยชน์”
สีหน้าของกงพิลดูซับซ้อนกว่าเดิมเมื่อได้ยินผมพูดผมหมุนตัวหันหลังกลับอย่างไม่ลังเล การแสดงให้เห็นว่าไม่มีเยื่อใยใด ๆเหลืออยู่นั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นมากต้องทำแบบนี้ถึงจะยิ่งทำให้อีกฝ่ายรู้สึกเสียดาย
“เดี๋ยวก่อน”
นั่นไง
“จ่ายค่าปรับด้วย คิดจะหนีไปไหน”
ดันเป็นความเสียดายเรื่องอื่นซะงั้น ไอ้เวรนี่ผมหัวเราะอย่างกระอักกระอ่วนพลางหมุนตัวกลับไปเผชิญหน้ากับเขา
“เท่าไหร่นะครับ ร้อยเหรียญ?”
“ไม่แกกับเด็กนั่นรวมเป็นพันเหรียญ”
เส้นเลือดปูดโปนขึ้นบนหน้าผากไอ้เวรนี่คิดว่าหนึ่งพันเหรียญคือแบงก์พันใบเดียวหรือไง...
“นั่นมันมากเกินไป”
ขนาดกับโทแกบีผมยังไม่เคยถูกรีดไถเงินมากขนาดนั้นแน่นอนว่าย่อมไม่มีทางมอบเงินหนึ่งพันเหรียญให้คนอย่างกงพิลดูแน่
กงพิลดูหัวเราะ
“ถ้าอย่างนั้นก็ถูกตัดสิทธิ์การเช่าตายซะ”
ผมผลักคนรอบ ๆ ออกโดยสัญชาตญาณ แล้ววิ่งตรงไปยังบริเวณที่สมาชิกกลุ่มอยู่
ได้ยินเสียงปังจากการยิงครั้งแรกดังขึ้นอีฮยอนซองถือโล่เหล็กและกำลังยืนขวางอยู่ด้านหลังของผม เป็นคนที่พึ่งพาได้จริง ๆ
“...คุณดกจา”
แต่อีฮยอนซองที่ระดับเลเวลความแข็งแกร่งกับพละกำลังเข้าใกล้14กลับมีสีหน้ากระวนกระวายเป็นอย่างมากพอเห็นกล้ามเนื้อแขนสั่นเทาไม่หยุดผมก็แน่ใจในทันที
ความสามารถของอีฮยอนซองซึ่งยังไม่อาจเปิดใช้งานอักขระที่สองได้ไม่มีทางทนต่อกระสุนจากป้อมปืนพวกนั้น
อีกอย่างตอนนี้จองฮีวอนก็ไม่อยู่ในสภาพที่จะต่อสู้ได้ ถ้าพวกเราสู้หัวชนฝาที่นี่จะต้องมีใครในกลุ่มเสียชีวิตลงแน่นอน
“คุณกงพิลดู เดี๋ยวก่อนครับ”
ในเมื่อเป็นแบบนั้นก็อย่าต่อสู้ให้เกิดความเสียหายอย่างไร้ประโยชน์จะดีกว่า
“อะไรอีก”
“ไม่สู้กับพวกเราตอนนี้จะดีกว่านะครับ”
“ทำไม”
ความเสียหายที่ว่า ก็แค่โยนมันใส่หัวเจ้านั่นแทน
“เพราะถ้าต่อสู้กันตอนนี้คุณจะตายที่นี่”
ใบหน้าของกงพิลดูกระตุกถึงแม้ผมจะจงใจไม่พูดอะไรเพิ่มแต่กงพิลเองก็ดูจะสังเกตเห็นได้ถึงตัวตนของชายคนหนึ่งที่กำลังใช้บันไดเลื่อนมุ่งหน้ามายังชั้นใต้ดินบีหนึ่งในตอนนี้
เล่นแผ่พลังมหาศาลออกมาแบบนั้น ไม่รู้ก็แปลกแล้ว
“พอดีว่าสหายสนิทของผมกำลังมา”
ยูจุงฮยอก ไอ้ผู้ย้อนกลับสารเลวนั่นไม่นึกเลยว่าผมจะดีใจที่ได้เจอเขาขนาดนี้
“อาจารย์ คนคนนั้นค่ะเขาอ้างว่าเป็นสหายของอาจารย์”
อีจีฮเยพูดเสียงแหลมและชี้นิ้วมาที่ผม ข้างกายเธอคือตัวเอกของพวกเราที่กำลังเดินตรงมาอย่างหล่อเหลาเหมือนถ่ายละครอยู่คนเดียวภาพยามที่เขามองมาที่ผมด้วยแววตาดุร้ายนั้นช่างน่าประทับใจเหลือเกิน
[ตัวละคร ‘ยูจุงฮยอก’ รู้สึกกระสับกระส่ายอย่างรุนแรง]
[สกิลเฉพาะตัว ‘มุมมองนักอ่านพระเจ้า’ ขั้นที่ 2 ถูกเปิดใช้งาน!]
ผมรู้สึกวิงเวียนศีรษะอยู่ครู่หนึ่งเพียงไม่นานก็เริ่มได้ยินความคิดของเขา
「 ได้ยังไงกัน มาถึงแล้ว? 」
ผมโบกมือไปทางเขาอย่างเริงร่า
“สวัสดี จุงฮยอกอา”
「 ... 」
“สบายดีนะ? สีหน้านายดูดีนี่”
「 ... 」
อีจีฮเยกับกงพิลดูมองผมสลับกับยูจุงฮยอกอย่างไม่อยากเชื่อสายตาราวกับว่าผมกับยูจุงฮยอกไม่มีทางเป็น ‘สหาย’ กันได้อย่างเด็ดขาด ความตึงเครียดเริ่มเข้ากลืนกินบรรยากาศรอบ ๆ
“คนพวกนี้ไม่ยอมเชื่อว่าฉันเป็นสหายของนายนายช่วยพูดให้ฉันหน่อยได้มั้ย”
แต่ผมรู้จักยูจุงฮยอกดี เขาฆ่าคนได้ง่าย ๆเหมือนแค่ตักข้าวใส่ปาก แต่อย่างไรก็เป็นคนที่ยึดมั่นในสัญญาที่ตัวเองให้ไว้
[กลุ่มดาวจำนวนหนึ่งให้ความสนใจกับคำตอบของตัวละคร‘ยูจุงฮยอก’]
[กลุ่มดาว‘ผู้พิพากษาเปลวเพลิงดุจปีศาจ’ จับตาดูความซื่อสัตย์ของตัวละคร‘ยูจุงฮยอก’]
ยิ่งในตอนนี้ที่กลุ่มดาวกำลังให้ความสนใจด้วยแล้วยิ่งไม่อาจบ่ายเบี่ยง
「 ... 」
ยูจุงฮยอกมองผมด้วยนัยน์ตานิ่งเฉยก่อนจะเปิดปากช้า ๆ แต่ผมชิงพูดขึ้นก่อน
“อ๊ะขอพวกฉันใช้ห้องน้ำด้วยก็ดีนะ!”
ในที่สุดยูจุงฮยอกก็ชักดาบออกมา
ไม่นานหลังจากนั้นพวกเราก็ได้ใช้ห้องน้ำกันอย่างปลอดภัยและกลับลงมายังชานชาลารถไฟสายสาม ทั้งหมดต้องขอบคุณผู้ย้อนกลับคนนี้ผมหัวเราะพลางพูดหยอกเขา
“ดีใจที่ได้พบนาย ไอ้เวร”
“...รอดมาได้จริงด้วยสินะ”
สรุปว่ายูจุงฮยอกไม่ได้เรียกผมว่าสหายหรอกแต่เขาตอบกลับด้วยการชี้ดาบไปทางกงพิลดูเงียบ ๆ แทน
โล่งอกที่กงพิลดูเองก็ไม่ต้องการจะปะทะกับพวกเราจึงกัดฟันกรอดยอมปล่อยไปเฉย ๆ
“หวังอยากให้ตายเหรอไง”
“แบบนั้นน่าจะดีกว่า”
สหายบ้าอะไรล่ะได้เห็นใบหน้าเย่อหยิ่งนี่อีกครั้งผมยิ่งโมโหจนแทบบ้าอยากจะพุ่งเข้าไปต่อยเสยคางเขาสักทีแต่ก็ทำแบบนั้นไม่ได้
[สกิลเฉพาะตัว ‘ลิสต์ตัวละคร’ถูกเปิดใช้งาน!]
[ข้อมูลเกี่ยวกับตัวละครดังกล่าวมีมากเกินไป‘ลิสต์ตัวละคร’ จะถูกแปลงค่าเป็น ‘ลิสต์สรุปย่อ’]
ขอเวอร์ชั่นเต็มเถอะ
[ข้อมูลตัวละคร ‘ยูจุงฮยอก’ ถูกปรับเปลี่ยนเป็นเวอร์ชั่นเต็ม]
<ข้อมูลตัวละคร>
ชื่อ : ยูจุงฮยอก
อายุ : 28 ปี
กลุ่มดาวผู้สนับสนุน : ???
คุณลักษณะ : ผู้ย้อนกลับ<รอบที่ 3> (ตำนาน), เกมเมอร์มือโปร (หายาก)
สกิลเฉพาะตัว : [เนตรแห่งปราชญ์Lv.8], [ต่อสู้ระยะประชิดLv.8], [ทักษะการใช้อาวุธระดับสูงLv.8], [การป้องกันตัวอันแข็งแกร่ง Lv.5], [บาเรียป้องกันจิต Lv.5], [ควบคุมฝูงชนLv.5],[การอนุมาน Lv.5], [จับเท็จ Lv.4]...
อักขระ : [ย้อนกลับ Lv.3]
ค่าสถานะ : [ความแข็งแกร่งLv.24], [พละกำลัง Lv.24],[ความเร็ว Lv.25],[พลังเวท Lv.23]
ผลการประเมินโดยรวม : (ผลการประเมินของตัวละครดังกล่าวยาวเกินไปจึงไม่สามารถโหลดข้อมูลได้)
ตอนอ่านนิยายไม่เห็นจะรู้สึกอะไรแต่พอได้เจอกับตาตัวเองผมถึงได้เข้าใจว่าเขาเป็นมนุษย์ที่พิเศษมากขนาดไหน
เพิ่งจะเข้าสู่ซีนาริโอหลักที่ 3 เองแท้ ๆ แต่ค่าสถานะโดยรวมของความแข็งแกร่ง พละกำลังและความเร็วกลับเกินเจ็ดสิบไปแล้ว ไหนจะเลเวลสกิลอีก...
ไอ้บัดซบ นี่สินะ บัฟตัวเอก
“มีอะไรอยากพูดอีกหรือเปล่า”
ยิ่งไปกว่านั้นคือระดับความเร็วในการพัฒนาของยูจุงฮยอกดูจะเร็วกว่ารอบที่3 ในนิยายต้นฉบับ
ยิ่งเขาพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว นั่นยิ่งหมายความว่ามีความเสี่ยงสูงมากตามไปด้วย...เพิ่งจะย้อนกลับมาแค่สามรอบแท้ๆ หมอนั่นทำเรื่องบ้าอะไรลงไปกันนะ
รู้สึกไม่สบายใจแปลก ๆ ชอบกลเดี๋ยวคงต้องลองสืบ...
“ฉันถามว่าแกยังมีอะไรอยากพูดอีกหรือเปล่า”
“เปล่า แค่มองเพราะหมั่นไส้”
「 ...นึกแล้วเชียว เป็นคนดื้อดึงจริง ๆ 」
ดื้อดึงบ้าอะไร นายสิเป็นพวกจูนิเบียวอยู่คนเดียว
「 เย่อหยิ่งนักก็ไม่ใช่เรื่องดีหรือฉันควรจะฆ่าเขาเสียเลย? 」
“ฉันล้อเล่นน่ะ”
ผมรีบยิ้มตอบกลับไปยูจุงฮยอกสะบัดหน้าอย่างไม่สนใจไยดี
[กลุ่มดาว ‘นักโทษรัดเกล้าทองคำ’ ผิดหวังในตัวคุณ]
ผมไม่คิดที่จะชวนยูจุงฮยอกทะเลาะจนบาดหมางกันในตอนนี้หรอก
เพื่อที่จะเคลียร์ซีนาริโอจำนวนนับไม่ถ้วนที่เหลืออยู่ในอนาคตยูจุงฮยอกเป็นตัวละครที่จำเป็น ต่อให้ไม่ได้สนิทสนมจนเป็นสหายกันจริง ๆก็ยังคุ้มค่าที่จะใช้งานเขาในหลาย ๆ ด้าน
...ทำไมนะ ทั้ง ๆที่ผมกำลังพูดความจริงอยู่แท้ ๆ แต่กลับฟังดูเหมือนข้อแก้ตัวเสียได้
“ดูเหมือนว่าแกจะได้สหาย”
ยูจุงฮยอกหันกลับมามองผมด้วยแววตาไร้อารมณ์แล้วจึงมองกลุ่มคนด้านหลังผม
[ตัวละคร ‘ยูจุงฮยอก’ รู้สึกผิดหวังในตัวคุณเล็กน้อย]
...อะไรล่ะนั่น ทำไมกันแต่เพียงครู่ก็รู้คำตอบได้ทันที
[ตัวละคร ‘ยูจุงฮยอก’ เปิดใช้งาน ‘เนตรแห่งปราชญ์ Lv.8’!]
「 อุตส่าห์พาอีฮยอนซองมาถึงนี่ได้แต่กลับส่งเสริมจนพัฒนาได้แค่เท่านี้เองงั้นหรือ 」
นั่นเป็นความจริงเพราะอย่างนั้นผมจึงพูดอะไรไม่ออกไปครู่หนึ่ง อีฮยอนซองถ้าหากได้ร่วมทางกับยูจุงฮยอกละก็ เขาจะต้องพัฒนาไปได้มากกว่านี้แน่นอน
แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ...ไอ้เวรนี่ผมเป็นแค่นักอ่านธรรมดาทั่วไปที่โชคดีรู้อนาคตเท่านั้นเองนะ
「 แย่กว่าที่คิด 」
ได้ยินความในใจแบบนี้มันรู้สึกทิ่มแทงใจเหมือนโดนมีดปักมิดด้ามมากกว่าได้ยินออกมาตรงๆ จากปากเสียอีก
แต่แล้วสายตาของยูจุงฮยอกที่กวาดมองสมาชิกกลุ่มอยู่พักใหญ่กลับหยุดชะงักความสับสนปรากฏขึ้นในแววตาของเขาเป็นครั้งแรก
「 ...นั่นมันอะไรกัน 」