ผ่านไปสามวันแผลของเขาและอาการาเ็ค่อยๆ ดีขึ้น ในสามวันที่ผ่านมานี้เขาใช้ยาสมานแผลไปแล้วครึ่งขวด ความแสบก็เริ่มลดลงเรื่อยๆ เป็การบอกนัยๆ ว่าแผลเริ่มจะดีขึ้นแล้ว
ผ่านไป 5 วันแผลของเขาเริ่มปิดแล้ว อาการเจ็บลดลงมาก รอยฟกช้ำก็ดูเลือนรางลงเล็กน้อย อาหารที่อยู่ในแหวนส่วนมากจะเป็ขนมปังและเนื้อตากแห้ง เมื่อหิวน้ำเขาจะเดินไปดื่มที่ลำธารเล็กๆ ในหุบเหว
ผ่านไปอีกสี่วัน กอนเริ่มเดินได้ปกติอีกทั้งแผลที่มีทุเลาลงมาก ตอนนี้เหลือเพียงอาการบวมเล็กน้อยเท่านั้น ยาสมานแผลหมดไปแล้วหนึ่งขวด ทำให้เขาสามารถคุกเข่าคำนับได้ซักที
“าุโหลินเทียน ข้าขอกราบท่านเป็อาจารย์นับั้แ่นี้ไป” หลังจากคำนับเสร็จสิ้นกอนก็รู้สึกแปลกๆ และเกิดความรู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว เขาเพียงแค่คิดว่าอาจารย์คงยอมรับเขาเป็ศิษย์แล้ว จากนั้นจึงเริ่มนั่งสมาธิพยามััถึงพลังปราณบริเวณท้องน้อยตามที่หนังสือได้เขียนไว้
เวลาล่วงไปเกือบวันแล้วเขาก็ยังััอะไรไม่ได้เลย ตอนนี้กอนลุกขึ้นไปข้างนอกถ้ำแล้วเอามีดมาตัดไม้ให้แหลมเพื่อมาขุดหลุมฝังศพของอาจารย์
แม้ว่าท่านจะตายไปแล้วแต่กอนก็ยังแสดงความเคารพราวกับว่าเขายังมีชีวิตอยู่ เมื่อหลุมขุดเสร็จสิ้นเขาก็มีอาการเหนื่อยหอบอย่างแรง ก่อนจะนั่งพักสักครู่แล้วจึงไปยังศพของอาจารย์ที่มีแต่ผ้าหุ้มโครงกระดูก
กอนยกศพขึ้นมาหมายจะเอาไปไว้ในหลุม แต่ทว่าเพียงแค่เริ่มยกเท่านั้นเอาก็ต้องเกรงแขนจนเส้นเืปูดโปนเพราะมันหนักมากกว่าที่เขาคิดซะอีก พอเขายกขึ้นมาได้นิดหน่อยก็มีเสียงของอะไรบางอย่างหล่นลงพื้น
เคร้ง!!!!!
เสียงเหมือนเหล็กกระแทกลงบนพื้นทำให้ต้องก้มลงมอง เมื่อเพ่งดูดีๆ ก็พบว่ามันเป็กระบองสองอัน รูปทรงของมันเป็สี่เหลี่ยมยาวเกือบสองศอก ด้ามจับกลมมีลวดลายเพื่อให้จับได้สะดวกไม่ลื่นหลุดมือโดยง่าย และยังมีวงแหวนอยู่บนด้ามจับซึ่งขนาดของมันก็ไม่ใหญ่มาก
แม้จะเห็นแล้วแต่เขาก็ยังไม่สนใจมันตอนนี้ เขาทำเพียงนำของศพของอาจารย์ลงไปวางในหลุม เมื่อวางเสร็จก็มีแสงสีทองกระทบดวงตาของเขา เขาจึงล้วงเข้าไปในเสื้อบริเวณอกของโครงกระดูกแล้วหยิบมันขึ้นมา
มันเป็ตราอะไรสักอย่างรูปทรงแปดเหลี่ยมมีรูปดาวหกแฉกอยู่ตรงกลาง ถึงมันจะดูธรรมดาแต่เขาก็รู้สึกราวกับว่ามันเป็ของล้ำค่า แม้ว่าอาจจารย์จะเขียนว่าถูกตามล่า แต่ก็ไม่ได้บอกว่าเหตุใดจึงถูกตามล่า และของสิ่งนี้มันต้องเป็ของที่ทำให้อาจารย์ของเขาถูกตามล่าเป็แน่ ดังนั้นกอนก็เก็บมันเอาไว้กับตัว จากนั้นก็เริ่มทำการฝังศพของอาจารย์ของตัวเอง
ดินที่ขุดออกมาถูกกลบลงไปในหลุมจนหมด และเขาก็เอาไม้มาปักเรียงกันเป็ชื่อของอาจารย์ จากนั้นก็คำนับหนึ่งที ตอนนี้ดวงจันทร์ลอยอยู่กลางท้องฟ้าแล้ว แสงจันทร์จึงสาดส่องลงมาในหุบเหวให้ความสว่างแก่เหวด้านล่าง
กอนเดินกลับเข้าไปในถ้ำจากนั้นเขาก็เอื้อมมือไปหยิบกระบอง ทันใดนั้นพลังสายหนึ่งก็ไหลเข้ามาและพยามแทรกเข้าไปในตัวของเขา ความเ็ปแล่นเข้ามาดังน้ำป่าไหลหลาก แต่เขาก็รีบตั้งสติในทันทีถ้าหากคาดเดาไม่ผิดอาจารย์ของเขาคงผนึกปราณเฮือกสุดท้ายลงในกระบองสองอันนี้ เพื่อให้คนที่ได้หนังสือของเขาสามารฝึกได้ไวขึ้น
เขาคิดว่าหากผู้ที่เริ่มฝึกลมปราณด้วยตนเองโดยไม่มีใครชี้นำ คงไม่อาจััได้ถึงลมปราณแน่ๆ ดังนั้นกอนจึงไม่ได้ต่อต้านมันเลย เขาทำตัวตามสบายปล่อยให้มันไหลเข้าไปอยู่ที่บริเวณท้องน้อย และในที่สุดมันก็สงบลง ความรู้สึกอุ่นๆ ที่ท้องน้อยเริ่มปรากฏขึ้น เขาจึงรีบโคจรลมปราณตามหนังสือไปทีละขั้นๆ
ผ่านไปหลายชั่วโมงก็ยังไม่คืบหน้าเพราะเขาไม่รู้จะบังคับยังไงให้โคจรพลังไปตามหนังสือได้ ท้องของเขาเองก็เริ่มร้อง กอนจึงหยุดพักแล้วหาอาหารกินแต่ทว่าอาหารบางส่วนที่เอาออกมาจากแหวนคลังก็หมดแล้ว เขาจึงกลั้นใจเพื่อเปิดใช้แหวนอีกครั้ง และความเ็ปก็ยังคงมีเหมือนเดิมถึงแม้ว่าเขาจะมีลมปราณแล้วก็ตาม
แต่คราวนี้เขาจึงเอาของออกมามากกว่าครั้งก่อน โดยได้กะปริมาณให้พอดีไม่อย่างงั้นขนมปังคงขึ้นราแน่ๆ ขนมปังและเนื้อตากแห้งค่อยๆ เข้าไปในปาก รสชาติของมันก็ไม่แย่นักแต่ถ้าให้เขากินมันเป็ปีคงจะเบื่อเอาซะก่อน ตอนนี้ก็ดึกมากแล้วเขาจึงล้มตัวนอนบนกองหญ้าที่เก็บมาปูไว้ั้แ่สามวันก่อน
หลังจากตื่นนอนกอนก็โคจรลมปราณอีกครั้ง และเมื่อผ่านไปได้ครึ่งวันเขาก็พึ่งทะลวงจุดผ่านขึ้นไปบนท้องน้อยได้แค่จุดเดียว ดูเหมือนว่าลมปราณจะไม่ได้ง่ายอย่างที่เขาคิด ตอนนี้เขาไม่รู้ว่าตัวเองหายตัวไปจากเมืองกี่วันแล้ว เพราะเขาเองก็นับได้แค่วันเวลาที่ออกมากจากถ้ำเท่านั้น
“เจอกอนรึยัง” ฟรองถามลูกน้องของเขาด้วยแววตาและสีหน้าที่บ่งบอกความดูกังวลออกมาอย่างเห็นได้ชัด จนคนใกล้ตัวสามารถรู้สึกได้ถึงความกังวลและความกลัวที่แผ่ออกมา
“ยังเลยครับนายน้อย แต่เราพบร่องรอยของะุดินที่ต้นไม้ห่างจากบ้านของท่านกอนไม่ไกลครับ” ลูกน้องเขาตอบกลับพร้อมบรรยายร่องรอยที่เกิดขึ้น ในบริเวณรอบๆ บ้านของกอน ยิ่งทำให้ท่าทีของฟรองร้อนรนมากยิ่งขึ้น
ตอนนี้คนที่เขาสงสัยมากที่สุดคือราส เขาประมาทมากเกินไป จนไม่คิดว่าราสจะไปสอบเข้าเรียนหลังเขาโดยทำทีออกไปจากเมืองก่อนเขาเกือบสามวัน
ตอนแรกที่ไปถึงโรงเรียนเขาก็สงสัยเพราะว่าไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหนก็ไม่เจอราสเลย แม้กระทั่งรายชื่อก็ยังไม่มี จนมารู้ว่าราสพึ่งเข้ามาสอบหลังเขาหนึ่งวันเต็มๆ
เขาพึ่งรู้ว่าราสมาสอบช้ากว่าตัวเองก็ตอนที่กำลังจะเดินทางกลับเมือง เขาเห็นราสเดินเข้าไปในห้องสอบ เมื่อเห็นดังนั้นเขาก็รู้สึกว่ากอนอาจจะมีปัญหา แล้วปัญหาก็เกิดขึ้นจริงๆ เมื่อเขามาถึงเมืองกอนก็หายตัวไป ไม่ว่าเขาจะหาตัวกอนเท่าไหร่ก็ไม่เจอเลย ทุกๆ ที่ที่กอนชอยไปเขาก็ไปมาหมดแล้วแต่ก็ยังไม่เจอ
ฟรองรู้เื่ของกอนจากลิชซึ่งสาวใช้ของเขา หลังจากที่เขาออกจากเมืองกอนก็โดนซ้อมและมาพักที่ห้องของเขา
ตอนนี้ใกล้เวลาที่ราสจะกลับเมืองแล้วเขาจึงนำลูกน้องไปดักอยู่ทางเข้าเมือง จนในที่สุดเขาก็เห็นราสและขบวนของมัน
“หยุด!!!!!” เสียงของสารถีที่ขับรถของราสะโออกมา ไม่ช้าขบวนของราสก็หยุดลงฟรองค่อยๆ ขี่ม้าเข้ามายังด้านหน้าขบวนรถของราส
“ราส ออกมาเดี๋ยวนี้” ราสที่ดิยินเสียงของฟรองก็เปิดประตูลงมาจากรถม้า ทันทีที่เขาลงมาก็พูดออกไปด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“แกมีปัญหาอะไรละฟรอง ถึงได้มาโหวกเหวกโวยวายขวางทางชาวบ้านแบบนี้”
“แกทำอะไรกับ กอน” ฟรองตะคอกใส่ราสด้วยความโกรธ ยิ่งเห็นท่าทีที่ไม่แยแสอะไรของราสเขายิ่งโกรธขึ้นไปอีก เขามั่นใจว่าการที่กอนหายตัวไปต้องเกี่ยวข้องกับราสแน่ๆ
“ทำอะไร??? ข้าจะไปทำอะไรทำไม ไอ้คนกระจอกแบบนั้น แค่ข้ายืนหายใจมันก็ขาอ่อนล้มลงไปกองกับพื้นแล้ว ฮ่าๆ ๆ ๆ” ยิ่งฟังเสียหัวเราะของราส ฟรองยิ่งโมโห
“แก!!!!!” ฟรองกระโจนเข้าไปหาราส แต่ลูกน้องเขาก็พูดเตือนสติก่อน
“นายน้อยครับอย่าพึ่งใจร้อน เรายังไม่มีหลักฐานเอาผิดพวกมัน อีกอย่างหากมีคดีนายน้อยจะถูกตัดสิทฺธิ์เขาโรงเรียนครูเซอร์นะครับ”
“แต่ว่า....” ฟรองพูดออกมาแต่ก็ต้องหยุดกลางคนเพราะตอนนี้เขาพยามสงบอารมณ์เอาไว้ให้ได้ จากนั้นจึงขึ้นขี่ม้าแล้วหันหลังกลับเข้าเมืองไป และเขายังมั่นใจว่าการหายตัวไปของกอนต้องเกี่ยวกับราส
เมื่อเห็นฟรองกลับไปราสก็โล่งใจ แม้ว่าเขาได้เก็บกวาดหลักฐานต่างๆ เอาไว้เรียบร้อยแล้ว แต่ฟรองต้องสงสัยเขาเป็คนแรกแน่นอน เพราะคนที่มีเื่กับกอนมากที่สุดก็เป็เขา หากว่าไม่มีฟรองกอนก็คงพิการไปนานแล้ว
รอยยิ้มของราสปรากฎขึ้นบนใบหน้า มันเป็รอยยิ้มที่ใครเห็นเข้าก็ต้องรู้สึกขยะแขยง ในเวลานี้เขาได้กำจัดเสี้ยนหนามในใจไปได้แล้วหนึ่งอันทว่ามันก็ยังมีเหลืออีกหนึ่งอัน เมื่อหยุดคิดแล้วราสก็ขึ้นรถม้าแล้วสั่งให้สารถีขับรถเข้าไปในเมือง
กอนลุกขึ้นยืนช้าๆ ก่อนที่จะเดินไปข้างนอกเพื่อรับแสงแดด ผ่านมาหลายวันเขาทะลวงเส้นลมปราณจนมาถึงจุดบริเวณลิ้นปี่แล้ว อาจารย์ของเขาเขียนไว้ว่าเคล็ดปราณไร้ลักษณ์นี้ เส้นทางการโคจรจะแตกต่างจากเคล็ดปราณอื่นๆ โดยสิ้นเชิงเพราะ การโคจรเริ่มจากเส้นลมปราณย่อยก่อน แล้วจึงวกมาที่เส้นลมปราณหลัก
บัดนี้เขาก็ทะลวงเส้นลมปราณย่อยมาได้ครึ่งทางแล้ว เท่ากับว่าเดินทางมาได้ 1 ใน 4ของทั้งหมด และเวลาก็ได้ล่วงเลยผ่านไปเกือบครึ่งเดือนแล้วั้แ่ที่เขาได้รับลมปราณจากกระบอง
หนึ่งอาทิตย์ต่อมาเขาก็ทะลวงเส้นลมปราณย่อยจนหมดสิ้น และมาถึงครึ่งทางแล้ว ที่เหลือก็แค่ทะลวงเส้นลมปราณหลักให้หมด
กอนจึงหยุดพักการโคจรลมปราณเพื่อทะลวงเส้นลมปราณก่อน เขาลุกขึ้นมาจากนั้นก็เริ่มฝึกท่าเท้าก้าวชมจันทร์ นี่เป็อีกสิ่งที่เขาฝึกหลังจากโคจรลมปราณเสร็จ การก้าวเดินของเขาในตอนแรกแม้จะเก้ๆ กังๆ ไปบ้าง แต่ทว่าตอนนี้มันเริ่มจะเข้าร่องเข้ารอยบ้างแล้ว
ถึงท่าเดินที่เขากำลังทำอยู่นี้ มองเผินๆ อาจจะเรียบง่าย แต่หากมองให้ดีๆ จะเห็นว่า ทุกการเคลื่อนไหว จะแตกต่างจากการเดินแบบปกติมากๆ
การเคลื่อนไหวโดยใช้ท่าเท้าก้าวชมจันทร์นั้น เพียงแค่ก้าวเท้าหนึ่งก้าวก็เทียบเท่ากับการเดินปกติได้สองก้าวครึ่งทั้งที่ขยับร่างกายน้อยกว่า แต่ระยะทางกลับมากกว่า
นอกจากนี้เขายังฝึกกระบวนท่าของมวยไร้สิ้นสุดด้วย กระบวนท่าทุกท่าล้วนใช้แรงที่ส่งมาจากข้อต่อ กว่าสองในสามของแรงทั้งหมด มาจากการบิดหมุนร่างกายเพียงเล็กน้อย แต่มันก็ทำให้แรงต่อย ฟาดหรือเหวี่ยง มีกำลังมากกว่าปกติเท่าตัวจนเขาเองก็ัั
กอนเองก็รู้สึกได้แบบนั้นและตัวเขาที่ยังไม่สามารถบรรลุลมปราณพื้นฐานได้ กว่าจะฝึกแต่ละท่าเสร็จก็เล่นเอาเหนื่อยหอบและหายใจกระชั้นถี่ยิบ บางครั้งก็ต้องนอนกองอยู่บนพื้นเลยทีเดียว เพราะร่างกายของเขาตอนนี้ยังไม่สามารถฝึกบทหนักๆ ได้ จึงทำได้เพียงบทต้นๆ ของวิชาทั้งสองก่อนเท่านั้น
แผลตามตัวและแผลภายในก็เกือบจะหายดีแล้ว หลังจากเริ่มฝึกลมปราณอาการาเ็ของเขาก็หายไวขึ้นอย่างชัดเจน หากเขาไม่อยากฝึกฝนก็มักจะออกไปนอนมองท้องฟ้าบางครั้งก็ดูดาว ตอนนี้เขาเริ่มขุดบ่อเอาไว้ข้างๆ ริมน้ำเพื่อดักปลาเข้ามาในบ่อ แล้วเลี้ยงมันด้วยขนมปังของเขา
“เ้าปลาตัวน้อยรีบๆ โตไวๆ นะ” กอนยิ้มร่าและพุดกับปลาพลางให้ขนมปังมันไปด้วย แถมดูเหมือนปลามันจะฟังกอนรู้เื่ มันจึงจ้องมองหน้าของกอนก่อนจะพ่นน้ำใส่หน้าของเขา
“เห้ย!!! ไอ้นี่แสนรู้ดีนัก” อันที่ที่จริงแล้วมันคงรำคาญเขามากกว่าที่จ้องมองมันนานเกินไป เขาได้ขุดบ่อเอาไว้เจ็ดบ่อ แถมยังเลี้ยงดูมันราวกับเป็ลูก ที่เขาขุดบ่อเลี้ยงปลาก็เพราะอยากกินของสดๆ บ้าง มันก็คงอีกสักพักกว่าเขาจะได้กินปลาย่าง
ในเหวนี้แม่จะมีผลไม้อยู่บ้างแต่มันไม่ได้มีมากมายนัก ทว่าก็ยังดีกว่ากินแค่ขนมปังและเนื้อตากแห้งอย่างเดียว แม้จะมีผลไม้บางตัวที่เป็พิษกับร่างกาย แต่ความรู้ที่ได้มากจากพ่อทำให้เขารู้วิธีที่จะทานโดยไม่โดนพิษ
แถมในหุบเหวนี้ก็ยังมีสมุนไพรหลายๆ อย่างทั้งช่วยฟื้นฟูาแหรืออาการาเ็ พวกสมุนไพรสดมีฤทธิ์ไม่แรงเท่ายาที่กลั่นมาจากสมุนไพร และการที่ไม่สามารถหลอมมันได้จึงไม่ทำให้เขาเก็บมามาก
หลายวันผ่านไปก็ยังเป็เช่นเดิม กอนไม่ได้ฝึกอะไรมากเขายังโคจรลมปราณไปเรื่อยๆ และยังฝึกท่วงท่าของวิชาทั้งสองไปพร้อมกันในหนึ่งวัน การทะลวงเส้นลมปราณหลักจะว่าง่ายก็ง่ายยากก็ยาก ถึงแม้จะรู้ว่าควรเดินลมปราณไปที่ไหนแต่การทะลวงลมปราณในเส้นลมปราณหลักนั้นต้องใช้ลมปราณจำนวนมากในการทะลวง
เหงื่อผุดขึ้นมาเต็มตัวของเขาทำให้ทั้งตัวนั้นเปียกชุ่มราวกับลงไปแช่น้ำมา ตัวของเขาเริ่มส่งกลิ่นเห็นเสื้อผ้าของเขาเริ่มเก่า เวลาที่นับได้หลังออกมาจากถ้ำตอนนี้ผ่านไปได้หนึ่งเดือนกว่าๆ แล้ว เขาคิดว่าฟรองคงต้องหาตัวเขาอย่างวุ่นวายแน่ เพียงแต่ตอนนี้เขาเองก็ทำอะไรไม่ได้ ทำให้ความสนใจของเขาทั้งหมดอยู่ที่วิชาเหล่านี้
สามวันผ่านไปเขายังคงพยามอย่างต่อเนื่องและมันก็ทำให้เขาทะลวงเส้นลมปราณหลักได้อีกหนึ่งเส้น เหลือเพียง 3 เส้นเท่านั้นหากทะลวงสำเร็จ เขาก็จะเข้าสู้ขั้นลมปราณเริ่มต้นเสียที
“ได้เื่อะไรเพิ่มไหม” ฟรองถามลูกน้องของเขาแต่ไม่มีเสียงอะไรตอบกลับมา เขาก็รู้ได้เลยว่ามันไม่คืบหน้าไปไหนแม้แต่นิดเดียว แม้ว่าเขาจะออกตามหาด้วยตัวเองอย่างบ้าคลั่ง แต่กอนก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอบ ไม่มีอะไรเลยที่จะเป็เบาะแส
ฟรองหวังเพียงแต่ว่ากอนจะไม่เป็อะไรไป และก็ได้แต่โทษตัวเองอย่างเดียว ทีแรกเขายื่นขอเสนอให้กอน ไปเรียนด้วยและค่าใช้จ่ายทั้งหมดเขาจะออกให้
แต่กอนไม่รับข้อเสนอนี้ เพราะกอนรู้ตัวเองดีว่าไม่สามารถฝึกอะไรได้ และมันรังแต่จะไปเป็ตัวถ่วงของฟรองเท่านั้น หากเขาไปด้วยฟรองก็จะต้องดูแลเขาตลอดเวลา ดังนั้นกอนจึงเลือกที่จะปฏิเสธข้อเสนอของฟรอง และฟรองเองก็รู้ว่ากอนคิดอะไรอยู่จึงไม่ได้เซ้าซี้มาก
ในเมื่อไม่สามารถเปลี่ยนใจกอนได้ เขาเลยปล่อยให้กอนทำตามใจตัวเอง ทว่าเขาคิดผิดเขาน่าจะพากอนไปด้วยแม้จะไม่ได้ไปสมัครเรียนก็ตาม หากเขาพากกอนไปด้วยคงไม่เกิดเื่แบบนี้ขึ้น
“นายน้อยค่ะ นายท่านบอกว่าให้ออกเดินทางได้แล้ว” เสียงหวานๆ ของลีชดังขึ้นหน้าประตูห้องของเขา
ก่อนเดินทางเขาจึงกำชับให้ลูกน้องสืบข่าวของกอนต่อไป และหากได้เื่อะไรเพิ่มเติมก็ให้ส่งข่าวให้เขาทราบ ฟรองเดินขึ้นรถม้าไป แต่ใจจริงเขายังอยากจะอยู่ที่นี่เพื่อหาตัวของกอนต่อไป ทว่าเขาเองก็ไม่กล้าขัดคำสั่งของพ่อ จึงทำได้เพียงแค่ภาวนาไม่ให้กอนเป็อะไรไปเท่านั้น
ในที่สุดกอนก็สามารถทะลวงเส้นลมปราณเพิ่มได้อีกหนึ่งเส้น เขาจึงหยุดพักและออกไปกินข้าวพลางนั่งมองท้องฟ้าและหมู่ก้อนเมฆ
“บนก้อนเมฆจะให้ความรู้สึกยังไงนะ” เขาพึมพำกับตัวเองเบาๆ เมื่อขนมปังและเนื้อในมือหมดลงแล้ว เขาจึงเดินไปหยิบขนมปังมาอีกก้อน จากนั้นก็บิดเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อยให้ปลาทั้งเจ็ดบ่อกิน
ปลาพวกนี้ก็โตได้ที่แล้วอีกไม่นานคงถึงเวลาที่ต้องเป็อาหารของเขา ที่ผ่านมาเขาเอาแต่กินขนมปังและเนื้อตากแห้งตลอด แม้จะกินผลไม้เป็ครั้งคราวก็ยังรู้สึกเบื่ออยู่ดี ทำให้ความรู้สึกอยากกินปลาพวกนี้ก็ไม่ได้หายไปเลย เหล่าปลาผู้น่าสงสารกินขนมปังไปเรื่อยๆ โดยไม่ได้เอะใจมัจจุราชที่รอเชือดเลยสักนิด
กอนกลับมานั่งโคจรลมปราณต่อ จุดต่อไปอยู่ที่หัวใจ เขาจึงเริ่มโคจรลมปราณทันทีหลังจากนั่งลง แต่มันเหมือนมีอะไรปิดกลั้นไม่ให้เขาสามารถเดินลมปราณทะลวงผ่านเข้าไปได้ เขาเลยเพิ่มกำลังขึ้นโดยการรั้งลมปราณเอาไว้ จากนั้นก็ดันลมปราณทั้งหมดทะลวงเข้าหัวใจ ทันใดนั้นก็เกิดเสียงดังสนั่นขึ้นในร่างกายของเขา
ตู้ม!!!!!!!!!!!!
ทันทีที่เกิดเสียง หัวใจของเขาก็หยุดเต้นและร่างของเขาก็ล้มไปกองอยู่บนพื้น