[จบ]โพรเจกต์ X กาลวิบัติเชื้อไวรัสกลืนโลก

    32 พวกที่หลงทาง

    “ อย่างที่ผมได้ประกาศไปก่อนหน้า มีคนบางกลุ่ม ในที่นี้ผมจะขอเรียกพวกเขาว่าผู้ก่อการร้ายก็แล้วกัน ผู้ก่อการร้ายกลุ่มนี้พวกมันได้นำเชื้อไวรัสไปปล่อยในเมือง X ตอนนี้อาจจะแพร่กระจายไปยังเมืองข้างเคียงแล้ว ที่ผมนัดทุกคนมาในวันนี้ก็เพื่อหาทางรับมือกับมัน ”


    เสียงพูดของประธานาธิบดีกระจายไปทั่วห้อง เหล่าผู้คนสวมใส่สูทสีดำและชุดทหารลายพรางต่างขมวดคิ้วเมื่อได้รับข่าวที่น่าตกใจเกี่ยวกับการแพร่เชื้อของไวรัสที่ยังไม่ทราบชื่อ ทันใดนั้นกลางห้องก็มีวีดีโอเปิดให้ทุกคนเห็นทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับเมือง X ภาพเมืองที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวากลายเป็นเมืองซอมบี้


    “ นี่มันเรื่องบ้าอะไร คุณไม่ได้โกหกเราใช่ไหม ” หนึ่งในนายพลยศใหญ่พูดด้วยใบหน้าแตกตื่น เขาไม่เคยเจอสถานการณ์เช่นนี้มาก่อน ประธานาธิบดีที่เห็นทุกคนแตกตื่นเขาจึงเรียกสติทุกคนให้กลับมา ตอนนี้จำเป็นต้องประกาศภาวะฉุกเฉินเพื่ออพยพผู้คนเข้าไปในที่ปลอดภัย พร้อมกับให้ทางกองทัพช่วยส่งเครื่องบินเข้าไปสำรวจเพราะเมือง X ไม่สามารถส่งสัญญาณติดต่อเข้าไปได้


    ในขณะที่การประชุมในทำเนียบดำเนินต่อไป ด้านหน้าทำเนียบกลับมีรถตู้สีดำคันหนึ่งจอดทิ้งเอาไว้ กระจกทั้ง 4 บานของมันเปิดอ้าออกจนทำให้ได้ยินเสียงลมรั่วมาจากด้านใน โดยสิ่งที่รั่วไหลไม่ใช่ลมแต่เป็นเชื้อที่กระจายไปรอบๆ จนกระทั่งเวลาล่วงเลยมาจนถึงเที่ยงวัน ผู้คนมากมายที่เดินเข้าไปในทำเนียบเพื่อประชุมต่างก็เดินมาขึ้นรถหน้าทางออก แต่ก่อนจะขึ้นรถพวกเขากลับต้องผ่านผู้สื่อข่าวมากหน้าหลายตาที่รอฟังคำแถลงการณ์ของประธานาธิบดีที่เรียกให้พวกเขาเดินทางมา โดยหารู้ไม่ว่าบนร่างของพวกเขาสูดดมเชื้อที่ทำให้กลายเป็นซอมบี้เข้าสู่ร่างกายไปแล้ว อีกไม่นานมันจะแพร่เชื้อเข้าไปทุกหน่วยงาน 

    ------------------------------------- --------------------

    “ หนูไม่เห็นใครเลยพี่ ไปเลย”


    โยฮันปีนออกมาจากทางหน้าต่างพลางกวาดตามองออกไปรอบๆ ดินที่เขาขุดขึ้นมาเพื่อทำห้องลับไม่สามารถทิ้งเอาไว้ในบ้านได้เพราะมันจะทำให้คนที่ปีนกำแพงเข้ามาเกิดความสงสัยจนอาจจะมีคนรู้ว่าพวกเขาขุดดินภายในบ้าน ดินทั้งหมดจึงถูกยัดใส่กระเป๋าเพื่อนำไปทิ้งตึกฝั่งตรงข้าม ด้วยการขุดดินแล้วนำดินใส่กระเป๋าซ้ำๆตั้งแต่เช้าจนถึงบ่ายแก่ๆอีกไม่นานจะค่ำ ห้องที่มีขนาดความกว้าง 3 เมตรก็เสร็จสิ้นแล้ว เหลือแค่นำดินออกไปทิ้งเป็นครั้งสุดท้ายการสร้างห้องใต้ดินก็เป็นอันเสร็จ


    หลังจากปีนขึ้นมาบนกำแพงแล้วกวาดตามองรอบข้างอีกที โยฮันไม่เห็นใครมองดูเขาจึงรีบไปยังตึกอีกฝั่งแล้วเทดินออกมาจากกระเป๋าจากนั้นก็วิ่งกลับมา ในจังหวะที่เขาปีนขึ้นกำแพงโยฮันกลับทิ้งตัวลงไปนอนบนพื้นอย่างรวดเร็วเมื่อได้ยินเสียงปืนดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ


    เสียงปืนเงียบหาย โยฮันเริ่มรู้สึกเป็นกังวล วันนี้นับว่าเป็นวันที่แปลกมากเพราะเขาเริ่มได้ยินเสียงยิงปืนตั้งแต่เที่ยงวัน เสียงปืนที่ดังขึ้นเป็นระลอกเริ่มดังเข้ามาใกล้เรื่อยๆ จนเขาวิตกกลัวว่าจะมีคนกลุ่มใหญ่วิ่งผ่านมาทางนี้ 


     “ พี่หาทิศทางของเสียงได้หรือเปล่า ”


    แอลลี่ถามพี่ชายที่กลับเข้ามาในบ้าน พี่ของเธอจึงชี้ไปยังทิศใต้ เขาไม่รู้ระยะทางที่แน่นอน แต่เสียงปืนดังมาจากทิศนั้น ซึ่งมันเข้ามาใกล้บ้านของเธอเรื่อยๆ แอลลี่จึงต้องทำอาหารเผื่อเอาไว้ก่อน หากมีคนเข้ามาใกล้ถ้าเธอทำอาหารคนเหล่านั้นจะได้กลิ่น


    ปังปัง!


    เสียงปืนดังขึ้นอีกระลอกหนึ่ง โยฮันจึงขึ้นไปบนชั้นสองแล้วมองผ่านรูเผื่อจะเจอเจ้าของเสียง เพียงแต่ว่าปืนที่กำลังดังกลับมีเสียงระเบิดแทรกเข้ามา เขาไม่รู้ว่ามีสิ่งใดระเบิดแต่มันจะต้องเป็นการปะทะที่หนักหน่วงอย่างแน่นอน


    “แอลลี่รีบเร่งมือ พวกเขาอาจจะมาถึงที่นี่ในช่วงค่ำ ”


    “ หนูทำเผื่อมื้อเช้าเอาไว้แล้ว อีกเดี๋ยวจะเสร็จ ”


    แอลลี่เร่งมือ เธอพยายามเทอาหารลงไปในกล่องเพื่อเก็บไม่ให้กลิ่นกระจายออกไปด้านนอก ต่อให้จะมีกลิ่นการทำอาหารมันกลับถูกเครื่องกรองอากาศที่พึ่งเปิดดักจับกลิ่นได้เกือบหมด ซึ่งเธอไม่สามารถเปิดเครื่องนี้ตลอดเวลาได้เพราะมันเป็นต้นกำเนิดของเสียง จึงเปิดใช้งานแค่ตอนทำอาหารเพื่อลดกลิ่นเพียงเท่านั้น


    “ เสร็จแล้วพี่ ”


    “ อืม หาที่หลบเลย อาจจะมีกระสุนพุ่งมาทางนี้ ”


    แอลลี่พยายามวิ่งเข้าหาผนังแล้วนั่งพิง ในระหว่างนี้เธอก็แกะห่อขนมกินฆ่าเวลา มันไม่ถูกนับว่าเป็นอาหาร ในบัญชีอาหารที่เธอทำไม่มีการลงบันทึกเกี่ยวกับพวกมันเพื่อให้เธอสามารถกินได้เท่าที่ต้องการจนกว่ามันจะหมด แม้ขนมบางอย่างจะนำมาคลุกกับข้าวเพื่อทานได้ อาหารกระป๋องกลับเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าเธอจึงแยกพวกมันเอาไว้กินเล่นแทน


    “ เสียงเงียบไปแล้ว  พี่เห็นคนที่กำลังต่อสู้หรือยัง ”


    โยฮันส่ายหน้า เขามองไม่เห็นมนุษย์เลยสักคน สิ่งที่มองเห็นมีเพียงควันไฟจากทางทิศใต้ห่างออกไปราว 2 - 3 กิโลเมตร เขาคิดว่าควันที่กำลังลอยขึ้นไปบนฟ้าสูง อาจจะเป็นควันที่เกิดจากการเผาไหม้ของรถยนต์ เสียงระเบิดเมื่อครู่คงเป็นการทำให้ถังน้ำมันภายในรถระเบิด


    “ 17.00 น. แล้วค่ะ ”


    แอลลี่บอกเวลาพี่ชาย จากนั้นเธอก็ค่อยๆทิ้งตัวนอนเพราะอาจจะต้องอยู่เวรในช่วงดึก  โยฮันกลับคิดว่าคืนนี้เขาจะไม่เดินทางออกไปไหนเพราะกลัวกลุ่มที่มาพร้อมกับเสียงปืน เขากลัวว่าคนเหล่านี้จะเดินทางมาที่บ้านของตนจึงต้องพักอยู่ที่บ้านสักคืน ทันใดนั้นเองเขาก็พบว่าเสียงปืนที่เกิดขึ้นอีกระลอกมุ่งหน้าไปทิศเหนือห่างออกจากบ้านของเขาไปเรื่อยๆ 


    “ พี่คะ ถ้าเกิดว่าเสียงปืนนี้เป็นของทหารล่ะ ”


    โยฮันขมวดคิ้ว เขาวิตกเกี่ยวกับการรวมกลุ่มมากเกินไปจนลืมว่าเสียงปืนที่ได้ยินอาจจะเป็นเสียงปืนของเหล่าทหารที่เข้ามาช่วยเหลือ  ทว่าเขากลับแย้งความคิดของน้องสาว หากเป็นทหารจะต้องมีการกราดยิงมากกว่านี้ ทหารไม่ควรจะยิงปืนราวกับว่ากระสุนของพวกเขามีจำกัด นอกจากนั้นแล้วปืนที่ทหารใช้ยังเป็นปืนกล เสียงที่พวกเขาได้ยินมีทั้งปืนพกปืนลูกซอง จึงไม่น่าจะใช่ทหาร เมื่อมองไปยังนาฬิกาพบว่าเป็นช่วง 18.00 น. แล้ว เขาจึงชวนน้องสาวกินข้าวในส่วนของมื้อเย็น วันนี้เขาตัดสินใจว่าจะไม่ออกจากบ้านเพราะยังวิตกกับกลุ่มคนที่กำลังยิงปืน  


    ปัง!


    “ ดูเหมือนว่าการต่อสู้จะไม่จบง่ายๆนะคะ ”


    “ คงงั้น ดูท่าพวกเขาคงจะกำลังรับมือกับซอมบี้ แต่จากเสียงการยิงที่ลดจำนวนลง พวกเขาคงได้ที่หลบชั่วคราวแล้ว พรุ่งนี้คงเดินทางต่อ ”


    “ พี่คะ เราไปแลกเปลี่ยนข้อมูลกับพวกเขาไหม เผื่อพวกเขาจะมีข้อมูลจากกองทัพหรือรัฐบาล ”  แอลลี่กลัวว่าการหลบอยู่ด้วยกันแค่สองพี่น้อง จะทำให้ถูกเมินจากความช่วยเหลือ เธอจึงอยากจะเข้าไปสอบถามข้อมูลจากมนุษย์ที่ยังคงมีชีวิตรอด การที่อีกฝ่ายมีกระสุนปืนที่มากพอจะยิงได้หลายพันนัดอาจจะมีใครติดต่อกับทางกองทัพได้  โยฮันกลับลูบคางคิดตาม ดูเหมือนว่าเขาจะต้องเข้าไปเกี่ยวพันกับผู้คนเช่นเดิม หากต้องการแลกเปลี่ยนข้อมูล


    “ งั้นให้พวกเขาไปไกลกว่านี้ก่อน ฉันจะไล่ตามไปถามแล้วก็หนี ถ้าทำแบบนี้เราน่าจะปลอดภัยจากเรื่องวุ่นวาย ”


    “ เอาแบบนั้นก็ได้ ว่าแต่คืนนี้พี่จะไม่ออกไปไหนแล้วใช่ไหม ”


    โยฮันพยักหน้าเบาๆ น้องสาวของเขาจึงทิ้งตัวลงนอนข้างๆเมื่อรู้ว่าพี่ชายไม่ได้ออกไปล่าเหมือนเมื่อวาน ของกินสำหรับพวกเขาสองคนมากพอให้อยู่ไปอีกหลายเดือน  


    นาฬิกาบอกเวลาค่อยๆเดินไปข้างหน้าเรื่อยๆ เสียงปืนเงียบหายไปนานราว 1 ชั่วโมง โยฮันจึงรู้ว่าสิ่งที่ไล่ตามมนุษย์คงจะหยุดเคลื่อนไหวทำให้มีช่วงเวลาให้พักหายใจ เขาจึงปลุกน้องสาวเบาๆเพราะจะไปยังดาดฟ้าตึกข้างๆ เนื่องจากเขาอยากรู้ว่าในคืนวันที่ 4 มีจุดใดบ้างเกิดแสงไฟ


    หลังจากปีนหน้าต่างชั้น 2 ออกมาข้างนอกเพราะคิดว่าซอมบี้คงกระโดดเข้าหน้าต่างที่ชั้น 2 ไม่ได้ โยฮันก็เริ่มวิ่งข้ามถนนไปยังตึกที่อยู่อีกฝั่งจากนั้นก็เริ่มปีนขึ้นไปด้านบนด้วยการใช้บันไดหนีไฟจนไปถึงชั้นสุดท้ายที่เขาทำลายบันไดทิ้งไป โยฮันก็ได้ออกแรงกระโดดส่งตัวเองขึ้นไปบนยอดตึกก่อนจะกวาดตามองออกไปรอบๆ 


    จุดแรกที่เขาสนใจมากที่สุดคือจุดที่มีการปะทะกันเมื่อไม่นานมานี้ เมื่อมองไปทิศทางของเสียง เขามองเห็นแสงไฟสีขาวบนดาดฟ้าตึกสูง 10 ชั้น ดูเหมือนว่ากลุ่มที่ปะทะกับซอมบี้จะปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ได้เป็นอย่างดี เพราะพวกเขามีเครื่องปั่นไฟกำลังให้แสงสว่าง นอกจากจะมีแสงส่องแล้วยังมีควันโขมงที่น่าจะมาจากการทำอาหาร 


    หลังจากมองดูแสงจากกลุ่มที่ยิงปืนที่น่าจะมีหลายสิบคน เขาได้มองไปยังทิศเหนือที่ไปปล้นร้านสะดวกซื้อมา ตำแหน่งนั้นดูเหมือนจะมีแสงไฟปรากกฎ 2 จุด หนึ่งในนั้นคือจุดที่เขามองเห็นเมื่อวาน


    หลังจากกวาดตาไปรอบๆเพื่อหาแสงสว่างว่ามีอีกไหม โยฮันกลับพบเข้ากับบางอย่างสะท้อนแสงไฟจากระยะไกล มันคล้ายกับเลนส์กล้อง ขณะที่เขาพยายามมองจุดที่สะท้อนแสงกลับหายไปอย่างรวดเร็วราวกับเขาตาฝาด


    “ ถ้าเป็นคนจริงๆต้องระวังให้มากสินะ ”


    ความน่ากลัวของผู้คนในช่วงที่อาหารเหลือน้อยและกำลังจะหมด อาจจะทำให้เกิดการสังหารหมู่เกิดขึ้นเพื่อแย่งอาหาร สำหรับเขากลุ่มที่มีแสงไฟคงจะเป็นกลุ่มที่สามารถพูดคุยได้ แต่สำหรับกลุ่มที่พยายามหลบอยู่ในความมืดเช่นเขา อาจจะไม่ง่ายที่จะคุย เมื่อสำรวจรอบๆแล้วเขาจึงวิ่งกลับเข้าไปในบ้านเพราะไม่มีสิ่งใดให้จับตามองดูอีกต่อไป


    “ เป็นยังไงบ้างคะ พวกเขาเดินทางหรือยัง ”


    แอลลี่ตื่นขึ้นมาในตอนเช้า คืนนี้เป็นคืนที่เธอหลับเต็มอิ่มเพราะพี่ชายอยู่บ้าน เมื่อมองไปยังนาฬิกาพบว่าอีก 15 นาทีจะถึง 06.00 น. ทว่าฟ้ากลับสว่างแล้ว ทันใดนั้นเธอก็ได้ยินเสียงปืนดังมาจากทิศทางเดิมของเมื่อวาน โดยเสียงที่ดังกำลังไกลออกไปเรื่อยๆดูท่ากลุ่มคนที่พยายามหลบหนีจะพยายามมุ่งหน้าขึ้นเหนือ


    “ มีอะไรหรือเปล่า ทำไมพวกเขาไปทิศเหนือล่ะ ”


    “ ดูเหมือนว่าพวกเขาจะพยายามตามแสงไฟไป อย่างที่เคยพูดไว้ ทางทิศเหนือมีแสงไฟอยู่ที่นั่น พวกเขาน่าจะพยายามตามหากลุ่มเพื่อสร้างแนวป้องกัน ”


    “ ถ้าพวกเขารวมกันได้ก็ดีนะคะ เราจะได้เข้าไปหาข้อมูลกับพวกเขาได้เรื่อยๆ ”


    เสียงปืนไกลออกไปเรื่อยๆ โยฮันจึงเปิดกล่องอาหารกินอย่างเร่งรีบ ก่อนจะบ้วนปากแล้วออกจากบ้าน ทันใดนั้นเขากลับตกใจเมื่อจู่ๆรอบบ้านก็มีซอมบี้มากมาย ดูเหมือนว่าพวกมันจะวิ่งไล่ตามกลุ่มคนเมื่อคืนแต่กลับหลงทางในความมืดจึงมาโผล่ที่บ้านของเขา


    “ แอลลี่ กินเสร็จหรือยัง ”


    “ มีอะไรอย่างนั้นเหรอคะ ” แอลลี่ทำความสะอาดกล่องข้าวด้วยทิชชู เมื่อมองดูพี่ชายพบว่าเขากำลังแสดงใบหน้าวิตกอย่างหนัก


    “ มาช่วยกันฆ่าซอมบี้หน่อย อัตราการวิวัฒนาการของพวกมันเกิน 50 % ทุกตัวแล้วถ้าปล่อยไปอาจจะเป็นระดับ 2 ได้ ”


    “ อ้าว พวกมันมาได้ยังไง ไม่ใช่ว่าพี่กำจัดซอมบี้รอบๆไปพอสมควรแล้วเหรอ ”


    “  น่าจะหลงทาง ”


    “ งั้นหนูขอแต่งตัวก่อน ”


    แอลลี่วิ่งกลับขึ้นไปบนห้อง สิ่งที่เธอต้องป้องกันให้มากที่สุดคือคอและกลางลำตัว หลังจากสะพายปืนยิงปลาเธอจึงคว้ามีดยาวมาถือในมือแล้ววิ่งลงมาหาพี่ชาย โยฮันที่เห็นชุดน้องสาวเขาจึงขมวดคิ้ว เมื่อรู้ว่าตนเองลืมบางอย่าง เขาลืมความปลอดภัยของน้องสาวหากต้องสู้กับซอมบี้จำนวนมาก เธอจำเป็นต้องมีเกราะป้องกันที่ดีกว่านี้ เมื่อรู้ว่าตนควรจะต้องเดินทางไปยังร้านค้าวัสดุก่อสร้างเพื่อซื้อแผ่นเหล็ก เขาจึงคิดว่าจะทำหลังจากฆ่าซอมบี้รอบๆ


    “ อย่าออกห่างจากฉันเกิน 5 เมตรล่ะ ”


    “ ทราบแล้วค่ะ ถ้าเจอตัวที่ดูอันตรายหนูจะร้องบอกพี่เลย ”


    แอลลี่สวมหมวกกันน็อคเต็มใบวิ่งตามหลังพี่ชายออกไปนอกบ้าน  เมื่อมาถึงฝูงซอมบี้ที่มีอยู่ 20 ตัวพี่ชายของเธอเป็นฝ่ายพุ่งเข้าชนพวกมันจนล้มลงไปสองข้างทาง หน้าที่ของเธอคือการวิ่งไปตัดหัวของพวกมันที่อยู่ในท่าล้ม จำเป็นต้องฆ่าพวกมันให้ได้ก่อนจะลุกขึ้นมาเพราะไม่ได้มีแค่ซอมบี้ 20 ตัวเท่านั้น ยังมีอีกร้อยตัวและอาจจะถึงพัน  เธอจึงต้องรีบฆ่าให้เร็วเพื่อรักษาระยะห่างจากพี่ชายของเธอด้วย


    ซึ่งเธอยังคงตกใจเช่นเดิมกับพละกำลังของพี่ชาย ต่อให้จะวิวัฒนาการ 1 ครั้งพร้อมกัน พี่ของเธอดูราวกับว่าวิวัฒนาการไปแล้ว 2 ถึง 3 ครั้ง สิ่งของหนักที่เธอต้องใช้แรงทั้งหมดเพื่อจะยกหามมัน พี่ของเธอกลับโยนราวกับว่ามันเป็นอิฐบล็อกตัวหนึ่ง 


    รถยนต์ที่ขวางทางถูกเท้าของโยฮันยันจนมันพุ่งออกไปเป็นเส้นตรงกระแทกซอมบี้จนล้มไปคนละทิศทาง ก่อนจะถูกโยฮันกระโจนเข้าไปเหยียบศีรษะกดลงไปบนพื้นจนทำให้เกิดสีแดงราวกับแตงโมถูกรถเหยียบกระจัดกระจายไปทั่ว แอลลี่ที่เคยฆ่าซอมบี้มาแล้วพยายามอดกลั้นห้ามไม่ให้ตัวเองกรีดร้องออกมา ต่อจากนี้ถ้าเธอไม่ฆ่าเธอก็จะเป็นฝ่ายถูกฆ่าแทน


    ซึ่งพวกเขาทั้งสองไม่ได้ต้องการฆ่าซอมบี้ระแวกบ้าน กลิ่นเหม็นจากศพของซอมบี้ยังคงเป็นกลิ่นไม่พึงประสงค์พวกเขาจึงฆ่ากลุ่มแรกเพื่อจะให้กลุ่มใหญ่ของพวกมันวิ่งตามออกไปที่อื่น ตอนนี้พวกเขากระตุ้นซอมบี้ที่หลงเข้ามาใกล้บ้านได้แล้วจึงพากันออกวิ่งไปให้ไกลจากบ้าน เพื่อพามันไปฆ่าทิ้ง หลังจากฆ่าหมดแล้วค่อยวกกลับมาทำความสะอาดซอมบี้ที่ฆ่าไปเมื่อครู่


    “ ขึ้นหลังฉันก่อน เก็บแรงไว้ฆ่าน่าจะดีกว่า ”


    “ ถ้าพี่จะแบกหนูก็ไม่ขัด ไปเลย”


    แอลลี่พยามเปลี่ยนความวิตกให้กลายเป็นความสนุก เธอรู้สึกว่ามันช่วยสลัดความวิตกออกไปได้บ้าง โยฮัลจึงหยิกขาเธอเล็กน้อยเพราะกำลังลดการ์ดป้องกันลง.