เกิดใหม่ทั้งที ดันกลายเป็นคนเห็นผีในยุค Y2K!

    ตอนที่ 72: มงคลส่งท้ายปี

             

             เข้าใกล้ช่วงสิ้นปีจริง ๆ

            วันที่ 28 ธันวาคม วันนี้เป็นวันพระขึ้น 8 ค่ำ 

             

            ในโลกยุค พ.ศ. 2538 นี้ผู้คนยังไม่ฮิตกับการสวดมนต์ข้ามปีดังนั้นที่วัดจึงไม่ได้มีกิจกรรมใด ๆ ในวันที่ 31 ธันวาคมซึ่งเป็นวันสิ้นปีแต่ก็จะมีคนบางกลุ่มที่นิยมใส่บาตรในเช้าวันแรกของปี หรือทำบุญบ้านหรือเลี้ยงพระในวันที่หนึ่งมกราคมเพื่อเปิดฤกษ์ยามของปีด้วยการทำบุญถือว่าเป็นสิริมงคล 

             

            อันที่จริงไตเติ้ลก็ค่อนข้างทึ่งกับความหาเหตุแห่งบุญในทุกๆ ช่วงเทศกาลของชาวไทยพุทธอยู่ไม่น้อยเหมือนกันเพราะหากเป็นชาวจีนหรือไทยเชื้อสายจีน ช่วงปีใหม่สากลวันที่หนึ่งมกราคมก็จะเฉลิมฉลองตามอย่างสากล แล้วพอถึงช่วงตรุษจีนก็จะทำบุญกันไปตามประเพณีของชาวจีนแต่พอเป็นชาวไทยพุทธ พอถึงวันที่หนึ่งมกราคม ตอนกลางวันก็ทำบุญขึ้นบ้านใหม่[1] ตอนกลางคืนฉลองกินเลี้ยงแล้วพอถึงวันสงกรานต์ปีใหม่ไทยก็ยังจะทำบุญบ้าน เลี้ยงพระ ทำบุญขึ้นบ้านใหม่กันอีกบางทีประเทศไทยนี่น่าจะเป็นประเทศที่ผีบ้านผีเรือนอิ่มหมีพีมันอ้วนท้วนสมบูรณ์มากที่สุดในโลกเลยก็เป็นได้

             

            เออ เอาจริง ๆ พอย้อนกลับมาทำบุญในยุคนี้แล้วไตเติ้ลก็นึกถึงเพื่อนไทยคนหนึ่งของเขาที่นับถือคริสต์แต่พอถึงวันคริสต์มาสก็หิ้วกระป๋องเหลืองมาชวนเขาไปทำสังฆทานที่วัดบอกว่าจะทำบุญวันเกิดพระเยซูอยู่เหมือนกัน

             

            ‘…’

            ในฐานะที่เป็นชาวไทยพุทธเติ้ลขอบอกเลยว่าเติ้ลงงมากแต่พอคิดแล้วไม่เห็นเป็นอันตรายให้ผลลบกับใครเขาก็พาเพื่อนคนนั้นหิ้วกระป๋องเหลืองเข้าวัดไปทำสังฆทานให้พระเยซูตามที่เจ้าตัวปรารถนา

             

            คิดเสียว่ายังดีกว่าเพื่อนอีกคนที่ห้ามเขาเอาหมูผัดกะปิใส่บาตรเผื่อว่าพระเป็นอิสลามแล้วจะฉันเนื้อหมูไม่ได้

             

            ‘…’

             

            เอาเถอะคนปกติสามัญอย่างพวกเราคงไม่มีทางเข้าใจถึงความไทยที่กลมกลืนกับทุกศาสนานี้ได้จนชั่วชีวิตดังนั้นกลับมาที่เหตุการณ์เฉพาะหน้าวันนี้ดีกว่า

             

            ในช่วงปลายปีเมื่อไม่มีพิธีสวดมนต์ล้างซวยสำหรับปีเก่าแล้วพอถึงวันที่ 28 ซึ่งเป็นวันพระหลังจากที่ภานุวัฒน์ทำความสะอาดตกแต่งบ้านให้พร้อมเข้าอยู่ได้แล้วเรียบร้อยเขาจึงไม่มีกิจรัดตัวที่ทำให้ยุ่งมากชายหนุ่มตัดสินใจใช้ฤกษ์ยามในวันพระนี้พาเจ้าลูกชายตัวเล็กไปถือศีลอุโบสถ[2]กับหลวงตาแช่มที่วัด 

             

            ในยุคสมัยที่โลกยังไม่ได้วิ่งแข่งกันด้วยนวัตกรรมไอทีอย่างนี้ผู้คนที่ทำมาค้าขายและคนเฒ่าคนแก่ส่วนหนึ่งก็จะยังพอมีเวลาว่างอยู่บ้างเมื่อถึงวันพระต่างมักจะมาถือศีลอุโบสถที่วัดกันเป็นเวลาหนึ่งวันและหนึ่งคืน 

             

            การถือศีลอุโบสถนี้โลกในยุคปี 256X ก็ยังคงมีอยู่แต่ผู้คนที่ล้วนแล้วแต่งานยุ่งทุกวินาทีเป็นเงินเป็นทองในโลกออนไลน์ยุคนั้นต่างไม่มีใครว่างพอที่จะสละเวลาอาทิตย์ละหนึ่งวันเพื่อมาถือศีลทำให้ในปี พ.ศ. 256X ยุคนั้นตอนที่ไปวัดไตเติ้ลจึงมักจะเห็นแต่ผู้เฒ่าผู้แก่ที่อายุไม่ต่ำกว่าหกสิบเจ็ดสิบแทบทั้งนั้นที่ไปถือศีลอุโบสถที่วัดเป็นประจำและจำนวนผู้ถือศีลบางครั้งก็มีอยู่ไม่ถึงสิบ

             

            ผิดกับวัดในปี พ.ศ. 2538 อย่างนี้ที่เขาคิดไม่ถึงว่าจะได้เจอกับชาวบ้านย่านร้านตลาดในชุมชนละแวกเขตวัดที่ต่างพากันมาถือศีลอุโบสถกันนับจำนวนถึงสามสิบกว่าคนเลยทีเดียว

            นี่มันเยอะกว่าช่วงในพรรษาตอนที่เขาบวชอยู่เสียอีกนะนี่คิดว่าน่าจะเป็นเพราะวันพระสุดท้ายของปีนี่แหละผู้คนจึงได้ใจตรงกับเขาต่างพากันกระตือรือร้นมาทำบุญส่งท้ายปีเก่ากันมากมาย

             

            หลังจากถือศีลอยู่หนึ่งวันและหนึ่งคืนแล้วตอนเช้าหลังจากลาศีลภานุวัฒน์ก็พูดคุยปรึกษากับหลวงตาแช่มถึงแผนการทำบุญเพื่อย้ายเข้าบ้านหลังใหม่ของตนเอง

            ชายหนุ่มมีแพลนย้ายเข้าบ้านใหม่วันที่หนึ่งมกราคมก็จริงแต่ตัวเขาเองนั้นไม่ได้มีทุนทรัพย์มากพอที่จะจัดงานทำบุญบ้านหรือเลี้ยงพระได้ดังนั้นเขาจึงใช้วิธีที่เซฟคอร์สแต่ได้ผลดีในการปฏิบัติทำบุญเพื่อให้เกิดความเป็นสิริมงคลกับตัวบ้านเช่นกันด้วยการขอนิมนต์พระสักหนึ่งรูปเพื่อให้ไปรับสังฆทานที่บ้านหลังใหม่ของเขา 

             

            ภานุวัฒน์เห็นว่าพระเพียงหนึ่งรูปทางวัดไม่น่าจะวุ่นวายมากจึงไม่ได้เตรียมตัวบอกกล่าวหลวงตามาแต่เนิ่น ๆ ล่วงหน้าเป็นเดือนหรืออาทิตย์เหมือนอย่างกับการทำบุญบ้านแต่พอมาบอกเอาในเวลาคับขันอย่างนี้ก็เกือบจะถูกหลวงตาแช่มเอาหญ้าคาพรมน้ำมนต์ฟาดหัวเข้าให้

             

            “ไอ้เจ้าวัฒน์นี่ มันเห็นพระเป็นตู้ ATM รึไง ถึงจะเรียกเมื่อไหร่ก็ได้เมื่อนั้นเลยน่ะ” หลวงตาแช่มเสียงแข็งทำตาถมึงทึงดุใส่

             

            “ผมเห็นว่านิมนต์แค่หนึ่งรูป ใครก็ได้ไม่คิดว่าจะวุ่นวายน่ะขอรับ”

            ไตเติ้ลก้มหน้าทำตัวลีบ ลูกพลับที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ จึงแอบขยับไปซ่อนตัวอยู่ข้างหลังป๊ะป๋าบ้างอย่างไม่ได้ตั้งใจ

             

             เด็กชายไม่กลัวหลวงตาแช่มหรอกเพราะว่าหลวงตาแช่มใจดีตอนที่พ่อไม่มีเงินหลวงตาแช่มก็แบ่งอาหารกับขนมให้ลูกพลับกับพ่อมาตลอดแต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม พอเห็นป๊ะป๋าทำท่าหงอหลบหลวงตาแล้วเด็กน้อยก็อดไม่ได้ที่จะหลบตามอย่างบ้าง

             

            หลวงตาพอเห็นเจ้าหนูขยับไปแอบอยู่ที่ข้างหลังพ่อก็คิดว่าตัวเองคงจะดุเกินไปนิดจึงพยายามสงบอารมณ์มาพูดคุยดี ๆ อีกครั้ง 

             

            “ในวันปีใหม่พระที่วัดมีกิจกรรมต้องรับกิจนิมนต์หลายบ้านจนวุ่นวาย บ้านบางหลังอยากเลี้ยงพระ 9รูป หลวงตายังต้องกล่อมให้เหลือห้ารูปเพื่อที่จะได้แบ่งไปรับกิจนิมนต์ที่บ้านหลังอื่นได้อย่างทั่วถึงหลวงตาเองยังต้องไปสวดงานบุญบ้านตอน 9 โมงเลยแล้วอาตมาจะหาใครมารับนิมนต์จากโยมได้เล่า”

             

             “ถ้าเป็นตอนเช้าช่วงบิณฑบาตได้ไหมขอรับ” ภานุวัฒน์ถาม

             

            “หือ?” หลวงตาแช่มเลิกคิ้วโคลงศีรษะเล็กน้อย

             

            “ก็คือตอนที่ท่านสมภารบิณฑบาตก็ผ่านไปรับบาตรที่บ้านกระผมกระผมจะนิมนต์ท่านเข้าบ้านและถวายสังฆทานตอนนั้น ไม่ได้ทำพิธีใหญ่ให้มากความอย่างมากก็แค่พรมน้ำมนต์ให้กับบ้านเพื่อความเป็นสิริมงคล ไม่น่าจะเสียเวลาแน่ขอรับ”ชายหนุ่มยื่นข้อเสนอ

             

            หลวงตาแช่มนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งเห็นว่าเป็นเวลาที่สะดวกจริงเพราะอย่างไรเสียพระก็ต้องออกบิณฑบาตในตอนเช้าอยู่แล้วจึงยอมตกลงรับปากตามข้อเสนอนั้น

             

            ภานุวัฒน์ไม่มีปัญหาในเรื่องนี้เลยเพราะในชีวิตก่อนตอนที่พ่อของเขาอายุมากขึ้นจนไม่สะดวกที่จะออกจากบ้านเดินทางไปทำบุญที่วัดด้วยตนเองชายหนุ่มก็มักจะใช้วิธีเตรียมข้าวของสำหรับใส่บาตรทำสังฆทานเอาไว้ให้แล้วก็ออกไปที่หน้าบ้านเพื่อดักรอพระที่มาเดินบิณฑบาตและนิมนต์ท่านเข้ามารับสังฆทานข้างในบ้านเพื่อที่พ่อของเขาจะได้สามารถทำบุญด้วยได้โดยไม่ต้องฝืนสังขารอยู่แล้ว 

             

            ตกลงกับหลวงตาได้ไตเติ้ลก็หิ้วลูกชายออกจากวัดวันนี้ไม่มีคิวงานขายเพลทแต่ทิดวัฒน์ก็ยังขอยืมรถมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างของวัดมาใช้

             

            การนิมนต์พระมารับสังฆทานในบ้านจะว่างานเล็กก็เล็กจะว่างานใหญ่ก็ไม่น้อย มันอยู่ที่ของอันต้องตระเตรียมมากกว่าว่าเราอยากจะถวายสังฆทานอะไรบ้างมากน้อยแค่ไหนดังนั้นในตอนที่หาซื้อของจึงจำเป็นต้องมีรถพ่วงข้างมาไว้ใส่ของที่ซื้อสำหรับเตรียมจะทำบุญด้วย

             

            แค่พระพุทธรูปหน้าตักห้านิ้วก็หนักเกินกิโลแล้วยังมีไตรจีวร ขันน้ำมนต์อะไรพวกนี้อีก ก็จำเป็นต้องยืมซาเล้งวัดมาขนจริง ๆ นั่นแหละซื้อของที่จำเป็นเก็บเอาไว้ก่อน พอถึงวันที่หนึ่งตอนเช้าค่อยออกมาซื้อ

             

            กับข้าว อาหาร ดอกไม้อีกทีหนึ่ง.

             


    [1]ทำบุญบ้านวันปีใหม่ อันนี้ไม่ใช่ประเพณีไทยนะคะไม่ได้ปฏิบัติสืบต่อมาแต่โบราณแต่ก็จะมีคนบ้างกลุ่มที่นิยมทำบุญขึ้นบ้านใหม่/ทำบุญบ้านโดยยึดเอาฤกษ์ปีใหม่อยู่ไม่น้อยเลยค่ะสังเกตได้จากตอนที่ไรต์จะทำบุญบ้านวันปีใหม่แต่ละทีก็หานิมนต์พระได้ยากมาก ๆ เลย ToT

    [2]ศีลอุโบสถ อุโบสถ แปลว่า การเข้าถึงการถือศีลอุโบสถ หมายถึง การเข้าไปอยู่รักษาศีล ๘ อย่างเคร่งครัดในวัดเป็นเวลาหนึ่งวันและหนึ่งคืน