ลู่ซือขับขานหลายบทเพลง หนึ่งเพื่อเป็นการผ่อนคลายจิตใจ สองเพิ่มขุมพลังจิต ทุกบทเพลงที่ขับขาน หาใช่การเป่าขลุ่ยธรรมดาไม่ หากแต่ต้องใช้ขุมพลังจิตที่เหมาะสมในการส่งต่อ ที่สำคัญด้วยขุมพลังจิตที่ประทับอยู่ในไตรจักระของลู่ซือ ได้ถูกถ่ายทอดออกมาด้วยทุกครั้ง
ในเวลาไล่เลี่ยกันที่เรือบรรพกาลในยามนี้ ปรากฏวงแหวนหลากสีเต็มไปด้วยอักขระหยวนบรรพกาลมากมาย อักขระเหล่านี้เป็นภาษาโบราณ หาใช่ภาษาแห่งยุคนี้ จะมีใครที่จะอ่านหรือเข้าใจภาษาหรือแม้แต่เพียงบางอักขระได้บ้างก็ไม่รู้ได้
ก่อนรุ่งสางของวันใหม่ ศิษย์หลายคนออกเดินทางไปยอดเขาอสุนีก่อนเที่ยงวัน ซึ่งเป็นเวลาที่สำนักกำหนดไว้ ยอดเขาที่ตั้งตระหง่านยาวออกไปสุดลูกหูลูกตา ยอดเขานี้สูงชัน ด้านบนมีหยาดหิมะโปรยปรายอยู่เสมอ เป็นที่รู้กันว่า บนยอดเขานี้เย็นยะเยือกผิดกับด้านล่างที่เย็นสบายตลอดทั้งปี
ศิษย์ต่างทะยอยขึ้นไปหลายร้อยคน ในกลุ่มบ้านพักของลู่ซือ ทั้งหมดออกเดินทางไปก่อนแล้ว เหลือเพียงลู่ซือที่ขอตามไปทีหลัง ด้วยนิสัยลู่ซือแต่เดิม ไม่ชอบความยุ่งยาก คิดต้องการทำสิ่งใดก็ทำ ไม่เป็นภาระใคร และไม่อยากให้ใครมาวุ่นวายด้วยเช่นกัน
อากาศในยามเช้าไม่ร้อน มีลมพัดเย็นตลอดเวลา ระยะทางจากสำนักมาที่เชิงเขา ไม่ได้เรียกว่าไกลนัก หากแต่การขึ้นเขาที่สูงชัน เพื่อไปถึงยอดเขาที่ห้า ซึ่งเป็นที่ตั้งของห้องมังกรบรรพกาลต้องใช้ความอดทนและพลกำลังที่แข็งแกร่งพอสมควร
ศิษย์ใหม่และเก่าเดินปะปนไปด้วยกัน ไม่ได้เร่งรีบลนลาน แต่ก็ไม่ได้ช้างุ่มง่าม ก็เพราะรู้ดีว่า หนทางแม้จะไม่ไกล แต่จะต้องใช้เวลาในการขึ้นเขาพักใหญ่ทีเดียว
"เจ้าเป็นศิษย์ใหม่ เจ้ามากับข้า ข้าจะดูแลเจ้าเอง" เสียงชายหนุ่มคนหนึ่งดังขึ้นมา พร้อมชี้ไปทางอ้ายเหม่ยที่เดินมา หลายคนหันมองมาตามปลายนิ้วที่ชี้มา
อ้ายเหม่ยสงสัยเล็กน้อยว่าเป็นนางหรือไม่ หากแต่ทุกคนหันมาดูที่ตัวนาง ทำให้รู้สึกอึดอัดไม่ชอบใจ
"ข้าหรือ ... ไม่เป็นไร ขอบคุณท่านมาก แต่ข้าไปกับสหายข้าได้" อ้ายเหม่ยตัดสินใจตอบไป ด้วยไม่อยากมีปัญหา
"ไม่ได้ ... เจ้ามาใหม่ และศิษย์พี่ ก็ให้เกียรติเจ้า เจ้าควรจะเข้าร่วมเดินทางกับศิษย์พี่ฮุ่ยหมิง"
"เจ้ารู้ไหม คนนี้คือ ศิษย์เอกปฐม สายตรงท่านรองเจ้าสำนัก ในอนาคต จะก้าวเป็นอาวุโสสำนักที่มีอายุน้อยที่สุด" ศิษย์กลุ่มที่อยู่ด้านข้างฮุ่ยหมิงพูดเตือนขึ้นมาแสดงความนอบน้อมต่อฮุ่ยหมิง
ศิษย์เก่าหลายคนเงียบ ไม่ได้แสดงท่าทีใด ๆ ออกมา นั่นเพราะรู้ดีว่า ฮุ่ยหมิงคนนี้ เป็นศิษย์รักศิษย์โปรดของรองเจ้าสำนักอันดับหนึ่ง ที่สำคัญ เมื่อฮุ่ยหมิงมีความสามารถมากขึ้น ได้รับการโปรดปรานมากขึ้น นิสัยก็เปลี่ยนไป กลายเป็นคนเอาแต่ใจตนเอง อยากได้สิ่งใดก็ต้องได้ แม้กระทั่งศิษย์หญิงหลายคน ก็ต้องเจ็บช้ำน้ำใจเพราะความมักมากในตัวมัน
หลายคนเคยร้องเรียนไปที่เจ้าสำนัก แต่เรื่องก็เงียบหายไป และคนที่ร้องเรียนก็เงียบหายไปจากสำนักโดยไร้ร่องรอยเช่นกัน ดังนั้น จึงไม่มีใครกล้าวุ่นวาย
"ศิษย์พี่ ... นางมากับพวกเรา เดี๋ยวข้าดูแลนางเอง" ป๋อเหวินกล่าวออกไป
"เจ้าเป็นใคร บังอาจขัดใจศิษย์พี่หรือ" อุ้ยอัน ศิษย์น้องของฮุ่ยหมิงตะโกนถาม
"ข้าเป็นศิษย์พี่ของนาง ข้ามาจากบ้านเดียวกับนาง ข้ามิได้มีเจตนาจะขัดใจท่านแต่อย่างใด" ป๋อเหวินกล่าวกลับมา
"เอาละ ไม่ว่าอย่างไร ..."
"เจ้าก็ต้องเดินทางไปกับศิษย์พี่" อุ้ยอันกล่าว
"ไม่ ... ข้าไม่ไป ข้าขอไปกับกลุ่มของข้า ขออย่าได้บีบบังคับ" อ้ายเหม่ยเริ่มหมดความอดทน จึงตอบเสียงแข็งกลับไป
"ไปจับตัวมา" ฮุ่ยหมิงพยักหน้าสั่งให้อุ้ยอันไปนำตัวมา ศิษย์คนอื่นเห็นก็ส่ายหน้า แต่ไม่กล้าว่าอะไร ต่างทำมองไม่เห็นแล้วรีบเดินเลี่ยงออกไป ใครบ้างอยากหาเรื่องใส่ตนเอง ดีไม่ดี จะตายไม่รู้ตัวเหมือนคนอื่น
อุ้ยอันเดินเข้ามาจะจับมืออ้ายเหม่ยเพื่อดึงไปหาฮุ่ยหมิง นางจึงสะบัดมือ แต่อุ้ยอันไม่ยอม จึงชักกระบี่ขึ้นมา เตรียมจะขู่บังคับ ป๋อเหวินและฉู่เสียนจึงเข้ามาขวางไว้ เมื่อมีคนมาขวางไว้ อุ้ยอันจึงโกรธ และใช้กระบี่ฟันเข้าไปที่ทั้งสองคนทันทีโดยไม่ยั้งไมตรีฐานที่เป็นศิษย์ร่วมสำนัก
อุ้ยอัน แม้จะเป็นศิษย์น้องและเป็นลูกน้องของฮุ่ยหมิง แต่พลังยุทธอยู่ในระดับราชันแล้ว ดังนั้น ทั้งสามคนจึงไม่ใช่คู่มือที่จะต่อต้านได้
"เจ้าจะทำร้ายศิษย์ร่วมสำนักได้หรือ"
"เจ้าไม่เกรงอาญาสำนักหรืออย่างไร" อ้ายเหม่ยตะโกนด้วยความโมโห
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า เจ้าเด็กน้อย เจ้าไม่รู้หรือว่าข้าคือใคร อาญาสำนักหรือ อย่าไร้เดียงสาไปเลย จงตามข้ามาแต่โดยดี หาไม่แล้ว อย่าหาว่าข้าไม่เตือน" ฮุ่ยหมิงแสยะยิ้มออกมา
ทั้งสามยังคงยืนถือกระบี่ไว้ อุ้ยอัน เห็นดังนั้นจึงกล่าว "ในเมื่อพวกเจ้าเลือกแล้ว ก็อย่าหาว่าข้ารังแกพวกเจ้า" อุ้ยอันพูดจบก็สะบัดกระบี่ออกไป ปราณกระบี่พร้อมคมกระบี่รวดเร็วฉับไว แม้ทั้งสามคนจะได้ชื่อว่าเป็นศิษย์เอก แต่ก็ยังห่างไกลฝีมือของอุ้ยอัน ดังนั้นเพียงห้ากระบวนท่า ก็สามารถทำให้ทั้งสามคนบาดเจ็บได้ไม่ยาก
"ยังจะท้าทายอีกไหม" อุ้ยอันเดินย่างเข้ามา
ด้านฉู่เสียนและป๋อเหวิน หันมามองหน้ากัน ทั้งสองไม่อยากตาย แต่ก็ไม่อยากทิ้งนางไว้ ทั้งสองกำมือแน่น อุ้ยอันที่เห็นดังนั้น จึงสะบัดปราณกระบี่เข้าไปที่ทั้งสองคนโดยไม่ใยดี ปราณกระบี่เฉือนลำตัวสร้างบาดแผลเพิ่มขึ้นอีก
อ้ายเหม่ยเห็นทั้งสองคนบาดเจ็บเพราะตนเองก็เสียใจที่ตนเองเป็นต้นเหตุ
"ใยพวกเจ้าถึงต้องทำเช่นนี้" อ้ายเหม่ยพูดด้วยความสิ้นหวัง น้ำตาไหลอาบแก้มด้วยความเคียดแค้นและสิ้นหวัง
ไม่ทันที่จะพูดจบดี ก็มีเสียงดังมาจากด้านหลัง
"เฮ่อ ... คนไม่อยากไป ก็ไปบังคับ"
"คนสู้ไม่ได้ ก็ไประราน"
"เป็นศิษย์เอกปฐมซะเปล่า รังแกได้กระทั่งศิษย์ใหม่" เสียงดังกล่าวดังออกมาอย่างช้าแต่ต่อเนื่อง
"เจ้าเป็นใคร" อุ้ยอันมองตามเสียงที่มา ก็พบว่าเป็นเด็กหนุ่มใส่ชุดสีฟ้าใสเดินมา และก็หาใช่ใครอื่น
"ลู่ซือ เจ้า..." อ้ายเหม่ยพูดออกมาเมื่อเห็นว่าเป็นผู้ใด
"ข้าก็เป็นสหายของทั้งสามคนนี้ ในเมื่อนางไม่ได้ต้องการไปกับพวกเจ้า เจ้าจะไปบังคับได้อย่างไร" ลู่ซือเดินมาที่อ้ายหนิงและพวกที่ยืนอยู่อย่างหมดหวัง
"บังอาจ ถ้าไม่อยากตายรีบไสหัวไปซะ ก่อนที่ข้าจะหมดความอดทน" อุ้ยอันตะโกนออกไป เมื่อเห็นว่าเป็นเด็กหนุ่มอายุน้อยที่กำลังถกเถียงกับตนเอง
"เอาละ ... พวกเราไปกันเถอะ" ลู่ซือเรียกทั้งสามคนให้เดินไปพร้อมกันโดยไม่ได้สนใจสิ่งใด
"ใครอนุญาตให้ไปกับเจ้า" อุ้ยอันโมโห จากนั้นจึงใช้กระบี่ฟันเข้ามาที่ลู่ซือที่ยืนอยู่ไม่ไกล
"ปราณกระบี่เฉียบคมนัก แต่ไร้น้ำหนักสิ้นดี" ลู่ซือเห็นปราณกระบี่ที่พุ่งเข้ามาตรงหน้า พลางส่ายหน้าแล้วกล่าวออกมา
ลู่ซือใช้ขลุ่ยเซียนสะบัดปราณกระบี่แตกกระจายในพริบตา ก่อนที่ปราณกระบี่จะถึงตัว อุ้ยอันและคนอื่นตกตะลึง ไม่แน่ใจ อุ้ยอันจึงฟาดกระบี่เข้าไปอีกหลายครั้ง หากแต่นอกจากจะทำไม่ได้แล้ว สุดท้ายปราณขลุ่ยกลับพุ่งเข้ามาที่หน้าอก กระแทกเข้าที่อุ้ยอันตีลังกากระเด็นออกไป
ท่ามกลางความตกตะลึงของทุกคนรวมถึงฮุ่ยหมิงเช่นกัน
ฮุ่ยหมิงไม่รอช้า และไม่ประมาท ฮุ่ยหมิงตัดสินใจใช้กระบี่ฟาดพลังลงมา ปราณคมกระบี่นับสิบสายที่ส่งต่อกันออกมาลากลึกลงในแผ่นดินยาวไปถึงลู่ซือ และเช่นเดิม ลู่ซือสะบัดขลุ่ยเซียนด้วยท่าทีที่เรียบเฉย ปราณกระบี่ที่ถูกส่งออกมาทั้งสิบสาย สลายหายไปเหมือนหยดน้ำที่เหือดแห้งหายไปอย่างง่ายดาย
และยังไม่ทันทีที่ปราณกระบี่ชุดสุดท้ายสลายไป ปราณขลุ่ยก็กระแทกเข้าไปที่หน้าอกและหน้าท้องเป็นแนวยาว กระอักเลือดและล้มลงทันที
"นี่แหละหนอ...ไม่รู้จักประเมินฝีมือตนเองเลย" ลู่ซือยืนดูกลุ่มฮุ่ยหมิงที่บาดเจ็บล้มลง จากนั้นจึงเดินไป โดยไม่สนใจ
"พวกเจ้าจะไปกับข้าไหม"
"เราต้องไปถึงก่อนเที่ยงวันมิใช่หรือ" ลู่ซือหันไปถามทั้งสามคน แล้วเดินนำไปทันที
อ้ายเหม่ย ป๋อเหวิน และฉู่เสี่ยนต่างมองหน้ากัน แล้ววิ่งตามหลังไปทันที
"หากใครพูดเรื่องนี้ออกไปข้าจะเอาเรื่อง" ฮุ่ยหมิงสบถออกมาด้วยความโกรธ ด้วยกลัวชื่อเสียงของมันจะถูกทำลายด้วยฝีมือเด็กใหม่คนเดียว รู้ไปถึงไหน อายถึงนั่น