บทที่ 96
พ่อค้าอู๋
โจวผิงสหายที่เพิ่งรู้จักกันภายในงานชุมนุมพ่อค้าแห่งนี้ชี้นิ้วของตัวเองไปด้านหน้ากล่าวขึ้นมา “ ดูนั่นสิคนสำคัญเดินทางมาถึงสถานที่แห่งนี้แล้ว”
จางหยวนลบยากเลยใช้ดวงตาของตนเองมองตามไปไม่เพียงแค่เขาเท่านั้นที่ใช้ดวงตาของตนเองมองไป
พวกผู้คนบริเวณรอบๆเองก็เริ่มใช้ดวงตาของตัวเองมองไปที่ผู้ที่ก้าวเดินเข้ามาภายในงานจุดเลย
การเคลื่อนไหวทั่วทั้งห้องโถงหยุดลงในพริบตาความสนใจทั้งหมดหันไปสนใจล่ะก็จับจ้องกับชายผู้นั้น
โดยผู้ที่ก้าวเดินเข้ามาเป็นชายวัยกลางคนร่างกายสูงโปร่งสวมใส่เสื้อผ้าผ้าไหมสีน้ำตาลเข้มลวดลายสีทอง มีบุคลิกท่าทางเคร่งขรึมจริงจังบนใบหน้าเต็มไปด้วยออร่าแห่งความน่าเกรงขาม
ชายผู้นี้มองดูจากสายตาอายุน่าจะสักราวๆประมาณห้าสิบปีบุคลิกท่าทางของมันแตกต่างจากคนธรรมดาหรือพวกพ่อค้าภายในสถานที่แห่งนี้อย่างสิ้นเชิง
มองดูก็รู้ได้ในทันทีมันแตกต่างจากคนธรรมดาทั่วไป
อีกทั้งเมื่อเดินทางเข้ามาภายในงานผู้คนมากมายภายในสถานที่แห่งนี้ต่างพาลุกขึ้นก้มศีรษะของตนเองลง
จางหยวนสงสัยถามขึ้นมาอย่างรวดเร็ว “ ชายคนนั้นคือผู้ได้อย่างนั้นหรือขอรับ?”
เมื่อเขาถามออกไปแบบนั้นโจวผิงกำลังนั่งอยู่ข้างๆแสดงใบหน้าตื่นตระหนกตกใจ “ นี่เจ้าไม่รู้จักเขาอย่างนั้นหรือ?”
จางหยวนแสดงใบหน้าฉงน
เมื่อโจวผิงมองเห็นแววตาที่ว่างเปล่าของจางหยวนจึงรู้ได้ทันทีว่าไม่รู้จักจริงๆ
“ นั้นก็นายท่านอู่อย่างไรละ ”
เมื่อได้ยินแบบนั้นจึงรู้ได้ในทันทีว่าผู้ที่อยู่ด้านหน้าและกำลังเดินเข้ามาภายในงานแห่งนี้คือผู้ที่จัดงานขึ้นมา
เขาเป็นคนที่จัดงานชุมนุมจอมยุทธขึ้นมาและเป็นคนที่จางหยวนสืบหาข้อมูลมาตลอดเป็นเวลาหลายวัน
“ นั่นเองอย่างนั้นหรือขอรับนายท่านอู๋ข้าเพิ่งเคยพบเจอเป็นครั้งแรก”
“ เคยพบเจอเป็นครั้งแรกถ้าเช่นนั้นขอถามหน่อยได้หรือไม่ว่าเจ้าเดินทางเข้ามาภายในงานแห่งนี้โดยผู้ใดกันแน่”
“ ไม่ใช่ว่ารู้จักกับนายท่านอู๋งั้นรึ? ” โจวผิงแสดงใบหน้าสงสัยขึ้นมาในทันที
ในตอนนี้มันเริ่มสงสัยที่มาที่ไปของชางหยวนแล้วว่าเข้ามาภายในงานแห่งนี้ได้อย่างไร
จางหยววนหลังจากที่ได้ยินคำถามแบบนั้นก็พูดออกไปอย่างรวดเร็วอย่างไม่ปกปิด “ ข้าเดินทางเข้ามาภายในงานแห่งนี้ผ่านจดหมายเทียบเชิญท่านพ่อค้าเหอน่ะขอรับ”
“ พ่อค้าเหอ.. ” โจวผิงก้มใบหน้าคิด
“ ถ้าเป็นพ่อค้าแซ่เหอและมีอำนาจในการใช้จดหมายเทียบเชิญก็คงจะเป็นญาติผู้น้องของนายท่านอู๋สินะ”
“ อย่างนี้นี่เองมีหน้าเล่าตัวของเจ้าถึงไม่รู้จักอู๋ที่แท้ก็ได้รับคำแนะนำผ่านเหอมา ”
“ ถึงจะพูดว่าได้รับคำแนะนำก็เถอะขอรับแต่ว่าตัวของข้าก็พบเจอท่านพ่อค้าเพียงแค่ไม่กี่ครั้งเท่านั้นไม่รู้อะไรเลย”
“ เห็นแบบนั้นแต่ว่าในฐานเหอเป็นพ่อค้าอัญมณีและเครื่องประดับที่มีชื่อเป็นอย่างมากเขาถือว่าเป็นคนที่มีความร่ำรวยอยู่อันดับต้นๆของทางฝั่งตะวันออกเลยนะ ”
“ อัญมณีของเขาถูกคัดเลือกเข้าไปภายในวางหลายสิบหรือหลายร้อยชิ้นล้วนแล้วเป็นอัญมณีชั้นยอดเป็นเครื่องประดับที่ถูกทำขึ้นมาอย่างปราณีต”
หลังจากที่ได้ยินคำพูดของโจวผิงจางหยวนเองก็รู้แล้วว่าคนผู้นั้นดูเหมือนว่าจะไม่ธรรมดาจริงๆ
แล้วเมื่อได้รู้ความจริงแบบนี้มันก็เป็นอย่างที่เขาคิดพ่อค้าแซ่เหอผู้นั้นไม่ธรรมดา
“ หึ..หึ…หึ.. ” จางหยวนส่งเสียงหัวเราะภายในลำคอเพื่อกลบเกลื่อน
“ ถ้าเช่นนั้นนายท่านอู๋ที่อยู่ด้านหน้าแล้วขอรับเป็นคนอย่างไร? ” จางหยวนถามออกมาเผื่อว่าอีกฝ่ายจะมีข้อมูล
เพราะว่าในช่วงหลายวันที่ผ่านมาเขาก็สืบเพียงแค่ผิวเผินเท่านั้นเรียกได้ว่ากับอีกฝ่ายแทบจะไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลยเพราะแบบนั้นจึงกล่าวได้ว่าถ้ามาสอบถามกับคนผู้นี้บางทีก็อาจจะรู้เรื่องราวที่ลึกลงไป
“ นั้นสิน่ะถ้าจะถามว่าเป็นคนอย่างไรนายท่านอู๋เป็นพ่อค้าที่เรื่องชื่อมากและเป็นที่นับหน้าถือตาและเคารพแก่ผู้คนจำนวนมากทางด้านฝั่งตะวันออก”
“ โดยกิจการที่นายท่านอู๋กำลังดูแลอยู่มีมากมายการค้าขายเองก็มีตั้งแต่การค้าขายข้าวสารอาหารหรือแม้กระทั่งเนื้อสัตว์”
“ เรียกว่าการค้าทางด้านฝั่งตะวันออกนายท่านเป็นคนดูแลและจัดการแทบจะทั้งหมด”
“ ไม่ว่าจะดูแลจัดการกิจการใดก็เจริญรุ่งเรืองด้วยความคิดเป็นที่รู้จักแก่ผู้คนมากมาย ”
“ ถ้าลองนับดูแล้วตอนนี้กิจการที่อยู่ภายในมืออู๋แห่งเมืองจินหลงคงจะมีไม่ต่ำกว่ายี่สิบกิจการอย่างแน่นอน” โจวผิงกล่าวออกมาถึงความเยี่ยมยอด
หลังจากที่ได้ยินแบบนั้นจางหยวนไม่ประหลาดใจเลยแม้แต่น้อย
การที่เขาจะสามารถเชิญผู้คนทั่วทั้งใต้หล้าเดินทางมาที่สถานที่แห่งนี้ได้
นั่นย่อมแสดงว่าเขาต้องเป็นที่เคารพแก่เหล่าผู้คนมากมายและต้องเป็นคนที่ยืนอยู่ในระดับแนวหน้าของพ่อค้า
“ ส่วนเรื่องนิสัยใจคอเป็นที่เคารพรักแก่ผู้คนมากมายเพราะว่าเป็นคนใจกว้างแถมยังมีภาวะและท่าทางที่เป็นผู้นำเป็นอย่างมาก”
“ ถ้ามองถึงคนที่เป็นจุดสูงสุดของทางด้านการค้าฝั่งตะวันออกก็คงจะไม่พ้นนายท่านอู่อย่างแน่นอน”
“ แต่มองดูแล้วมันก็มีเรื่องบางอย่างที่น่าประหลาด ”
“ เรื่องบางอย่างที่น่าประหลาดอย่างนั้นหรือขอรักหมายถึงเรื่องอะไร?” จางหยวนแสดงใบหน้าสงสัยมากขึ้นเมื่อเห็นอีกฝ่ายแสดงใบหน้าครุ่นคิด
“ คือว่าเรื่องที่น่าประหลาดก็คือด้วยเงินทองแล้วก็กิจการตอนนี้ของนายท่านอู๋”
“ สามารถขยับขยายแล้วก็ทำให้กิจการของตนเองเติบโตเข้าไปภายในส่วนกลางของราชวงศ์ได้แล้ว”
“ แม้กระทั่งจะกระจายตัวไปตามสถานที่ต่างๆก็น่าจะสามารถสร้างรากฐานให้กิจการได้อย่างง่ายดาย”
“ น่าจะทำให้กิจการของตนเองเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วและขยับขยายพื้นที่อาณาเขตของกิจการมากขึ้นไปอีก ”
“ แต่เรื่องที่น่าประหลาดก็คือนายท่านอู๋กลับไม่ทำเช่นนั้นในตอนนี้แม้ว่าจะสามารถขยับขยายกิจการของตนเองได้แต่กลับทำเพียงแค่ภายในพื้นที่ของฝั่งตะวันตก”
“ นี่คือเรื่องที่ผู้คนมากมายต่างพากันสงสัยและตั้งคำถามจนถึงปัจจุบัน”
“ พวกเขาไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าเหตุใดทางด้านของนายท่านอู๋จึงไม่คิดขยับขยายกิจการของตนเองเข้าไปที่เมืองอื่นๆ”
“ บางทีถ้าขยับขยายกิจการเข้าไปภายในส่วนกลางของราชวงศ์ ”
“ คงจะทำให้กิจการเติบโตและก็สร้างกำไรก้อนโตได้แต่กลับไม่ทำแบบนั้น”
เรื่องนี้เป็นข้อสงสัยของผู้คนมากมายจนถึงปัจจุบันเมื่อมองถึงอำนาจของตระกูลอู๋สามารถขยับขยายกิจการใหญ่โตได้มากกว่านี้แต่กลับไม่ทำในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
จางหยวนเองก็มองว่าเรื่องนี้มันน่าจะแปลกเช่นเดียวกัน
เขายกฝ่ามือของตนเองขึ้นมาลูบไปข้างพยักหน้าขึ้นลง “ บางทีเรื่องนี้มันอาจจะมีเบื้องลึกเบื้องหลังก็ได้ขอรับ”
“ ถ้ามองถึงอีกหนึ่งมุมมองคนอย่างอู๋ที่สามารถขยับขยายกิจการของตนเองใหญ่โตจนกลายเป็นศูนย์กลางการค้าขายฝั่งตะวันออกได้เช่นนี้”
“ ยอมเป็นคนที่มีเหตุผลการที่เขาไม่ขยับขยายการค้าของตนเองเข้าไปภายในเมืองหลวงหรือว่าส่วนกลางของราชวงศ์ย่อมมีเหตุผลอยู่แล้ว” จางหยวนกล่าว
“ นั้นก็ถูกต้องน่าจะเป็นจริงอย่างที่จะพูด ”
อู๋เว่ยเป็นพ่อค้าที่มีอำนาจอยู่ภายในมือมากมายการค้าทางด้านฝั่งตะวันออกเขาเองก็เป็นศูนย์กลางการค้าทางด้านฝั่งตะวันออก
เเต่กลับเป็นคนที่มีความคิดลึกลับผู้คนส่วนใหญ่ไม่สามารถล่วงรู้ความคิด
อู่เว่ยเดินมุ่งตรงไปยังที่นั่งตำแหน่งประธานที่ตั้งอยู่ด้านหน้าสุด
เมื่อมันเดินตรงไปนั่งรวมบริเวณตำแหน่งนั้นก็แสดงท่าทางที่สงบนิ่งยกชาเบื้องหน้าของตนเองขึ้นมาดื่มอย่างช้าๆ
ตอนนี้กำลังรอแขกที่เดินทางมาให้เดินทางมาก่อน
ผ่านไปประมาณครึ่งชั่วยาม
พวกเหล่าพ่อค้าที่โดนเชิญมาเข้าร่วมงานชุมนุมครั้งนี้เริ่มทยอยตอนนี้เหลือเพียงไม่กี่คนแล้วงานเลี้ยงก็กำลังจะเริ่มขึ้น
จบบท