ลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ]

    บทที่ 159 สัตว์อสูรบรรพกาล เงาทมิฬ

        ฝูงชนที่ชมการประลอง พากันพูดคุย "เป็นไปได้ที่ปีนี้อาจจะมีเรื่องไม่คาดฝันก็เป็นได้ พวกเขาต่างคาดเดาไม่ถูก ใครจะเป็นอันดับหนึ่งของปีนี้กันแน่ แม้แต่ม้ามืดยังชนะเข้าสู่รอบต่อไปได้ จะเกิดอะไรขึ้นอีกก็ไม่แปลกแล้วละ"



    ชายหนุ่มดินแดนเซียนเอ่ยค้าน "พวกเจ้าอย่างลืมว่า นายน้อยแห่งดินแดนเซียนของข้ายังไม่ได้ขึ้นประลอง อย่างไรข้าก็ว่าการประลองครั้งนี้ไม่มีพลิกล็อกอย่างแน่นอนพวกเจ้ารอดูได้เลย" หลานคนของดินแดนเซียนต่างเชื่อมั่นในตัวนายน้อยจ้าวอี้เทียน จะนำความรุ่งโรจน์มาสู่ดินแดนเซียน




    ด้านล่างลานประลองเต็มไปด้วยบรรยากาศอึมครึม ไม่มีใครเอ่ยพูดอะไรคำใดออกมา แม้แต่พวกอี้เฉินที่ดูการประลองยังใจสั่นสะท้านไม่คิดว่า

    ซีเผิงจะชนะการประลอง



    อี้เฉินครุ่นคิดอย่างหนักเขาจะขึ้นไปท้าประลอง ดีหรือไม่ เขามองว่าหากไม่ขึ้นไปท้าประลอง ก็ไม่ต่างกันมากคู่ต่อสู้ทุกคนล้วนแข็งแกร่ง

    ไม่ใช่จะชนะมาได้ง่ายๆ

    พวกเขา4คนต่างสบตากัน แต่ก็ไม่มีใครขึ้นไปบนสนามประลองแห่งเกียรติยศ



        ก่อนที่หลินซาง จะหมดความอดทน พุ่งทะยานขึ้นลานประลองแห่งเกียรติยศไปในทันที หลินซาง มองลงมาที่พวกเขาทั้งสามคนก่อนยกยิ้มชี้นิ้วมาที่ นายน้อยจ้าวอี้เทียน หลินซางตัวเขามองว่าหากชนะนายน้อยแห่งดินแดนเซียนได้ชื่อเสียงของเขาจะดังออกไปไกล สิบแคว้นร้อยแคว้นก็เป็นได้ เขาจึงตัดสินใจเลือกประลองนายน้อยจ้าวอี้เทียน




    ....
    ฝูงชนที่เห็นหลินซาง ผู้นี้ท้าประลองกับนายน้อยของพวกเขาต่างรู้ได้ทันที "ไอ้หมอนี่มันคิดจะสร้างชื่อสินะ"

    ผู้ชมหลายคนต่างหน้ามืดทะมึนอยากจะสั่งสอน หลินซางเสียให้ได้ "กล้าทำใบหน้าโอหังต่อหน้านายน้อยของพวกเขางั้นหรือ" หลายๆ คนเริ่มเดือดดาล



    พวกเขาต่างตะโกนด่าทอไปที่หลินซาง "เจ้าอย่าทำตัวได้ใจไปหน่อยเลย ข้า มั่นใจเจ้าจะต้อง คลานลงมา จากลานประลองเป็นแน่"
    รอบถึงกับเกิดจลาจลเล็กๆ ถึงกับต้องให้เจ้าสำนักเซียน กระแอมออกมาฝูงชนถึงจะหยุดบ้าคลั่ง

    หลินซางผู้นี้ช่างหยิ่งยโส แววตาไม่มีท่าที สะทกสะท้าน สมกับเป็นคนที่ผู้คนไม่ชอบขี้หน้า แต่พลังของเขาคือของจริงไม่ โกหกอย่างแน่นอน
    ....




    พวกเขาทั้งสองคนประจันหน้ากับอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนที่ จ้าวอี้เทียนจะเอ่ยพูด "เจ้ามั่นใจจะชนะข้ากี่ส่วนกันแน่"



    หลินซางพูดจาด้วยท่าทีโอหัง "ก็ต้องสิบส่วนสิถามมาได้"



    จ้าวอี้เทียนเริ่มเกิดโทสะเล็กๆ คนผู้นี้เหมือนอยู่คนละ ขั้ว กับตัวเขา ยากที่จะพูดคุยกันได้ ทั้งคู่จ้องตาใส่กันไปมาจิตสังหารพุ่งสูงอย่างรวดเร็ว

    ก่อนที่หลินซางจะหมดความอดทน ระเบิดปราณพลังออกมาอย่างบ้าคลั่ง



    จ้าวอี้เทียนเองก็ไม่รอช้าระเบิดปราณพลังออกมาพร้อมต่อสู้ พวกเขาเตรียมพร้อมสำแดงญาณวิเศษต่างๆ ออกมาสู้ศึกครั้งนี้ หมายมั่นจบการต่อสู้ครั้งนี้ให้เร็วที่สุด



    ปราณพลังทั้งสองโพยพุ่งอย่างรุนแรง ก่อนจะปล่อยหมัดที่อัดปราณพลังเข้าปะทะกันอย่างบ้าคลั่ง เสียงตูมดังก้องไม่ขาดสายหลายสิบกระบวนท่า ทั้งสองเหมือนอสูรร้ายที่หลุดออกจากกรงขัง เข้าต่อสู้กันอย่างบ้าคลั่ง ไม่นานก็มีเสียงหนึ่งดังออกมา มันคือเสียงกระดูกที่แตกหัก



    ฝูงชนต่างจับตา การปะทะครั้งแรกนี้ใครจะเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำด้านกายา


    จ้าวอี้เทียนถอยออกมาหลายก้าว นิ้วมือของเขาถึงกับแตกหักมีเลือดไหลซึม เขาไม่คิดมาก่อนว่ากายาของเขาจะแพ้ หลินซางผู้นี้ถึงกับทำให้เขา ประหลาดใจถึงกับทำให้ตัวเขาถอยร่น มาได้



    .....
    ฝูงชนต่างตกตะลึงไม่คิดว่า กายาของหลินซางจะแข็งแกร่งถึงเพียงนี้สมกับเป็นจอมยุทธ์หลบซ่อนที่แข็งแกร่งที่สุดคนหนึ่ง



    ชายหนุ่มเอ่ยพูด "หรือว่าจ้าวอี้เทียนจะแพ้อีกคน"
    รอบด้านต่างพากันพูดคุย แต่ก็ไม่มีใครคิดว่าจ้าวอี้เทียนจะพ่ายแพ้ได้ง่ายดายนักหรอก
    ....




        จ้าวอี้เทียน เริ่มเดือดดาลเป็นโทสะไม่คิดคนผู้นี้จะมีกายาที่แข็งแกร่งกว่าเขา

    เขาระเบิดปราณพลังเข้ามาห่อหุ้มที่กำปั้นไว้จุดเดียวคิดเพิ่มพลังโจมตี

    จ้าวอี้เทียนเหยียบพื้นอย่างแรงก่อนจะง้างกำปั้นต่อยสวนออกไปอย่างแรง



    หลินซานถึงกับส่ายหัว"เจ้ายังไม่เข็ดอีกงั้นหรือ" ตัวเขาปล่อยกำปั้นสวนหมัดของจ้าวอี้เทียนทันทีเสียง"ตูม"ดังก้อง

    มาพร้อมกับเสียงกระดูกแตกหัก



    แต่คราวนี้กลับกลายเป็น หลินซางที่บาดเจ็บเลือดอาบนองที่กำปั้น นิ้วของเขาถึงกับแหลกเละ คิดถอยหนี ออกไปก็ไม่ทันกาล

    หมัดที่สองพุ่งเข้าใส่ลำตัวของเขาอย่างแรง



    "ตู้ม"



    หลินซางที่โดนหมัดนั้นเข้าไปเขาถึงกับ ถอยกระเด็นไปหลายสิบก้าวก่อนจะยันร่างขึ้นมา เขามองไปที่จ้าวอี้เทียนด้วยความประหลาดใจเหตุใด

    กายาเขาถึงแพ้ได้



    หลินซางเริ่มเดือดดาลบ้าคลั่ง ดวงตาของเขาแดงก่ำราวเลือด คิดจบการต่อสู้ในศึกครั้งนี้ เขาเตรียมสำแดง ร่างที่แท้จริง

    ต้นตระกูลของพวกเขามีสายเลือดของสัตว์อสูรบรรพกาลถึงจะมีเพียงน้อยนิดก็ตาม แต่ก็ช่วยเพิ่มพละกำลังให้เขาได้มาก



    รอบบริเวณเต็มไปด้วยแสงพร่างพราว ก่อนจะมีเสียงสัตว์อสูรคำรามออกมา รูปร่างของมันคล้ายหมาป่าสีดำตัวใหญ่

    หลังของมันมีปีกขนาดใหญ่สีดำราวรัตติกาล งอกออกมา



    ฝูงชนที่เห็น เงาทมิฬ ถึงกับเบิกตากว้าง ไม่เว้นแม้แต่จ้าวอี้เทียน หรือนั่นจะเป็นสัตว์อสูรบรรพกาล เงาทมิฬ ไม่คิดว่าหลินซาง

    จะยังมีสายเลือดสัตว์อสูรบรรพกาลหลงเหลืออยู่ในสายเลือด แต่สายเลือดนั้น แทบจะจางหายไม่มีความเป็นสัตว์อสูรบรรพกาลอยู่แม้แต่น้อย




    จ้าวอี้เทียนที่เห็นเงาทมิฬ เขาถึงกับหน้ามืดทะมึนตัวของมันใหญ่เป็นอย่างมาก แถมยังมีปีกทีหลังอีก ความเร็วของมันต้องไม่น้อยเป็นแน่

    เงาทมิฬ มันพุ่งเข้ามาอย่างฉับพลัน ง้างกรงเล็บตบลงไปใส่หัวจ้าวอี้เทียนทันที หมายบดขยี้ร่างของจ้าวอี้เทียน


    เสียง"ตู้ม"ดังก้อง


    จ้าวอี้เทียนถึงกับถูกกดร่าง จนหัวเข่าติดพื้นอย่างรวดเร็ว ร่างของเขาเริ่มมีรอยแตกร้าวจากแรงกดดันที่กดทับลงมา เลือดในกายาเริ่มไหลซึมออกมาไม่หยุดจากแรงกดทับอันมหาศาล หากเขาไม่สามารถหลุดพ้นออกไปได้ร่างกายเขาได้แหลกเละเป็นแน่



        จ้าวอี้เทียน เริ่มบ้าคลั่งเขาไม่คิด ถูกบดขยี้จนตัวตาย เขาระเบิดปราณพลังออกมาอย่างบ้าคลั่ง สำแดงวิชากายาปิศาจทันที

    ร่างทั้งร่างของเขาเต็มไปด้วยเกล็ดมังกรสีดำทั่วร่าง กายาขยายใหญ่ขึ้นถึง1เท่าตัว ร่างทั้งร่างเต็มไปด้วยมัดกล้าม

    พลังกายาพลุ่งพล่านอย่างรุนแรง แม้แต่อากาศรอบๆ ยังถูกกดดันจนบิดเบี้ยว



    ก่อนที่จ้าวอี้เทียน จะต่อยหมัดออกไปใส่ เงาทมิฬ



    เงาทมิฬ มันถึงกับขนลุกชัน สัมผัสได้ถึงความอันตรายจากจ้าวอี้เทียน มันคิดถอยหนีแต่ก็ไม่ทันกาล ขาของมันที่กดทับร่างจ้าวอี้เทียน

    ไว้ถึงกับแหลกเละไม่มีชิ้นดี เลือดสาดกระเซ็นย้อมลานประลอง



    เงาทมิฬ ตะโกนออกมาด้วยความไม่อยากเชื่อ "เป็นไปได้อย่างไร เหตุใดเจ้ามีพลังกายาที่มากขนาดนี้ ถึงกับทำให้ร่างสัตว์อสูรบรรพกาลของข้า บาดเจ็บหนักได้"



    จ้าวอี้เทียน ยกยิ้ม ก่อนจะ ตะโกนก้อง "เจ้าแพ้ไปซะ"



    ทันใดกำปั้นของเขาก็พุ่งเข้าใส่ร่าง เงาทมิฬอย่างบ้าคลั่ง รอบๆ สั่นไหวอย่างรุนแรงหมัดที่จ้าวอี้เทียนปล่อยออกมาถึงกับ

    แหวกอากาศรอบๆ จนแตกสลายหมายบดขยี้ร่าง เงาทมิฬเสีย



    เงาทมิฬ ถึงกับเบิกตากว้างหากโดนหมัดนั้นเข้าไปตัวของมันได้บาดเจ็บหนักเป็นแน่ มันที่ไร้ทางเลือก

    เผาผลาญเลือดบริสุทธิ์ที่มีอยู่ในกายาอันน้อยนิดทันที



    ปราณพลังเออล้นออกมาอย่างบ้าคลั่ง เหมือนดั่งมีอสูรร้ายบรรพกาลลงมาเยือน รอบด้านถึงกับสั่นไหวอย่างรุนแรง

    พลังของมันพลุ่งพล่านขึ้นมาทันที  เงาทมิฬหุบปีกขนาดใหญ่ของมัน หมายป้องกันกายา



    เสียง"ตูม"ดังก้อง อากาศรอบๆ แตกร้าวเป็นทางราว เงาทมิฬถึงกับร่างสั่นเทิ้มแต่มันก็สามารถรับการโจมตีของจ้าวอี้เทียน ไว้ได้



    จ้าวอี้เทียน ถึงกับใจสั่นสะท้านไม่คิดว่าหมัดของเขาจะถูกหยุดไว้ เงาทมิฬ กางปีกกว้างก่อนจะปล่อยขนสีดำออกมาเป็นสายฝนเข้าโจมตีอย่างบ้า ขนสีดำปลิวว่อนทั่วบริเวณ



    เสียง"ตูม"ดังก้องไม่ขาดสาย



    จ้าวอี้เทียนที่อยู่ในร่าง กายาปิศาจถึงกับมีบาดแผลฉีกขาด เลือดสาดกระเซ็น คิดไม่ถึงว่ากายาที่เขา ภาคภูมิใจจะบาดเจ็บได้



    เงาทมิฬ ดวงตาแดงก่ำ ด้วยความแค้นเคืองขนาดตัวมัน เผาผลาญเลือดบริสุทธิ์ในกายาไปมากก็ยัง ไม่อาจจบการต่อสู้ครั้งนี้ได้

    เงาทมิฬไม่คิดเผาผลาญเลือดบริสุทธิ์จนหมด ก่อนจะหยุดเผาผลาญ เลือดบรรพกาลมีอยู่ในกายาอันน้อยนิด



    เงาทมิฬ กางปีกออกกว้างหมาย เฉือนร่าง จ้าวอี้เทียนให้ขาดเป็นสองท่อน คิดจบการต่อสู้ครั้งนี้ แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นกับเขา จ้าวอี้เทียนเหยียบพื้นอย่างแรงก็จะฉีกปีกสีดำของเขาทิ้ง



        เงาทมิฬ ร้องคำรามด้วยความเจ็บปวด ดิ้นอยู่บนลานประลองอย่างบ้าคลั่ง คิดไม่ถึงตัวมันจะถูกไล่ต้อนได้ไวขนาดนี้ หากไร้ปีกความเร็วของมันก็จะไม่มี ก่อนที่จะคืนร่างมนุษย์ คิดต่อสู้อีกครั้ง ปราณพลังของมันหดหายไปมากคงต่อสู้ได้อีกไม่นาน ตัวของมันหายใจหนักหน่วงอย่างรุนแรงด้วยความอ่อนล้า



    หลายๆ คนที่ชมการประลองต่างใจสั่นสะท้านคิดไม่ถึง เงาทมิฬ จะสิ้นท่า



        จ้าวอี้เทียน ไม่ปล่อยโอกาสนี้ไว้ เขาขับเคลื่อนพลังกายา ที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเต็มกำลังรอบๆ สั่นไหวอย่างรุนแรง

    ชกกำปั้นออกไปด้านหน้าอย่างแรง ญาณ วิเศษ ก่อรูปเป็นวงแหวนด้านหน้ากำปั้นของเขา ก่อนจะปล่อยปราณพลังก่อรูปเป็นมังกรสีดำออกไปทำลายล้างด้านหน้าอย่างแรง



    หลินซางดวงตาเบิกกว้าง ด้วยความแค้นเคืองตัวเขาหลบไม่พ้นอย่างแน่นอน ถูกปราณพลังที่ก่อรูปเป็นมังกรสีดำ

    ซัดอย่างแรงรอยกระเด็นติดภูเขาที่นั่งคนดูในทันที



    เสียง"ตู้ม"ดังก้อง หลินซางถึงกับหมดสติลงในทันที ยังดีที่ตัวเขาไม่บาดเจ็บถึงขั้นทำให้รากฐานของเขาเสียหาย



    จ้าวอี้เทียน ไม่พอใจตัวเองอย่างมาก เขาไม่คิดว่าตัวเขาจะบาดเจ็บหนักได้ถึงเพียงนี้ จริงๆ เขาคิดจะจบการต่อสู้โดยไวไม่คิดว่า

    หลินซางผู้นี้จะบีบให้เขาต้องเอาจริงได้




    รอบๆ ลานประลองเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยดัง เอ็ดอึง



    แม้แต่จอมยุทธชรา บางคนยังชมจ้าวอี้เทียน มีโอกาสสูงจริงๆ ที่จะเป็นอันดับหนึ่งพวกเขามองว่า จ้าวอี้เทียน น่าจะบาดเจ็บน้อยที่สุดในบรรดาผู้ที่เข้าร่วมงานประลองตอนนี้ แต่ก็ไม่ได้ดีกว่ากันไปมากซักเท่าไหร่



    อนุชน หลายๆ คนถึงกับถอนหายใจ พวกเขาอยู่คนละระดับกับ จ้าวอี้เทียนจริงๆ ทั้งๆ ที่พวกเขาเองก็เป็นอนุชนรุ่นเดียวกัน แต่ความห่างชั้นในระดับฝีมือมีมากเหลือเกิน

    คล้ายกับเรื่องลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ] ที่คุณอ่าน