คู่หูทวินเทลกับการผจญภัยสุดป่วนโลก

    บทที่ 0 คู่หูทวินเทลกับจุดเริ่มต้น?

    คู่หูทวินเทลกับการผจญภัยสุดป่วนโลก


    บทที่ 0 คู่หูทวินเทลกับจุดเริ่มต้น?



           นะพื้นป่าแห่งหนึ่ง ฝนตกโปรยปรายท่ามกลางป่าใหญ่มีตึกและอาคารแห่งหนึ่งตั้งตระหง่าน ตัวตึกและอาคารขนานใหญ่ทันสมัยนั้นที่ตอนนี้เหลือแต่ซาก

          ในตึกนั้นมีเด็กสาวตัวน้อยคนหนึ่งนอนสลบอยู่ท่ามกลางสายฝน เธอตื่นขึ้นมองไปรอบอย่างมึนงง เธอมองชุดวันพีชสีขาวสะอาดที่เลอะไปด้วยโคลนตามตัวก็มอมแมมไม่แพ้กัน 

    พอเธอได้ส่องใบหน้าตัวเองจากเศษกระจกที่หล่นบนพื้นก็มองเห็นใบหน้าสาวน้อยน่ารักที่มีนัยสีแดงสดกับผมทรงบ๊อบบลอนด์ทองซึ่งเลอะโคลนไม่ต่างจากชุด

           (ที่นี้คือ...?)

           เมื่อไปรอบๆทำให้รู้ว่าตัวเองตอนนี้อยู่ในห้องหนึ่งในตึกขนาดใหญ่แห่งนี้ที่เหลือแต่ซาก หลังมองสำรวจได้แปปหนึ่งเธอก็สรุปว่าอีกไม่นานตึกนี้คงจะพัง 

    หลอดไฟติดๆดับ กระแสไฟฟ้ารั่วจากสายไฟที่ขาด เสาตึกที่หักครึ่งกองกับพื้น หลายต้นกระเบื้องแตกอีกทั้งหลายกระจายไปทั่ว

    เธอหันหน้าขึ้นไปยังข้างบน มองสายฝนที่กำลังตกลงมาหยดน้ำที่กระทบหน้าเธอช่วยชะล้างโคลนที่ติดตามใบหน้าและเสื้อผ้าเธอ มันทำให้เธอสดชื่นขึ้นด้วย

           “เกิดอะไรขึ้นกับที่นี้!?”

    เธอถามขึ้นอย่างสงสัยพรางมองขึ้นไปที่รูขนาดใหญ่ตึกที่สูงเกิดสิบชั้นได้ เธอลุกขึ้นยืนอย่างอ่อนเพลีย แล้วเดินไปเรื่อยไร้ทิศทาง พอลองพยายามนึกว่าเธอมาอยู่ที่นี้ได้ไง ก็ได้แต่เอามือกุมหัวที่ปวดพรางนึกอะไรไม่ออก เธอจึงเปลี่ยนไปเดินหาคนช่วยเหลือแทนแล้วถามว่าเธออยู่ที่ไหน 

          “......ไม่มีใครอยู่เลย”

          พอมองรอบไม่เจอใครเลยเดินหาต่อ หลังเดินมาได้สักพักเด็กสาวก็รู้สึกตัวว่าไม่มีใครอยู่เลย 

          (มันแปลก)

          เธอคิดงั้นและยังคงเดินหาต่อไป การที่ตัวเธอมาอยู่ที่นี้ได้ก็ต้องมีคนอื่นอยู่ทีนี้แน่ๆ เด็กสาวเชื่ออย่างนั้น ทั้งที่ควรเป็๞งั้นแต่กลับไม่มีใครเลยมันแปลก  แปลกเกินไป เธอเริ่มใจไม่ดี

          “โทษค่า มีใครอยู่ไหมค่า...... สวัสดีค่ามีใครอยู่ไหมมมม”

          เธอเริ่ม๻ะโ๷๞เรียกหาผู้คน แต่ก็ไม่มีเสียงตอบกลับมาแต่อย่างใดมีเพียงเสียงสายฝนที่ตกลงมาไม่หยุดหย่อน

          “คงเพราะฝนตกเลยทำให้ไม่มีใครได้ยิน… ใช้ต้องเป็๲อย่างนั้นแน่”

          เธอบอกตัวเองอย่างนั้นแล้วก้าวเดินต่อไป เธอท่องซ้ำไปเรื่อยพยายามปลอบใจตัวเองให้อุ่น ในสถานการณ์ตอนนี้ตัวเองไม่รู้มาอยู่ซากตึกดูน่ากลัวที่นี้ได้ไง 

           เธอยังคงเดินเรียกหาคนไปเรื่อยๆ แต่ยังคงไร้เสียงตอบรับเช่นเดิม 

           “มีใครอยู่ไหมค่า ใครก็ได้ตอบหนูหน่อยว่าหนูอยู่ไหน... คะ–ใครก็ได้...ตะ–ตอบหนูทีว่ามาอยู่นี้ได้ไง….หนูน่ะ!…หนู?”

           (หนูชื่อ…ฉัน...ฉันชื่ออะไร?)

           เด็กสาวหยุดอยู่เหมือนกับมีอะไรมาดึงเธอไว้พอพยายามนึกชื่อตนเองให้ได้ แต่พยายามนึกแล้วนึกอีกก็ไม่มีคำตอบออกมา

           “เอ๊ะ ทำไมอะ… ทะ–ทำไมนึกชื่อไม่ออก!”

           เด็กสาวย่อตัวนั่งกอดเข่าอย่าง๻๷ใ๯ มือทั้งสองกุมหัวอย่างแรงเหมือนพยายามจะเข็นความทรงจำออกมา เธอขยี้หัวไปมาเหมือนจะอะไรสักอย่างออกจากหัว แต่ก็ไม่มีอะไรออกมาเลย มันชั่งว่าง ว่างเปล่าเหมือนไม่มีอะไรในหัวเธอเลย

    เธอยังคงกุมหัวพยายามนึกต่อ 

           (นึกอะไรก็ที่จำได้นึกออกสิ! ก่อนหน้านี้ฉันอยู่ที่ไหน เคยทำอะไร บ้านอยู่ไหนรูปร่างยังไง พ่อแม่ฉันหน้าตาเป็๞ไง นึกอะไร อะไรก็ได้ซักอย่างที่อยู่ในความทรงจำนี้!)

          “มะ–ไม่มี!”

           ไม่มีอะไรเลย ภาพหรือความจำมันชั่วขาวโพรนเหมือนผ้าขาวไร้สิ่งเติมแต่ง ไม่ต่างจากโหลใสที่ว่างเปล่า ไม่มีสิ่งใดเลยมีเพียงแต่ความว่างเปล่า….

          “ฮึกๆ…ฮืออออ”

          เด็กสาวเริ่มร้องไห้ออกมา น้ำตาที่ไหลจากดวงตาผ่านใบหน้าไหลไปพร้อมกับสายฝน ความกลัวและความกังวลของเธอมาถึงขีดสุดแล้ว

    นี้มันเกิดอะไรขึ้นเธอไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรดีอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้หาใครก็ไม่เจอ ตัวเองเป็๲ใครมาจากไหนก็รู้ เธอได้แต่ยืนสะอื้นร้องไห้ระบายความอัดอั้นในใจท่ามกลางสายฝนเท่านั้น

          แกระๆ แกระๆ

           “!?........!!!”

           เธอได้ยินเสียงบางอย่าง เสียงเหมือนหินที่หล่นกระทบจากซากตึกทางขวามือของเธอ 

           เมื่อมองไปทางนั้นก็เจอเด็กสาวนอนคว่ำหน้าสลบอยู่

           !!!

           ด้วยความ๻๠ใ๽เธอวิ่งรีบร้อนไปยังทางเด็กสาวที่สลบคนนั้นโดยทันที  

           “มี มีคนอยู่ที่นี้!”

           เด็กสาวร้องขึ้นอย่างดีใจ หลังจากที่เดินหาใครสักคนมานานแต่ก็ไม่เจอสักคน ในที่สุดก็หาคนเจอสักที แต่ด้วยความรีบร้อนเลยไม่ระวังเดินสะดุดหินล้ม

           “ว้ายยย”

           เธอล้มหน้าคว่ำจมกองโคลนเต็มๆ เธอร้อง อือๆ ในลำคอเบาๆที่ไม่ระวังข้างหน้าจนคว่ำหน้าเลอะโคลนอีกครั้งแล้วค่อยๆเงยหน้าขึ้นมาอย่างอารมณ์เสียเล็กน้อยที่ตัวเองซุ่มซ่ามไม่ละวัง

           “อึอ อืม...”

           เด็กสาวอีกคนที่สลบอยู่ก็เงยหน้าขึ้นมา มองไปรอบๆเหมือนคนพึ่งตื้นก่อนจะมาซบตากับเธอ

           เด็กสาวที่เธอพึ่งพบนั้น เธอมีผมสั้นสีดำเข้มเงางามไม่ต่างจากนัยตาเข้มของเธอ ดูจากรูปร่างและหน้าตาแล้วทั้งคู่น่าจะอายุเท่ากัน

           “ฮะฮ่ะฮ่ะฮ่ะ โคลนเต็มหน้าเลย ฮะฮ่ะฮ่ะฮ่ะ ~ ”

           เด็กสาวผมดำที่พึ่งตื่นมาก็หัวเราะใสเด็กสาวผมทองที่หน้าเลอะไปด้วยโคลน พอเจอกันครั้งแรกก็โดนหัวเราะใส่กันสะแล้วแต่ เธอก็ไม่ได้รู้สึกโกรธหรือโมโหแต่อย่างใด

           กลับกันเธอรู้สึกดีใจด้วยซ้ำที่ได้เจอคนอื่นได้ยินเสียงหัวเราะ พอเจออย่างนี้เข้าไปความกลัวและกังวลในตอนแรกหายไป

           “แหม่ ไม่ดูสภาพตัวเองเลยนะ ฮะฮ่ะฮ่ะฮ่ะ”

           พอเห็นงั้นเธอก็หัวเราะคืนก่อนจะชี้นิ้วไปทางเศษกระจกที่ตกอยู่ใกล้ๆ เมื่อทั้งคู่หันไปก็เห็นใบหน้าของเด็กสาวทั้งสองที่เลอะเต็มไปด้วยโคลนไม่ต่างกันเลย

           “ฮะฮ่ะฮ่า หน้าเลอะโคลนเต็มไปหมดเลย ฮ่ะฮ่ะฮ่ะ”

           “ฮะฮ่ะ ใช้ไหมละ ฮะฮ่ะฮ่าฮ่า”

            เสียงหัวเราะดังสะท้อนไปทั่วซากตึก ทั้งคู่ต่างมองกันเองและหัวเราะใส่กันเอง อย่างสนุกสนานท่ามกลางซากตึกที่ฝนโปรยปรายลงมา