3.....
ทันทีที่สิปปกรจอดรถที่หน้าบ้านของยายกันยามาศ เขาก็เห็นบรรดาสุนัขพันธุ์ไทยสี่ตัวที่ยายเลี้ยงไว้ส่งเสียงเห่าหอนต้อนรับอยู่ที่ประตูรั้วเขารอจนมีคนมาเปิดประตูรั้ว เ้าสี่ตัวก็กระดิกหางกรูเข้ามาทักทายบางตัวก็ใช้ลิ้นเลียขาเขาบางตัวก็เห่าต้อนรับแสดงความดีใจและความคุ้นเคย
“หวัดดีโต้ง เต้ง ต่วย ตูน”
สิปปกรกล่าวทักทายด้วยการลูบหัวเรียกชื่อสุนัขทุกตัวอย่างเอ็นดู
“คุณยายโทรไปบอกเื่เ้าดุ๊กดิ๊กแล้วใช่ไหมคะ”
ป้าผาณิต หญิงวัยกลางคนถามขึ้นเธอเป็ลูกจ้างในบ้านของคุณยายกันยามาศและเป็คนมาเปิดประตูรั้วบ้านให้สิปปกรเข้ามา
“เ้าดุ๊กดิ๊กหายไปได้ยังไงครับป้าน้อย”
เขารีบถามป้าผาณิตด้วยความร้อนใจ
“ป้าก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะคงจะเป็่ที่ป้าเปิดประตูบ้านเอาขยะไปทิ้งก็ได้ค่ะ แต่ป้าไม่ได้สังเกตจนกระทั่ง่ที่ป้าจะเรียกพวกมันกินอาหารก็เลยได้รู้ว่าดุ๊กดิ๊กหายไป”
“ได้ออกตามหาบ้างหรือยังครับ”
“คุณยายกันยา จ้างมอเตอร์ไซด์รับจ้างสองสามคันออกตามหาแล้วแต่ไม่พบค่ะ”
สิปปกรไม่พูดต่อ เขาเดินลิ่วเข้าไปในบ้านหายายกันยามาศข้างในป้าผาณิตมองตามหลานชายเ้าของบ้านด้วยความรู้สึกเห็นใจนางรู้ดีว่าสิปปกรนั้นมีความรักผูกพันกับสุนัขที่บ้านหลังนี้ทุกตัวโดยเฉพาะอย่างยิ่งเ้าดุ๊กดิ๊ก ที่เป็สมาชิกใหม่รายล่าสุดของบ้านสวน เป็ตัวโปรดที่สิปปกรรักและเอ็นดูมากเป็พิเศษเขาจึงได้เป็ห่วงมันมาก
ป้าผาณิตเข้ามาอยู่บ้านของยายกันยามาศั้แ่สิบปีที่แล้วโดยมีหน้าที่คอยดูแลบ้านช่องและสุนัขที่ยายกันยามาศนำมาเลี้ยงไว้ด้วยความสงสารเนื่องจากสุนัขแต่ละตัวเป็สุนัขจรจัดที่มีสภาพเนื้อตัวมอมแมม บางตัวก็เป็สุนัขขี้เรื้อนที่ไปทางไหนก็มีแต่ผู้คนรังเกียจคอยเอาไม้ไล่ตีมันยายกันยามาศ สงสารจึงพาไปหาหมอรักษาตัวแล้วก็นำมาเลี้ยงไว้นับสิบตัว แต่ตอนหลังได้ทยอยตายไปจนเหลือแค่สี่ตัวจนกระทั่งเมื่อสองปีก่อน สิปปกรก็นำสุนัขตัวใหม่ชื่อดุ๊กดิ๊กเข้ามาเลี้ยงที่บ้านสวนนี้แต่ป้าผาณิตก็ไม่ได้รู้ประวัติของเ้าดุ๊กดิ๊กมากนัก ทราบเพียงว่าเพื่อนของสิปปกรที่ชื่อณัฏนรีเป็เ้าของ และนัฏนรีจะแวะเวียนมาเยี่ยมเ้าดุ๊กดิ๊กอยู่เสมอ บางครั้งก็จะมี ลิลลี่และไปรยา ตามมาด้วย
“คุณยายคร้าบ..”
สิปปกรเรียกหายาย เขาเดินไปที่สวนหลังบ้านซึ่งเป็สวนผลไม้พวกขนุนทุเรียนที่ปลูกไว้นานแล้วบนที่ดินประมาณ15 ไร่ ความจริงแล้วที่ดินของยายกันยามาศ เคยมีนับร้อยไร่แต่ได้ขายไปเกือบหมดเนื่องจากไม่มีคนดูแล เพราะคุณยายก็เป็เพียงหญิงหม้ายสามีเสียชีวิต นางจึงอยู่กับคุณประภาวรรณซึ่งเป็ลูกสาวเพียงคนเดียว และคุณประภาวรรณก็ไม่ได้สนใจไยดีกับที่ไร่ที่สวนของคุณยายเลยทำให้คุณยายตัดสินใจขายที่สวนให้กับนายทุนคนหนึ่งไปในราคาห้าสิบล้านบาทเหลือเอาไว้เพียงปลูกเป็บ้านทรงไทยไม้สักทั้งหลังแบบสองชั้นในบริเวณที่เป็สวนสิบกว่าไร่นี้
ยายกันยามาศไม่เดือดร้อนเื่การเงินเพราะมีรายได้จากดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารและเงินปันผลจากการซื้อหุ้นกองทุนต่าง ๆและคุณประภาวรรณก็ยังช่วยค่าใช้จ่ายในบ้านของคุณยายทุกเดือนไม่เคยขาดแต่คุณยายก็ไม่ได้นำเงินส่วนที่คุณประภาวรรณให้ไปใช้จ่ายแต่อย่างใด ทว่า..นำเงินที่ลูกสาวให้นั้นไปช่วยเหลือเลี้ยงดูเด็กกำพร้าตามมูลนิธิต่างๆ โดยยายเคยให้เหตุผลกับสิปปกรว่า
“แม่ของปอนด์ไม่ค่อยได้มีโอกาสทำบุญมัวแต่ทำงานหาเงินเพื่อเอาไว้หาความสุขกับงานปาร์ตี้สูบบุหรี่ดื่มเหล้าผิดศีลข้อห้าเป็อาจิณ ชวนไปเข้าวัดปฏิบัติธรรมก็ไม่เคยสนใจไยดี ก็ต้องเอาเงินส่วนที่เขาให้ยายนี่แหละมาทำบุญทำทานให้เขาเผื่อบุญกุศลจะช่วยให้แม่ของปอนด์สำนึกได้บ้าง จะได้เลิกกินเหล้าเมายาเลิกสูบบุหรี่ แล้วหันหน้าหาพระธรรมบ้าง”
“มาแล้วหรือปอนด์”
เสียงร้องทักดังมาจากด้านหลังสิปปกรหันไปมองเห็นยายกันยามาศอยู่ในชุดขาวแบบแม่ชี ใบหน้าผ่องใสมีเมตตาแม้วัยของท่านจะย่างเข้าเจ็ดสิบปีแล้ว แต่ก็ยังดูไม่แก่เท่ากับอายุจริง
สิปปกร ชินตากับภาพการแต่งตัวด้วยชุดขาวของยายกันยามาศซึ่งจะนุ่งขาวห่มขาวทุกวันพระแล้วก็จะปฏิบัติธรรมนั่งสมาธิทั้ง่เช้าและค่ำเป็เวลาหลายชั่วโมงทุกคนในบ้านต่างก็ทราบดีว่าคุณยายกันยามาศเป็คนใจบุญชอบทำบุญทำทานสวดมนต์ไหว้พระและไปปฏิบัติธรรมตามวัดหรือศูนย์ปฏิบัติธรรมต่าง ๆ อยู่เสมอ โดยเฉลี่ยแล้วก็เกือบทุกเดือน ไปครั้งละ 5วันบ้าง 10 วันบ้าง สูงสุดคุณยายของเขาเคยไปปฏิบัติธรรมนานถึง 3 เดือน สิปปกรเคยถูกชักชวนให้เข้าปฏิบัติธรรมกับคุณยายด้วย แต่เขาก็ไปกับยายเพียงสองครั้งเท่านั้นส่วนใหญ่ก็จะไปรับส่งยายที่วัดหรือศูนย์ปฏิบัติธรรมต่าง ๆซึ่งเพียงแค่นั้นยายกันยามาศก็รู้สึกดีใจมากแล้ว
“อย่างน้อยก็ยังรู้จักอยู่ใกล้วัดใกล้ธรรมไม่เหมือนรายของแม่ปอนด์ที่พูดเื่ธรรมก็ไม่ฟัง ชักชวนให้เปิดดูเปิดฟังธรรมก็ไม่เอา เป็พวกบัวใต้ตมยิ่งแก่แทนที่จะละเลิกทำบาปแต่ยิ่งแก่ยิ่งหลงเพลินกินเหล้าเมายาอยู่อย่างนั้นแหละ...เฮ้อ..”
ยายเคยพูดถึงมารดาให้กับสิปปกรฟังด้วยความท้อแท้ที่ไม่สามารถโน้มน้าวใจให้มาทำในสิ่งเดียวกับยายได้
“แม่เขาเครียดกับงานน่ะครับ ก็เลยต้องดื่มเหล้าให้หายเครียดจะได้ทำงานอย่างปลอดโปร่งคิดงานออกไงครับ”
สิปปกรก็จะช่วยแก้ต่างให้กับมารดาเสมอ
“คนอยากจะหาเื่กินเหล้าก็อ้างเื่เครียดทั้งปีข้ออ้างของคนที่ชอบละเมิดศีลห้าล่ะไม่ว่า”
“ถ้าดื่มอย่างมีสติก็ไม่น่าจะเป็ไรนะครับคุณยาย”
สิปปกรเคยพูดแก้ให้มารดาไปเช่นนั้น
“แล้วปอนด์เคยเห็นใครดื่มเหล้าแล้วมีสติบ้างไหมล่ะขึ้นชื่อว่าเหล้ามันก็เข้าไปทำลายสติของความเป็มนุษย์ให้ลดลงทั้งนั้นแหละเพียงแต่จะมากหรือน้อยเท่านั้นเอง ปอนด์ก็ลองถามแม่เขาดูสิ ว่าเพราะเหล้าหรือเปล่าที่ทำให้พ่อกับแม่ของปอนด์ทำผิดพลาดกันน่ะ”
คำพูดของยายกันยามาศที่เคยกล่าวไว้ทำให้เขาอยากจะรู้อยู่เหมือนกันว่าบิดามารดาทำผิดพลาดเื่อะไรไว้
“สวัสดีครับคุณยาย”
เขายกมือไหว้ยายกันยามาศทุกครั้งที่มาบ้านสวน
“ทานข้าวมาหรือยังลูก”
ยายกันยามาศถามหลานชายด้วยความห่วงใย
“ยังครับ ผมกะว่าจะมาทานข้าวฝีมือยาย”
“วันนี้วันพระอาหารของยายก็เลยงดเนื้อสัตว์ ปอนด์ฝึกงดทานเนื้อสักวันนะลูก”
สิปปกรพยักหน้ารับ นาน ๆครั้งเขาถึงจะงดเนื้อสัตว์เพราะมักจะเป็จังหวะที่เป็วันพระที่เขาต้องค้างที่บ้านสวนกับคุณยายทำให้เขาจำเป็ต้องรับประทานอาหารพวกผักและผลไม้ตามยายกันยามาศไปด้วยซึ่งก็ไม่เป็ปัญหาสำหรับเขา
“วันนี้ยายทำต้มจืดตำลึงเต้าหู้ถั่วเหลืองกับผัดผักเปรี้ยวหวานจะทานเลยไหมลูก”
“เดี๋ยวก่อนก็ได้ครับผมอยากรู้เื่เ้าดุ๊กดิ๊กก่อนครับ”
เขาร้อนใจกับเื่นี้มากจนต้องรีบมาที่นี่
“ก็อย่างที่ยายโทรบอกนั่นแหละ”
“ผมจะออกตามหามันเองครับ”
“ถึงตามก็ไม่เจอหรอกลูก”
ยายกันยามาศมีสีหน้าเรียบเฉยดูไม่ได้ทุกข์ร้อนใจเหมือนเขา
“คุณยายรู้ได้ไงครับ”
“อีกไม่นานมันก็จะได้กลับมาเชื่อยายสิลูก”
ยายกันยามาศบอก ก่อนจะเดินไปนั่งที่เก้าอี้นวมตัวโปรดในห้องรับแขกพลอยทำให้หลานชายนั่งลงตามไปด้วย
“ถ้ามันไม่กลับมาล่ะครับ”เขามีสีหน้ากังวลใจ
“ก็ให้คิดเสียว่าเรากับดุ๊กดิ๊กมีวาสนาต่อกันเพียงเท่านั้นอะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด เหมือนกับที่เกิดอุบัติเหตุกับชวินแล้วก็หนูดรีมไงล่ะ ชวินถึงเวลาที่จะต้องตายก็ไม่สามารถที่จะช่วยเขาได้ ส่วนหนูดรีมยังไม่ถึงเวลาก็เลยรอด”
ยายกันยามาศพูดโดยใช้หลักธรรมเข้ามาเกี่ยวข้องหวังให้หลานชายทำใจยอมรับ
“แต่ผมห่วงความรู้สึกของดรีมมากไม่อยากให้ดรีมรู้เื่ที่ดุ๊กดิ๊กหายไป”
“เราหนีความจริงไม่พ้นหรอกลูกยังไงหนูดรีมก็ต้องรู้”
“แต่คุณยายก็รู้นี่ครับว่าตอนนี้นายวินก็เสียชีวิตแล้ว ถ้าดรีมรู้ว่าคนที่เขารักล้มหายตายจากไปแถมสัตว์ที่เขาทั้งรักและสงสารก็ยังจะมาหายไปจากชีวิตอีก ดรีมจะมีสภาพจิตใจเป็อย่างไงบ้างก็ไม่รู้ ผมเป็ห่วงดรีมมากนะครับคุณยาย”
เขาบอกด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย
“ถามจริง ๆ เถอะ ปอนด์รักหนูดรีมใช่หรือเปล่า”
ผู้เป็ยายมองหน้าหลานชายด้วยแววตาของคนที่ผ่านชีวิตมามากก็เลยมองอะไรได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
“คุณยาย...”
หลานชายมีสีหน้าใก่อนจะเปลี่ยนเป็หน้าแดงด้วยความอาย
“ยายสังเกตปอนด์มานานแล้วนะ ทุกครั้งที่หนูดรีมมาที่บ้านสวนของยายดูปอนด์จะมีความสุขมาก แววตาของปอนด์ที่มองดูหนูดรีม มันแตกต่างจากที่มองหนูลิลลี่กับ หนูไปรยา มากเลยนะ”
“คุณยาย...”
“อย่าปดยายเลย..ยายดูออกนะว่าปอนด์แอบรักหนูดรีม แต่ปอนด์ต้องเก็บมันไว้ เพราะรู้ดีว่าหนูดรีมรักกับชวินซึ่งเป็เพื่อนในกลุ่มเดียวกันแต่ตอนนี้ชวินก็เสียไปแล้ว ยายก็ขอลุ้นให้ปอนด์สมหวังกับหนูดรีมก็แล้วกันนะ”
สิปปกรก้มหน้าด้วยความอายพูดไม่ออกเขาไม่คิดว่าที่ผ่านมาจะถูกแอบสังเกตจากยายมาโดยตลอด
“มัวแต่เขินอยู่นั่นแหละไปหาข้าวหาปลาทานได้แล้ว”
ยายกันยามาศไล่ด้วยน้ำเสียงหยอกล้อเขาจึงพยักหน้ายิ้มเอียงอายก่อนจะลุกขึ้นและตั้งใจว่าหลังจากรับประทานอาหารแล้ว จะออกตามหาเ้าดุ๊กดิ๊กทันทีแม้ความหวังที่จะได้พบตัวมันริบหรี่เต็มทีแต่ก็ยังดีกว่าที่จะนั่งรอให้มันกลับมาเอง