“เพลงดาบพายุทราย กระบวนท่าที่สี่ ไหลตามกระแส” ดาบคาตานะที่อยู่ในมือของอิริกเปล่งแสงสีดำทมิฬ เขาวาดดาบเพื่อเบี่ยงทิศทางของลำแสงสีรุ้งที่พุ่งเข้ามา ราวกับมีสายลมสีดำเป็นแผ่นบางๆกั้นระหว่างตัวของอิริกกับลำแสงนั้น ลำแสงสีรุ้งนั้นถูกทำให้เลี้ยวเบนออกไปเป็นเส้นโค้งรอบตัวของอีริก
ลำแสงสีรุ้งถูกเบี่ยงเบนด้วยชั้นบางๆของกระบวนท่าไหลตามกระแสออกไปอย่างพิศวง ดูแล้วน่าอัศจรรย์เป็นอย่างมากที่มนุษย์คนหนึ่งสามารถทำให้ลำแสงที่พุ่งเข้ามาเป็นเส้นตรงนั้น เลี้ยวเบนออกเป็นเส้นโค้งได้อย่างน่าทึ่ง
ไหลตามกระแสนั้นเป็นกระบวนท่าที่ใช้เพื่อเบี่ยงเบนการโจมตีในรูปแบบของพลังงานประเภทต่างๆได้อย่างเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นการโจมตีจากเปลวเพลิง สายฟ้า หรือธาตุอื่นๆอะไรก็ตาม กระบวนท่านี้จะใช้พลังชีวิตในการหักเหวิถีของพลังงานออกไปในด้านตรงข้ามทำให้สามารถสลายแรงโจมตีของการโจมตีในรูปแบบพลังงานได้ทุกชนิด ซึ่งการใช้กระบวนท่านี้จะต้องมีความชำนาญในการถ่ายเทพลังงานออกไป ถ้ามากหรือน้อยเกินก็จะทำให้การป้องกันนั้นไม่ได้ผล
จ้าวอินทรีปีกสายรุ้งที่เห็นการโจมตีของตนไม่ได้ผล ก็โฉบตัวพุ่งเข้ากระแทกใส่อีริกอย่างจัง มันใช้จงอยปากเป็นดั่งหอกพุ่งทะลวงออกไป มันหุบปีกแล้วพุ่งออกไปข้างหน้าด้วยความเร็วสูง
ผืนฟ้าแยกออกเป็นรอยราวกับถูกมีดอันแหลมคมกรีด การปะทะกันของทั้งสองทำให้มิติรอบตัวเกิดการสั่นเทือนราวกับมันกำลังจะพังทลาย บรรยากาศโดยรอบเกิดการบิดเบี้ยวแปรปรวนเป็นอย่างมาก
อีริกที่กำลังป้องกันลำแสงสีรุ้งอยู่นั้นไม่ทันได้ระวังตัว ถูกคมปากของจ้าวอินทรีปีกสายรุ้งเฉือนลำตัวออกไป เกิดเป็นบาดแผลที่ตรงข้างลำตัวขึ้นจุดหนึ่ง แรงกระแทกจากกันพุ่งเข้าชนของจ้าวอินทรีปีกสายรุ้งทำให้เขากระเด็นออกไป เข้าพุ่งกระแทกพื้นอย่างรุนแรง ผืนป่าด้านล่างพังไปเป็นแถบๆ
อีริกลุกขึ้นมาจากพื้นดินพร้อมกับใช้มือปัดเศษฝุ่นตามตัวออกไป จากนั้นใช้มือกระชากเสื้อผ้าที่ขาดรุ่งริ่งนั้นออก เผยให้เห็นกล้ามเนื้อที่กำยำแข็งแรงราวกับประติมากรรมแห่งเทพเป็นผู้สร้างขึ้น ที่ลำตัวด้านขวามีบาดแผลขนาดพอสมควรอยู่จุดหนึ่ง จากนั้นเขาจึงสัมผัสไปที่แหวนที่นิ้ว ซึ่งเป็นแหวนมิติสำหรับเก็บสิ่งของ เขานำยาเม็ดรักษาบาดแผลระดับสูงออกมากินเม็ดหนึ่ง จากนั้นเลือดที่ไหลออกจากบาดแผลก็หยุดลง จากนั้นปากแผลก็เริ่มสมานกันอย่างไม่ช้าไม่เร็ว
เมื่อปากแผลจวนจะปิดสนิทดีแล้ว อีริกก็ใช้ทักษะในการบินของเขา ปีกวิหกสามทิวาดีดตัวพุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้าอีกครั้ง เขาวาดดาบออกไปใส่จ้าวอินทรีปีกสายรุ้งอย่ารุนแรง เกิดเป็นคลื่นดาบรูปจันทร์เสี้ยวสีดำทมิฬพุ่งตรงไปที่จ้าวสัตว์อสูรตัวนั้น
ในจังหวะต่อมาอีริกก็พุ่งตามคลื่นดาบสีดำนั้นไปติดๆ จ้าวอินทรีปีกสายรุ้งตวัดปีกที่เคลือบด้วยละอองแสงสีรุ้งเข้าปะทะกับคลื่นดาบสีดำทมิฬนั้น คลื่นกระแทกถูกสร้างขึ้นจากศูนย์กลางของการปะทะกันจนทำให้จ้าวอินทรีปีกสายรุ้งกระเด็นออกไปหลายเมตร
จากนั้นจ้าวอินทรีปีกสายรุ้งก็ต้องเบิกตัวกว้างด้วยความตกใจ เมื่อเห็นอีริกพุ่งเข้ามาพร้อมกับดาบสองเล่มในมือ หนึ่งขาวหนึ่งดำ ดาบคู่ในมือทั้งสองข้างของอีริกตวัดฟันปีกทั้งสองของจ้าวอินทรีปีกสายรุ้งอย่างรุนแรง มันไม่ทันได้ใช้พลังป้องกันที่ปีกเลยแม้แต่น้อย ปีกทั้งสองข้างถูกชโลมไปด้วยเลือด
เหล่านักล่าที่อยู่ด้านบนของกำแพงเมืองมองไปที่ผู้นำของพวกเขาด้วยความเชื่อมั่นอย่างมาก
อีริกไม่รอช้า เขาตามเข้าไปซ้ำในทันที เขาใช้ดาบในมือข้างหนึ่งตัดปีกของจ้าวอินทรีสายรุ้งจนขาดกระเด็นตกลงไปสู่พื้นดินเบื้องล่างตรงจุดที่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากพวกอิกนัสอยู่นัก
จากนั้นร่างจ้าวอินทรีปีกสายรุ้งก็ค่อยๆล่วงหล่นลงสู่พื้นดินตามไปด้วย
“ปิดฉากเลยแล้วกัน ก่อนที่มันจะฟื้นตัวขึ้นมาอีกครั้ง เพลงดาบพายุทราย มรสุมทะเลทราย” อีริกใช้กระบวนท่าที่สามของเพลงดาบพายุทรายออกไป วิถีดาบทรงกลมล้อมรอบด้วยสะเก็ดเล็กๆมากมาย สะเก็ดเล็กๆนั้นคือคมดาบสายลมขนาดเล็กจำนวนมากมายที่เกิดขึ้นจากการฟันดาบออกไปด้วยความเร็วสูง
มรสุมพายุทรายทรงกลมเคลื่อนที่เข้าล้อมรอบร่างกายของจ้าวอินทรีปีกสายรุ้งอย่างไม่มีทางที่จะหลบเลี่ยง เส้นทางที่เพลงดาบผ่านไปจัดการกับสัตว์อสูรน้อยใหญ่มากมาย พวกมันร่วงลงสู่ผืนดินไม่ต่างจากใบไม้ร่วง
จ้าวอินทรีปีกสายรุ้งโดนการโจมตีของอีริกเข้าไปอย่างจังก็ทนพิษบาดแผลไม่ไหว ร่วงลงสู่พื้นอย่างไม่ไหวติง มันตกลงกระแทกพื้นอย่างแรงตามเนื้อตัวมีแต่รอยทะลุจนพรุนจากกระบวนท่ามรสุมทะเลยของอีริก
อิกนัสที่มองดูการต่อสู้อยู่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น เพราะเขาก็ฝึกเพลงดาบพายุทรายนี้เช่นกัน เพียงแต่ระดับเขานั้นยังไม่สามารถดึงประสิทธิภาพของเพลงดาบนี้ออกมาได้เท่ากับที่อีริกใช้ออกมาแม้แต่น้อย
“อิกนัสปีกนั่นรีบให้เจ้าตัวดำนั่นไปเอามาเร็ว สัตว์อสูรระดับนี้ไม่ได้หากันง่ายนะ” เสียงริโอดังขึ้นในโสตประสาทของอิกนัส
“แบล็ครีบไปคาบปีกนั่นมา” อิกนัสออกคำสั่งให้กิเลนจันทราพุ่งออกไปจากม่านพลังเพื่อไปเอาปีกของจ้าวอินทรีปีกสายรุ้งมาทันที
กิเลนจันทรากระโจนตัวออกไปคาบปีกของจ้าวอินทรีปีกสายรุ้งที่อยู่นอกม่านพลังป้องกันเมือง แต่เมื่อวิ่งกลับมามันก็พบว่าไม่สามารถกลับเข้าไปข้างในม่านพลังได้อีก
อิกนัสที่เห็นอย่างนั้นก็สั่งให้มันวางปีกข้างนั้นไว้ด้านหน้าม่านพลังแล้วจึงเก็บเจ้าแบล็คกับเข้าไปในการ์ด พร้อมกับเรียกมันออกมาที่ข้างตัวเขาอีกครั้ง เพราะมีเพียงมนุษย์เท่านั้นที่จะสามารถผ่านเข้าออกม่านพลังป้องกันเมืองได้อย่างอิสระ สัตว์อสูรจะถูกกั้นไว้มิให้เข้ามาได้
“อิกนัสนายสั่งให้เจ้านั่นไปเอาปีกของจ้าวอินทรีปีกสายรุ้งมาทำไม?” เสียงของลูฟัสถามออกไป
“ผมต้องการขนของมันเพื่อเอามาใช้ทำอะไรนิดหน่อยนะ” อิกนัสโกหกเพื่อนของเขาออกไป เพราะเขานั้นไม่สามารถหาเหตุผลอะไรมากไปกว่านี้ จากนั้นริโอจึงใช้การ์ดตัวตนของเขาผนึกปีกข้างนั้นของจ้าวอินทรีปีกสายรุ้งให้กลายเป็นการ์ด
จนถึงตอนนี้นั้นอิกนัสสามารถเก็บการ์ดสัตว์อสูรไปได้แล้วหลายสิบใบ แต่ก็เป็นเพียงสัตว์อสูรระดับทองแดงและเงินเท่านั้น แต่เขาก็ยังไม่ได้ตรวจดูว่าเป็นการ์ดอะไรบ้าง เพราะการต่อสู้กับสัตว์อสูรนั้นยังอยู่ตรงหน้า
ในตอนนั้นเองที่จ้าวสัตว์อสูรอีกตัวหนึ่งปรากฏขึ้นมาที่ด้านล่างของกำแพงเมือง มันพุ่งแหวกกองทัพสัตว์อสูรมาจากด้านหลัง สลักม่าที่เห็นจ้าวสัตว์อสูรตัวนั้นพุ่งเข้ามาก็เบิกตากว้าง ที่มุมปากของเขามีรอยยิ้มที่ถ้าใครเห็นก็ต้องบอกว่าน่ากลัว
จ้าวสัตว์อสูรตัวนั้นคือ สัตว์อสูรจ้าวแมมมอธเกราะเหล็ก สัตว์อสูรระดับไดม่อนหนึ่งดาว ลำตัวของจ้าวสัตว์อสูรแมมมอธปกคลุมด้วยเกราะเหล็กกล้าสีเทารอบตัวของมัน ตัวของมันใหญ่กว่าเจ็ดแปดเมตรดูราวกับรถถังหุ้มเกราะคนใหญ่เลยทีเดียว มันวิ่งมาพุ่งเข้าใส่ม่านพลังป้องกันเมืองอย่างรุนแรง ม่านพลังป้องกันเมืองถึงกับสั่นสะเทือนด้วยแรงมหาศาลของจ้าวแมมมอธเกราะเหล็ก
สลัคม่าผู้จัดการสาขาขององค์กรนักล่าอาหารรีบจัดการกับสัตว์อสูรที่อยู่ตรงหน้าเขาแล้วรีบมารับมือกับจ้าวแมมมอธเกราะเหล็กตัวนั้น
จ้าวแมมมอธเกราะเหล็ก ก้าวถอยออกไปและเตรียมที่จะพุ่งเข้าชนกับม่านพลังอีกครั้ง
“ไอพวกบ้ารีบถอยออกไปจากตรงนั้นเร็ว…” สลัคม่าตะโกนก่อนที่เขาจะพุ่งตัวเข้าไปต้านการโจมตีของจ้าวแมมอธเกราะเหล็ก แรงปะทะทำให้เขากระเด็นไปชนเข้ากับกำแพงเมืองอย่างจัง กำแพงเมืองที่สร้างอย่างแข็งแกร่งถึงกับกลายเป็นรูปตัวคนเลยทีเดียว
สลัคม่าก็ลุกขึ้นมาจากซากกำแพงอย่างทุลักทุเล จากนั้นเขาจึงเดินตรงไปที่จ้าวแมมมอธเกราะเหล็กทันที พร้อมจ้องมองมันด้วยดวงตาที่เปล่งประกายรังสีฆ่าฟัน
“ไอตัวบัดซบเดี๋ยวได้เจอดีแน่” สลัคม่ากู่ร้องกำขวานด้วยสองมือแล้วกระโดดเอาขวานจามเข้าที่หัวของจ้าวแมมมอธเกราะเหล็กอย่างรุนแรง แต่จ้าวสัตว์อสูรตัวนั้นก็มิได้สั่นสะเทือนเลย
“บ๊ะ มันหนังเหนียวจริงๆ ” สลัคม่าสบถออกมาจากนั้นจึงเหวี่ยงขวานเข้าปะทะกับจ้าวแมมมอธเกราะเหล็กอย่ารุนแรง ความรุนแรงของการต่อสู้ของทั้งสองทำให้ไม่มีนักล่าหรือสัตว์อสูรตัวใดสามารถเข้าไปใกล้ได้เลย
สลัคม่าที่ภูมิใจในพละกำลังของตัวเองเหวี่ยงขวานเล่มโตนั้นอย่างบ้าคลั่งใส่จ้าวแมมมอธเกราะเหล็กอย่างไม่มีใครยอมใครเลยทีเดียว
จ้าวสัตว์อสูรแมมมอธเกราะเหล็กก็เสือกแทงด้วยงาเล่มใหญ่ที่สองข้างนั้น การต่อสู้เป็นไปอย่างสูสีเป็นอย่างมาก เพราะด้วยระดับชีวิตที่ไม่ต่างกันมากนักของทั้งสอง
ทางฝั่งของอิกนัสและพรรคพวกก็กำลังจัดการกับสัตว์อสูรอย่างไม่ได้หยุดพัก ตามเนื้อตัวของพวกเขาเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อ แต่แววตากับเปล่งประกายอย่างไม่ยอมแพ้
“นั่นไงอิกนัสสัตว์อสูรแมงมุมครึ่งปีศาจจัดการกับมันเลย นั่นคือเหยื่อเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิตของเจ้า” เสียงริโอดังขึ้นอีกครั้ง
เมื่ออิกนัสมองไปข้างหน้าก็เห็นสัตว์อสูรที่มีขาเป็นแมงมุม ตั้งแต่ส่วนลำตัวขึ้นไปมีลักษณะคล้ายกับมนุษย์ ตัวมันสูงสามเมตรที่มือเป็นกรงเล็บยาวแหลมคม
เมื่อเห็นอย่างนั้นอิกนัสก็ก้าวขึ้นไปอยู่ด้านหน้าของลูฟัสทันที พร้อมชี้ไปที่แมงมุมครึ่งปีศาจแล้วกับลูฟัสบอกว่า “ลูฟัสเดี๋ยวเจ้านี่ผมจัดการเอง มันเป็นเหยื่อเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิตที่ผมต้องการ”
“นายจะบ้าเหรอจะมาดูดซับเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิตที่สนามรบเนี่ยนะ ถ้าผิดพลาดขึ้นมาเดี๋ยววงแหวนชีวิตของนายก็เสียหายหรอก นายนี่มันจะบ้าบิ่นอะไรก็ให้มันมีขอบเขตสักหน่อยสิ ชั้นขอคัดค้าน” เสียงลูฟัสดังขึ้นอย่างไม่ยินยอม
“ชั้นก็เห็นด้วยกับสายฟ้าคลั่งนะอิกนัส มันเสี่ยงเกินไปที่จะดูดซับเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิตที่นี่ตอนนี้” เสียงสนับสนุนคำพูดของลูฟัสดังขึ้นมาจากปากของมีอาที่อยู่ด้านหลัง
“ไม่ต้องเป็นห่วงผมหรอก หลังจากจัดการกับเจ้านั่นเสร็จเรียบแล้ว ที่เหลือก็ขอฝากคุ้มกันผมด้วยแล้วกันนะทั้งสองคน” อิกนัสกล่าวกับไปด้วยน้ำเสียงอันมั่นใจและเชื่อมั่นในตัวเพื่อนของเขาทั้งสองคน
“นายตัดสินใจดีแล้วใช่มั้ย? งั้นจัดการให้เสร็จแล้วเดี๋ยวชั้นกับยัยนี่จะคอยคุ้มกันนายเอง”
อิกนัสพยักหน้ารับคำแล้วปะจุพลังชีวิตลงในดาบกวัดแกว่งออกไปเป็นคมดาบสายลมหลายเส้นสาย การโจมตีของอิกนัสพุ่งออกไปเรียกร้องความสนใจจากสัตว์อสูรแมงมุมครึ่งปีศาจได้เป็นอย่างดี คมดาบสายลมเหล่านั้นได้เฉือนเข้าที่ร่างกายช่วงบนของแมงมุมครึ่งปีศาจที่มีรูปร่างคล้ายกับมนุษย์ เกิดเป็นรอยขีดข่วนมากมายบนตัวมัน
“ก๊าซซซ...” แมงมุมครึ่งปีศาจแผดเสียงร้องดังลั่นแล้วพุ่งตัวเข้ามาตรงหน้าของอิกนัส จากนั้นมันก็แทงกรงเล็บออกมาราวกับเป็นหอกอันแหลมคม
อิกนัสกันไว้ด้วยดาบในมือ จากนั้นจึงม้วนตัวขึ้นข้างบนแล้วเตะตวัดเข้าที่หัวของแมงมุมครึ่งปีศาจ มันกระเด็นออกไปเล็กน้อยแล้วจึงตั้งตัวได้ จังหวะต่อมาอิกนัสจึงใช้แรงส่งจากการเตะของเขาถอนตัวออกมา มันแทงกรงเล็บออกมาอย่างรวดเร็ว มองเห็นเป็นเงากรงเล็บมากมายกำลังแทงเข้ามาที่เขา
“เพลงดาบพายุทราย กระบวนท่าลมหวน” คมดาบสายลมสีเทาหม่นม้วนตัวกันเป็นพายุความดาบสายลม มันพัดเอาคมดาบสายลมมากมายรวมตัวกันโจมตีเข้าใส่แมงมุมครึ่งปีศาจที่โจมตีเข้ามา คมดาบมากมายสร้างรอยแผลน้อยใหญ่บนตัวของแมงมุมครึ่งปีศาจ ทำให้มันต้องชะงักการโจมตีที่พุ่งออกมาอย่างช่วยไม่ได้
“มันเป็นแมลงย่อมต้องกลัวฟืนไฟ ดาบเพลิงพิโรจ” อิกนัสโจมตีต่อเนื่องไม่ให้แมงมุมครึ่งปีศาจได้มีโอกาสพักหายใจ เปลวเพลิงมหาศาลได้แผดเผาแมงมุมครึ่งปีศาจให้ดิ้นทุรนทุรายอยู่ที่ใจกลางเปลวเพลิงนั้น
“ก๊าซซซ...” แมงมุมครึ่งปีศาจร้องออกมาอย่างโหยหวนท่ามกลางเปลวไฟเหล่านั้น มันเคลื่อนตัวออกมาอย่างไม่ยอมแพ้ ดิ้นรนเข้าใกล้ศัตรูของมันอย่างดื้อรั้น
“ตายไปซะ เพลงดาบพายุทราย กระบวนท่าเวิ้งว้างไร้ผู้ใด” เพื่อที่จะรีบเลื่อนระดับพลังชีวิตอิกนัสจึงจัดการกับแมงมุมครึ่งปีศาจทันที เพราะเขายังต้องทำภารกิจจัดการกับสัตว์อสูรระดับทองอีกสิบตัว ซึ่งระดับพลังชีวิตของเขาในตอนนี้นั้นยังไม่เพียงพอที่จะจัดการกับสัตว์อสูรระดับทอง“เพลงดาบพายุทราย กระบวนท่าที่สี่ ไหลตามกระแส” ดาบคาตานะที่อยู่ในมือของอิริกเปล่งแสงสีดำทมิฬ เขาวาดดาบเพื่อเบี่ยงทิศทางของลำแสงสีรุ้งที่พุ่งเข้ามา ราวกับมีสายลมสีดำเป็นแผ่นบางๆกั้นระหว่างตัวของอิริกกับลำแสงนั้น ลำแสงสีรุ้งนั้นถูกทำให้เลี้ยวเบนออกไปเป็นเส้นโค้งรอบตัวของอีริก
ลำแสงสีรุ้งถูกเบี่ยงเบนด้วยชั้นบางๆของกระบวนท่าไหลตามกระแสออกไปอย่างพิศวง ดูแล้วน่าอัศจรรย์เป็นอย่างมากที่มนุษย์คนหนึ่งสามารถทำให้ลำแสงที่พุ่งเข้ามาเป็นเส้นตรงนั้น เลี้ยวเบนออกเป็นเส้นโค้งได้อย่างน่าทึ่ง
ไหลตามกระแสนั้นเป็นกระบวนท่าที่ใช้เพื่อเบี่ยงเบนการโจมตีในรูปแบบของพลังงานประเภทต่างๆได้อย่างเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นการโจมตีจากเปลวเพลิง สายฟ้า หรือธาตุอื่นๆอะไรก็ตาม กระบวนท่านี้จะใช้พลังชีวิตในการหักเหวิถีของพลังงานออกไปในด้านตรงข้ามทำให้สามารถสลายแรงโจมตีของการโจมตีในรูปแบบพลังงานได้ทุกชนิด ซึ่งการใช้กระบวนท่านี้จะต้องมีความชำนาญในการถ่ายเทพลังงานออกไป ถ้ามากหรือน้อยเกินก็จะทำให้การป้องกันนั้นไม่ได้ผล
จ้าวอินทรีปีกสายรุ้งที่เห็นการโจมตีของตนไม่ได้ผล ก็โฉบตัวพุ่งเข้ากระแทกใส่อีริกอย่างจัง มันใช้จงอยปากเป็นดั่งหอกพุ่งทะลวงออกไป มันหุบปีกแล้วพุ่งออกไปข้างหน้าด้วยความเร็วสูง
ผืนฟ้าแยกออกเป็นรอยราวกับถูกมีดอันแหลมคมกรีด การปะทะกันของทั้งสองทำให้มิติรอบตัวเกิดการสั่นเทือนราวกับมันกำลังจะพังทลาย บรรยากาศโดยรอบเกิดการบิดเบี้ยวแปรปรวนเป็นอย่างมาก
อีริกที่กำลังป้องกันลำแสงสีรุ้งอยู่นั้นไม่ทันได้ระวังตัว ถูกคมปากของจ้าวอินทรีปีกสายรุ้งเฉือนลำตัวออกไป เกิดเป็นบาดแผลที่ตรงข้างลำตัวขึ้นจุดหนึ่ง แรงกระแทกจากกันพุ่งเข้าชนของจ้าวอินทรีปีกสายรุ้งทำให้เขากระเด็นออกไป เข้าพุ่งกระแทกพื้นอย่างรุนแรง ผืนป่าด้านล่างพังไปเป็นแถบๆ
อีริกลุกขึ้นมาจากพื้นดินพร้อมกับใช้มือปัดเศษฝุ่นตามตัวออกไป จากนั้นใช้มือกระชากเสื้อผ้าที่ขาดรุ่งริ่งนั้นออก เผยให้เห็นกล้ามเนื้อที่กำยำแข็งแรงราวกับประติมากรรมแห่งเทพเป็นผู้สร้างขึ้น ที่ลำตัวด้านขวามีบาดแผลขนาดพอสมควรอยู่จุดหนึ่ง จากนั้นเขาจึงสัมผัสไปที่แหวนที่นิ้ว ซึ่งเป็นแหวนมิติสำหรับเก็บสิ่งของ เขานำยาเม็ดรักษาบาดแผลระดับสูงออกมากินเม็ดหนึ่ง จากนั้นเลือดที่ไหลออกจากบาดแผลก็หยุดลง จากนั้นปากแผลก็เริ่มสมานกันอย่างไม่ช้าไม่เร็ว
เมื่อปากแผลจวนจะปิดสนิทดีแล้ว อีริกก็ใช้ทักษะในการบินของเขา ปีกวิหกสามทิวาดีดตัวพุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้าอีกครั้ง เขาวาดดาบออกไปใส่จ้าวอินทรีปีกสายรุ้งอย่ารุนแรง เกิดเป็นคลื่นดาบรูปจันทร์เสี้ยวสีดำทมิฬพุ่งตรงไปที่จ้าวสัตว์อสูรตัวนั้น
ในจังหวะต่อมาอีริกก็พุ่งตามคลื่นดาบสีดำนั้นไปติดๆ จ้าวอินทรีปีกสายรุ้งตวัดปีกที่เคลือบด้วยละอองแสงสีรุ้งเข้าปะทะกับคลื่นดาบสีดำทมิฬนั้น คลื่นกระแทกถูกสร้างขึ้นจากศูนย์กลางของการปะทะกันจนทำให้จ้าวอินทรีปีกสายรุ้งกระเด็นออกไปหลายเมตร
จากนั้นจ้าวอินทรีปีกสายรุ้งก็ต้องเบิกตัวกว้างด้วยความตกใจ เมื่อเห็นอีริกพุ่งเข้ามาพร้อมกับดาบสองเล่มในมือ หนึ่งขาวหนึ่งดำ ดาบคู่ในมือทั้งสองข้างของอีริกตวัดฟันปีกทั้งสองของจ้าวอินทรีปีกสายรุ้งอย่างรุนแรง มันไม่ทันได้ใช้พลังป้องกันที่ปีกเลยแม้แต่น้อย ปีกทั้งสองข้างถูกชโลมไปด้วยเลือด
เหล่านักล่าที่อยู่ด้านบนของกำแพงเมืองมองไปที่ผู้นำของพวกเขาด้วยความเชื่อมั่นอย่างมาก
อีริกไม่รอช้า เขาตามเข้าไปซ้ำในทันที เขาใช้ดาบในมือข้างหนึ่งตัดปีกของจ้าวอินทรีสายรุ้งจนขาดกระเด็นตกลงไปสู่พื้นดินเบื้องล่างตรงจุดที่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากพวกอิกนัสอยู่นัก
จากนั้นร่างจ้าวอินทรีปีกสายรุ้งก็ค่อยๆล่วงหล่นลงสู่พื้นดินตามไปด้วย
“ปิดฉากเลยแล้วกัน ก่อนที่มันจะฟื้นตัวขึ้นมาอีกครั้ง เพลงดาบพายุทราย มรสุมทะเลทราย” อีริกใช้กระบวนท่าที่สามของเพลงดาบพายุทรายออกไป วิถีดาบทรงกลมล้อมรอบด้วยสะเก็ดเล็กๆมากมาย สะเก็ดเล็กๆนั้นคือคมดาบสายลมขนาดเล็กจำนวนมากมายที่เกิดขึ้นจากการฟันดาบออกไปด้วยความเร็วสูง
มรสุมพายุทรายทรงกลมเคลื่อนที่เข้าล้อมรอบร่างกายของจ้าวอินทรีปีกสายรุ้งอย่างไม่มีทางที่จะหลบเลี่ยง เส้นทางที่เพลงดาบผ่านไปจัดการกับสัตว์อสูรน้อยใหญ่มากมาย พวกมันร่วงลงสู่ผืนดินไม่ต่างจากใบไม้ร่วง
จ้าวอินทรีปีกสายรุ้งโดนการโจมตีของอีริกเข้าไปอย่างจังก็ทนพิษบาดแผลไม่ไหว ร่วงลงสู่พื้นอย่างไม่ไหวติง มันตกลงกระแทกพื้นอย่างแรงตามเนื้อตัวมีแต่รอยทะลุจนพรุนจากกระบวนท่ามรสุมทะเลยของอีริก
อิกนัสที่มองดูการต่อสู้อยู่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น เพราะเขาก็ฝึกเพลงดาบพายุทรายนี้เช่นกัน เพียงแต่ระดับเขานั้นยังไม่สามารถดึงประสิทธิภาพของเพลงดาบนี้ออกมาได้เท่ากับที่อีริกใช้ออกมาแม้แต่น้อย
“อิกนัสปีกนั่นรีบให้เจ้าตัวดำนั่นไปเอามาเร็ว สัตว์อสูรระดับนี้ไม่ได้หากันง่ายนะ” เสียงริโอดังขึ้นในโสตประสาทของอิกนัส
“แบล็ครีบไปคาบปีกนั่นมา” อิกนัสออกคำสั่งให้กิเลนจันทราพุ่งออกไปจากม่านพลังเพื่อไปเอาปีกของจ้าวอินทรีปีกสายรุ้งมาทันที
กิเลนจันทรากระโจนตัวออกไปคาบปีกของจ้าวอินทรีปีกสายรุ้งที่อยู่นอกม่านพลังป้องกันเมือง แต่เมื่อวิ่งกลับมามันก็พบว่าไม่สามารถกลับเข้าไปข้างในม่านพลังได้อีก
อิกนัสที่เห็นอย่างนั้นก็สั่งให้มันวางปีกข้างนั้นไว้ด้านหน้าม่านพลังแล้วจึงเก็บเจ้าแบล็คกับเข้าไปในการ์ด พร้อมกับเรียกมันออกมาที่ข้างตัวเขาอีกครั้ง เพราะมีเพียงมนุษย์เท่านั้นที่จะสามารถผ่านเข้าออกม่านพลังป้องกันเมืองได้อย่างอิสระ สัตว์อสูรจะถูกกั้นไว้มิให้เข้ามาได้
“อิกนัสนายสั่งให้เจ้านั่นไปเอาปีกของจ้าวอินทรีปีกสายรุ้งมาทำไม?” เสียงของลูฟัสถามออกไป
“ผมต้องการขนของมันเพื่อเอามาใช้ทำอะไรนิดหน่อยนะ” อิกนัสโกหกเพื่อนของเขาออกไป เพราะเขานั้นไม่สามารถหาเหตุผลอะไรมากไปกว่านี้ จากนั้นริโอจึงใช้การ์ดตัวตนของเขาผนึกปีกข้างนั้นของจ้าวอินทรีปีกสายรุ้งให้กลายเป็นการ์ด
จนถึงตอนนี้นั้นอิกนัสสามารถเก็บการ์ดสัตว์อสูรไปได้แล้วหลายสิบใบ แต่ก็เป็นเพียงสัตว์อสูรระดับทองแดงและเงินเท่านั้น แต่เขาก็ยังไม่ได้ตรวจดูว่าเป็นการ์ดอะไรบ้าง เพราะการต่อสู้กับสัตว์อสูรนั้นยังอยู่ตรงหน้า
ในตอนนั้นเองที่จ้าวสัตว์อสูรอีกตัวหนึ่งปรากฏขึ้นมาที่ด้านล่างของกำแพงเมือง มันพุ่งแหวกกองทัพสัตว์อสูรมาจากด้านหลัง สลักม่าที่เห็นจ้าวสัตว์อสูรตัวนั้นพุ่งเข้ามาก็เบิกตากว้าง ที่มุมปากของเขามีรอยยิ้มที่ถ้าใครเห็นก็ต้องบอกว่าน่ากลัว
จ้าวสัตว์อสูรตัวนั้นคือ สัตว์อสูรจ้าวแมมมอธเกราะเหล็ก สัตว์อสูรระดับไดม่อนหนึ่งดาว ลำตัวของจ้าวสัตว์อสูรแมมมอธปกคลุมด้วยเกราะเหล็กกล้าสีเทารอบตัวของมัน ตัวของมันใหญ่กว่าเจ็ดแปดเมตรดูราวกับรถถังหุ้มเกราะคนใหญ่เลยทีเดียว มันวิ่งมาพุ่งเข้าใส่ม่านพลังป้องกันเมืองอย่างรุนแรง ม่านพลังป้องกันเมืองถึงกับสั่นสะเทือนด้วยแรงมหาศาลของจ้าวแมมมอธเกราะเหล็ก
สลัคม่าผู้จัดการสาขาขององค์กรนักล่าอาหารรีบจัดการกับสัตว์อสูรที่อยู่ตรงหน้าเขาแล้วรีบมารับมือกับจ้าวแมมมอธเกราะเหล็กตัวนั้น
จ้าวแมมมอธเกราะเหล็ก ก้าวถอยออกไปและเตรียมที่จะพุ่งเข้าชนกับม่านพลังอีกครั้ง
“ไอพวกบ้ารีบถอยออกไปจากตรงนั้นเร็ว…” สลัคม่าตะโกนก่อนที่เขาจะพุ่งตัวเข้าไปต้านการโจมตีของจ้าวแมมอธเกราะเหล็ก แรงปะทะทำให้เขากระเด็นไปชนเข้ากับกำแพงเมืองอย่างจัง กำแพงเมืองที่สร้างอย่างแข็งแกร่งถึงกับกลายเป็นรูปตัวคนเลยทีเดียว
สลัคม่าก็ลุกขึ้นมาจากซากกำแพงอย่างทุลักทุเล จากนั้นเขาจึงเดินตรงไปที่จ้าวแมมมอธเกราะเหล็กทันที พร้อมจ้องมองมันด้วยดวงตาที่เปล่งประกายรังสีฆ่าฟัน
“ไอตัวบัดซบเดี๋ยวได้เจอดีแน่” สลัคม่ากู่ร้องกำขวานด้วยสองมือแล้วกระโดดเอาขวานจามเข้าที่หัวของจ้าวแมมมอธเกราะเหล็กอย่างรุนแรง แต่จ้าวสัตว์อสูรตัวนั้นก็มิได้สั่นสะเทือนเลย
“บ๊ะ มันหนังเหนียวจริงๆ ” สลัคม่าสบถออกมาจากนั้นจึงเหวี่ยงขวานเข้าปะทะกับจ้าวแมมมอธเกราะเหล็กอย่ารุนแรง ความรุนแรงของการต่อสู้ของทั้งสองทำให้ไม่มีนักล่าหรือสัตว์อสูรตัวใดสามารถเข้าไปใกล้ได้เลย
สลัคม่าที่ภูมิใจในพละกำลังของตัวเองเหวี่ยงขวานเล่มโตนั้นอย่างบ้าคลั่งใส่จ้าวแมมมอธเกราะเหล็กอย่างไม่มีใครยอมใครเลยทีเดียว
จ้าวสัตว์อสูรแมมมอธเกราะเหล็กก็เสือกแทงด้วยงาเล่มใหญ่ที่สองข้างนั้น การต่อสู้เป็นไปอย่างสูสีเป็นอย่างมาก เพราะด้วยระดับชีวิตที่ไม่ต่างกันมากนักของทั้งสอง
ทางฝั่งของอิกนัสและพรรคพวกก็กำลังจัดการกับสัตว์อสูรอย่างไม่ได้หยุดพัก ตามเนื้อตัวของพวกเขาเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อ แต่แววตากับเปล่งประกายอย่างไม่ยอมแพ้
“นั่นไงอิกนัสสัตว์อสูรแมงมุมครึ่งปีศาจจัดการกับมันเลย นั่นคือเหยื่อเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิตของเจ้า” เสียงริโอดังขึ้นอีกครั้ง
เมื่ออิกนัสมองไปข้างหน้าก็เห็นสัตว์อสูรที่มีขาเป็นแมงมุม ตั้งแต่ส่วนลำตัวขึ้นไปมีลักษณะคล้ายกับมนุษย์ ตัวมันสูงสามเมตรที่มือเป็นกรงเล็บยาวแหลมคม
เมื่อเห็นอย่างนั้นอิกนัสก็ก้าวขึ้นไปอยู่ด้านหน้าของลูฟัสทันที พร้อมชี้ไปที่แมงมุมครึ่งปีศาจแล้วกับลูฟัสบอกว่า “ลูฟัสเดี๋ยวเจ้านี่ผมจัดการเอง มันเป็นเหยื่อเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิตที่ผมต้องการ”
“นายจะบ้าเหรอจะมาดูดซับเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิตที่สนามรบเนี่ยนะ ถ้าผิดพลาดขึ้นมาเดี๋ยววงแหวนชีวิตของนายก็เสียหายหรอก นายนี่มันจะบ้าบิ่นอะไรก็ให้มันมีขอบเขตสักหน่อยสิ ชั้นขอคัดค้าน” เสียงลูฟัสดังขึ้นอย่างไม่ยินยอม
“ชั้นก็เห็นด้วยกับสายฟ้าคลั่งนะอิกนัส มันเสี่ยงเกินไปที่จะดูดซับเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิตที่นี่ตอนนี้” เสียงสนับสนุนคำพูดของลูฟัสดังขึ้นมาจากปากของมีอาที่อยู่ด้านหลัง
“ไม่ต้องเป็นห่วงผมหรอก หลังจากจัดการกับเจ้านั่นเสร็จเรียบแล้ว ที่เหลือก็ขอฝากคุ้มกันผมด้วยแล้วกันนะทั้งสองคน” อิกนัสกล่าวกับไปด้วยน้ำเสียงอันมั่นใจและเชื่อมั่นในตัวเพื่อนของเขาทั้งสองคน
“นายตัดสินใจดีแล้วใช่มั้ย? งั้นจัดการให้เสร็จแล้วเดี๋ยวชั้นกับยัยนี่จะคอยคุ้มกันนายเอง”
อิกนัสพยักหน้ารับคำแล้วปะจุพลังชีวิตลงในดาบกวัดแกว่งออกไปเป็นคมดาบสายลมหลายเส้นสาย การโจมตีของอิกนัสพุ่งออกไปเรียกร้องความสนใจจากสัตว์อสูรแมงมุมครึ่งปีศาจได้เป็นอย่างดี คมดาบสายลมเหล่านั้นได้เฉือนเข้าที่ร่างกายช่วงบนของแมงมุมครึ่งปีศาจที่มีรูปร่างคล้ายกับมนุษย์ เกิดเป็นรอยขีดข่วนมากมายบนตัวมัน
“ก๊าซซซ...” แมงมุมครึ่งปีศาจแผดเสียงร้องดังลั่นแล้วพุ่งตัวเข้ามาตรงหน้าของอิกนัส จากนั้นมันก็แทงกรงเล็บออกมาราวกับเป็นหอกอันแหลมคม
อิกนัสกันไว้ด้วยดาบในมือ จากนั้นจึงม้วนตัวขึ้นข้างบนแล้วเตะตวัดเข้าที่หัวของแมงมุมครึ่งปีศาจ มันกระเด็นออกไปเล็กน้อยแล้วจึงตั้งตัวได้ จังหวะต่อมาอิกนัสจึงใช้แรงส่งจากการเตะของเขาถอนตัวออกมา มันแทงกรงเล็บออกมาอย่างรวดเร็ว มองเห็นเป็นเงากรงเล็บมากมายกำลังแทงเข้ามาที่เขา
“เพลงดาบพายุทราย กระบวนท่าลมหวน” คมดาบสายลมสีเทาหม่นม้วนตัวกันเป็นพายุความดาบสายลม มันพัดเอาคมดาบสายลมมากมายรวมตัวกันโจมตีเข้าใส่แมงมุมครึ่งปีศาจที่โจมตีเข้ามา คมดาบมากมายสร้างรอยแผลน้อยใหญ่บนตัวของแมงมุมครึ่งปีศาจ ทำให้มันต้องชะงักการโจมตีที่พุ่งออกมาอย่างช่วยไม่ได้
“มันเป็นแมลงย่อมต้องกลัวฟืนไฟ ดาบเพลิงพิโรจ” อิกนัสโจมตีต่อเนื่องไม่ให้แมงมุมครึ่งปีศาจได้มีโอกาสพักหายใจ เปลวเพลิงมหาศาลได้แผดเผาแมงมุมครึ่งปีศาจให้ดิ้นทุรนทุรายอยู่ที่ใจกลางเปลวเพลิงนั้น
“ก๊าซซซ...” แมงมุมครึ่งปีศาจร้องออกมาอย่างโหยหวนท่ามกลางเปลวไฟเหล่านั้น มันเคลื่อนตัวออกมาอย่างไม่ยอมแพ้ ดิ้นรนเข้าใกล้ศัตรูของมันอย่างดื้อรั้น
“ตายไปซะ เพลงดาบพายุทราย กระบวนท่าเวิ้งว้างไร้ผู้ใด” เพื่อที่จะรีบเลื่อนระดับพลังชีวิตอิกนัสจึงจัดการกับแมงมุมครึ่งปีศาจทันที เพราะเขายังต้องทำภารกิจจัดการกับสัตว์อสูรระดับทองอีกสิบตัว ซึ่งระดับพลังชีวิตของเขาในตอนนี้นั้นยังไม่เพียงพอที่จะจัดการกับสัตว์อสูรระดับทอง