หลังจากที่ทำการตัดแขนของหยู่เฉินไป 1 ข้าง ตัวของเย่หยุนซีก็เผยรอยยิ้มเหี้ยมหาญ จากนั้นค่อยๆสาวเท้าก้าวเดินไปหาอีกฝ่ายอย่างเนิบช้าราวกับพญามัจุราชก็ไม่ปาน
"ขออภัย! ขออภัยที่ข้าน้อยเสียมารยาทขอรับนายท่าน" ทางด้านหยู่เฉินเมื่อเห็นว่าอีกฝั่งใกล้เข้ามาก็ก้มศีรษะลงแนบพื้นร้องขอความเมตตาในทันที
ภาพนี้ ส่งผลให้เย่หยุนซีต้องหยุดชะงักฝีเท้าแล้วถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย เมื่อครู่มันยังวางมาดสูงส่งอยู่เลยไม่ใช่หรือไง แล้วเหตุไฉนถึงได้กลับกลายเป็นหมอบกราบเขาอย่างง่ายดายเช่นนี้กัน
"เหอะ! ไร้ประโยชน์!" บุรุษหนุ่มเย่หยุนซีอุทานแล้วเตรียมตัวหันหลังเดินจากไปโดยไม่คิดรอช้า
แต่ทว่าทันใดนั้นเอง หญิงสาวคนงามจู่ๆก็ส่งเสียงเรียกขานออกมา "ช้าก่อนองค์ชาย พวกเรามาพูดคุยกันเสียหน่อยได้หรือเปล่า"
เย่หยุนซีหยุดชะงักฝีเท้า "พูดคุยงั้นหรือ? ท่านมีสิ่งใดจะพูดคุยกับข้า??"
"เอ่อ......หากไม่รังเกียจ พวกเรามาสนทนากันด้านในศาลาได้หรือไม่?" หญิงสาวคนงามผายมือไปยังด้านในศาลาพลางเอ่ยถามกลับอีกครั้ง
เย่หยุนซีเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้าตอบรับ ก่อนจะเดินผ่านหยู่เฉินที่กำลังนั่งคุกเข่าแล้วเข้าศาลาไปพร้อมกับโฉมสะคราญในทันที
"ก่อนอื่น ข้าต้องขอแนะนำตัวอย่างเป็นทางการ ข้ามีนามว่าจีเสวีย มาจากเผ่าอสูรดวงดาว และเป็นทายาทคนสุดท้ายของเผ่าพันธุ์"
"อืม ส่วนตัวข้านั้นมีนามว่าเย่หยุนซี และก็อย่างที่ท่านเห็นข้าเป็นลูกครึ่งมนุษย์และปีศาจ" บุรุษหนุ่มแนะนำตัวกลับ หลังจากได้รับฟังคำแนะนำตัวของอีกฝ่าย
"ลูกครึ่งมนุษย์และปีศาจ?? องค์ชายต้องล้อเล่นแน่ๆ เพราะข้าสัมผัสได้ถึงพลังสายเลือดที่ลึกลับซับซ้อนยิ่งกว่านั้น และอย่างน้อยท่านก็ต้องมีความเกี่ยวพันกับเผ่าอสูรสักเผ่าแน่ๆ.............องค์ชาย ที่ข้าพูดถูกหรือเปล่า?" จีเสวียกล่าวออกมา
เย่หยุนซียกยิ้มบางพลางส่ายศีรษะอย่างเนิบช้า "แม่นาง ข้าว่าบางสิ่งบางอย่าง ถึงแม้จะรู้ก็ไม่สมควรพูดสักเท่าไหร่"
"คิกคิก องค์ชายคิดจะปิดปากข้าหรืออย่างไร?" นางป้องปากหัวเราะพลางกล่าวเพียงสั้นๆ
บุรุษหนุ่มเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็พลันส่ายศีรษะอีกครา "มิกล้าๆ ถึงแม้ข้าจะเป็นองค์ชายจริง แต่ตัวตนของท่านก็น่าจะไม่ธรรมดาอย่างที่เห็น"
"อืมๆ ท่านเดาได้ถูกต้อง เพราะตอนนี้ข้ามีสถานะเป็นบุตรสาวบุญธรรมของมหาเทพปีศาจ กู่หลินเฉิน และมีตำแหน่งเป็นเทพธิดาพยากรของพิภพปีศาจแห่งนี้" จีเสวียคลี่ยิ้มแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ
แต่มันกลับส่งผลให้เย่หยุนซีถึงกับใบหน้าแข็งค้างในชั่วพริบตา "ท่านเป็นบุตรบุญธรรมของตาแก่นั่นน่ะนะ!"
"คิกคิก ใช่แล้วล่ะ เพราะท่านพ่อช่วยชีวิตข้าเอาไว้ในตอนที่เผ่าอสูรดวงดาวกำลังจะสูญสิ้นเผ่าพันธุ์............อ๊ะ! ว่าแต่ทำไมท่านถึงเรียกท่านพ่อของข้าว่า 'ตาแก่'เช่นนั้นล่ะ?" นางเอ่ยถาม
"เหอะ ไม่มีอะไรๆ ข้าก็แค่ไม่ค่อยชอบขี้หน้าตาแก่เอาแต่ใจคนนั้น" เย่หยุนซีทำหน้ามุ่ยพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เจือความหมั่นใส้
"ท่านถอนคำพูดเดี๋ยวนี้นะ! ถึงแม้ท่านพ่อจะดูเหมือนเอาแต่ใจ ทว่าเขาก็ไม่เคยทำอะไรโดยไร้ซึ่งเหตุผลเลยสักครั้ง" จีเสวียเผยสีหน้าจริงจัง เนื่องจากว่านางติดตามกู่หลินเฉินมาตั้งแต่เด็กจึงค่อนข้างเคารพเทิดทูนในตัวของอีกฝ่าย
"ถอนคำพูด? ข้าพูดผิดตรงไหน?" ทางด้านเย่หยุนซีเองก็ไม่ยอมทำตามโดยง่าย เมื่อเห็นว่าบรรยากาศกำลังจะกลายเป็นตึงเคลียด จึงลุกขึ้นและหันหลังเดินจากไปในทันที
"นี่ท่าน!! หยุดเดี๋ยวนี้!!!" จีเสวียรีบพุ่งเข้าไปขวางหน้า ไม่ยินยอมให้บุรุษหนุ่มออกจากศาลาริมน้ำ แต่ทว่าทันใดนั้น! จู่ๆเสียงอันทรงพลังและน่าคุ้นเคยก็พลันดังขึ้นมา
"นี่พวกเจ้าทำอะไรกันอยู่น่ะ?"
"อ๊ะ! ท่านพ่อ ท่านดูองค์ชายท่านนี้สิเจ้าค่ะ เขากล่าวหาว่าท่านเป็น 'ตาแก่เอาแต่ใจ'" โฉมสะคราญเมื่อได้ยินก็หันไปฟ้องมหาเทพปีศาจในทันที
"โอ่ว ที่แท้เจ้าก็มีความเห็นต่อข้าเช่นนี้" กู่หลินเฉินที่พึ่งมาใหม่หันไปหาเย่หยุนซีแล้วเผยรอยยิ้มบางออกมา
"ชิ! แล้วมันไม่ใช่เรื่องจริงหรืออย่างไรกันล่ะ มีบิดาบ้านไหนบ้างที่ลักพาตัวลูกสะใภ้และหลานของตนเองเพื่อบังคับให้ลูกมาที่นี่"
"อ่ะ เอ๋! บิดางั้นหรือ!!" จีเสวียตื่นตระหนกในทันทีที่ได้ยินคำพูดประโยคนี้ออกจากปากของบุรุษหนุ่มเบื้องหน้า
กู่หลินเฉินยังคงเผยรอยยิ้มออกมา "ถ้าหากไม่ใช้วิธีนี้มีหรือที่สัตว์ประหลาดตัวน้อยอย่างเจ้าจะยินยอมตามข้ามาที่พิภพปีศาจโดยง่าย"
"แต่เจ้าก็ไม่ต้องเป็นห่วงไป เพราะถ้าหากเจ้าเชื่อฟังและทำตามเป้าหมายที่ข้าตั้งไว้ให้สำเร็จ ข้าก็จะปล่อยให้เจ้าได้พบกับลูกๆและบรรดาภรรยา"
"ถ้างั้นก็บอกเงื่อนไขมา!!" เย่หยุนซีเผยสีหน้าจริงจัง
กู่หลินเฉินเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายตกหลุมพลางก็เต็มไปด้วยความพึงพอใจ "อันดับแรก เจ้าต้องไปเข้าศึกษาในนิกายที่ข้าเลือกให้ จากนั้นต้องบรรลุระดับเซียนภายใน 100 ปี"
"เหอะ เรื่องแค่นี้ ข้ามิต้องเข้านิกายอะไรนั่นก็สามารถบรรลุระดับเซียนได้ โดยใช้เวลาเพียง 1 ใน 10 ส่วนของที่ท่านกำหนด" เรื่องนี้เย่หยุนซีมั่นใจมาก เพราะช่วงเวลาในการพักเส้นลมปราณใกล้จะสิ้นสุดเต็มที ดี ไม่ดี เขาอาจใช้เวลาเพียงแค่ 3 ปีเองด้วยซ้ำ
"โอ่ว ถ้าหากเจ้ามั่นใจมากขนาดนั้น งั้นข้าจะเพิ่มเงื่อนไขเข้าไปอีก นั่นก็คือเจ้าต้องพานิกายที่ข้าเลือกให้ติดอันดับ 1 ใน 10 ของพิภพปีศาจ" กู่หลินเฉินยิ้มพลางเอ่ยปากกล่าว
คำพูดของเขาทำเอาเย่หยุนซีถึงกับนิ่งค้าง "ท่านคงไม่คิดจะเลือกนิกายที่มีระดับต่ำสุดให้ข้าเข้าไปอยู่หรอกใช่หรือไม่?"
"ฮ่าๆๆ จะเป็นอย่างนั้นได้อย่างไร นิกายที่ข้าเลือกให้เจ้าตอนนี้อยู่ในอันดับที่ 100 ของนิกายทั้งหมดในพิภพปีศาจ ซึ่งมันคงไม่ใช่เรื่องอยากสำหรับเจ้าเลยสักนิด ข้าเชื่อมั่น" รอยยิ้มบนใบหน้าอันหล่อเหลากลับกลายเป็นเจ้าเล่ห์โดยฉับพลัน
"อันดับที่ 100!"เย่หยุนซีอุทาน ถึงแม้เขาจะไม่รู้เรื่องกองกำลังในพิภพปีศาจ แต่การที่อันดับ 100 จะต้องไต่ไปให้ถึง 1 ใน 10 อันดับแรก มันก็เป็นเรื่องยากอยู่ดี เพราะทั้งกำลังคนและทรัพยากรที่ได้รับมันแตกต่างกันจนเกินไป
'เห้อ ช่วยไม่ได้' ชายหนุ่มลอบอุทาน