ตอนที่แปดสิบห้า กลับมาจากการผจญภัย
ตึง แปร๋น
ตึงแปร๋น
“ท่านดยุกอูลริกนักผจญภัยแรงก์F ธรรมดาได้กลับมาจากการผจญภัยแล้ววววววว”

เสียงประกาศการมาถึงของดยุกอูลริกนักผจญภัยแรงก์ F ธรรมดาได้กลับเข้ามาในเมืองอีกครั้งพร้อมกับบัลลังก์ทองคำที่เหล่าทาสพี่กล้ามได้ลากเข้ามาในเมือง พร้อมกับเหล่าทหารที่ได้ลากซากศพของเหล่าเสือตัวยักษ์สัตว์ร้ายระดับ B ที่แม้แต่นักผจญภัยระดับ B ก็ต้องพบกับความยากลำบากในการล่า
แต่ต่อหน้าจำนวนที่มากกว่านับร้อยเท่าของเหล่านักผจญภัยและขนาดตัวที่ใหญ่กว่าห้าเท่าของมูไพร์ม พวกเสือยักษ์ก็พ่ายแพ้ไปในที่สุดเพราะไม่อาจต้านทานน้ำหนักและทักษะที่เหนือกว่าได้
ดุจดั่งโปเกมอนที่มีเทรนเนอร์จะมีทักษะมากกว่าโปเกมอนที่อยู่ในป่านั่นเอง
การรบครั้งแรกที่จัดการนักล่าเด็กใหม่ ผสานกับลการฝึกทักษะและค่าสถานะร่วมกันกับพี่กล้าม
ทำให้กองทัพส่วนตัวของดยุกอูลริกที่เปลี่ยนสภาพเป็นกลุ่มนักผจญภัยนี้ แข็งแกร่งขึ้นอย่างก้าวกระโดด
เนื่องจากว่าแม้ตามเนื้อผ้า พี่กล้ามและมูมักไพร์มจะเก่งกาจขู่ขวัญคนทั่วไป
แต่เพราะขู่ขวัญคนทั่วไปไม่มีใครกล้าหาเรื่องมากเท่าไรนี่ล่ะ
ทำให้ไม่ค่อยได้สู้จริงเป็นปัญหาของ “อัศวินฤดูร้อน” summer knight ขึ้นมา ที่แม้จะมีทักษะและฝึกซ้อมอยู่เสมอ แต่ค่อนข้างแตกต่างจากดินแดนทางเหนือที่ฝึกซ้อมน้อยกว่าแต่สู้จริงมากกว่านั่นเอง
แน่นอน เซบาสเตียนพ่อบ้านชรานั้นมีประสบการณ์สูงและความสามารถที่เก่งกาจ ผมถึงพยายามให้เขาคัดเลือกลูกน้องที่จงรักภักดีและขยายจำนวนบอดี้การ์ดและคุณภาพของบอดี้การ์ดให้มากขึ้นนั่นเอง
โดยตอนนี้ผมให้เขาลองเน้นคุณภาพโดยการสอนเทคนิคบางอย่างกับทหารดาบใหญ่ นายกองต่างๆและพี่กล้ามที่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการต่อสู้เป็นกลุ่มดูก่อน
หากมีคนเก่ง เราก็ไม่ควรส่งเขาไปเสี่ยงตาย แต่ควรเก็บเขาไว้เป็นอาจารย์ฝึกสอน เพื่อผลิตคนเก่งออกมาอีกหลายๆคนนั่นคือคติของผม
เรามีทรัพยากรมนุษย์มากกว่า ก็ต้องใช้ทรัพยากรมนุษย์ให้เป็นประโยชน์นั่นเอง
ผมกำลังนึกภาพก่อนว่าข้าวของอะไรบ้างที่เหล่าตัวร้ายต้องมีในการนำไปสู่ชัยชนะ
และอะไรบ้างที่ผมจะขัดขวางเขาโดยการไปเอามาก่อนได้บ้าง
หรือเงื่อนไขอะไรที่จะทำให้เหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุดจะไม่เกิดขึ้นได้เอาไว้ก่อนต่อให้ผมต้องพลาดบางอย่างระหว่างทางที่จะแก้ไขปัญหาของโลกก็ตาม
หากผมเคลื่อนไหวในพื้นที่ของตนเองก็อาจจะเป็นอะไรที่ไม่ส่งผลกระทบต่อการเมืองภายนอกมากนัก แต่หากผมออกนอกพื้นที่ตัวเองแล้วอะไรก็อาจจะไม่สะดวกอย่างตอนอยู่ในพื้นที่เขตแคว้นของตนเองอย่างตอนนี้
ก็ควรจะต้องสร้างฐานที่มั่นไว้ให้มั่นคง การเคลื่อนไหวนอกเขตแดนจะได้ไม่ผิดพลาด
ผมคิดว่าจะลองอย่างน้อยสร้าง”เมล็ดพันธุ์”ของกองทัพเอาไว้ ในเวลาฉุกเฉินที่กองทัพเสียกำลังคนไป สายบังคับบัญชาอื่นจะสามารถมาควบคุมแทนไดในทันที ไม่ใช่สร้างกองทัพใหม่ตั้งแต่ศูนย์แต่เหลือทหารมีประสบการณ์ไว้เป็นแกนกลางของกองทัพ
จากการคำนวณของผม หากผมมีกองทหารมากพอ อาจจะช่วยจัดการกับปัญหาที่พระเอกนางเอกจัดการได้อย่างง่ายดาย
แต่ปัญหาคือผมต้องเสียกำลังทหารของตนเองนี่สิ นี่ล่ะนะการเมืองล่ะ
ขยับเคลื่อนไหวอะไรไปก็มีผลกระทบตามมาอย่างแน่นอน
ตึง ตึง ตึง
ผมเดินลงมาโดยมีพี่กล้ามเอาแขนขาและบางคนแม้แต่ศีรษะมารองรับการเดินลงมาของผมจากบัลลังก์ทองคำ
“ขอบคุณมากทุกคนที่มาต้อนรับ ลุกขึ้นเถอะ ข้าเป็นแค่นักผจญภัยแรงก์ F ธรรมดาเท่านั้นเอง”
ผมพูดขณะที่พี่กล้ามสี่คนอุ้มผมขึ้นมานั่งตรงบ่าและเดินไปในกิลด์นักผจญภัยที่ตอนนี้ซ่อมแซมประตูให้ใหญ่มากขึ้นจนหัวของผมไม่ติดเพดานข้างบนแล้ว
จากการที่ฝึกซ้อมและทำภารกิจจัดการกับมอนสเตอร์ต่างๆในป่าดำที่ทางเทคนิคถือว่าเป็น”เควสต์ตาย”
คือมีเงินค่าเควสต์ที่สมทบทุนจากเศรษฐีผู้ว่าจ่างต่างๆหรือแม้แต่เจ้าเมืองและบางทีก็เงินจากทางกิลด์เอง แต่ก็มีคนทำไม่มากพอนั่นเอง
เพราะการส่งปาร์ตี้นักผจญภัยห้าคนไปจัดการกับเสือสยักษ์กว่าร้อยตัวกาอจจะเกินกำลังของนักผจญภัยระดับล่างเกินไปเสียหน่อยนั่นเอง
มอนสเตอร์หรือโจรที่มีค่าหัวสูงๆก็อาจจะนับเป็น”เควสต์ตาย”เช่นกัน
ที่ความอันตรายสูงเกินไปแต่ค่าตอบแทนไม่มากพอทันักผจญภัยระดับสูงจะมาจัดการ ยกเว้นแต่พระเอกเอซิไคที่มีพลังโกงจะมารับงานพวกนี้เพื่อสร้างชื่อเสียงนั่นเอง
เพราะทางเทคนิคการผจญภัยนั้นต้องคำนวณค่าใขช้จ่ายว่าจะคุ้มค่ามากแค่ไหนต่อการทำงานอย่างหนึ่ง หากมีค่าตอบแทนมากพอก็คุ้มที่จะเวสี่ยงอันตราย หากไม่มากพอ นักผจญภัยปรกติก็ไม่คิดที่จะเสี่ยงตายไปทำนั่นเอง
การประเมินความสามารถของตนเองกับอันตรายของเควสต์ที่รับมาทำ คือคุณสมบัติที่จะตัดสินว่าคุณจะรอดชีวิตในเส้นทางนักผจญภัยหรือไม่นั่นเอง
อันที่จริงการสร้างแฟมิเลียนักผจญภัยของผมก็นับว่าเป็นการทำผิดสามัญสำนึกของโลกนี้เหมือนกัน เพราการจ้างนักผจญภัยนั้นราคาถูกกว่าการสร้างกองทัพของตนเองนั่นเอง
แต่ไม่เป็นปัญหาสำหรับดยุกหมูอ้วนที่มีเงินทองเหลือเฟือ ไม่ใช่ลูกชายของบารอนบ้านนอกชายแดนแต่อย่างใด
บางครั้งเวลาก็สำคัญที่สุด เพราะมีอยู่อย่างจำกัดนั่นเอง
“ข้ามายื่นภารกิจที่ใช้ในการเลื่อนระดับแล้ว”
นักผจญภัยต่างๆที่สวนใหญ่กลายเป็นส่วนหนึ่งของแฟมิเลียของผมแล้วตั้งแถวต้อนรับ ทริเซียพนักวงานกิลด์สาวก็รีบรับใบภารกิจและสั่งคนมาเตรียมตรวจสอบซากสัตว์ต่างๆอย่างเสือยักษ์และมอนสเตอร์อื่นๆที่ขนมาระหว่างทางเพื่อพิสูจน์คะแนนภารกิตที่มีผลต่อการพิจารณาการเลื่อนขขั้นของนักผจญภัยที่ททางเทคนิค สามขั้นแรก
G F E นั้นเป็นขั้นที่สามารถผ่านไปได้โดยไม่ต้องคิดหากมีแต้มการทำภารกิจมากพอ แต่หลังจากนั้นอาจจะต้องมีมาตรฐานมากขึ้นผ่านการสัมภาษณ์ต่างๆ
เพราะทางหนึ่งนั้น ชาวบ้านมองนักผจญภัยในแง่ไม่ค่อยดี มองว่าไม่ต่างกับโจร ซึ่งก็เป็นอย่างนั้นแม้จะมีเพียงส่วนน้อยก็ตาม แต่ชื่อเสียงที่ไม่ดีนั้นร่ำลือยาวนานและดังกว่า
ทางกิลด์นักผจญภัยจึงได้พยายามสร้างความเชื่อมั่น รับประกันว่านักผจญภัยระดับสูงๆของพวกเขาคือบุคคลตัวอย่าง โปสเตอร์บอย ดปสเตอร์เกิร์ล ที่มีความประพฤติเพียบพร้อมสมกับตำแหน่งด้วย
อันเป็นเรื่องของความน่าเชื่อถือของสมาคมนักผจญภัยนั่นเอง
สมาคมนักผจญภัยพยายามอย่างมากที่จะแก้ไขภาพลักษณ์ที่ไม่ดีต่อสาธารณชน อนิจจา ชาวบ้านที่อ่านหนังสือยังไม่ค่อยจะออก ไม่มีเวลาว่างมาแยกความแตกต่างหรอก
เพราะเห็นนักผจญภัยก็บอกให้ลุกหลานออกไปห่างๆแล้วเพื่อความปลอดภัยไว้ก่อนนั่นเอง
“อัศวินสายรุ้งทำภารกิจสำเร็จและกลับมาปกป้องท่านดยุกแล้ว”
เสียงของคนประกาศข่าวประจำเมืองกล่าว
แรมเบิร์ตและเหล่าอัศวินสายรุ้งสีต่างๆ
ขี่ม้าตัวใหญ่มาตามถนนพุ่งมาอย่างไม่เกรงใจว่าจะชนใครหน้าไหน
แรมเบิร์ตพลิกตัวลงมากหลังมาผ้าคลุมสีแดงกระจายไปอย่างไม่เกรงใจใครหน้าไหน
“คารวะท่านดยุก ข้าน้อยปฎิบัติภารกิจสำเร็จและนำพวกบัณฑิตชั้นต่ำที่ท่านต้องการมาแล้วขอรับ”
ผมชูมือ
เซบาสเตียนก็หยิบกล้องส่องทางไกลมาให้ผมและพี่กล้ามก็ยืนขึ้นปีบนตัวพี่กล้ามสามชั้นไปเรื่อยๆแทนที่จะทำอย่างคนที่มีสติดีอย่างพาผมขึ้นไปบนหลังคาสมาคมนักผจญภัยตามที่คนปรกติที่ต้องการจะมองจากที่สูงๆทำกัน
ผมใช้กล่องส่องทางไกลบนตัวของพี่กล้ามที่ต่อตัวกันสี่ชั้นให้ผมนั่งบนหัวไหล่ของพี่กล้ามคนที่สี่ “อืมไม่เลว” ผมมองเห็นรถม้าต่างๆเป็นทางยาวจากการที่พวกเจ้าแรมเบิร์ตไปรวบรวมคนจากที่ผมสั่งมา
“ระหว่างทางเราเจอพวกสปินนิ่งเทล เวเฮเมียร์และบาบารัสด้วยขอรับท่านดยุก เราเลยให้พวกเขามาด้วยกันกับทางเรา”
แรมเบิร์ตรายงาน