เราจะต้องได้พบกันอีก
เย่กู่เฉินพาซงหว่านเอ๋อร์ที่หมดสติอยู่ไปที่ชายหาด เขาวางเธอนอนลงที่พื้นทราย เลือกที่จะเฝ้ารอเป็นเพื่อนเธอจนกว่าที่เฮลิคอปเตอร์ช่วยเหลือของตระกูลซงจะมาถึง
เย่กู่เฉินมองใบหน้าสวยเวลาหลับของซงหว่านเอ๋อร์ เขาต้องถอนหายใจออกมาด้วยความรู้สึกผิด แต่ถ้าไม่ใช่เพราะระบบสุนัข เขาก็ไม่ต้องมาทำแบบนี้
เขาพลันสร้างจี้หยกรูปหัวใจสีฟ้าขึ้นมา จากนั้นสวมใส่มันไว้ที่คอของเธอ เย่กู่เฉินที่ได้รับจูบจากเธอ เขาไม่อาจเอาเปรียบเธอได้ จึงสร้างจี้หยกด้วยพลังปราณ ไม่ว่าเธอพบเจอกับอันตรายอะไร จี้หยกจะปกป้องเธอเสมอ เหมือนกับถังม่านหยา
สิ่งที่เขาพอที่จะทำให้เธอได้ มีเพียงแค่นี้เท่านั้น
เวลาผ่านไปสามชั่วโมง เฮลิคอปเตอร์ช่วยเหลือของตระกูลซงก็มาถึง หลังเฮลิคอปเตอร์ลงจอด ทีมช่วยเหลือหลายคนก็ลงมาจากเครื่องบิน พวกเขารีบออกค้นหาซงหว่านเอ๋อร์อย่างรวดเร็ว
และภาวนาขอให้เธอมีชีวิตอยู่และอยู่บนเกาะนี้ ไม่อย่างนั้นผู้นำตระกูลซงเอาพวกเขาตายแน่
ในทีมช่วยเหลือ มีซงเก้อมาด้วย เขาเป็นพี่ชายของซงหว่านเอ๋อร์
ด้วยความที่ซงหว่านเอ๋อร์นอนอยู่บนชายหาด เพียงไม่ถึงห้านาที พวกเขาก็พบกับซงหว่านเอ๋อร์ ทีมช่วยเหลือรีบพาเธอขึ้นเฮลิคอปเตอร์ จากนั้นก็ออกค้นหาไปทั่วเกาะเผื่อว่าจะมีผู้รอดชีวิตคนอื่น
แต่พวกเขาก็ไม่พบใครอีก สุดท้ายจึงรีบพาซงหว่านเอ๋อร์กลับไปรักษาที่เซี่ยงไฮ้ในทันที
ทีมช่วยเหลือกับซงเก้อต่างโล่งใจที่ซงหว่านเอ๋อร์ยังมีชีวิตอยู่
............................................................
เวลาได้ผ่านไปจนถึงตอนเย็น เซี่ยงไฮ้ ภายในห้องวีไอพีของโรงพยาบาลอันดับหนึ่งของเซี่ยงไฮ้ ซงหว่านเอ๋อร์ในชุดคนป่วยค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา เธอมองเพดานสีขาวด้วยความงุนงง
เธอจำได้ว่าเธอจูบแบบดูดดื่มกับเย่กู่เฉิน หลังจูบก็เหมือนว่าเธอจะหมดสติไป เธอไม่รู้เลยสักนิดว่าเธอตอนนี้อยู่ที่ไหน และมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง
“หว่านเอ๋อร์ ลูกฟื้นแล้ว?” มีเสียงดังขึ้นมา ผู้พูดเป็นหญิงวัยกลางคนที่สวยงาม มีใบหน้าเหมือนกับซงหว่านเอ๋อร์หลายส่วน ไม่สิ ถ้าจะพูดให้ถูกก็คือเป็นซงหว่านเอ๋อร์ที่เหมือนกับเธอ เพราะเธอเป็นแม่ของซงหว่านเอ๋อร์ มีชื่อว่าหลี่เฟย
ดวงตาของเธอตอนนี้แดงไปหมด ขอบตาเองก็บวม ชัดเจนว่าเธอร้องไห้มาหลายวันแล้ว แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ลูกสาวคนเดียวของเธอหายตัวไปจากเหตุการณ์เครื่องบินตกหลายวันขนาดนี้ ไม่รู้ว่าเป็นตายร้ายดียังไง เธอไม่ร้องไห้ได้ยังไง
“มะ...แม่!” ซงหว่านเอ๋อร์ตกใจเมื่อได้ยินเสียงแม่ของเธอ เธอรีบมองไปด้านข้าง เห็นว่าแม่ของเธอนั่งอยู่ข้างเตียง พร้อมทั้งใช้สองมือจับมือเธอไว้แน่น ดวงตาคู่สวยของเธอก็เบิกกว้าง
“หว่านเอ๋อร์ ลูกปลอดภัยแล้ว ไม่ต้องกลัวนะ” หลี่เฟยเห็นว่าลูกสาวเรียกเธอด้วยความตกใจและดวงตาเบิกกว้าง เธอก็คิดไปว่าลูกสาวคงจะหวาดกลัว จึงพูดปลอบโยน
“แม่ หนูมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?” ซงหว่านเอ๋อร์สงบอารมณ์ลง ก่อนถาม เธอกวาดสายตามองในห้อง ก็รู้แล้วว่าที่นี่คือโรงพยาบาล
“เป็นพี่ชายของลูกกับทีมช่วยเหลือของตระกูลเราออกไปค้นหาลูก และพบลูกที่เกาะแห่งหนึ่ง ซึ่งใกล้กับจุดที่เครื่องบินตก จากนั้นพวกเขาก็พาลูกกลับมารักษาตัวที่โรงพยาบาลแห่งนี้” หลี่เฟยตอบทั้งน้ำตา
หลายวันที่ผ่านมาเธอเป็นห่วงลูกสาวมาก ชนิดที่กินไม่ได้นอนไม่หลับ เฝ้าขอพรกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ลูกสาวของเธอปลอดภัยทุกวัน
ซงหว่านเอ๋อร์เองก็รู้สึกมีความสุขที่ได้กลับมา แต่ทันใดนั้น เธอก็นึกถึงเรื่องสำคัญขึ้นมาได้ ต้องรีบพูดออกมา “แล้วเขาอยู่ที่ไหนคะ?”
“เขา?” คิ้วของหลี่เฟยขมวดขึ้นอย่างไม่เข้าใจ “เขาไหนเหรอลูก?”
“กู่เฉิน ไม่สิ ผู้ชายที่อยู่กับหนูบนเกาะ” ซงหว่านเอ๋อร์พูด
หลี่เฟยเงียบไปสักพัก ก่อนที่จะถามอย่างฉงน “มีคนอยู่กับลูกบนเกาะด้วยเหรอ? แม่ได้ยินจากพี่ของลูกว่า บนเกาะมีลูกแค่คนเดียว”
“เป็นไปได้ยังไง?!” ใบหน้าของซงหว่านเอ๋อร์ซีดขาวลง เธอเต็มไปด้วยความตกใจและตื่นตระหนก “มันจะเป็นไปได้ยังไง กู่เฉินเขาอยู่ที่นั่นกับหนู ถ้าไม่มีเขา หนูคงจะอดตายไปแล้ว!”
“ลูกใจเย็นๆ ก่อน แม่จะโทรถามพี่ชายของลูกให้” หลี่เฟยไม่เคยเห็นลูกสาวของเธอเป็นแบบนี้มาก่อน เธอพลันรีบโทรไปถามซงเก้อ ซึ่งคำตอบที่ได้นั้น ยังคงเป็นคำตอบเดิม
ใบหน้าของซงหว่านเอ๋อร์ซีดขาวมากกว่าเดิม เมื่อได้ฟังพี่ชายของเธอยืนยันอย่างหนักแน่น
“มันจะเป็นไปได้ยังไง? ถ้าอย่างนั้นที่หนูเจอคืออะไร?” ซงหว่านเอ๋อร์สับสนมาก อดคิดไปไม่ได้ว่าหรือว่าเธอจะเจอผี แต่เธอตัดความคิดนี้ไปในทันที เป็นไปไม่ได้ที่เย่กู่เฉินจะเป็นผี เขากระทั่งจูบเธอด้วยซ้ำ จะเป็นผีไปได้ยังไง
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าเขาไปจับไก่ป่ามาย่างให้เธอกินตลอดเจ็ดวันที่อยู่ด้วยกันบนเกาะ
“บางทีลูกอาจจะเหนื่อยเกินไป พักผ่อนสักหน่อยเถอะ” หลี่เฟยคิดว่าลูกสาวของเธออาจจะเห็นภาพหลอนก็เป็นได้ ทำให้เธอรู้สึกสงสารลูกสาวมากขึ้นไปอีก
“จริงสิ นี่ของลูกใช่ไหม?” หลี่เฟยเหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ เธอจึงหยิบจี้หยกรูปหัวใจสีฟ้าออกมาจากกระเป๋าของเธอ
ซงหว่านเอ๋อร์ที่กำลังสับสน ต้องมองไปที่จี้หยก ซึ่งเธอถูกมันดึงดูดในทันที เธอขมวดคิ้วคู่สวย ถามแม่ของเธอออกมา “แม่จี้หยกนี้คืออะไรคะ?”
หลี่เฟยปรากฏสีหน้างุนงงขึ้นมา “ลูกไม่รู้เหรอ? แม่เห็นลูกสวมมันไว้ในตอนที่ลูกหมดสติอยู่”
“หนูสวมไว้เหรอ?” ซงหว่านเอ๋อร์จำได้ดีว่าตัวเองไม่ชอบสวมใส่เครื่องประดับใดๆ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงจี้หยกรูปหัวใจที่สวยงามเช่นนี้ แต่เมื่อมองไปที่จี้หยก ภาพของเย่กู่เฉินเหมือนจะกระพริบวาบเข้ามาในใจของเธอ
อาจบางที จี้หยกอันนี้ คงเป็นเขาทิ้งเอาไว้ให้เธอ ถึงแม้ว่าเธอจะไม่รู้ว่าเขาหายตัวไปไหน แต่อย่างน้อยเธอก็เชื่อว่าเขาไม่ใช่ผีอย่างแน่นอน
เธอพลันยื่นมือออกไปคว้าจับจี้หยกในมือแม่ของเธอมา เธอมองดูมัน ยิ่งมองดูก็ยิ่งชอบ ทั้งมันยังให้ความรู้สึกที่อบอุ่นอย่างยิ่ง
‘เราจะต้องได้พบกันอีกอย่างแน่นอน...’ ไม่รู้ว่าทำไมความคิดนี้ถึงได้ปรากฏในใจของเธอ และเธอก็เชื่อมั่นเป็นอย่างมาก
หลี่เฟยบอกให้ลูกสาวของเธอพักผ่อนให้มาก ก่อนที่จะขอตัวออกไปนอกห้อง
เมื่อออกมานอกห้อง เธอก็โทรไปหาซงเก้อ “เก้อเอ๋อร์ ลูกส่งคนไปค้นหาที่เกาะแห่งนั้นอีกครั้ง”
ซงเก้อแม้จะไม่รู้ว่าทำไม แม่ของเขาถึงต้องการให้เขาส่งคนไปค้นหาอีกครั้ง แต่เขาก็ไม่ลังเลที่จะตอบตกลงผ่านปลายสายมา
“ครับแม่”
หลังจากสาย หลี่เฟยก็มีสีหน้าครุ่นคิด จากท่าทางการแสดงออกทางใบหน้าของลูกสาว เธอรู้ดีว่าลูกสาวของเธอไม่น่าจะจิตหลอนไปเอง น่าจะมีคนอยู่บนเกาะกับเธอจริงๆ
ไม่อย่างนั้น แม้เจ็ดวันผ่านไป เธอจะไม่ผอมลงเลยได้ยังไง และสภาพร่างกายของเธอก็ดีมาก ราวกับว่าลูกสาวของเธอไม่ได้ติดเกาะถึงเจ็ดวันเลยสักนิด
ดังนั้น เธออยากที่จะค้นหาตัวของเย่กู่เฉิน เพื่อที่จะตอบแทนเขาในการช่วยลูกสาวของเธอไว้
จบบทที่ 35