สุดยอดนักผจญภัย

เมืองแซลไรซ์

ไม่ถึงสองชั่วโมงทั้งสองก็มาถึงเมืองดามูก้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยที่ด้านหลังของไลท์มีกระเป๋าใบใหญ่ที่ใส่ไข่สัตว์เวทย์เอาไว้

ไลท์ได้ทำการจองห้องก่อนที่จะอาบน้ำทันที เพราะเขารู้สึกเหนียวตัวอย่างมาก นอกจากนี้เสื้อผ้าของเขาก็มีกลิ่นเหม็นออกมาด้วย

หลังจากที่อาบน้ำแต่งตัวเสร็จแล้ว เขาก็พาเบเรียลไปกินอาหารเที่ยง

“ พวกนั้นจะกลับมาถึงเมื่อไหร่ ” ไลท์ถามออกมา

“ อย่างช้าสุดก็น่าจะหนึ่งถึงสองเดือนได้ เพราะพวกนั้นไม่ได้อยู่ภูมิภาคเหนือ ไลก้ากับคอลลุยไปที่ภูมิภาคตะวันออก เดซี่และเวโรนิก้าไปยังภูมิภาคกลาง สุดท้ายเฮลเฟลชกับเมลิซ่าไปที่ภูมิภาคตะวันตก และไม่รู้ว่าพวกนั้นอยู่ส่วนไหนของพื้นที่ด้วย แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็ได้บอกให้พวกนั้นกลับมาตั้งแต่ห้าวันก่อนแล้ว ” เบเรียลตอบ

“ เข้าใจแล้ว ” ไลท์พยักหน้ารับเบาๆ 

“ เบเรียลอนาคตฉันจะสร้างเมืองของตัวเอง เธอคิดว่ายังไง ” ไลท์ถามขึ้น

“ แล้วทำไมนายถึงไม่อยู่ที่เมืองทะเลสาบล่ะ ” เบเรียลสงสัย เพราะถึงอย่างไรเมืองทะเลสาบก็เป็นสมบัติของเธอ แล้วไลท์จะไปสร้างเมืองใหม่ขึ้นมาทำไม

ไลท์จึงเล่าเรื่องที่คูเลย์ซินให้กับเบเรียลฟัง

เมื่อเบเรียลฟังจบสีหน้าของเธอก็เต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ

“ นายจะบอกว่าอีกหลายปีต่อจากนี้โลกภายในหอคอยแห่งนิรันดร์จะพังทลาย ทุกสิ่งที่อยู่ที่นี้จะย้ายไปอยู่ที่โลกภายนอกงั้นหรอ ” เบเรียลสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เรื่องนี้มันเกินกว่าที่เธอจะจินตนาการได้

“ ใช่แล้วล่ะเพราะแบบนั้นฉันถึงต้องสร้างเมืองของตัวเองที่โลกภายนอกหรือไม่ก็สร้างประเทศไปเลย เพราะฉันเชื่อว่าเมื่อถึงวันนั้นมาถึงสงครามจะเกิดทุกพื้นที่ คนบริสุทธิ์นับไม่ถ้วนจะต้องตาย ฉันจึงอยากสร้างเมืองที่ทำให้คนบริสุทธิ์ไม่ต้องตายเพราะสงคราม ” ไลท์พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง

เบเรียลมองไปที่ไลท์จากนั้นเธอก็เห็นด้วยกับไลท์

“ งั้นรอคนอื่นๆมาก่อนจากนั้นพวกเราค่อยไปหาที่สร้างเมืองกันเถอะ ” เบเรียลพูดขึ้น 

ไลท์พยักหน้ารับเบาๆจากนั้นเขาก็ฉุดคิดอะไรบางอย่างออก

“ เบเรียล ฉันขอถามอะไรหน่อยสิ ” ไลท์พูดขึ้น

เบเรียลมองไปที่ไลท์ด้วยความสงสัย

“ ฉันจำได้ว่าการที่จะออกจากหอคอยแห่งนิรันดร์ได้นั้นจะต้องเป็นมนุษย์และปีศาจใช่ไหม? ” ไลท์ถามขึ้น

เบเรียลพยักหน้าและตอบว่า “ ใช่ ถ้าหากฉันจำไม่ผิดการที่จะออกจากหอคอยแห่งนิรันดร์ได้จะต้องเป็นมนุษย์หรือไม่ก็ปีศาจเท่านั้น เผ่าพันธุ์อื่นๆต้องการที่จะออกไปด้านนอกนั้นจะถูกหอคอยแห่งนิรันดร์ปฏิเสธ ว่าแต่นายถามเรื่องนี้ทำไมงั้นหรอ? ” 

“ เธอลืมไปแล้วหรอว่าตอนนั้นเฮลเฟลชเองก็ออกไปด้านนอกหอคอยแห่งนิรันดร์เหมือนกันและเธอก็ออกได้โดยปกติด้วย ไม่มีการถูกปฏิเสธจากหอคอยแห่งนิรันดร์ ” ไลท์พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง

ดวงตาของเบเรียลเบิกกว้าง เธอเองก็ลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิทเลย 

“ จริงด้วยแล้วทำไมเฮลเฟลชถึงออกไปได้ทั้งๆที่เป็นเผ่ามังกร? ” เบเรียลตกใจ 

“ ฉันคิดว่ามีอยู่สองสาเหตุที่ทำให้เป็นแบบนั้น ” ไลท์พูดขึ้น

“ อะไรงั้นหรอ? ” เบเรียลสงสัย

“ หนึ่งคือเพราะเฮลเฟลชได้ฝึกฝนลมปราณทำให้เธอไม่ถูกปฏิเสธจากหอคอยแห่งนิรันดร์ สองคือตอนนี้หอคอยแห่งนิรันดร์ใกล้ที่จะพังทลายแล้วทำให้หอคอยไม่สามารถปฏิเสธเผ่าพันธุ์อื่นๆไม่ให้ออกจากหอคอยแห่งนิรันดร์ได้อีกต่อไป ” ไลท์พูดขึ้น 

เบเรียลครุ่นคิดตามก็คิดว่าอาจจะเป็นหนึ่งในสองอย่างที่ไลท์คิดมา ถ้าหากเป็นอย่างแรกก็ดีไปเพราะโลกภายนอกจะยังคงสงบสุขอยู่ แต่ถ้าหากเป็นอย่างที่สองแล้วล่ะก็ โลกภายนอกจะวุ่นวายขึ้นมาทันที เพราะจะต้องมีการแย่งชิงพื้นที่ระหว่างเผ่าพันธุ์อื่นๆเช่น เอลฟ์ คนแคระ มนุษย์สัตว์ มังกร เป็นต้น และนี้ยังไม่รวมถึงเผ่าพันธุ์อื่นๆที่ยังคงซ่อนตัวจากโลกและยังไม่เปิดเผยออกมาเช่นเผ่าพันธุ์วิญญาณ เผ่าพันธุ์ยักษา เผ่าพันธุ์อสูร 

สำหรับเผ่าพันธุ์มัจฉาแล้ว พวกเขาก็จะยังคงอยู่ใต้ทะเลต่อไป พวกนั้นคงไม่คิดที่จะมาแย่งชิงพื้นที่บนผืนดินหรอก 

“ ฉันคิดว่าพวกเราคงต้องพิสูจน์แล้วล่ะ ” ไลท์พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง เพราะถ้าหากเป็นอย่างที่หนึ่ง พวกเขาก็ยังพอมีเวลาในการเตรียมตัวอยู่ แต่ถ้าหากเป็นอย่างที่สองแล้วล่ะก็พวกเขาก็ต้องรีบเตรียมตัวตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไป 

“ แล้วนายคิดจะบอกเรื่องนี้กับสภาจอมเวทย์ไหม? ” เบเรียลถาม

“ ตอนนี้คงยังเพราะยังไม่อยากทำให้เรื่องราวมันใหญ่โต คงต้องรอดูว่าหลังจากที่พิสูจน์แล้วว่าเป็นอย่างที่หนึ่งก็ยังไม่ต้องบอกแต่ถ้าหากพิสูจน์แล้วเป็นอย่างที่สองก็คงต้องบอกแล้วล่ะ ” ไลท์ตอบ

เบเรียลเห็นด้วย เพราะกว่าที่จะพิสูจน์เสร็จก็น่าจะใช้เวลาอย่างน้อยๆก็สองถึงสามเดือน 

“ แล้วนายจะไปออกหอคอยแห่งนิรันดร์จากเมืองไหนงั้นหรอ? ” เบเรียลถาม เนื่องจากหอคอยแห่งนิรันดร์ในทวีปมนุษย์มีเป็นจำนวนมาก เธอจึงไม่รู้ว่าไลท์จะไปออกจากหอคอยแห่งนิรันดร์ที่เมืองไหน

“ ฉันคิดว่าจะกลับไปที่อาณาจักรแสงจันทร์ ก็พวกเธออยากเห็นบ้านเกิดของฉันไม่ใช่หรอ? ” ไลท์พูดขึ้น

เบเรียลยิ้มและพยักหน้ารับ เธอเองก็อยากที่จะเห็นบ้านเกิดของไลท์

“ หรือว่าพวกเราจะไปนัดเจอกันที่เมืองแสงจันทร์เลยไหม? ” เบเรียลถามขึ้น

ไลท์ครุ่นคิดก่อนที่จะลองให้เบเรียลถามกับทุกๆคนว่าจะมาเจอกันที่ไหนดี 

ไม่นานเบเรียลก็ตอบว่าเดี๋ยวเดซี่และเวโรนิก้ากำลังจะถึงภูมิภาคเหนือแล้ว ส่วนทางด้านไลก้า คอลรุย เฮลเฟลช เมลิซ่าไปเจอกันที่เมืองแสงจันทร์เลยทีเดียว เพราะพวกเธออยู่ใกล้กับภูมิภาคใต้มากกว่าที่จะขึ้นมาที่ภูมิภาคเหนือ

“ งั้นหลังจากที่กินข้าวเสร็จแล้วพวกเราก็ออกเดินทางกันเถอะ ” ไลท์พูดขึ้น

หลังจากที่กินข้าวกันเสร็จแล้ว ไลท์ก็ขับดาร์กโซลที่ภาคกลาง เขาคิดว่าจะไปเยี่ยมพวกคุณเฟลิกซ์สักหน่อย และก็ดูอาการของคุณเอลเรนด้วย ไม่แน่ว่าเขาอาจจะรักษาได้ก็ได้

โดยที่พวกเขาจะนัดเจอกันที่เมืองแซลไรซ์ ซึ่งเป็นเมืองที่อยู่ระหว่างสองภูมิภาคพอดี 

ซึ่งการเดินทางจากเมืองดามูก้าไปยังเมืองแซลไรซ์ใช้เวลาประมาณสิบวัน ซึ่งนับว่าไม่ได้ไกลสักเท่าไหร่

การเดินทางของทั้งสองไม่ได้ถูกกลุ่มโจรดักปล้นแม้แต่น้อย เพราะช่วงเวลานี้กลุ่มโจรไม่กล้าที่จะปรากฏตัวออกมาให้เห็นเพราะตอนนี้สภาจอมเวทย์ได้ส่งทหารกระจายไปทั่วพื้นที่ของทวีปมนุษย์ทำให้พวกโจรได้แต่ซ่อนตัวอยู่ที่ฐาน แต่ก็ใช่ว่ากลุ่มโจรจะซ่อนตัวอยู่ที่ฐานทั้งหมด ถ้าหากพวกมันมีความแข็งแกร่งพวกมันก็กล้าที่จะออกมาสู้กับสภาจอมเวทย์

เมืองแซลไรซ์เป็นเมืองที่ตั้งล้อมรอบภูเขาลูกหนึ่ง ทำให้มีสิ่งก่อสร้างมากมายสร้างขึ้นบนภูเขานับไม่ถ้วนดูสวยงามอย่างมาก

สิบวันต่อมา ดาร์กโซลก็ค่อยๆจอดอยู่ที่ท่าจอดเรือยนต์ของเมืองแซลไรซ์

“ ไปกินข้าวกันเถอะ ดูเหมือนว่าพวกเดซี่ได้จองห้องอาหารเอาไว้ให้แล้ว ” เบเรียลพูดขึ้น เนื่องจากเดซี่และเวโรนิก้าใช้การบินทำให้ทั้งสองมาถึงเร็วกว่าไลท์ถึงห้าวันเลยทีเดียว 

ร้านอาหารที่ทั้งสองไปก็คือร้านอาหารท้องนภา ซึ่งเป็นร้านอาหารที่ตั้งอยู่จุดที่สูงของเมืองแซลไรซ์ ทำให้ร้านอาหารท้องนภาเป็นร้านอาหารที่มีแขกระดับสูงมักจะมากินอาหารกันที่นี้ 

หลังจากที่เข้ามาด้านในร้านอาหารแล้ว ไลท์ก็บอกให้พนักงานพาไปยังห้องส่วนตัวทันที

เมื่อทั้งสองเข้ามาในห้องแล้วก็เห็นเดซี่และเวโรนิก้ากำลังนั่งพูดคุยกันอยู่ 

“ เป็นยังไงบ้างทุกคน ” ไลท์ถามขึ้นด้วยรอยยิ้ม

“ อาจารย์ ” เดซี่วิ่งเข้ามากอดไลท์ด้วยความคิดถึง 

เวโรนิก้าเองก็ยิ้มให้กับไลท์ก่อนที่จะพูดขึ้นว่า “ ดูเหมือนว่าหัวหน้าจะแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมมากเลยนะเนี้ย ” 

ไลท์หัวเราะจากนั้นเขาก็สัมผัสได้ว่าเดซี่และเวโรนิก้าก็พัฒนาขึ้นมากเลยทีเดียว 

ความแข็งแกร่งของทั้งสองคนนั้นนับว่าพัฒนาจากเดิมมาก ซึ่งความแข็งแกร่งของทั้งสองใกล้เคียงกับระดับSSแล้ว ซึ่งคาดว่าอีกเพียงประมาณหนึ่งถึงสองปี ทั้งสองก็คงจะทะลวงเข้าสู่ระดับSSได้อย่างไม่มีปัญหา  

ตอนนี้ไลท์อยากจะดูความแข็งแกร่งของสมาชิกเดธปาร์ตี้ทั้งหมดแล้ว 

“  ไม่ได้เจอกันแค่แปปเดียวแต่ดูเหมือนว่าพวกเธอก็ขยันฝึกฝนจนแข็งแกร่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเลยนะ ” ไลท์ยิ้มออกมา

“ แน่นอนอยู่แล้วอาจารย์ ฉันไม่ยอมให้อาจารย์แซงหน้าไปคนเดียวหรอกนะ แต่ดูเหมือนอาจารย์ก็ยังทิ้งพวกเราไปไกลอยู่ดี ” เดซี่ส่ายหน้าจากนั้นเธอก็สัมผัสได้ว่าเบเรียลเองก็แข็งแกร่งขึ้นเหมือนกัน 

“ พี่เบเรียลเองก็แข็งแกร่งขึ้นมากเลยทีเดียว ” เดซี่พูดออกมาด้วยความยินดี 

หลังจากนั้นทุกๆคนก็นั่งกินอาหารกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว พวกเขาก็ตัดสินใจที่จะพักผ่อนที่นี้สักหนึ่งวันก่อนที่จะออกเดินทางต่อ 

วันต่อมา ในขณะที่พวกไลท์กำลังจะออกเดินทาง จู่ก็มีเสียงประกาศดังขึ้นว่า มีดันเจี้ยนปรากฏอยู่ไม่ห่างจากเมืองไม่เกินสิบกิโลเมตร ทางเมืองจึงอยากจะขอร้องให้ตัวตนระดับสูงภายในเมืองหรือบุคคลที่แวะเวียนอยู่ในเมืองแห่งนี้มารวมตัวกันที่ลานกลางเมืองเพื่อที่จะได้จัดกำลังคนไปทำลายดันเจี้ยน

ไลท์และคนอื่นๆจึงไปที่ลานกลางเมืองโดยที่พวกเขาสวมชุดฮู้ดสีดำและสวมหน้ากากเพื่อปกปิดใบหน้า พวกเขาไม่ต้องการให้คนอื่นรู้ว่าพวกเขาอยู่ที่นี้ 

ผ่านไปประมาณครึ่งชั่วโมง

ลานกลางเมืองที่เคยว่าง ตอนนี้เต็มไปด้วยทหารที่มากกว่าห้าร้อยคน รวมไปถึงนักผจญภัยและจอมเวทย์จากกิลด์ต่างๆอีกประมาณสามร้อยคน ซึ่งรวมแล้วประมาณแปดถึงเก้าร้อยคน 

“ ดูเหมือนว่าพวกเราก็คงไม่ต้องออกแรงแล้วมั้ง? ” เดซี่พูดพร้อมกับมองดูผู้คนจำนวนมาก ซึ่งแต่ละคนต่างก็มีความแข็งแกร่งในระดับCขึ้นไป และก็ยังมีระดับAที่ปะปนอยู่ประมาณสิบกว่าคนเลยทีเดียว ซึ่งนับว่าเป็นกองทัพที่ทรงพลังเอาเรื่อง 

“ พวกเราลองดูหน่อยก็ไม่เสียหายอะไรหรอก ถ้าหากเกิดเรื่องไม่คาดคิดขึ้นพวกเราก็สามารถช่วยได้ทันที ” ไลท์พูดขึ้น อีกอย่างเขาสัมผัสได้ว่าทหารจะไม่ค่อยถูกกับทางของสมาคมนักผจญภัยสักเท่าไหร่ เพราะพวกเขาแยกกันยืนอย่างชัดเจน นอกจากนี้พวกเขายังมีปากเสียงกันหลายครั้งอีกด้วย

หลังจากนั้นพวกเขาก็ยืนรอประมาณสิบนาที ชายวัยกลางคนใบหน้าดูดุดัน ออร่าของเขาอยู่ในระดับA ตามมาด้วยทหารในชุดเกาะสีเงินที่มีออร่าระดับAอีกหนึ่งคนเดินขึ้นมาบนเวที และคนสุดท้ายเป็นชายวัยกลางคนในชุดธรรมดาแต่ออร่าของเขาก็อยู่ในระดับAเช่นกัน

“ ยินดีที่ได้พบทุกคน ฉันชื่อ เวกัส เจ้าเมืองแซลไรซ์แห่งนี้ ฉันขอขอบคุณทุกคนที่สละเวลาอันมีค่ามาช่วยพวกเราในการทำลายดันเจี้ยนแห่งนี้ ซึ่งค่าตอบแทนจะขึ้นอยู่กับว่าภายในดันเจี้ยนคือสมบัติชนิดอะไร ถ้าหากเป็นสมบัติที่มีราคาสูง ทุกคนก็จะได้รับเงินตอบแทนมากขึ้นไปด้วย โดยที่ทุกๆคนจะได้รับค่าตอบแทนอยู่ที่หนึ่งแสนจีเซล ” เวกัสพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย 

แม้ว่าหนึ่งแสนจีเซลจะไม่ได้มากมายเท่าไหร่สำหรับตัวตนระดับAแต่สำหรับตัวตนระดับCหรือBนั้นนับว่าเป็นจำนวนเงินที่พอให้พวกเขาใช้ชีวิตได้อย่างสบายๆไปหลายเดือนเลยทีเดียว 

พวกเขาได้แบ่งกันออกเป็นแปดกลุ่ม ซึ่งกลุ่มละประมาณหนึ่งร้อยคน ส่วนพวกไลท์ก็อยู่ในกลุ่มเดียวกัน นอกจากนี้หัวหน้ากลุ่มแต่ละคนก็ยังเป็นพวกทหารหรือไม่ก็ตัวตนระดับAของกลุ่มนักผจญภัย

“ เอาละ พวกเราจะให้เวลาพักสามชั่วโมง จากนั้นก็ให้ไปรวมตัวกันที่ท่าจอดเรือยนต์ ” เวกัสพูดขึ้น 

หลังจากนั้นทุกๆคนก็แยกย้ายกันไปพักผ่อนหรือไปซื้อของต่างๆเสร็จแล้วก็ไปรวมตัวกันที่ท่าเรือยนต์

ที่ท่าเรือยนต์ตอนนี้เรือยนต์ขนาดใหญ่จำนวนห้าลำได้จอดเรียงเอาไว้เรียบร้อยแล้ว 

เรือยนต์แต่ละลำสามารถจุคนได้มากถึงหนึ่งถึงสองร้อยคน ซึ่งด้วยจำนวนห้าลำก็นับว่าเพียงพอต่อกองทัพที่จะบุกไปยังดันเจี้ยนแล้ว 

พวกไลท์นั่งอยู่แถวๆด้านหน้าของหัวเรือยนต์ เนื่องจากพวกไลท์ใส่ฮู้ดยาวสีดำและสวมหน้ากากพร้อมกับปล่อยออร่าระดับAออกมา ทำให้ไม่มีใครกล้าที่จะเข้าไปคุยกับพวกไลท์ 

ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงพวกเขาก็มาถึงดันเจี้ยน

ที่ดันเจี้ยนมีทหารคุ้มกันอยู่ราวๆสามร้อยคนเฝ้าอยู่รอบๆดันเจี้ยน

หลังจากที่จอดเรือยนต์เสร็จแล้วทุกๆคนก็ลงมาจากเรือยนต์ พร้อมกับยืนตามกลุ่มของตัวเอง

หัวหน้ากลุ่มของไลท์เป็นหญิงสาวที่อายุประมาณสามสิบนิดๆ เธอสวมชุดเกาะสีเงินและมีออร่าระดับAปะทุออกมาอยู่ตลอดเวลา

ไลท์มองไปที่ดันเจี้ยน เขาสัมผัสได้ว่าดันเจี้ยนแห่งนี้เป็นดันเจี้ยนระดับA การที่จะเคลียดันเจี้ยนระดับAนั้นจะต้องมีระดับSอย่างน้อยหนึ่งคน หรือถ้าหากไม่มีระดับSก็ต้องมีระดับAอย่างน้อยๆก็ต้องสิบห้าคนขึ้นไป ไม่อย่างนั้นก็อย่าคิดที่จะเคลียดันเจี้ยนระดับAโดยเด็ดขาด

ไม่นานเวกัสก็พาทุกๆคนเข้าไปในดันเจี้ยน

หลังจากที่เข้ามาในดันเจี้ยนแล้ว พวกไลท์ก็พบกับต้นไม้สูงใหญ่เต็มไปหมด

“ ป่างั้นหรอ แต่ดูเหมือนว่าจะเป็นป่าที่ใหญ่โตน่าดูเลยนะเนี้ย ” ไลท์พึมพำออกมา เพราะต้นไม้แต่ละต้นสูงเกินยี่สิบเมตร 

 

คล้ายกับเรื่องสุดยอดนักผจญภัย ที่คุณอ่าน