ตอนที่ 21 : ตื่นจากนรก และความลับใต้คราบคนดี
ความมืดมิดที่หนาวเหน็บราวกับก้นบึ้งของธารน้ำแข็งค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยความปวดร้าวแสนสาหัส อวิ๋นเซียวสะดุ้งเฮือก เปิดเปลือกตาขึ้นมาพบกับเพดานไม้ผุพังที่คุ้นเคย กลิ่นอับชื้นผสมกับกลิ่นสมุนไพรราคาถูกลอยแตะจมูก ที่นี่คือกระท่อมซอมซ่อในเขตศิษย์สายนอก... เขาจำได้เพียงภาพสุดท้ายก่อนสติจะดับวูบ คือแผ่นหลังอันสั่นเทาของพันซานที่พยายามแบกสังขารอันยับเยินของเขากลับมา
ชายหนุ่มพยายามขยับตัว ทว่าความเ็ปที่แล่นปลาบจากทรวงอกทำให้เขาต้องสูดลมหายใจลึก ตราทัณฑ์์ ที่ประทับอยู่กลางอกกำลังแผ่ซ่านความร้อนระอุราวกับถ่านเพลิง ทุกครั้งที่ชีพจรเต้น ร่องรอยของอสนีบาตจะแล่นพล่านไปตามเส้นใยิญญา เตือนสติให้เขารู้ซึ้งถึง "ราคา" ที่ต้องจ่ายจากการฝืนใช้ ปราณหลอมภพ กลืนกินสายฟ้า์เพื่อเอาชีวิตรอด
เขาพยุงร่างลุกขึ้นนั่งอย่างยากลำบาก เอื้อมมือไปหยิบคันฉ่องทองเหลืองที่วางอยู่ข้างเตียงขึ้นมาส่อง แววตาของอวิ๋นเซียวพลันสั่นไหว ปอยผมที่เคยดำขลับดุจน้ำหมึก บัดนี้บริเวณจอนผมกลับกลายเป็สีดอกเลาขาวโพลน นี่คืออายุขัยและพลังชีวิตที่ถูกสูบออกไปเพื่อเป็เครื่องสังเวย เขาเม้มริมฝีปากแน่น ใช้เศษถ่านจากเตาไฟมาบดละเอียดแล้วชโลมทาปกปิดร่องรอยสีขาวนั้นอย่างระมัดระวัง หากผู้ใดล่วงรู้ถึงความผิดปกตินี้ ภัยคุกคามย่อมตามมาอย่างไม่ต้องสงสัย
"อูย... ปวดหัวชะมัด ศิษย์พี่อวิ๋น นี่พวกเราไปเมามายเหล้าหมักที่หอสุรามาั้แ่เมื่อใดกัน? ข้าปวดร้าวไปทั้งตัวราวกับถูกหมูป่าเกล็ดเหล็กเหยียบย่ำสักร้อยรอบ..."
เสียงแหบพร่าดังมาจากมุมห้อง พันซาน คุณชายรองร่างท้วมค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้น ใบหน้าอวบอูมเต็มไปด้วยความมึนงง สหายผู้นี้ยกมือขึ้นนวดขมับตนเอง แววตาปราศจากความหวาดกลัวหรือเงาแค้นใดๆ ที่ควรจะมีหลังจากเพิ่งหนีตายจากสุสานกระบี่
อวิ๋นเซียวหรี่ตาลง ััได้ถึงความผิดปกติอย่างรุนแรง เขาเดินเข้าไปใกล้สหาย รินน้ำชาเย็นชืดส่งให้ พร้อมกับเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "เ้าจำสิ่งใดได้บ้าง ก่อนที่เราจะกลับมาถึงที่นี่?"
"จำสิ่งใดงั้นหรือ?" พันซานรับจอกชาไปดื่มอึกใหญ่ ขมวดคิ้วรุ่นคิด "ข้าจำได้เพียงว่าพวกเราเดินหลงเข้าไปในป่าหมอกหลังเขา จากนั้น... จากนั้นข้าก็สะดุดรากไม้ล้ม หัวฟาดหินจนสลบไป ตื่นมาอีกทีก็เห็นเ้านอนไม่ได้สติอยู่ข้างๆ ข้าจึงต้องใช้แรงทั้งหมดแบกเ้ากลับมานี่แหละ... เอ๊ะ หรือว่าพวกเราถูกลอบทำร้าย?"
ชายหนุ่มผู้เจดีย์หมื่นวิถีลอบถอนหายใจ ความทรงจำของพันซานถูกบิดเบือนไปจนหมดสิ้น! ไม่ว่าจะเกิดจากผลกระทบของค่ายกลมายาในสุสาน หรือมี 'ยอดฝีมือ' บางคนจงใจลบความทรงจำเพื่อปิดปาก ไม่ว่าจะเป็ทางใด การที่พันซานลืมเลือนเื่ราวเหล่านี้นับว่าเป็ผลดีต่อตัวเขาเอง
"ไม่มีอันใดหรอก เ้าเพียงแค่ซุ่มซ่ามจนพวกเราพลอยเดือดร้อนไปด้วย พักผ่อนเถิด ข้าจะออกไปสูดอากาศเสียหน่อย" อวิ๋นเซียวตัดบทเพื่อไม่ให้สหายตื่นตระหนก ทว่าในใจกลับเย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง
ยังไม่ทันที่อวิ๋นเซียวจะก้าวพ้นประตู เสียงฝีเท้าหนักๆ ของคนกลุ่มหนึ่งก็ดังขึ้นจากลานด้านนอก
"ศิษย์น้องอวิ๋นเซียวอยู่หรือไม่? ผู้าุโคุมกฎหอโอสถทราบข่าวว่าเ้าได้รับาเ็ จึงมีเมตตาส่งพวกเราให้นำ 'โอสถปราณบริสุทธิ์' มารักษาอาการของเ้า!"
เสียงะโนั้นฟังดูนุ่มนวลและห่วงใย ทว่าอวิ๋นเซียวกลับััได้ถึงเจตนาร้ายที่แฝงอยู่ เขาแง้มบานหน้าต่างออกมอง ผลข้างเคียงจากการทำพันธสัญญากับเจดีย์หมื่นวิถีทำให้ดวงตาของเขาแปรเปลี่ยนเป็สีทองครู่หนึ่ง ภาพที่ปรากฏตรงหน้าทำให้ลมหายใจของเขาสะดุด
เหนือศีรษะของศิษย์หอโอสถเ่าั้ ไม่ได้มีเพียงปราณบริสุทธิ์ของสำนัก แต่กลับถูกปกคลุมด้วย ไอปราณมาร สีดำทมิฬที่จางจนแทบมองไม่เห็น ไอมารเ่าั้ขดตัวราวกับอสรพิษที่รอคอยการกลืนกิน!
การรักษาอันใดกัน นี่มันคือการส่งคนมาตรวจสอบว่าข้าตายแล้วหรือไม่ต่างหาก!
อวิ๋นเซียวไม่รอช้า เขาใช้วิชาเร้นเงา หลบหนีออกทางช่องลับใต้แผ่นไม้หลังกระท่อม ปล่อยให้พันซานผู้ไม่รู้เื่ราวรับหน้าแทน ด้วยสภาพที่ความทรงจำถูกลบไปแล้ว พันซานย่อมไม่เผยพิรุธใดๆ ออกมา
ยามจื่อ (เที่ยงคืน) หอคัมภีร์ต้องห้ามของศิษย์สายนอกตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางแสงจันทร์สลัว อวิ๋นเซียวเร้นกายผ่านเงาไม้ เขาใช้ ปราณหลอมภพ ที่สามารถดูดกลืนและจำลองคลื่นพลังได้ทุกสรรพสิ่ง ค่อยๆ แทรกซึมผ่านค่ายกลป้องกันประตูเข้าไปราวกับหยดน้ำที่ซึมผ่านผืนทราย โดยไม่ทำให้สัญญาณเตือนภัยทำงาน
ภายในหอคัมภีร์อบอวลไปด้วยกลิ่นกระดาษเก่าและฝุ่นผง เขาตรงไปยังชั้นวางเอกสารลับสุดยอดที่บันทึกข้อมูลของ 'ศิษย์ที่สูญหายในแดนลับ' สายตาคมกริบกวาดไล่อ่านม้วนไม้ไผ่ทีละม้วน จนกระทั่งสะดุดเข้ากับบัญชีเล่มหนึ่งที่มีลวดลายอักขระประหลาดประทับอยู่
เมื่อคลี่ปูออกดู หัวใจของอวิ๋นเซียวก็พลันกระตุกวูบ!
ในหน้ากระดาษที่บันทึกรายชื่อศิษย์ที่ตายในสุสานกระบี่ มีรายชื่อนับร้อยถูกเขียนด้วยหมึกสีดำ แต่สิ่งที่ทำให้ลมหายใจของเขาหยุดชะงัก คือบรรทัดท้ายสุดที่มีชื่อ 'อวิ๋นเซียว' ปรากฏอยู่ ทว่าชื่อของเขากลับถูกขีดฆ่าออกด้วยหมึกสีโลหิตแดงฉาน!
ด้านข้างรอยขีดฆ่านั้น มีตัวอักษรเล็กๆ เขียนกำกับไว้ด้วยลายมือที่ทรงพลังว่า... "ภาชนะหมายเลขเก้า - ห้ามสังหาร รอการเก็บเกี่ยว"
มือของชายหนุ่มสั่นเทาเล็กน้อย ความโกรธแค้นและสับสนตีตื้นขึ้นมาในอก ที่แท้การรอดชีวิตของเขาไม่ใช่ความโชคดี และไม่ใช่แค่ผลจากการดิ้นรน แต่เขาคือ 'หมาก' ที่ถูกผู้ชักใยเื้ัจองตัวไว้เพื่อวัตถุประสงค์บางอย่างที่มืดมิดยิ่งกว่าความตาย! สำนักที่ดูยิ่งใหญ่สง่างามแห่งนี้ แท้จริงแล้วซุกซ่อนความโสมมอันใดไว้เื้ัคราบคนดีกันแน่?
อวิ๋นเซียวรีบม้วนคัมภีร์เก็บเข้าที่เดิม เขาต้องรีบออกไปจากที่นี่ก่อนที่จะมีใครจับได้ ชายหนุ่มรวบรวมลมปราณ พุ่งตัวไปที่ประตูบานใหญ่ ทว่าในจังหวะที่มือของเขากำลังจะผลักบานประตูออก...
ครืน...
ประตูหอคัมภีร์กลับถูกเปิดออกอย่างช้าๆ จากด้านนอก แสงจันทร์สาดส่องกระทบร่างระหงที่ยืนตระหง่านขวางทางออก กลิ่นหอมเย็นะเืของดอกเหมยเหมันต์ลอยแตะจมูก
ลั่วปิงเยว่... สตรีผู้เย่อหยิ่งและเ็าแห่งยอดเขาหิมะ นางยืนอยู่ตรงนั้นในชุดกรอมเท้าสีขาวบริสุทธิ์ ทว่าสิ่งที่ทำให้อวิ๋นเซียวต้องเย็นวาบไปถึงกระดูก ไม่ใช่การปรากฏตัวของนางในยามวิกาล แต่เป็แววตาของนางต่างหาก
ดวงตาที่เคยไร้อารมณ์และมองเขาเป็เพียงมดปลวก บัดนี้กลับฉายแววรู้ทันทุกสิ่ง นางจ้องมองรอยหมึกดำบนจอนผมของเขาที่เริ่มเลือนรางจากการรินเหงื่อ ก่อนจะเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่กรีดลึกลงไปในโสตประสาท
"ดูเหมือนว่า ภาชนะที่ตื่นจากนรก จะเริ่มล่วงรู้ความหมายของการมีชีวิตอยู่แล้วสินะ?"