ตอนที่ 31
พลังที่แท้จริง
สำนักมังกรฟ้า สมกับที่ได้ชื่อว่าเป็นสำนักใหญ่ที่สุดของเมืองหยกม่วง ภายในสำนักไม่เพียงมีลานกว้างหลักสำหรับฝึกยุทธ์ที่จุผู้คนได้หลายพัน แต่ยังมีสถานที่ฝึกยุทธ์รูปแบบต่าง ๆ อีกกว่า 10 แห่ง ซึ่งแต่ละแห่งก็มีความพิเศษแตกต่างกันออกไป ซึ่งทุกสถานที่ ล้วนมีกฎระเบียบข้อบังคับในการเข้าใช้งานระบุเอาไว้อย่างชัดเจน
แม้เสวี่ยหมิงจะกราบโจวอู่เว่ยเป็นอาจารย์ แต่นั่นก็เป็นเพียงการรับศิษย์ส่วนตัว หาได้มีผลกับการเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสำนักมังกรฟ้า ทำให้เสวี่ยหมิงไม่สามารถใช้งานสถานที่ฝึกตนแบบพิเศษในสำนักได้ ซึ่งก็เป็นไปตามข้อตกลงที่ให้ไว้กับจิวอิง
(ตอนนี้เสวี่ยหมิงยังคงเป็นศิษย์สายตรงแต่ในนาม แต่ยังมิได้เป็นศิษย์อย่างเป็นทางการ ต้องรอจนกว่าเสวี่ยหมิงสามารถเข้าสู่สำนักมังกรฟ้าได้ก่อน โจวอู่เว่ยจึงจะสามารถประกาศให้เข้าเป็นศิษย์สายตรงของตัวเองอย่างเป็นทางการ ซึ่งจะทำให้สถานะของเสวี่ยหมิงนั้นสูงส่งกว่าศิษย์ในของสำนักมังกรฟ้าทันที)
แต่ในเมื่อโจวอู่เว่ยพาเสวี่ยหมิงเข้ามาที่นี่ ย่อมมีเหตุผล เพราะยังมีห้องฝึกตนทั่วไป ที่เป็นเพียงห้องทดสอบและใช้สำหรับการฝึกฝนทักษะขั้นพื้นฐานของศิษย์นอก ซึ่งห้องนี้โดยปกติก็อนุญาตให้ผู้คนจากตระกูลใหญ่เข้าเยี่ยมชม หรือผู้ฝึกตนแลกเปลี่ยนจากสำนักอื่น ๆ สามารถเข้าใช้งานได้ ทำให้การใช้งานห้องฝึกตนทั่วไปแห่งนี้ ถือว่าไม่ได้เป็นการละเมิดเงื่อนไขที่ให้ไว้กับจิวอิง โจวอู่เว่ยจึงเลือกที่แห่งนี้เพื่อทำการทดสอบลูกศิษย์คนแรกของตัวเอง
"เสวี่ยหมิง เมื่อเจ้าเข้ามาแล้วก็ปิดประตูซะ" โจวอู่เว่ยผู้เป็นอาจารย์เอ่ยเสียงเรียบ
"ครับ"เสวี่ยหมิงตอบคำ และปฏิบัติตามทันทีที่เท้าก้านพ้นจากธรณีประตูเข้ามา
เมื่อประตูปิดสนิทลงสายตาของเสวี่ยหมิงก็สาดส่ายไปทั่ว เพื่อสำรวจดูรอบ ๆ เสวี่ยหมิงสังเกตเห็นอักขระชนิดเดียวกับที่พบในข่ายอาคมมายา ขีดเขียนเอาไว้ที่ผนังทั้งสี่ด้าน เมื่อเกิดความสงสัย เสวี่ยหมิงจึงเอ่ยปากสอบถามจากผู้เป็นอาจารย์ จึงได้ความกระจ่างว่า...อักขระเหล่านี้คือเครื่องป้องกันไม่ให้ห้องเสียหายจากการฝึกฝน รวมถึงช่วยเก็บเสียงที่จะเล็ดลอดออกไปยังภายนอก
"เสวี่ยหมิง" โจวอู่เว่ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงคาดหวัง "ข้าขอบอกเจ้าตามตรง อาจารย์ได้ไปสำรวจดูพื้นศิลาที่ใช้ในการทดสอบพลังหมัดของเจ้ามาก่อนแล้ว ดังนั้นทำให้อาจารย์เชื่อว่าเจ้าต้องเก็บงำความสามารถเอาไว้" เสวี่ยหมิงอมยิ้มก่อนจะพยักหน้ารับ "ดี หากดูจากรอยเท้าที่จมลึกลงไปกว่าหกหุน อาจารย์เชื่อว่าน้ำหนักหมัดของเจ้าต้องไม่ด้อยไปกว่าจื่อฮุย หรืออาจจะสูงกว่าเล็กน้อยสินะ" โจวอู่เว่ยหันมามองเสวี่ยหมิงด้วยสายตาพินิจพิเคราะห์
แม้จะถูกสายตาของผู้เป็นอาจารย์คาดคั้น แต่เสวี่ยหมิงก็ยังคงอมยิ้มไม่เอ่ยคำ เพราะตั้งแต่ที่โจวอู่เว่ยรับตัวเขาเข้าเป็นศิษย์เสวี่ยหมิงก็ตั้งใจว่าจะไม่ปิดบังพลังที่แท้จริงของตัวเองต่อโจวอู่เว่ย จะมีเพียงก็แต่เรื่องราวของตาซ้ายกับเคล็ดวิชาบ่มเพาะกายาแห่งพระเจ้าเท่านั้น ที่เสวี่ยหมิงตั้งใจว่าจะไม่เปิดเผยกับผู้ใดทั้งสิ้น เพราะหากโลกภายนอกได้รับรู้ สำหรับเสวี่ยหมิงเองคงเกิดเป็นเภทภัยใหญ่มากกว่าที่จะเป็นโชควาสนา
"เจ้าเด็กคนนี้ อมพะนำให้ข้าสงสัยอยู่ได้" ครานี้เป็นโจวอู่เว่ยบ้างที่เอ่ยพร้อมรอยยิ้ม "ดี ถ้าเช่นนั้นเราก็มาทดสอบกันอีกรอบ หวังว่าเจ้าจะไม่ทำให้ผู้เป็นอาจารย์ต้องผิดหวังละ จำเอาไว้มีเท่าไหร่ใส่ให้หมด" โจวอู่เว่ยเอ่ยพลางชูกำปั้นขวาขึ้นมาที่ด้านหน้า
"ครับท่านอาจารย์" เสวี่ยหมิงรับคำก่อนจะเดินตรงไปยังแท่นทดสอบในห้อง ศิลาทดสอบที่ห้องนี้ดูแข็งแกร่งมั่นคงกว่าที่ใช้ในการทดสอบทั่วไปมาก แม้ความสูงของมันจะไม่แตกต่างจากศิลาที่ใช้ในการทดสอบเข้าสำนัก แต่ความแข็งแกร่งของมันกลับมากกว่าศิลาที่ใช้ในการทดสอบเข้าสำนักถึงสองเท่า ด้วยเป็นศิลาที่ใช้สำหรับศิษย์ของสำนักมังกรฟ้า ซึ่งมีบางคนที่ระดับฝึกตนสูงถึงพื้นฐานลมปราณขั้นที่ 5 ทำให้น้ำหนักหมัดย่อมเกินกว่า 10000 จินขึ้นไป
(ระดับขั้นพลังทางกายภาพนั้นจะหยุดพัฒนา เมื่อผู้ฝึกตนทะลวงผ่านไปสู่ระดับลมปราณแรกธรรมชาติ เพราะร่างกายจะไม่ดูดลมปราณเข้ามาสะสมเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งของร่างกายเพิ่มอีก แต่จะเกิดเส้นชีพจรลมปราณที่แข็งแกร่ง และพัฒนาก่อเกิดเป็นที่กักเก็บลมปราณในกาย จนถึงขั้นทะเลสาบลมปราณในขั้นต่อ ๆ ไป โดยในระดับพื้นฐานลมปราณขั้นต่าง ๆ ความแข็งแกร่งทางกายภาพจะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด จากขั้นที่ 1 ซึ่งมีพลังเพียง ไม่เกิน 500 จิน สู่ขั้นที่ 2 ซึ่งมีพลังสูงได้ถึง 2000 จิน ขั้นที่ 3 จะมีพลังสูงสุดแถว 4500 จิน ขั้นที่ 4 จะสูงได้ถึง 8000 จิน ส่วนขั้นที่ 5 ตามบันทึกสถิติมีผู้ที่ทำได้สูงถึง 20000 จิน แต่โดยทั่วไปจะอยู่ที่ 12000 - 15000 จินเท่านั้น โดยหลังจากที่ก้าวเข้าสู่ขอบขั้นลมปราณแรกธรรมชาติผู้ฝึกตนจะเน้นการฝึกฝนลมปราณซึ่งมีความสำคัญกว่าแทน)
"เมื่อเจ้าพร้อมแล้วก็เริ่มได้เลย"
หลังจากที่โจวอู่เว่ยถอยห่างออกไปแล้ว เสวี่ยหมิงจึงหลับตาลงทำสมาธิมั่น เขานึกทบทวนถึงเพลงหมัดเดี่ยวทะลวงร่างที่อาศัยแรงหมุนควงในการเพิ่มพลังทำลาย กับเปลวเพลิงร้อนในร่าง ที่สามารถอาศัยการจุดระเบิดเพื่อเพิ่มความว่องไวในการทำลาย แม้จะไม่เคยทดลองใช้ร่วมกันมาก่อน แต่เพราะความกระหายที่ต้องการจะสร้างความประทับใจแรกให้กับโจวอู่เว่ย เสวี่ยหมิงจึงตั้งใจว่าจะเสี่ยงทดลองใช้ออกด้วยกระบวนท่าประสานที่เพิ่งคิดค้นได้ออกมา เพราะเขามั่นใจว่าพลังทำลายของมันต้องไม่ด้อยไปกว่ากระบวนท่าหมัดทำลายล้าง ซึ่งเป็นหมัดที่ 3 ที่เสวี่ยหมิงในสนามทดสอบแรก
เมื่อคิดได้ดังนั้น ภาพวาดของกระบวนท่าล้วนปรากฏชัดในความคิด เท้าซ้ายพลันถอยเหยียดไปด้านหลังจนสุดรั้ง สภาพคล้ายกำลังจะโจนทะยานไปยังเบื้องหน้า ฝ่ามือซ้ายกางกั้นปิดหมัดขวาที่กำแน่นแนบลำตัว เท้าขวายกลอยขึ้นอย่างมั่นคงก่อนจะกระทืบหยั่งลงไปที่เบื้องหน้าดุจเดียวกับย่างก้าวแรกของหมัดเดี่ยวทะลวงร่าง ระลอกคลื่นสั่นสะเทือนกระจายวูบออกมาโดยรอบ แต่พื้นห้องหาได้ยุบตัวลง เพราะผลป้องกันของอักขระอาคม
โจวอู่เว่ยแม้รู้ว่าเสวี่ยหมิงเก็บงำความสามารถที่แท้จริงเอาไว้ แต่เมื่อชมดูด้วยตัวเอง ยังเผลอสูดลมหายใจลึกด้วยความตระหนกเข้าไปอย่างลืมตัว แต่นั่นยังมิใช่จุดสิ้นสุดของกระบวนท่า และหาใช่ความตื่นตะลึงที่สุดของเหตุการณ์
เมื่อเท้าขวาประทับแน่นพลังงานความร้อนที่เร่งเร้าพลันพวยพุ่งจากเท้าซ้าย ผสมผสานกลับการบิดหมุนบั้นเอวเพิ่มแรงส่งขึ้นไปยังไหล่บ่าข้างขวา
ปรากฏเสียง...กรอบ กรอบ !!! ของกระดูกข้อต่อดังเลื่อนลั่นอยู่ไม่ขาดสาย ซึ่งหากเป็นผู้ฝึกตนในระดับพื้นฐานลมปราณขั้นที่สองทั่วไป หาได้มีร่างกายที่แข็งแกร่งจากวิชาบ่มเพาะกายาแห่งพระเจ้าขั้นที่ 1 เช่นเดียวกับเสวี่ยหมิง คาดว่าการโจมตีที่ผลักภาระหนักให้กับร่างกายเช่นนี้ ย่อมส่งผลสะท้อนให้ผู้ใช้กระบวนท่าได้รับบาดเจ็บกลับคืนไปไม่น้อยเลยทีเดียว
แรงหมุนควงที่ผสานเสริมกับพลังงานเร่งเร้าของลมปราณร้อนในกายปะทุออกพร้อม ๆ กัน ส่งให้ร่างของเสวี่ยหมิงพุ่งทะยานออกไปราวลูกเกาทัณฑ์ที่ถูกง้างยิงด้วยแรงอันสุดรั้ง หมัดขวาที่บิดควงหมุนผ่านฝ่ามือซ้ายที่ปิดป้องก่อนหน้า ราวกับคมกระบี่ที่หลุดจากฝัก แผ่พุ่งพลังหมุนวนทำลายล้างเข้าใส่ศิลาทดสอบตรงกลางเป้า ทุกอิริยาบถแม้กล่าวโดยยืดยาว แต่แท้จริงเกิดขึ้นเพียงแค่ชั่วเสี้ยวกระพริบตา
สำหรับโจวอู่เว่ย ความตื่นตะลึงพลันเอ่อท่วมเพิ่มขึ้นในทุกขณะ จนแม้แต่ตัวมันเองซึ่งเป็นผู้ที่ชมดูอยู่ด้านข้าง และเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างชัดตา ยังมิอาจทำใจให้ยอมรับได้ ว่าผู้ที่กำลังโจมตีอยู่ตรงหน้ามันเป็นเพียงผู้ฝึกตนในระดับพื้นฐานลมปราณขั้นที่ 2 เพราะพลังที่มันสัมผัสได้นั้นรุนแรงเกินกว่าผู้ฝึกตนระดับพื้นฐานลมปราณขั้นที่ 4 เสียอีก ซึ่งเสวี่ยหมิงได้ทำลายความเข้าใจเดิม ๆ ของโจวอู่เว่ยที่เรียนรู้เรื่องระดับพลังทางกายภาพของผู้ฝึกตนในระดับขั้นต่าง ๆ มากว่า 80 ปีไปจนหมดสิ้น แต่ไม่ว่าจะตื่นตะลึงสักเพียงใด โจวอู่เว่ยก็ยังคงความเป็นผู้อาวุโสที่คร่ำหวอดต่อเรื่องราวทางโลก ผู้เป็นอาจารย์จึงยังคงรักษาท่าทีสงบนิ่งเย็นชาดั่งขุนเขาเอาไว้ แม้สายตาที่จับจ้องจะหยีลงจนเล็กรี เพื่อชมดูเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น แต่ก็ไม่ปรากฏอาการตื่นตกใจให้เห็นแม้แต่น้อย
แต่เรื่องราวยังมิจบเพียงเท่านั้น ภายหลังเสียงปะทะกันของหมัดซึ่งดังสนั่นหวั่นไหว คลื่นไอร้อนหมุนวนก็แผ่กระจายอบอวลไปทั่วห้องฝึกอย่างรวดเร็ว และเมื่อคลื่นความร้อนชนปะทะเข้ากับใบหน้าของโจวอู่เว่ย เค้าความตื่นตะลึงบนใบหน้าก็มิอาจควบคุมบังคับได้อีก ยิ่งเมื่อตัวเลขบนแป้นวัดพลังโจมตีแสดงค่าที่มันวัดได้ออกมา กล้ามเนื้อที่ควบคุมกรามล่างของโจวอู่เว่ยก็สูญเสียสภาวะควบคุมไปตามกัน กรามล่างตกห้อยลงมา กลายสภาพเป็นอ้าปากหวอแข็งค้างไม่ไหวติง
"หนึ่งหมื่นหนึ่งพันจิน" โจวอู่เว่ยพยายามควบคุมตัวเองให้กลับมาสงบนิ่งอีกครั้ง เอ่ยขึ้นทั้งที่ในใจยังตกตะลึงกับเหตุการณ์อยู่มิคาย "อัศจรรย์...อัศจรรย์ยิ่งนัก ข้าไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเจ้ามีระดับพลังเพียงแค่พื้นฐานลมปราณขั้นที่สอง" สายตาที่โจวอู่เว่ยมองดูเสวี่ยหมิงเปลี่ยนไปจากก่อนหน้า จากสายตาที่เคยสงสัยเจือปนด้วยความเอ็นดู กลับกลายเป็นตื้นตันและภาคภูมิอย่างถึงที่สุดแทน แม้ว่ามันจะไม่ได้เอ่ยคำชื่นชมใด ๆ ออกมาอีก แต่ในใจกำลังโลดเต้นยินดีที่ตัวเองเพิ่งรับเสวี่ยหมิงเป็นศิษย์สายตรง "เจ้าทำได้ยอดเยี่ยมกว่าที่ข้าคาดเอาไว้มากนัก ไม่สิยอดยเยี่ยมกว่าศิษย์ใหม่ทุกคนที่ข้าเคยพบเจอมาเลยถึงจะถูก ฮ่า ฮ่า ฮ่า" โจวอู่เว่ยหัวเราะขึ้นอย่างมีความสุข "ระดับพลังทางกายภาพของเจ้านั้น ใกล้เคียงกับผู้ฝึกตนในระดับพื้นฐานลมปราณขั้นที่ 5 ไปแล้ว ถ้าเจ้าได้เรียนรู้ทักษะที่ดีละก็...คงไม่ต่างจากพยัคฑ์ติดปีกบินเป็นแน่"
"ขอบคุณท่านอาจารย์ที่เอ่ยชมศิษย์ครับ" เสวี่ยหมิงเอ่ยตอบ พลางหอบหายใจลึกเข้าไป เพราะท่าจู่โจมเมื่อครู่ ล้วนสิ้นเปลืองพลังกาย และพลังสมาธิเป็นอย่างยิ่ง หากไม่เพราะเสวี่ยหมิงมีพลังความร้อนที่ช่วยฟื้นอาการบาดเจ็บอ่อนล้าได้ ปานนี้เจ้าตัวคงต้องนอนแผ่หลาอยู่บนพื้นไปแล้ว
อาการหอบเหนื่อยที่ปรากฏล้วนเห็นได้เด่นชัด "วิชาที่เจ้าใช้ แม้นับว่ามีความรุนแรงอย่างน่าตระหนก แต่ร่างกายของผู้ใช้ล้วนได้รับภาระหนัก อีกทั้งการออกกระบวนท่าล้วนทื่อด้าน แม้สภาวะยามจู่โจมว่องไว แต่ไร้ซึ่งความพลิกแพลง หากพบเจอศัตรูที่มีท่าร่างว่องไวใกล้เคียงกัน ยังยากที่จะจู่โจมประสบผล" ทุกคำกล่าวที่เอ่ยออกมาล้วนจี้ตรงจุด
"ขอบคุณท่านอาจารย์ที่ชี้แนะครับ"
"อืม...แม้ข้าจะมองกระบวนท่าที่เจ้าแสดงได้แจ่มชัด แต่ยังคงมีข้อไม่เข้าใจ เหตุใดเจ้าที่ยังฝึกฝนไม่ถึงระดับลมปราณแรกธรรมชาติ จึงสามารถส่งความร้อนออกมาจากกระบวนท่าได้"
เสวี่ยหมิงตั้งใจที่จะไม่ปิดบังเรื่องราวของลมปราณร้อนในกายต่อโจวอู่เว่ยอยู่แล้ว เขาจึงเล่าเรื่องราวออกไปตามตรง ว่าตั้งแต่ที่ฟื้นตื่นขึ้นมาจากการปะทะกับโสมเพลิงโลกันต์ พลังงานร้อนสายนี้ก็ปรากฏขึ้นในกายของเขาเอง ซึ่งตัวเสวี่ยหมิงก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด
โจวอู่เว่ยพอใจกับเรื่องราวเปิดเผยโดยไม่ปิดบังของเสวี่ยหมิงเป็นอย่างยิ่ง พร้อมกล่าวชมเชยวาสนาอันสูงส่งของเสวี่ยหมิงอย่างไม่ขาดปาก...พร้อมคิดในใจว่าหากมีวาสนาต้องหาเจ้าโสมเพลิงโลกันต์มาเติมเต็มกระเพาะให้ได้สักครั้งหนึ่งในชีวิต